ล่าสุด มีประเด็นที่น่าจับตามองเป็นอย่างยิ่งสำหรับผู้ประกอบการและผู้ที่ติดตามทิศทางเศรษฐกิจ เมื่อคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจ การเงิน และการคลัง วุฒิสภา โดยคณะอนุกรรมาธิการด้านการคลัง ได้เปิดเวทีสัมมนา Round-Table Discussion ภายใต้หัวข้อ “ภาษีไทย : ถึงเวลาปรับโครงสร้างภาษี เพื่ออนาคตเศรษฐกิจไทย”
ผ่าโครงสร้างภาษีใหม่ ดัน VAT 10% เก็บภาษีหุ้น-ทองคำ-เที่ยวต่างประเทศ

การเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการโยนหินถามทางธรรมดา แต่เป็นการนำเสนอข้อมูลเชิงลึกและข้อเสนอที่เป็นรูปธรรม เพื่อแก้ปัญหาโครงสร้างรายได้ของประเทศที่อาจไม่สอดคล้องกับบริบทโลกในปัจจุบัน บทความนี้จะพาผู้อ่านไปเจาะลึกทุกรายละเอียดของข้อเสนอดังกล่าว ตั้งแต่การปรับขึ้น VAT ไปจนถึงการจัดเก็บภาษีในรูปแบบใหม่ๆ ที่ธุรกิจไทยต้องเตรียมรับมือ
หมายเหตุสำคัญ: ข้อมูลทั้งหมดในบทความนี้เป็น “ข้อเสนอแนะ” จากการสัมมนาของวุฒิสภา ยังไม่ใช่นโยบายที่มีผลบังคับใช้
ทำไมต้องปรับโครงสร้างภาษี? สัญญาณจากฐานะการคลัง
ก่อนที่จะไปลงรายละเอียดในมาตรการต่างๆ เราต้องทำความเข้าใจบริบทของปัญหากันก่อน นายพิสิฐ ลี้อาธรรม อนุกรรมาธิการด้านการคลัง ได้สะท้อนมุมมองที่น่าสนใจว่า ในช่วงที่มีการเลือกตั้งที่ผ่านมา เราแทบไม่เห็นพรรคการเมืองใดกล้านำเสนอนโยบายการปรับขึ้นภาษีหรือการปฏิรูปโครงสร้างภาษีอย่างจริงจัง เหตุผลหลักคือความเป็น “ประเด็นอ่อนไหว” ที่อาจส่งผลกระทบต่อคะแนนนิยมทางการเมือง
อย่างไรก็ตาม ในความเป็นจริงทางเศรษฐศาสตร์ การเพิกเฉยต่อการปรับปรุงโครงสร้างรายได้อาจส่งผลเสียในระยะยาว ดังนั้น ข้อเสนอจากเวทีนี้จึงเปรียบเสมือนการ “ผ่าตัด” ครั้งสำคัญเพื่อสร้างเสถียรภาพทางการคลัง โดยมีหัวใจสำคัญอยู่ที่การเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ให้สอดคล้องกับความเป็นจริงทางเศรษฐกิจ
ผ่าแผนขึ้น VAT จาก 7% สู่ 10% แบบขั้นบันได
ประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงมากที่สุด และถือเป็น “กระดูกสันหลัง” ของรายได้รัฐบาล คือ ภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ VAT (Value Added Tax) นายปิยพัฒน์ สุภาวรรณ รองประธานคณะอนุกรรมาธิการด้านการคลัง ได้ให้ข้อมูลเชิงเปรียบเทียบที่ทำให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นว่า ประเทศไทยมีการตรึงอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ที่ 7% มาเป็นเวลานานเกือบ 30 ปีแล้ว (ตั้งแต่วิกฤตเศรษฐกิจปี 2540)
หากมองในมุมของการช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพ การตรึงภาษีไว้นานขนาดนี้ถือเป็นผลดีต่อผู้บริโภค แต่เมื่อเราลองกางข้อมูลเปรียบเทียบกับเพื่อนบ้านในกลุ่มอาเซียน หรือกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วอย่าง OECD จะพบความแตกต่างอย่างชัดเจน โดยประเทศเหล่านั้นมีอัตราการจัดเก็บ VAT อยู่ในช่วง 10% ถึง 25% ซึ่งเมื่อเทียบกันแล้ว อัตรา 7% ของไทยถือว่าอยู่ในระดับที่ต่ำมาก
ผลกระทบต่อรายได้รัฐ
ปัจจุบัน ภาษีมูลค่าเพิ่มถือเป็นแหล่งรายได้หลักที่หล่อเลี้ยงระบบงบประมาณของไทย โดยคิดเป็นสัดส่วนสูงถึงประมาณ 30% ของรายได้ทั้งหมด หรือคิดเป็นมูลค่ากว่า 900,000 ล้านบาท การขยับเพดานภาษีขึ้นจึงส่งผลโดยตรงต่อเม็ดเงินที่จะเข้ามาพัฒนาประเทศ
- สถานะปัจจุบัน – เก็บที่ 7% รายได้ประมาณ 900,000 ล้านบาท
- เป้าหมาย – ปรับขึ้นสู่ 10% (ซึ่งเป็นอัตราเพดานที่กฎหมายกำหนดไว้แล้ว)
- คาดการณ์ – คาดว่าจะสามารถเพิ่มรายได้เข้ารัฐได้อีกประมาณ 200,000 ถึง 300,000 ล้านบาทต่อปี
กลยุทธ์การปรับขึ้นแบบ “Soft Landing”
ความกังวลของผู้ประกอบการและประชาชนคือ หากขึ้นภาษีทันทีอาจเกิดอาการ “ช็อก” ทางเศรษฐกิจ ดังนั้น ข้อเสนอจึงระบุให้ดำเนินการแบบ “ค่อยเป็นค่อยไป” โดยมีแผนการดังนี้:
- ปีแรก – ปรับจาก 7% เป็น 8%
- ปีต่อๆ ไป – ทยอยปรับขึ้นปีละ 1% จนกระทั่งถึงเป้าหมายที่ 10% ภายในระยะเวลา 3 ปี
การใช้วิธีทยอยปรับขึ้นนี้ ในทางจิตวิทยาและทางเศรษฐศาสตร์ จะช่วยให้ภาคธุรกิจสามารถปรับตัวในการตั้งราคาและบริหารต้นทุนได้ ในขณะที่ผู้บริโภคเองก็จะไม่รู้สึกถึงภาระที่เพิ่มขึ้นอย่างฉับพลันจนเกินไป
นวัตกรรมภาษี เปลี่ยน VAT ให้เป็นเงินออม
สิ่งที่ทำให้ข้อเสนอนี้มีความน่าสนใจและแตกต่างจากข้อเสนอในอดีต คือ การไม่ได้มองแค่การ “หารายได้เข้ารัฐ” เพียงอย่างเดียว แต่มีการเสนอให้นำ “ส่วนต่าง” ที่เพิ่มขึ้นมาสร้างประโยชน์กลับคืนสู่ประชาชนโดยตรง
คณะทำงานเสนอว่า เงินส่วนเพิ่ม 3% ที่เก็บเพิ่มขึ้นมานี้ ไม่ควรถูกนำไปละลายในงบประมาณรายจ่ายทั่วไป แต่ควรมีการจัดสรรอย่างมีระบบ โดยมีโมเดลที่น่าสนใจดังนี้:
- เข้าบัญชีเงินออมเฉพาะบุคคล – นำเงินภาษีส่วนเพิ่มเข้าสู่บัญชีออมทรัพย์ของผู้เสียภาษีแต่ละราย
- กลไกการลงทุน – นำเงินก้อนนี้ไปลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล ซึ่งมีความมั่นคงสูง
ทำไมต้องทำแบบนี้?
แนวคิดนี้มุ่งหวังผลลัพธ์สองทาง (Win-Win Solution)
- สร้างวินัยการออมระยะยาว – ประชาชนจะมีเงินเก็บสะสมโดยอัตโนมัติจากการบริโภค
- ดูแลสังคมผู้สูงอายุ – เงินกองทุนนี้จะเป็นแหล่งเงินทุนสำคัญที่จะนำมาปรับเพิ่ม “เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ” ในอนาคต โดยมีเป้าหมายระยะยาวที่จะปรับเพิ่มเป็น 3,000 บาทต่อเดือน จากปัจจุบันที่อยู่ในช่วง 600 ถึง 1,250 บาท (ตามช่วงอายุ) ซึ่งจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุไทยได้อย่างเป็นรูปธรรม
นอกจากนี้ คณะทำงานยังย้ำถึงมาตรการคู่ขนาน เพื่อป้องกันไม่ให้การขึ้นภาษีกระทบต่อกลุ่มเปราะบาง โดยต้องมีการเพิ่มสวัสดิการผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ การดูแลผู้พิการ และผู้มีรายได้น้อย เพื่อให้มั่นใจว่าภาระภาษีจะไม่ตกไปอยู่กับประชาชนฐานล่างมากจนเกินควร
ปิดช่องว่าง E-commerce ความเท่าเทียมในยุคดิจิทัล
ในยุคที่การค้าออนไลน์เฟื่องฟู ธุรกิจดั้งเดิม (Brick and Mortar) มักเสียเปรียบในเรื่องต้นทุนทางภาษี ดังนั้น เพื่อสร้างความเป็นธรรมในการแข่งขัน (Fair Game) จึงมีข้อเสนอที่มุ่งเป้าไปที่ธุรกิจ E-commerce โดยเฉพาะ
ยกเลิกเกณฑ์ยกเว้น 1.8 ล้านบาท
ตามกฎหมายปัจจุบัน ผู้ประกอบการที่มีรายได้ไม่เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี จะได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่ข้อเสนอใหม่ระบุให้ “จัดเก็บ VAT จากทุกกิจการโดยไม่ยกเว้นเกณฑ์รายได้พึงประเมิน 1.8 ล้านบาทต่อปี” นี่คือ จุดเปลี่ยนสำคัญที่จะทำให้ผู้ค้าออนไลน์รายย่อยต้องเข้าสู่ระบบภาษีอย่างเต็มตัว
แพลตฟอร์มต้องรับผิดชอบ
เพื่อแก้ปัญหาการหลีกเลี่ยงภาษีและการตามเก็บภาษีที่ยากลำบาก ข้อเสนอจึงผลักดันให้ แพลตฟอร์ม E-commerce ต้องทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการ “หักภาษี ณ ที่จ่าย 2% จากยอดขายร้านค้าออนไลน์”
ผลทางธุรกิจ
- ปิดช่องว่างการจัดเก็บภาษีในเศรษฐกิจดิจิทัล
- รัฐสามารถดึงข้อมูลธุรกรรมเข้าสู่ระบบได้แม่นยำขึ้น
- ร้านค้าออนไลน์ต้องมีการปรับโครงสร้างราคาและการทำบัญชีใหม่ทั้งหมด
ภาษีธุรกิจเฉพาะ หุ้นและทองคำ แหล่งรายได้ใหม่ที่ถูกมองข้าม
อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญ คือ การหันกลับมาทบทวนการจัดเก็บภาษีในตลาดทุนและตลาดสินทรัพย์ทางเลือก ซึ่งเคยได้รับการยกเว้นมาอย่างยาวนานเพื่อส่งเสริมการเติบโต แต่เมื่อตลาดเติบโตแข็งแกร่งแล้ว การกลับมาเก็บภาษีจึงเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลในมุมมองของคณะทำงาน
ภาษีขายหุ้น
ข้อเสนอ คือ การกลับมาจัดเก็บภาษีการขายหุ้น หรือ Financial Transaction Tax หลังจากที่ได้รับการยกเว้นมานานกว่า 40 ปี
- อัตราจัดเก็บ – 0.11% (รวมภาษีท้องถิ่นแล้ว)
- เหตุผล – ตลาดหลักทรัพย์ไทยในปัจจุบันมีการเติบโตขึ้นอย่างมาก จึงไม่มีความจำเป็นต้องใช้มาตรการยกเว้นภาษีเพื่อกระตุ้นตลาดอีกต่อไป
- รายได้คาดการณ์ – คาดว่าจะสามารถสร้างรายได้เข้ารัฐได้ประมาณ 16,000 ถึง 18,000 ล้านบาทต่อปี
ภาษีทองคำ
ทองคำเป็นสินทรัพย์ที่มีการหมุนเวียนสูงมากในประเทศไทย แต่ระบบภาษียังอาจตามไม่ทัน ข้อเสนอนี้จึงให้ศึกษาการจัดเก็บภาษีจากการซื้อขายทองคำทั้งสองรูปแบบ
- แบบส่งมอบจริง (Physical Gold) – การซื้อขายทองคำแท่งหรือทองรูปพรรณที่ร้านทอง
- การซื้อขายผ่านแพลตฟอร์ม (Paper Gold) – การลงทุนในสัญญาซื้อขายทองคำหรือแอปพลิเคชันลงทุนทองคำ
เหตุผล – ข้อมูลสถิติชี้ให้เห็นว่า มูลค่าการซื้อขายทองคำในปัจจุบันสูงถึงประมาณ 65,000 ล้านบาทต่อวัน ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่าตกใจเมื่อพบว่า “แซงหน้า” มูลค่าการซื้อขายหุ้นเฉลี่ยที่อยู่ที่ 42,000 ล้านบาทต่อวันไปแล้ว
นอกจากนี้ ในเชิงมหภาค การเก็งกำไรทองคำยังมีผลต่อค่าเงินบาทและเสถียรภาพเศรษฐกิจ การใช้มาตรการภาษีจึงอาจเป็นเครื่องมือหนึ่งในการลดความผันผวนและสร้างรายได้ที่เหมาะสม
การฟื้นคืนชีพ “ภาษีเดินทางออกนอกประเทศ”
สุดท้าย คือ การปัดฝุ่นกฎหมายเก่าอย่าง “พระราชกำหนดภาษีการเดินทางออกนอกราชอาณาจักร ปี 2526” กลับมาบังคับใช้อีกครั้ง
- กลุ่มเป้าหมาย –เรียกเก็บจากบุคคลสัญชาติไทยและผู้ที่มีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทย (Residents)
- อัตราการจัดเก็บ
- เดินทางทางอากาศ – 1,000 บาทต่อคน
- เดินทางทางรถยนต์หรือเรือ – 500 บาทต่อคน
มุมมองผลกระทบ – คณะทำงานประเมินว่า มาตรการนี้จะ “ไม่กระทบภาคการท่องเที่ยว” เนื่องจากเป้าหมายของการจัดเก็บไม่ใช่ “นักท่องเที่ยวต่างชาติขาเข้า” (Inbound) แต่เป็นคนไทยหรือผู้อยู่อาศัยที่เดินทางออกไป (Outbound)
- รายได้คาดการณ์ – ประมาณ 2,800 ล้านบาทต่อปี
หมายเหตุ : แม้กฎหมายฉบับนี้มีอยู่จริง แต่ในปัจจุบันยังไม่มีการบังคับเก็บภาษีนี้
บทสรุป : ก้าวต่อไปของเศรษฐกิจไทย
การเปิดเวที Round-Table Discussion ของคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจ การเงิน และการคลัง วุฒิสภา ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามในการ “Redesign” โครงสร้างรายได้ของประเทศให้มีความยั่งยืนมากขึ้น ข้อเสนอทั้ง 5 ประเด็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นการปรับขึ้น VAT เป็น 10%, การนำเงินภาษีไปสร้างระบบบำนาญ, การจัดเก็บภาษี E-commerce แบบเข้มข้น, การเก็บภาษีหุ้นและทองคำ, รวมถึงภาษีการเดินทาง ล้วนเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่จะกำหนดทิศทางอนาคตของเศรษฐกิจไทย
สำหรับภาคธุรกิจ การรับรู้ข้อมูลเหล่านี้ล่วงหน้า คือ กุญแจสำคัญในการวางแผนกลยุทธ์ แม้ว่านี่จะเป็นเพียงข้อเสนอในระดับคณะกรรมาธิการฯ และยังต้องผ่านกระบวนการทางกฎหมายอีกหลายขั้นตอนกว่าจะมีผลบังคับใช้จริง แต่สัญญาณที่ส่งออกมานั้นชัดเจนว่า “ยุคแห่งการปฏิรูปภาษี” กำลังจะมาถึง และผู้ที่ปรับตัวได้เร็วกว่าย่อมได้เปรียบในสนามธุรกิจเสมอ
การปรับโครงสร้างภาษีครั้งนี้ หากดำเนินการได้ตามแผนและมีการบริหารจัดการที่โปร่งใส ไม่เพียงแต่จะเพิ่มรายได้ให้รัฐ แต่ยังอาจเป็นกลไกสำคัญในการสร้างตาข่ายรองรับทางสังคม (Social Safety Net) ให้กับคนไทยในระยะยาว ผ่านระบบเงินออมและเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุที่มั่นคงยิ่งขึ้น นี่จึงเป็นวาระที่คนทำธุรกิจและคนไทยทุกคนต้องติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไป
อ้างอิงจาก









