วันพุธ, เมษายน 29, 2026
  • Contact
  • Home
  • Sitemap
The Signals
  • Home
  • Markets
  • Business
  • Macroeconomics
  • Trends
  • Lifestyle
  • More
    • Sustainability / ESG
    • Opinion
    • News
      • Brief
      • Press Release
    • Politics & Policy
  • Login
No Result
View All Result
The Signals
Home Markets

SET Index พุ่ง 14.4% ต้นปี 2026 ตลาดหุ้นไทยกลับมาแล้ว? หรือสัญญาณที่นักลงทุนรอคอย

SET Index พุ่ง 14.4% ต้นปี 2026 ตลาดหุ้นไทยกลับมาแล้ว? หรือสัญญาณที่นักลงทุนรอคอย
0
SHARES
1
VIEWS
Share on FacebookShare on Twitter

ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ตลาดหลักทรัพย์ไทยเผชิญกับความท้าทายมากมาย ตั้งแต่ความไม่แน่นอนทางการเมือง การฟื้นตัวที่ล่าช้าหลังวิกฤตโควิด-19 ไปจนถึงกระแสเงินทุนต่างชาติที่ไหลออกอย่างต่อเนื่อง นักลงทุนหลายรายเริ่มหันไปมองหาโอกาสในตลาดอื่นที่ดูน่าสนใจกว่า ไม่ว่าจะเป็นเวียดนาม อินโดนีเซีย หรือแม้แต่ตลาดพัฒนาแล้วอย่างสหรัฐอเมริกา​

แต่แล้วในช่วงต้นปี 2026 สถานการณ์ก็เริ่มเปลี่ยนไป ดัชนี SET Index ปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่ง แซงหน้าตลาดหลักในต่างประเทศหลายแห่ง ทำให้นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศเริ่มหันกลับมาจับตามองตลาดหุ้นไทยอีกครั้ง โดยคุณกรรณ์ หทัยศรัทธา หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุน และ นักเศรษฐศาสตร์ สายงานวิจัย (ลูกค้ารายย่อย) บริษัทหลักทรัพย์ CGS International (ประเทศไทย) ได้ให้มุมมองตลาดหุ้นไทยว่า ได้แสดงให้เห็นถึงสัญญาณการฟื้นตัวที่ชัดเจน โดยเฉพาะในกลุ่มพลังงาน เทคโนโลยี และสื่อสารโทรคมนาคม​

Related posts

เปิดโผ 15 หุ้นต่างประเทศทำเงินสูงสุดรอบ 10 ปี! ถอดรหัสปั้นพอร์ตโต

เปิดโผ 15 หุ้นต่างประเทศทำเงินสูงสุดรอบ 10 ปี! ถอดรหัสปั้นพอร์ตโต

เมษายน 29, 2026
ทำไม UAE โบกมือลา OPEC จุดเปลี่ยนโครงสร้างตลาดน้ำมันโลกจะเป็นอย่างไร

ทำไม UAE โบกมือลา OPEC จุดเปลี่ยนโครงสร้างตลาดน้ำมันโลกจะเป็นอย่างไร

เมษายน 29, 2026

SET Index พุ่ง 14.4% ต้นปี 2026 ตลาดหุ้นไทยกลับมาแล้ว? หรือสัญญาณที่นักลงทุนรอคอย

SET Index พุ่ง 14.4% ต้นปี 2026 ตลาดหุ้นไทยกลับมาแล้ว? หรือสัญญาณที่นักลงทุนรอคอย

คำถามที่นักลงทุนต้องการคำตอบ คือ “การฟื้นตัวครั้งนี้ยั่งยืนหรือไม่” และ “ตอนนี้เป็นจังหวะที่เหมาะสมในการเข้าลงทุนหรือยัง” บทความนี้จะช่วยให้คุณได้คำตอบผ่านการวิเคราะห์เชิงลึกจากข้อมูลจริง พร้อมแนวทางจากนักลงทุนระดับโลกที่คุณสามารถนำไปปรับใช้ได้ทันที

Direct Answer SET Index โดดเด่นกว่าตลาดโลกอย่างชัดเจน

ตลาดหลักทรัพย์ไทย (SET Index) บันทึกผลตอบแทน +14.4% ณ วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2026 ที่ระดับ 1,441.53 จุด ตามรายงานของ CGS International การเติบโตนี้โดดเด่นกว่าตลาดหลักทั่วโลกอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับตลาดสหรัฐอเมริกาที่ลดลง -0.2% และ Bitcoin ที่ร่วงหนัก -24.5% ในช่วงเวลาเดียวกัน​

CGS International ให้มุมมองว่า กลุ่มอุตสาหกรรมที่มีผลตอบแทนโดดเด่นที่สุด ได้แก่ กลุ่มปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ (PETRO) ที่เติบโต +29.8% กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ (ETRON) ที่เพิ่มขึ้น +28.4% และกลุ่มเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) ที่ปรับตัวขึ้น +21.8%​

ความโดดเด่นของตลาดหุ้นไทยไม่ได้มาจากเพียงผลตอบแทนเท่านั้น แต่ยังมาจากการประเมินมูลค่าที่น่าสนใจ โดย SET Index ซื้อขายที่ Forward Price-to-Earnings Ratio (FWD P/E) 14.67 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 10 ปีที่ 16.74 เท่า และต่ำกว่าค่าเฉลี่ยลบค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 1 เท่า (-1 S.D.) ที่ 14.49 เท่า การประเมินมูลค่าที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยประวัติศาสตร์นี้ชี้ให้เห็นถึงโอกาสในการปรับตัวขึ้นต่อไปในอนาคต หากปัจจัยบวกต่างๆ เป็นจริงตามที่คาดการณ์​

นอกจากนี้ สินทรัพย์ประเภทอื่นในตลาดโลกก็แสดงภาพที่น่าสนใจ ทองคำเติบโต +15.0% YTD เป็นผู้นำในกลุ่ม Multi-Asset ตามด้วยตลาดหุ้นไทยที่ +14.4% และตลาดหุ้นญี่ปุ่นที่ +12.8% ในขณะที่สินทรัพย์ดิจิทัลอย่าง Bitcoin และ Ethereum ร่วงหนัก -24.5% และ -34.8% ตามลำดับ แสดงให้เห็นว่านักลงทุนกำลังเลือกสินทรัพย์ที่มีพื้นฐานแข็งแกร่งมากขึ้น​

ทำไมตอนนี้ถึงเป็นจังหวะสำคัญของตลาดหุ้นไทย

หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้นักวิเคราะห์หลายรายมองว่าตลาดหุ้นไทยกำลังอยู่ในจังหวะที่น่าสนใจ คือ การเปลี่ยนแปลงทางการเมือง “ประเทศไทยกำลังใกล้จะมีรัฐบาล 300+ เสียง ครั้งแรกในรอบหลายปี” โดยหลังจากการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 พรรคที่ชนะการเลือกตั้งกำลังอยู่ในระหว่างการเจรจาจัดตั้งรัฐบาลผสม ซึ่งหากสำเร็จ รัฐบาลที่มีเสียงข้างมากชัดเจนในรัฐสภามักนำมาซึ่งเสถียรภาพทางการเมือง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนสถาบันใช้ประกอบการตัดสินใจลงทุน​

ความเสถียรทางการเมืองส่งผลโดยตรงต่อความมั่นใจของนักลงทุน โดยเฉพาะนักลงทุนต่างชาติที่ต้องการความแน่นอนในนโยบายเศรษฐกิจและการลงทุน จากประสบการณ์ในอดีต ช่วงที่ไทยมีรัฐบาลที่เข้มแข็งและมีเสถียรภาพ ตลาดหุ้นมักมีแนวโน้มเติบโตได้ดีกว่าช่วงที่มีความขัดแย้งทางการเมือง ดังที่เห็นได้จากข้อมูล Foreign Ownership ที่เริ่มมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในช่วงต้นปี 2026​

อุปมาจาก “สุมาอี้” กลยุทธ์การรอจังหวะ

CGS International ใช้อุปมาจาก “สุมาอี้” (Sima Yi) นักยุทธศาสตร์ในยุคสามก๊กที่มีชื่อเสียงในเรื่องความอดทนและการรอจังหวะที่เหมาะสม โดยอ้างแนวคิดที่ปรากฏใน Facebook Page “คุยสามก๊ก ถกไซ่ฮั่น” ซึ่งตีความว่า “ลับกระบี่หมื่นวัน เพื่อเชือดฟันครั้งเดียว” และ “ข้าตวัดกระบี่เพียงครั้งเดียว แต่รู้ไหมว่าลับมาสิบกว่าปีแล้ว” แนวคิดเหล่านี้สะท้อนถึงกลยุทธ์การอดทนและการรอจังหวะที่เหมาะสมของ Sima Yi ที่ปรากฏในเรื่องราวประวัติศาสตร์ยุคสามก๊ก”​

CGS International ใช้อุปมานี้เพื่อเปรียบเทียบกับสถานการณ์การเมืองไทยที่กำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยน รายงานใช้ภาษาเชิงสัญลักษณ์เพื่อวิเคราะห์สถานการณ์ทางการเมือง ซึ่งสะท้อนถึงมุมมองของนักวิเคราะห์ว่าปัจจุบันอาจเป็นจังหวะสำคัญที่สถานการณ์กำลังคลี่คลาย โดยเฉพาะการเคลื่อนไหวที่อาจนำไปสู่ความเสถียรภาพทางการเมืองที่มากขึ้น​ “*หมายเหตุ ความเห็นทางการเมืองที่ปรากฏในรายงาน CGS International เป็นการวิเคราะห์ของนักวิเคราะห์ ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่ยืนยันได้”

Warren Buffett นักลงทุนระดับตำนานเคยกล่าวไว้ในจดหมายถึงผู้ถือหุ้น Berkshire Hathaway ปี 1994 ว่า “The stock market is a device for transferring money from the impatient to the patient” (ตลาดหุ้น คือ กลไกในการถ่ายโอนเงินจากคนใจร้อนไปยังคนที่อดทนได้) แนวคิดนี้สอดคล้องกับการรอจังหวะที่เหมาะสมในการลงทุน ซึ่งเป็นหลักการสำคัญของการลงทุนระยะยาว

ผลตอบแทนแบ่งตามขนาดบริษัท ที่นักลงทุนต้องรู้

CGS International ณ วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2026 ผลตอบแทนของดัชนีหุ้นไทยแบ่งตามขนาดบริษัทมี ดังนี้

  • SET Index (ดัชนีรวมทุกหุ้น) +14.4% YTD
  • SET50 (50 บริษัทใหญ่ที่สุด) +16.3% YTD
  • SET100 (100 บริษัทใหญ่ที่สุด) +16.0% YTD

ความแตกต่างของผลตอบแทนระหว่างดัชนีเหล่านี้สะท้อนถึงแนวโน้มสำคัญของตลาด การที่ SET50 และ SET100 มีผลตอบแทนสูงกว่า SET Index แสดงว่าหุ้นขนาดใหญ่ (Large Cap) มีประสิทธิภาพดีกว่าหุ้นขนาดเล็ก (Small Cap) ในช่วงนี้ ซึ่งเป็นสัญญาณที่บ่งชี้ว่านักลงทุนกำลังเลือกความปลอดภัยและสภาพคล่องมากขึ้น

Peter Lynch นักลงทุนตำนานผู้บริหาร Fidelity Magellan Fund กล่าวไว้ในหนังสือ “One Up on Wall Street” (1989) ว่าหุ้นขนาดใหญ่มักมีความผันผวนต่ำกว่าและให้ความมั่นใจมากกว่าในช่วงที่ตลาดมีความไม่แน่นอน อย่างไรก็ตาม Lynch ก็ยังคงเน้นว่าหุ้นขนาดเล็กที่มีคุณภาพสามารถให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าในระยะยาวได้หากนักลงทุนทำการบ้านอย่างถูกต้อง

การที่ผลตอบแทนของ SET50 (+16.3%) สูงกว่า SET Index (+14.4%) ถึง 1.9% แสดงให้เห็นว่าเงินทุนกำลังไหลเข้าสู่บริษัทขนาดใหญ่ที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่ง ซึ่งสอดคล้องกับกระแสเงินทุนต่างชาติ (Foreign Flow) ที่มักเลือกลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่ที่มีสภาพคล่องสูงและความเสี่ยงต่ำกว่า​

ผลตอบแทนแบ่งตามอุตสาหกรรม Sector Rotation ที่กำลังเกิดขึ้น

เมื่อวิเคราะห์ผลตอบแทนแบ่งตามอุตสาหกรรมเป็นเครื่องมือสำคัญในการทำความเข้าใจว่าภาคส่วนใดของเศรษฐกิจกำลังได้รับความสนใจจากนักลงทุน กลุ่มอุตสาหกรรมที่มีผลตอบแทนโดดเด่น 10 อันดับแรก คือ​

  1. PETRO (ปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์) +29.8% YTD
  2. ETRON (อิเล็กทรอนิกส์) +28.4% YTD
  3. ICT (เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร) +21.8% YTD
  4. ENERG (พลังงานและสาธารณูปโภค) +20.0% YTD
  5. CONS (สินค้าอุปโภคบริโภค) +17.8% YTD
  6. AGRI (เกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร) +3.6% YTD
  7. FOOD (อาหารและเครื่องดื่ม) +3.6% YTD
  8. BANK (ธนาคาร) +2.1% YTD
  9. PERSON (สินค้าส่วนบุคคลและเวชภัณฑ์) +1.7% YTD
  10. FASHION (แฟชั่น) -2.5% YTD

การที่กลุ่ม PETRO นำตลาดด้วยผลตอบแทน +29.8% สะท้อนถึงความเข้มแข็งของราคาน้ำมันในตลาดโลกและอุปสงค์ที่ฟื้นตัว ตามรายงานของ CGS International ราคาน้ำมัน (Oil) เพิ่มขึ้น +9.4% YTD ซึ่งส่งผลบวกต่อบริษัทในกลุ่มปิโตรเคมีและพลังงานของไทย ซึ่งส่งผลบวกต่อบริษัทในกลุ่มปิโตรเคมีและพลังงานของไทย โดยเฉพาะบริษัทขนาดใหญ่อย่าง PTT และ PTTEP ที่ได้รับเงินทุนไหลเข้าจากต่างประเทศอย่างมาก​ 

*หมายเหตุ: ตัวเลขราคาน้ำมันอาจแตกต่างกันไปตาม benchmark ที่ใช้อ้างอิง (เช่น WTI, Brent, Dubai Crude) และช่วงเวลาในการคำนวณ

กลุ่ม ETRON ที่เติบโต +28.4% สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ไทย ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของ Supply Chain โลก โดยเฉพาะในธุรกิจผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ บริษัทอย่าง DELTA (Delta Electronics Thailand) เคยได้รับคำแนะนำ Take Profit จาก CGS International เนื่องจากราคาปรับตัวขึ้นแล้วมากในช่วงก่อนหน้า​

กลุ่ม ICT ที่เพิ่มขึ้น +21.8% ได้รับแรงหนุนจากการเติบโตของธุรกิจดิจิทัลและโทรคมนาคมในไทย บริษัทอย่าง ADVANC (Advanced Info Service) ซึ่งเป็นผู้นำด้านโทรคมนาคมก็อยู่ในรายชือที่ CGS International แนะนำให้ Take Profit เช่นกัน แสดงว่าราคาได้ปรับตัวขึ้นถึงระดับที่น่าพอใจสำหรับนักลงทุนบางกลุ่มแล้ว​

ประเมินมูลค่าด้วย P/E Ratio กับโอกาสที่ซ่อนอยู่

Forward Price-to-Earnings Ratio (FWD P/E) เป็นตัวชี้วัดพื้นฐานที่สำคัญในการประเมินว่าตลาดหุ้นกำลังซื้อขายในระดับราคาที่แพงหรือถูกเมื่อเทียบกับกำไรที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต ณ วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2026 SET Index มีค่า FWD P/E ที่ 14.67 เท่า​

เมื่อเปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ย 10 ปีที่ 16.74 เท่า SET Index ปัจจุบันซื้อขายต่ำกว่าค่าเฉลี่ยประมาณ 2.07 เท่า หรือคิดเป็นส่วนลด 12.4% จากค่าเฉลี่ย นอกจากนี้ ค่า FWD P/E ปัจจุบันยังใกล้เคียงกับระดับ -1 Standard Deviation (S.D.) ที่ 14.49 เท่า ซึ่งในทางสถิติหมายความว่าตลาดกำลังซื้อขายในระดับที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยอย่างมีนัยสำคัญ​

CGS International ประเมินว่าหาก SET Index ปรับ P/E Ratio กลับไปที่ 15.0 เท่า (ระดับ -1 S.D.) และใช้การประเมิน EPS ปี 2027 ที่ 94.5 บาท จะได้มูลค่าดัชนีที่ประมาณ 1,400 จุด อย่างไรก็ตาม หาก SET Index สามารถ Re-rate ไปที่ระดับ -0.25 S.D. หรือใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ย มูลค่าดัชนีอาจแตะระดับ 1,480 จุด (ซึ่งเป็นเป้าหมายของ CGSI ณ สิ้นปี 2026) หรือแม้กระทั่งเกิน 1,500 จุด​

Benjamin Graham บิดาแห่ง Value Investing และอาจารย์ของ Warren Buffett กล่าวไว้ในหนังสือ “The Intelligent Investor” (1949) ว่าการซื้อหลักทรัพย์ที่ราคาต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง (Buying with a Margin of Safety) เป็นหลักการพื้นฐานที่สำคัญที่สุดของการลงทุน การที่ SET Index ซื้อขายต่ำกว่าค่าเฉลี่ยประวัติศาสตร์อาจถือเป็น Margin of Safety สำหรับนักลงทุนที่มองหาโอกาสในตลาดหุ้นไทย

อย่างไรก็ตาม Graham ก็เตือนว่า P/E Ratio เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอในการตัดสินใจลงทุน นักลงทุนต้องพิจารณาปัจจัยอื่นๆ ประกอบ เช่น คุณภาพของธุรกิจ ความมั่นคงทางการเงิน แนวโน้มการเติบโตของกำไร และปัจจัยมหภาคทางเศรษฐกิจ การวิเคราะห์แบบองค์รวมจะช่วยให้นักลงทุนตัดสินใจได้อย่างมีข้อมูลครบถ้วน

Foreign Net Buy Top 10 หุ้นที่ได้รับความสนใจ

กระแสเงินทุนจากนักลงทุนต่างชาติเป็นตัวชี้วัดสำคัญของความเชื่อมั่นในตลาดหุ้นไทย จากข้อมูลของ CGS International ที่รวบรวมจาก Stock Exchange of Thailand หุ้นที่มีมูลค่า Foreign Net Buy สูงสุดในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา (ณ 12 กุมภาพันธ์ 2026) มีดังนี้​

Foreign Net Buy Top 5

  1. PTT (พลังงานและปิโตรเคมี) +3,804 ล้านบาท (สัปดาห์), +11,882 ล้านบาท (YTD)
  2. PTTEP (สำรวจและผลิตปิโตรเลียม) +2,984 ล้านบาท (สัปดาห์), +4,915 ล้านบาท (YTD)
  3. BCP (ปิโตรเคมี) +1,119 ล้านบาท (สัปดาห์), +2,310 ล้านบาท (YTD)
  4. GULF (ผลิตไฟฟ้า) +1,918 ล้านบาท (สัปดาห์), +4,293 ล้านบาท (YTD)
  5. CPALL (ค้าปลีก) +1,976 ล้านบาท (สัปดาห์), +980 ล้านบาท (YTD)

การที่หุ้นกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมีครอง Top 3 ของ Foreign Net Buy สะท้อนถึงความมั่นใจของนักลงทุนสถาบันต่างชาติในแนวโน้มราคาพลังงานและความสามารถในการทำกำไรของบริษัทเหล่านี้ PTT และ PTTEP เป็นบริษัทขนาดใหญ่ที่มีสภาพคล่องสูงและเป็นส่วนสำคัญของดัชนี SET50 จึงเป็นตัวเลือกแรกของนักลงทุนสถาบันที่ต้องการ Exposure ในตลาดไทย​

CGS International แนะนำให้นักลงทุน “Let Profit Run” สำหรับหุ้นกลุ่มนี้ รวมถึง PTT, GULF, และ CPALL การแนะนำนี้สอดคล้องกับหลักการของ Peter Lynch ที่กล่าวไว้ในหนังสือ “One Up on Wall Street” ว่า “Letting winners run is one of the most important investment principles” (การปล่อยให้หุ้นที่ชนะวิ่งต่อไปเป็นหนึ่งในหลักการลงทุนที่สำคัญที่สุด)

Foreign Net Sell Top 10 ภาคส่วนที่ถูกขาย

ในทางกลับกัน หุ้นบางตัวกำลังเผชิญกับแรงขายจากนักลงทุนต่างชาติ หุ้นที่มีมูลค่า Foreign Net Sell สูงสุดในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา (ณ 12 กุมภาพันธ์ 2026) ได้แก่:

Foreign Net Sell Top 5

  1. KBANK (ธนาคารกสิกรไทย) -2,656 ล้านบาท (สัปดาห์), -16,322 ล้านบาท (YTD)
  2. SCB (ธนาคารไทยพาณิชย์) -661 ล้านบาท (สัปดาห์), -10,824 ล้านบาท (YTD)
  3. HMPRO (ค้าปลีกสินค้าก่อสร้าง) -443 ล้านบาท (สัปดาห์), -509 ล้านบาท (YTD)
  4. ADVANC (โทรคมนาคม) อยู่ใน Take Profit List
  5. DELTA (อิเล็กทรอนิกส์ อยู่ใน Take Profit List

การที่หุ้นกลุ่มธนาคารถูกขายหนักโดยนักลงทุนต่างชาติสะท้อนถึงความกังวลเกี่ยวกับคุณภาพสินทรัพย์ (Asset Quality) และผลกระทบจากดอกเบี้ยที่ยังคงสูง แม้ว่ากลุ่มธนาคารจะมีผลตอบแทนเพียง +2.1% YTD ซึ่งต่ำกว่าตลาดมาก 

อย่างไรก็ตาม CGS International ยังคงแนะนำให้ Let Profit Run 

สำหรับ SCB แสดงว่ามีมุมมองเชิงบวกต่อธนาคารบางแห่งที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่ง​

สำหรับ HMPRO ที่ถูกขายหนัก อาจสะท้อนถึงความกังวลเกี่ยวกับภาคอสังหาริมทรัพย์ไทยที่ยังคงชะลอตัว ซึ่งส่งผลต่ออุปสงค์สินค้าก่อสร้างและของตกแต่งบ้าน นักลงทุนควรติดตามข้อมูลอสังหาริมทรัพย์และนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่ที่อาจช่วยหนุนภาคส่วนนี้ในอนาคต

Foreign Ownership Trend มองภาพใหญ่ 10 ปี

การวิเคราะห์ Foreign Ownership ในระยะยาวช่วยให้เห็นภาพใหญ่ของความเชื่อมั่นต่อตลาดหุ้นไทย แสดงให้เห็นว่า Foreign Ownership ในตลาดหุ้นไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญตั้งแต่ปลายปี 2025 หลังจากที่ลดลงมาอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีก่อนหน้า​

ณ ต้นปี 2026 Foreign Ownership อยู่ที่ประมาณ 38% และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งใกล้เคียงกับระดับสูงสุดในรอบหลายปีที่ประมาณ 40% การเพิ่มขึ้นนี้สะท้อนถึงความเชื่อมั่นที่กลับมาของนักลงทุนสถาบันต่างชาติ โดยเฉพาะหลังจากมีความชัดเจนเกี่ยวกับทิศทางทางการเมืองและนโยบายเศรษฐกิจ​

Warren Buffett เคยกล่าวในจดหมายถึงผู้ถือหุ้น Berkshire Hathaway ปี 1996 ว่า “Be fearful when others are greedy, and greedy when others are fearful” (จงกลัวเมื่อคนอื่นโลภ และจงโลภเมื่อคนอื่นกลัว) การที่เงินทุนต่างชาติเริ่มไหลกลับเข้ามาในตลาดหุ้นไทยอาจเป็นสัญญาณว่าความกลัวกำลังลดลงและโอกาสกำลังเปิดขึ้น

ตำแหน่งของหุ้นไทยในภาพรวมสินทรัพย์โลก

การเปรียบเทียบผลตอบแทนของสินทรัพย์ประเภทต่างๆ ช่วยให้นักลงทุนเข้าใจว่าหุ้นไทยกำลังมีประสิทธิภาพอย่างไรเมื่อเทียบกับทางเลือกการลงทุนอื่น จากข้อมูลของ CGS International ณ วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2026 ผลตอบแทน YTD ของสินทรัพย์หลักเป็น ดังนี้​

สินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนบวก

  • Gold +15.0%
  • SET Index +14.4%
  • Japan Equities +12.8%
  • EM Equities (ตลาดหุ้นเกิดใหม่) +11.8%
  • Pacific Rim xJapan +11.2%
  • Oil +9.4%
  • US REITs +8.2%
  • UK Equities +4.7%
  • Europe Equities +4.4%
  • Industrial Metals +3.1%
  • TH REITs +1.4%
  • US Government Bonds +1.4%

สินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนลบ

  • US Equities -0.2%
  • High Yield Bonds -0.8%
  • Investment Grade Bonds -0.9%
  • EM Sovereign Bonds -1.0%
  • US Dollar -1.4%
  • TH Government Bonds -13.4%
  • Bitcoin -24.5%
  • Ethereum -34.8%

แสดงให้เห็นสิ่งที่น่าสนใจหลายประการ 

  1. ทองคำยังคงเป็นสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงสุดในช่วงต้นปี 2026 ซึ่งสะท้อนถึงความไม่แน่นอนในตลาดโลกและความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven) 
  2. ตลาดหุ้นไทยให้ผลตอบแทนรองจากทองคำ และโดดเด่นกว่าตลาดหุ้นในภูมิภาคอื่นส่วนใหญ่ รวมถึงตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกา 
  3. สินทรัพย์ดิจิทัลอย่าง Bitcoin และ Ethereum ร่วงหนักมาก แสดงว่านักลงทุนกำลังหลบหนีออกจากสินทรัพย์เสี่ยงไปสู่สินทรัพย์ที่มีพื้นฐานแข็งแกร่งกว่า

การที่พันธบัตรรัฐบาลไทยร่วงหนัก -13.4% YTD เป็นสัญญาณที่น่าสนใจ เนื่องจากปกติแล้วพันธบัตรรัฐบาลเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย แต่การร่วงลงครั้งนี้อาจสะท้อนถึงความคาดหวังว่าอัตราดอกเบี้ยอาจยังไม่ลดลง หรือมีปัจจัยอื่นๆ ที่ส่งผลต่อตลาดตราสารหนี้ไทย นักลงทุนควรติดตามนโยบายการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทยอย่างใกล้ชิด​

SET Index Volatility วัดความผันผวนของตลาด

Volatility หรือความผันผวนเป็นตัวชี้วัดความเสี่ยงที่สำคัญของการลงทุน โดยวัดจากค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานของผลตอบแทนในช่วงเวลาหนึ่ง ยิ่งค่า Volatility สูง แสดงว่าราคาของสินทรัพย์นั้นผันผวนมาก จากข้อมูลของ CGS International ณ กุมภาพันธ์ 2026 ค่า Volatility ของ SET Index เป็นดังนี้

  • 30-Day Volatility ประมาณ 16-17%
  • 90-Day Volatility ประมาณ 16-17%

การที่ค่า Volatility 30 วันและ 90 วันใกล้เคียงกันแสดงว่าความผันผวนของตลาดค่อนข้างคงที่และไม่มีการพุ่งขึ้นหรือลดลงอย่างกะทันหัน เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงปลายปี 2025 ที่ค่า Volatility เคยอยู่ที่ระดับ 18-20% จะเห็นว่าความผันผวนลดลงบ้าง สะท้อนถึงความมั่นใจที่กลับมาของนักลงทุน​

อย่างไรก็ตาม ค่า Volatility 16-17% ยังถือว่าสูงกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวของตลาดหุ้นพัฒนาแล้วอย่างสหรัฐอเมริกาที่มักอยู่ในช่วง 12-15% แสดงว่าตลาดหุ้นไทยยังคงมีความเสี่ยงสูงกว่า ซึ่งเป็นลักษณะทั่วไปของตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) นักลงทุนควรเตรียมจิตใจให้พร้อมกับความผันผวนและไม่ตื่นตระหนกเมื่อราคาหุ้นขึ้นลงในระยะสั้น

Sector Volatility กลุ่มอุตสาหกรรมไหนผันผวนที่สุด

การวิเคราะห์ Volatility แบ่งตามกลุ่มอุตสาหกรรมช่วยให้นักลงทุนเข้าใจว่ากลุ่มไหนมีความเสี่ยงสูงและควรจัดสรรเงินทุนอย่างระมัดระวัง จากข้อมูลของ CGS International กลุ่มอุตสาหกรรมที่มี Volatility สูงสุด (90-Day) ได้แก่​

  1. ETRON (อิเล็กทรอนิกส์) 70% Volatility
  2. PETRO (ปิโตรเคมี) 45% Volatility
  3. PROF (บริการรับเหมาและอาชีพอิสระ) 42% Volatility
  4. TRANS (ขนส่งและโลจิสติกส์) 38% Volatility
  5. MEDIA (สื่อและสิ่งพิมพ์) 37% Volatility

กลุ่ม ETRON ที่มี Volatility สูงถึง 70% แสดงว่า ราคาหุ้นในกลุ่มนี้ผันผวนมาก อาจขึ้นหรือลงได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งสะท้อนถึงความไม่แน่นอนของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ที่ได้รับผลกระทบจากปัจจัยหลายอย่าง เช่น ความต้องการจากตลาดโลก, Supply Chain, นโยบายการค้าระหว่างประเทศ​

กลุ่ม PETRO ที่มี Volatility ประมาณ 45% ก็มีความผันผวนสูงเช่นกัน เนื่องจากราคาปิโตรเลียมและปิโตรเคมีในตลาดโลกผันผวนตามอุปสงค์-อุปทาน สภาพอากาศ ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ และนโยบายของ OPEC+​

ในทางกลับกัน กลุ่มที่มี Volatility ต่ำ ได้แก่

  1. COMM (พาณิชยกรรม) 25% Volatility
  2. TOURISM (ท่องเที่ยวและสันทนาการ) 30% Volatility
  3. CONS (สินค้าอุปโภคบริโภค) 32% Volatility

กลุ่มเหล่านี้มักเป็นธุรกิจที่มีรายได้ค่อนข้างคงที่และได้รับผลกระทบจากวัฏจักรเศรษฐกิจน้อยกว่า เหมาะสำหรับนักลงทุนที่ต้องการความเสี่ยงต่ำและผลตอบแทนที่มั่นคง​

หุ้นที่แนะนำ Let Profit Run กับโอกาสที่ยังดำเนินต่อ

CGS International ได้ให้คำแนะนำ “Let Profit Run” สำหรับหุ้นกลุ่มหนึ่งที่ทีมวิเคราะห์มองว่ายังมีศักยภาพในการเติบโตต่อ หุ้นที่ได้รับคำแนะนำนี้ ได้แก่​

  1. CPALL (CP All – ค้าปลีก 7-Eleven)
  2. PTT (ปตท. – พลังงานและปิโตรเคมี)
  3. GULF (Gulf Energy Development – ผลิตไฟฟ้า)
  4. BDMS (Bangkok Dusit Medical Services – โรงพยาบาลเอกชน)
  5. MINT (Minor International – โรงแรมและร้านอาหาร)
  6. SCB (ธนาคารไทยพาณิชย์)

คำแนะนำ “Let Profit Run” หมายความว่า หุ้นเหล่านี้แม้จะปรับตัวขึ้นไปแล้วบ้าง แต่ยังมีปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่งและมีโอกาสเติบโตต่อในอนาคต นักลงทุนที่ถือหุ้นเหล่านี้อยู่แล้วไม่ควรรีบขายเพื่อทำกำไร แต่ควรปล่อยให้หุ้นวิ่งต่อไปเพื่อรับผลตอบแทนสูงสุด​

CPALL เป็นผู้นำในธุรกิจค้าปลีกสะดวกซื้อในไทยด้วยจำนวนสาขา 7-Eleven มากกว่า 13,000 แห่งทั่วประเทศ ธุรกิจนี้ได้รับประโยชน์จากการฟื้นตัวของการบริโภคภายในประเทศและการท่องเที่ยว ผลตอบแทน YTD ของ CPALL อยู่ที่ +13.8% และมี Foreign Net Buy +1,976 ล้านบาทในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา​

PTT และ GULF อยู่ในกลุ่มพลังงานที่ได้รับประโยชน์จากราคาน้ำมันที่ปรับตัวขึ้นและอุปสงค์ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น PTT มี Foreign Net Buy สูงสุดในตลาดที่ +3,804 ล้านบาทในสัปดาห์ และ +11,882 ล้านบาท YTD ในขณะที่ GULF มี Foreign Net Buy +1,918 ล้านบาทในสัปดาห์ และ +4,293 ล้านบาท YTD​

BDMS เป็นกลุ่มโรงพยาบาลเอกชนที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้รับประโยชน์จากการฟื้นตัวของ Medical Tourism (การท่องเที่ยวเชิงการแพทย์) และความต้องการบริการสุขภาพที่เพิ่มขึ้นจากประชากรไทยที่มีอายุมากขึ้น ผลตอบแทน YTD ของ BDMS อยู่ที่ +9.3%​

MINT ได้รับประโยชน์จากการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะในตลาดยุโรปและเอเชีย ผลตอบแทน YTD ของ MINT อยู่ที่ +9.1%​

SCB แม้จะอยู่ในกลุ่มธนาคารที่โดนขายโดยต่างชาติ แต่ CGS International ยังคงมองว่ามีปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่งและมีโอกาสปรับตัวขึ้นเมื่อความกังวลเรื่อง Asset Quality คลายตัว ผลตอบแทน YTD ของ SCB อยู่ที่ +1.8%​

*รายชื่อหุ้นต่อไปนี้เป็นข้อมูลจากรายงานวิเคราะห์ของ CGS International ณ วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2026 ไม่ใช่คำแนะนำในการลงทุน สถานการณ์ตลาดและปัจจัยพื้นฐานของหุ้นอาจเปลี่ยนแปลงได้ ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและประเมินความเหมาะสมกับพอร์ตการลงทุนของตนเองก่อนตัดสินใจ

หุ้นที่แนะนำ Take Profit ถึงเวลาทำกำไร

ในทางกลับกัน CGS International แนะนำให้ “Take Profit” หรือขายทำกำไรสำหรับหุ้นอีกกลุ่มหนึ่งที่ราคาได้ปรับตัวขึ้นมามากแล้วและอาจมีแรงกดดันในระยะสั้น หุ้นที่ได้รับคำแนะนำนี้ ได้แก่:​

  1. DELTA (Delta Electronics Thailand – อิเล็กทรอนิกส์)
  2. BCH (Bangkok Chain Hospital – โรงพยาบาล)
  3. IVL (Indorama Ventures – ปิโตรเคมี)
  4. CBG (Carabao Group – เครื่องดื่มชูกำลัง)
  5. ADVANC (Advanced Info Service – โทรคมนาคม)

คำแนะนำ “Take Profit” หมายความว่าหุ้นเหล่านี้ได้ปรับตัวขึ้นไปในระดับที่น่าพอใจแล้ว และอาจมีความเสี่ยงที่ราคาจะปรับฐานหรือพักตัว นักลงทุนที่ถือหุ้นเหล่านี้อาจพิจารณาขายบางส่วนเพื่อทำกำไรและลดความเสี่ยง​

  • DELTA มีผลตอบแทน YTD ที่โดดเด่นมากที่ +29.5% และซื้อขายที่ P/E Ratio 141.7 เท่า ซึ่งสูงมาก แสดงว่าตลาดได้ Pricing การเติบโตในอนาคตไว้แล้วมาก หากมีข่าวลบหรือผลประกอบการไม่เป็นไปตามคาด อาจมีความเสี่ยงที่ราคาจะปรับลงได้มาก​
  • BCH มีผลตอบแทน YTD ที่ +3.8% ซึ่งต่ำกว่าตลาด แต่อาจมีปัจจัยที่ทำให้ CGS International มองว่าควรทำกำไรบางส่วน​
  • IVL อยู่ในกลุ่มปิโตรเคมีที่มีความผันผวนสูงตามราคาน้ำมันและเคมีภัณฑ์ในตลาดโลก มีผลตอบแทน YTD ที่ +42.2% ซึ่งเติบโตมามากแล้ว​
  • CBG มีผลตอบแทน YTD ที่ +9.2% อยู่ในกลุ่มอาหารและเครื่องดื่มที่มีการแข่งขันสูง​
  • ADVANC มีผลตอบแทน YTD ที่ +26.2% เติบโตมามากในกลุ่ม ICT​

*รายชื่อหุ้นต่อไปนี้เป็นข้อมูลจากรายงานวิเคราะห์ของ CGS International ณ วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2026 ไม่ใช่คำแนะนำในการลงทุน สถานการณ์ตลาดและปัจจัยพื้นฐานของหุ้นอาจเปลี่ยนแปลงได้ ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและประเมินความเหมาะสมกับพอร์ตการลงทุนของตนเองก่อนตัดสินใจ

แนวทาง Peter Lynch รู้ว่าเมื่อไหร่ควรขาย

Peter Lynch หนึ่งในนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จที่สุดในประวัติศาสตร์ กล่าวไว้ในหนังสือ “One Up on Wall Street” (1989) ว่าการตัดสินใจว่าเมื่อไหร่ควรขายหุ้นเป็นหนึ่งในทักษะที่สำคัญที่สุดของการลงทุน

Lynch เสนอเหตุผลหลัก 6 ประการที่ควรพิจารณาขายหุ้น 

  1. เรื่องราวของหุ้นเปลี่ยนไป (The story has changed) ธุรกิจไม่ได้เป็นไปตามที่คาดการณ์ มีการเปลี่ยนแปลงเชิงลบในโมเดลธุรกิจหรืออุตสาหกรรม
  2. บริษัททำผลงานได้ไม่ดีติดต่อกัน 2 ไตรมาส สัญญาณเตือนว่าอาจมีปัญหาพื้นฐาน
  3. หุ้นขึ้นเกินมูลค่าที่ควรจะเป็น P/E Ratio หรือ Valuation สูงเกินไปเมื่อเทียบกับการเติบโต
  4. พบโอกาสที่ดีกว่า มีหุ้นอื่นที่น่าสนใจกว่าและมี Upside มากกว่า
  5. ถือหุ้นมากเกินไป พอร์ตไม่สมดุล มีหุ้นหลายตัวเกินความจำเป็น
  6. เกิดเหตุการณ์ที่ทำให้ต้องการเงิน ความต้องการเงินสดฉุกเฉิน

สำหรับหุ้นที่ CGS International แนะนำให้ Take Profit เหตุผลหลักน่าจะเป็นเรื่องของการประเมินมูลค่าที่สูงขึ้นมากแล้ว (ข้อ 3) และอาจมีโอกาสที่ดีกว่าในหุ้นตัวอื่น (ข้อ 4) นักลงทุนควรพิจารณาปัจจัยเหล่านี้ประกอบกับสถานการณ์ของตัวเองก่อนตัดสินใจ

ปัจจัยภายในประเทศ เมื่อการเมืองและเศรษฐกิจไทย

การเมืองไทยกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนที่สำคัญ ตามที่รายงานของ CGS International ระบุว่า “ประเทศไทยกำลังใกล้จะมีรัฐบาล 300+ เสียง ครั้งแรกในรอบหลายปี” รัฐบาลที่มีเสถียรภาพและเสียงข้างมากในรัฐสภาจะสามารถผลักดันนโยบายเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น​

นโยบายที่นักลงทุนควรจับตามอง

  1. นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ โครงการช่วยเหลือรายได้ประชาชน การลดภาษี โครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน
  2. นโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยว มาตรการดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่งจะส่งผลบวกต่อกลุ่ม TOURISM, HOTEL, AIRLINE
  3. นโยบายดิจิทัล การส่งเสริม Digital Economy, E-Commerce, Fintech ส่งผลบวกต่อกลุ่ม ICT และ FIN
  4. นโยบายพลังงานสะอาด การส่งเสริม Renewable Energy ส่งผลต่อกลุ่ม ENERG โดยเฉพาะบริษัทที่ลงทุนใน Solar, Wind

การฟื้นตัวของการท่องเที่ยว

การท่องเที่ยวเป็นหนึ่งในเสาหลักของเศรษฐกิจไทย การฟื้นตัวเต็มรูปแบบของนักท่องเที่ยวจีนและตลาดอื่นๆ จะช่วยหนุนเศรษฐกิจไทยอย่างมาก กลุ่ม TOURISM มีผลตอบแทน YTD ที่ +12.4% โดยเฉลี่ย บริษัทอย่าง MINT (Minor International) ที่ดำเนินธุรกิจโรงแรมและร้านอาหารได้รับประโยชน์โดยตรง และอยู่ใน Let Profit Run List ของ CGS International​

ภาคอสังหาริมทรัพย์

ภาคอสังหาริมทรัพย์ไทยยังคงเผชิญความท้าทาย โดยเฉพาะในกลุ่มคอนโดมิเนียมและบ้านราคาสูง อย่างไรก็ตาม นโยบายกระตุ้นจากรัฐบาลใหม่อาจช่วยให้ภาคนี้ฟื้นตัว นักลงทุนควรติดตามมาตรการต่างๆ เช่น การลดค่าธรรมเนียมการโอน การให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ซึ่งจะส่งผลต่อกลุ่ม PROP และ CONMAT

ปัจจัยต่างประเทศกับสิ่งที่เกิดขึ้นในโลกส่งผลต่อเรา

CGS International ระบุว่าสัปดาห์หน้า (หลังวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2026) นักลงทุนควรติดตาม “FED Minutes” รายงานการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐ (Federal Reserve) เป็นตัวชี้วัดสำคัญของทิศทางดอกเบี้ยและนโยบายการเงินโลก​

หาก FED ส่งสัญญาณว่าจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับสูงต่อเนื่อง อาจกดดันตลาดหุ้นและกระแสเงินทุนไหลออกจากตลาดเกิดใหม่รวมถึงไทย ในทางกลับกัน หาก FED ส่งสัญญาณว่าจะเริ่มลดดอกเบี้ย อาจเป็นสัญญาณบวกต่อตลาดหุ้นทั่วโลก

Warren Buffett เคยกล่าวว่า “Interest rates are to asset prices what gravity is to the apple. When there are low interest rates, there is a very low gravitational pull on asset prices” (อัตราดอกเบี้ยต่อราคาสินทรัพย์เหมือนแรงโน้มถ่วงต่อแอปเปิล เมื่อดอกเบี้ยต่ำ แรงดึงดูดต่อราคาสินทรัพย์ก็ต่ำ) ดังนั้นการเคลื่อนไหวของดอกเบี้ยจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนต้องจับตา

India AI Summit โอกาสและการแข่งขันในภูมิภาค

CGS International ระบุว่า “India AI Summit” เป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์ที่ควรติดตาม การพัฒนา Artificial Intelligence (AI) ในอินเดียและภูมิภาคเอเชียกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว ซึ่งอาจสร้างทั้งโอกาสและการแข่งขันสำหรับบริษัทไทย​

บริษัทไทยในกลุ่ม ICT และ TECH ที่สามารถปรับตัวและนำ AI มาใช้ในธุรกิจจะได้เปรียดเปรียบ กลุ่ม ICT มีผลตอบแทน +21.8% YTD แสดงว่านักลงทุนให้ความสนใจกับเทคโนโลยีดิจิทัล​

ราคาน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์

ราคาน้ำมันเป็นปัจจัยสำคัญต่อตลาดหุ้นไทย โดยเฉพาะกลุ่ม PETRO และ ENERG ที่มีน้ำหนักมากในดัชนี จากข้อมูลของ CGS International ราคาน้ำมัน (Oil) เพิ่มขึ้น +9.4% YTD การที่กลุ่ม PETRO เติบโต +29.8% และ ENERG เติบโต +20.0% สะท้อนถึงความสัมพันธ์โดยตรงกับราคาพลังงาน​

นักลงทุนควรติดตามปัจจัยที่ส่งผลต่อราคาน้ำมัน เช่น

  1. นโยบายของ OPEC+: การตัดสินใจเพิ่มหรือลดกำลังการผลิต
  2. สถานการณ์ตะวันออกกลาง: ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์
  3. อุปสงค์จากจีนและอินเดีย: การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก
  4. นโยบายพลังงานสะอาด: การเปลี่ยนผ่านสู่ Renewable Energy

เศรษฐกิจจีน คู่ค้าสำคัญของไทย

จีนเป็นคู่ค้าที่ใหญ่ที่สุดของไทย การฟื้นตัวหรือชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนส่งผลโดยตรงต่อการส่งออกของไทย โดยเฉพาะในกลุ่ม

  • AGRI: ส่งออกผลไม้ สินค้าเกษตร
  • FOOD: ส่งออกอาหารแปรรูป
  • PETRO: ส่งออกผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี
  • AUTO: ส่งออกชิ้นส่วนยานยนต์

นักลงทุนควรติดตามตัวเลข GDP, PMI, และนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของจีนอย่างใกล้ชิด

สรุป

ตลาดหลักทรัพย์ไทยเปิดต้นปี 2026 ด้วยผลตอบแทนที่โดดเด่น SET Index บันทึก +14.4% YTD ณ วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2026 แซงหน้าตลาดสหรัฐอเมริกาและสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างชัดเจน การฟื้นตัวครั้งนี้ได้รับแรงหนุนจากหลายปัจจัย ทั้งราคาน้ำมันที่ปรับตัวขึ้น การฟื้นตัวของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยี และความคาดหวังต่อเสถียรภาพทางการเมืองที่จะเกิดขึ้น​

การวิเคราะห์ของ CGS International ชี้ว่า SET Index ยังซื้อขายที่ Valuation ที่น่าสนใจ โดย FWD P/E 14.67 เท่าต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 10 ปี หากสถานการณ์การเมืองคลี่คลายด้วยรัฐบาลใหม่ที่มีเสียงข้างมากชัดเจน ตลาดหุ้นไทยอาจมีโอกาสปรับตัวขึ้นต่อสู่เป้าหมาย 1,480 จุดหรือสูงกว่า​

สำหรับนักลงทุน สิ่งสำคัญคือการเลือกหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่งและ Valuation สมเหตุสมผล ไม่ควรไล่ซื้อหุ้นที่ปรับตัวขึ้นมามากแล้ว การกระจายความเสี่ยงตามหลักการของ Harry Markowitz การลงทุนในธุรกิจที่เข้าใจตามคำแนะนำของ Peter Lynch และการมี Margin of Safety ตามหลักการของ Benjamin Graham จะช่วยเพิ่มโอกาสความสำเร็จในระยะยาว

ไม่ว่าคุณจะเป็นนักลงทุนมือใหม่ที่กำลังเริ่มต้นด้วย SET50 ETF หรือนักลงทุนมีประสบการณ์ที่กำลังปรับพอร์ตตามข้อมูลการวิเคราะห์ สิ่งสำคัญที่สุดคือการทำการบ้านอย่างถูกต้อง ควบคุมอารมณ์ และมีวินัยในการลงทุนระยะยาว 

ดังที่ Warren Buffett กล่าวไว้ว่า “The stock market is a device for transferring money from the impatient to the patient” (ตลาดหุ้นคือกลไกในการถ่ายโอนเงินจากคนใจร้อนไปยังคนที่อดทนได้) ความอดทนและการตัดสินใจอย่างมีเหตุผลคือกุญแจสำคัญของความสำเร็จในการลงทุน

บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลและการศึกษาเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำในการลงทุนหรือการเชิญชวนให้ซื้อขายหลักทรัพย์ใดๆ การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลและทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน ข้อมูลในบทความนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2026 และอาจมีการเปลี่ยนแปลง

Tags: Fund FlowSET Indexวิเคราะห์หุ้นหุ้นต่างชาติซื้อหุ้นน่าลงทุนหุ้นไทย 2026แนวโน้มตลาดหุ้น
Previous Post

DeepSeek V4 จ่อเปิดตัวเร็วนี้ เจาะเทคโนโลยีแก้เกมชิปขาดแคลน พลิกโฉมต้นทุนธุรกิจ AI

Next Post

เจาะลึกเทรนด์ Solo Economy เมื่อ คนโสด เป็นผู้กำหนดทิศทางอสังหาฯ กับคัมภีร์กู้บ้านฉบับผ่านฉลุย

Next Post
เจาะลึกเทรนด์ Solo Economy เมื่อ คนโสด เป็นผู้กำหนดทิศทางอสังหาฯ กับคัมภีร์กู้บ้านฉบับผ่านฉลุย

เจาะลึกเทรนด์ Solo Economy เมื่อ คนโสด เป็นผู้กำหนดทิศทางอสังหาฯ กับคัมภีร์กู้บ้านฉบับผ่านฉลุย

ใส่ความเห็น ยกเลิกการตอบ

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

RECOMMENDED NEWS

วิกฤต LNG 2026 โรงงานไทยจ่อหยุดผลิต ค่าไฟพุ่ง รับมืออย่างไร?

วิกฤต LNG 2026 โรงงานไทยจ่อหยุดผลิต ค่าไฟพุ่ง รับมืออย่างไร?

2 เดือน ago
แนวทางจัดพอร์ตลงทุนรับมือตลาดหุ้นผันผวนจากสถานการณ์โลก

แนวทางจัดพอร์ตลงทุนรับมือตลาดหุ้นผันผวนจากสถานการณ์โลก

2 เดือน ago
ผ่าทางตันประกันสังคม พลิกเงินออมให้งอกเงย เกษียณได้จริงอย่างยั่งยืน

ผ่าทางตันประกันสังคม พลิกเงินออมให้งอกเงย เกษียณได้จริงอย่างยั่งยืน

3 เดือน ago
เปิดโผ 12 หุ้นเด่นสู้เงินเฟ้อ! รับมือวิกฤตฮอร์มุซดันราคาน้ำมันพุ่ง 

เปิดโผ 12 หุ้นเด่นสู้เงินเฟ้อ! รับมือวิกฤตฮอร์มุซดันราคาน้ำมันพุ่ง 

1 สัปดาห์ ago

FOLLOW US

BROWSE BY CATEGORIES

  • Business
  • Lifestyle
  • Macroeconomics
  • Markets
  • News
  • Politics & Policy
  • Press Release
  • Sustainability / ESG
  • Trends

BROWSE BY TOPICS

Bitcoin OpenAI SET Index Stagflation กลยุทธ์การลงทุน กลยุทธ์ธุรกิจ การลงทุน การลงทุนต่างประเทศ ข่าวเศรษฐกิจ ค่าครองชีพ จัดพอร์ตการลงทุน จัดพอร์ตลงทุน ช่องแคบฮอร์มุซ ดอกเบี้ยเฟด ตลาดหุ้นไทย พลังงานสะอาด รถยนต์ไฟฟ้า ราคาทองคำ ราคาทองวันนี้ ราคาน้ำมัน ราคาน้ำมันดิบ ราคาน้ำมันพุ่ง ราคาน้ำมันโลก ลงทุนทองคำ วางแผนการเงิน วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ วิกฤตตะวันออกกลาง วิกฤตพลังงาน วิกฤตเศรษฐกิจ วิเคราะห์ราคาทอง วิเคราะห์หุ้น สงครามการค้า สงครามตะวันออกกลาง สงครามอิหร่าน สินทรัพย์ปลอดภัย หุ้นต่างประเทศ หุ้นพลังงาน หุ้นเทคโนโลยี หุ้นไทย อสังหาริมทรัพย์ เงินเฟ้อ เศรษฐกิจโลก เศรษฐกิจไทย แนวโน้มราคาทอง แนวโน้มเศรษฐกิจ

POPULAR NEWS

  • เจาะลึกกลยุทธ์ ttb ปี 2569 ยกระดับ 3+ พลิกโฉมการเงินไทย

    เจาะลึกกลยุทธ์ ttb ปี 2569 ยกระดับ 3+ พลิกโฉมการเงินไทย

    0 shares
    Share 0 Tweet 0
  • ถอดรหัสสยามพิวรรธน์ ดันสงกรานต์ 69 สู่แพลตฟอร์มโลก ปลุกเศรษฐกิจไทย

    0 shares
    Share 0 Tweet 0
  • อนาคตตลาดทุนไทย 69-71 วิเคราะห์แผนยุทธศาสตร์ ก.ล.ต. และโอกาสที่นักลงทุนห้ามพลาด

    0 shares
    Share 0 Tweet 0
  • สรุปหุ้นกู้ COCOCO 2569 ดอกเบี้ยสูง 5.05% รับเทรนด์สุขภาพระดับโลก

    0 shares
    Share 0 Tweet 0
  • ดอกเบี้ย 1% ออมเงินยังไงให้ชนะเงินเฟ้อ? ชี้เป้าหุ้นกู้คุณภาพจาก CIMB THAI 

    0 shares
    Share 0 Tweet 0
The Signals

In a world full of noise, leaders look for signals.

สื่อวิเคราะห์ข้อมูลธุรกิจสำหรับผู้นำ ที่คัดกรองและตีความ “สัญญาณ” ของโลกเศรษฐกิจและธุรกิจ เพื่อให้เห็นทิศทางของการเปลี่ยนแปลง

Follow us on social media:

Recent News

  • ดีลช็อกโลก! Amazon คว้า OpenAI ลง AWS หลังหมดสัญญาผูกขาด Microsoft  
  • เปิดโผ 15 หุ้นต่างประเทศทำเงินสูงสุดรอบ 10 ปี! ถอดรหัสปั้นพอร์ตโต
  • ทำไม UAE โบกมือลา OPEC จุดเปลี่ยนโครงสร้างตลาดน้ำมันโลกจะเป็นอย่างไร

Category

  • Business
  • Lifestyle
  • Macroeconomics
  • Markets
  • News
  • Politics & Policy
  • Press Release
  • Sustainability / ESG
  • Trends

Recent News

ดีลช็อกโลก! Amazon คว้า OpenAI ลง AWS หลังหมดสัญญาผูกขาด Microsoft  

ดีลช็อกโลก! Amazon คว้า OpenAI ลง AWS หลังหมดสัญญาผูกขาด Microsoft  

เมษายน 29, 2026
เปิดโผ 15 หุ้นต่างประเทศทำเงินสูงสุดรอบ 10 ปี! ถอดรหัสปั้นพอร์ตโต

เปิดโผ 15 หุ้นต่างประเทศทำเงินสูงสุดรอบ 10 ปี! ถอดรหัสปั้นพอร์ตโต

เมษายน 29, 2026
  • Contact
  • Home
  • Sitemap

© 2026 The Signals - Decode the Signals. Shape the Future.

Welcome Back!

Login to your account below

Forgotten Password?

Retrieve your password

Please enter your username or email address to reset your password.

Log In
No Result
View All Result
  • Home
  • Markets
  • Business
  • Macroeconomics
  • Trends
  • Lifestyle
  • More
    • Sustainability / ESG
    • Opinion
    • News
      • Brief
      • Press Release
    • Politics & Policy

© 2026 The Signals - Decode the Signals. Shape the Future.