การก้าวเข้าสู่ช่วงไตรมาส 3 ของปี 2569 มาพร้อมกับพลวัตทางเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างต่อเนื่อง บริบทของการลงทุนในยุคปัจจุบันมีความท้าทายใหม่ๆ เข้ามาทดสอบการตัดสินใจอยู่เสมอ ข้อมูลล่าสุดจากบริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด (ASPS) ชี้ให้เห็นว่าทิศทางตลาดในช่วงครึ่งปีหลังมีความซับซ้อนมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็ยังมีจังหวะที่เหมาะสมสำหรับการจัดสรรสินทรัพย์หากเรามีความเข้าใจที่ถูกต้อง
วิธีจัดพอร์ตไตรมาส 3 เปลี่ยนความผันผวน เป็นความมั่นคงทางการเงิน
บทความนี้จะพาไปเจาะลึกแนวทางการจัดพอร์ตลงทุนแบบก้าวหน้า ด้วยการผสานแนวคิด Barbell Allocation และการจัดโครงสร้างแบบ Core & Satellite เพื่อรักษาสมดุลและสร้างความเติบโตในระยะยาว

3 ปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจในครึ่งปีหลัง
ก่อนที่จะลงลึกถึงกลยุทธ์ เราจำเป็นต้องเข้าใจภาพรวมของปัจจัยมหภาคที่กำลังส่งผลกระทบต่อตลาดโลกและตลาดหุ้นไทยเสียก่อน ซึ่งประกอบไปด้วยประเด็นสำคัญ ดังนี้
1. แรงกดดันด้านเศรษฐกิจและทิศทางเงินเฟ้อ ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่กลับมาปะทุขึ้นอีกครั้ง ส่งผลกระทบโดยตรงต่อแหล่งผลิตน้ำมันและทำให้ภาวะเงินเฟ้อมีแนวโน้มทรงตัวอยู่ในระดับสูงยาวนานกว่าปกติ (อ้างอิงข้อมูลทิศทางเศรษฐกิจจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ – IMF และธนาคารแห่งประเทศไทย – BOT)
- IMF คาดการณ์ว่า GDP โลกในปี 2569 จะเติบโตที่ 3.0% ซึ่งถือเป็นจุดต่ำสุดในรอบ 5 ปี และคาดว่าเงินเฟ้อโลกจะเพิ่มเป็น 4.7% จากแรงกดดันด้านพลังงานและอาหาร
- ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คาดการณ์ว่า GDP ของไทยจะชะลอตัวลงมาอยู่ที่ระดับ 2.3% ในปี 2569 และ 1.8% ในปี 2570
2. นโยบายการเงินและการปรับอัตราดอกเบี้ย มีความเสี่ยงเรื่องนโยบายการเงินที่ยังมีความไม่แน่นอน ในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ธนาคารกลางหลักหลายแห่ง ทั้งในสหรัฐฯ ยุโรป อังกฤษ และญี่ปุ่น มีแนวโน้มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย โดยข้อมูลอ้างอิงจากการประเมินของ BofA คาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยรวม 0.75% ขณะที่ Deutsche Bank คาดจะปรับขึ้นดอกเบี้ย 0.50% ในช่วงเดือนกันยายนถึงธันวาคม 2569 ขณะที่ ผลสำรวจ Reuters วันที่ 21 กรกฎาคม 2569 พบว่า นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่ยังคาดว่า Fed จะคงดอกเบี้ยตลอดช่วงที่เหลือของปี ปัจจัยนี้มักส่งผลให้กระแสเงินทุน (Fund flow) เคลื่อนย้ายเข้าสู่สินทรัพย์ปลอดภัย หากพิจารณาจากสถิติในอดีต เมื่ออัตราดอกเบี้ยของไทยสูงกว่า 3% ดัชนี SET Index มักจะซื้อขายบนค่าเฉลี่ย P/E ที่ 11.7 เท่า
3. การประเมินผลกำไรของบริษัทจดทะเบียน ทิศทางผลกำไรของบริษัทจดทะเบียนยังมีปัจจัยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด Consensus เริ่มมีการปรับลดประมาณการกำไรต่อหุ้น (EPS) ของดัชนี Nasdaq69F ลง 5% ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2569 นอกจากนี้ สถิติในอดีตยังบ่งชี้ว่าปีที่มีการทำ IPO สูงผิดปกติ (เช่นปี 2543, 2550 และ 2564) ดัชนี S&P500 มักจะมีการปรับฐานราว -13% ถึง -38.5% ในปีถัดมา ซึ่งในปี 2569 นี้มีดีลระดับ Mega IPO อย่าง SPACEX เข้ามา ทำให้ยอดระดมทุนพุ่งสูงถึง 1.38 แสนล้านเหรียญ (สูงสุดในรอบ 5 ปี) สำหรับในประเทศไทย ผลประกอบการไตรมาส 2 อาจมีแนวโน้มชะลอตัวลงเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) หลังจากที่ทำสถิติสูงสุดไปแล้วในไตรมาสแรก
ปัจจัยเชิงบวกที่สนับสนุนความน่าสนใจของตลาดหุ้นไทย
แม้จะมีปัจจัยท้าทายในระดับสากล แต่ฝ่ายวิจัย ASPS ประเมินว่าตลาดหุ้นไทยยังมีความน่าสนใจและมีปัจจัยสนับสนุนที่แข็งแกร่ง
- ทิศทางดอกเบี้ยในประเทศ: คาดการณ์ว่าอัตราดอกเบี้ยของไทยในปีนี้จะคงไว้ที่ระดับ 1% ซึ่งต่ำกว่าหลายประเทศและต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตค่อนข้างมาก (สถิติในอดีตชี้ว่าหากดอกเบี้ยต่ำกว่า 1.5% ดัชนี SET มักเทรดที่ P/E เฉลี่ยสูงถึง 19.52 เท่า)
- นโยบายการคลังที่ชัดเจน : การดำเนินนโยบายภาครัฐมีความชัดเจนมากขึ้น โดยเฉพาะงบประมาณปี 2570 มีวงเงินรวม 3.788 ล้านล้านบาท ส่วนวงเงิน 1.23 ล้านล้านบาท เป็นกรอบรายจ่ายภายใต้นโยบาย “10 พลัส” บวกกับ พรก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ที่ได้ผ่านการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญแล้วเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2569 ว่าไม่ขัดรัฐธรรมนูญ ทำให้ความไม่แน่นอนด้านกฎหมายของมาตรการดังกล่าวลดลง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยหนุนให้ ธปท. ปรับเพิ่มประมาณการ GDP ไทยขึ้นเป็น 2.3% จากเดิมที่ประเมินไว้ 1.5%
- การค้าโลก : อัตราภาษีศุลกากรที่แท้จริง (Effective Tariff Rate) เริ่มผ่านจุดสูงสุดไปแล้วและมีแนวโน้มปรับตัวลดลง แม้ว่าประเด็น Trade War จะยังต้องติดตามการเจรจา Section 301/232 ต่อไป
- Valuation ที่น่าสนใจ : ดัชนี SET ปัจจุบันมี P/E69F อยู่ที่ 16.9 เท่า ซึ่งต่ำกว่าตลาดหลักส่วนใหญ่ และหากตัดหุ้น DELTA ออกจากการคำนวณ P/E69F จะอยู่ที่ระดับเพียง 13 เท่า พร้อมกับอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) ที่สูงถึง 3.6% (อ้างอิงข้อมูลเชิงสถิติจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย)
สู่การจัดพอร์ตรับไตรมาส 3 : Theme Barbell Allocation
จากภาพรวมทั้งหมด ASPS ประเมินเป้าหมายดัชนี SET ช่วงปลายปีไว้ที่ 1,650 – 1,720 จุด (อิงสมมติฐาน EPS69F และ Market Earning Yield Gap) โดยนำเสนอกลยุทธ์ที่เน้นการสร้างสมดุลสองฝั่ง หรือ Barbell Allocation
การจัดสรรสัดส่วนการลงทุนตามแนวทางนี้ จะมุ่งเน้นไปที่การผสมผสานสินทรัพย์เพื่อการรับมือกับความผันผวนอย่างเป็นระบบ
1. หุ้นปันผลสูง (Dividend) สัดส่วน 35% เน้นกลุ่มที่ให้กระแสเงินสดสม่ำเสมอ ได้แก่ KTB, TTB, PTTEP, ADVANC, SINGTEL80, SPENGY80 และ HKEX23
2. หุ้นเติบโต (Growth) สัดส่วน 35% มุ่งเน้นกลุ่มที่มีแนวโน้มการขยายตัวทางธุรกิจสูง ได้แก่ ASML01, META80, AAPL80, WUXIAT80, HIMS03 และ FERRARI80
3. สินทรัพย์ทางเลือกเพื่อบริหารความเสี่ยง (Tactical Hedge) สัดส่วน 10% ได้แก่ GOLDUS80 (ทองคำ), ZIJIN80 (เหมืองทอง), SIL03 (แร่เงิน), SPBOND80 (พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ) และ MIDEA80
4. เงินสด (Cash) สัดส่วน 20% เพื่อรักษาสภาพคล่องและเตรียมความพร้อมสำหรับจังหวะการลงทุนที่เหมาะสมในอนาคต
Core & Satellite Portfolio : โซลูชันจัดพอร์ตจาก Asia Plus Wealth Solution
ในสภาวะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรไทยอยู่ต่ำกว่าระดับ 2.50% หลายคนอาจตั้งคำถามถึงทิศทางต่อไป Asia Plus Wealth Solution ยังคงแนะนำกลยุทธ์ “Stay Invested” โดยประยุกต์ใช้โครงสร้างพอร์ตแบบ Core & Satellite เพื่อสร้างจุดสมดุลระหว่างความมั่นคงระยะยาวและการบริหารโอกาสระยะสั้น
Core Portfolio : วางรากฐานเพื่อการเติบโตอย่างมั่นคง
ส่วนนี้ออกแบบมาสำหรับการลงทุนระยะยาว โดยกระจายความเสี่ยงผ่านสินทรัพย์ที่หลากหลาย ครอบคลุมทั้งหุ้นไทย หุ้นต่างประเทศ DR กองทุนรวม ETF และตราสารหนี้ในตลาดรอง
- Portfolio Advisory Infinity Plus : การจัดพอร์ตในกองทุนรวมทั่วโลกแบบ Active ด้วยสัดส่วน 60/40 เหมาะกับผู้ที่ต้องการโครงสร้างระดับสากลที่เป็นระบบ
- Portfolio Advisory หุ้นไทยปันผล : คัดเลือกบริษัทที่มีประวัติจ่ายปันผลต่อเนื่อง ผสานกับปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่ง เพื่อสร้างกระแสเงินสดระหว่างทาง
- Professional Portfolio : ชุดกองทุนที่กระจายการลงทุนผ่าน Fund Manager หลากหลายค่ายเพื่อกระจายแหล่งที่มาของผลตอบแทน (Source of Return) อย่างเหมาะสม เช่น MGALL-UH, SCBGEARA, TGSMART-A และ ASP-AAA-A
Satellite Portfolio เพิ่มขีดความสามารถจากสถานการณ์ตลาด
ส่วนนี้มุ่งเน้นการปรับตัวตามธีมการลงทุนและจังหวะตลาดที่เปลี่ยนแปลงไป
- ตราสารหนี้คุณภาพ: เน้นลงทุนในหุ้นกู้ระดับ Investment Grade ทั้งในตลาดแรกและตลาดรองที่มีอายุไม่ยาวมากนัก รวมถึง Perpetual Bond จากผู้ออกที่มีเรตติ้งระดับ A- ขึ้นไป
- กองทุนโครงสร้างพื้นฐาน : เช่น MPINFRAUI-H และ MPINFRAUI-UH เพื่อสร้างกระแสเงินสดต่อเนื่อง
- สินทรัพย์เสี่ยงที่มีศักยภาพ (Outperform) : ผ่านกองทุนอย่าง ASP-MAG7-AI และ KT-LUXURY-A ที่มีแนวโน้มฟื้นตัวหลังผ่านแรงกดดันในช่วงต้นปี
- Structured Notes : เครื่องมือทางเลือกสำหรับการบริหารความเสี่ยงของพอร์ตโดยรวม
การผสมผสานสองส่วนนี้เข้าด้วยกัน จะช่วยตอบโจทย์ผู้ที่ต้องการรักษาฐานทุนไปพร้อมๆ กับการสร้างโอกาสทางเลือกใหม่ๆ ในยุคที่เศรษฐกิจมีความท้าทาย
บทสรุป : จัดพอร์ตให้พร้อมรับทุกจังหวะของตลาด
ครึ่งหลังของปี 2569 ยังเต็มไปด้วยตัวแปรที่เปลี่ยนแปลงได้รวดเร็ว ทั้งทิศทางดอกเบี้ย ราคาพลังงาน ภาวะเศรษฐกิจโลก และแนวโน้มกำไรของบริษัทจดทะเบียน นักลงทุนจึงอาจไม่จำเป็นต้องเลือกเพียงว่าจะ “รุก” หรือ “รับ” แต่ควรวางพอร์ตให้ทั้งสองส่วนทำงานร่วมกันอย่างสมดุล แนวทาง Barbell Allocation ช่วยแบ่งน้ำหนักระหว่างหุ้นปันผลที่สร้างกระแสเงินสด หุ้นเติบโตที่เปิดโอกาสรับผลตอบแทนระยะยาว สินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง และเงินสดที่เก็บไว้รองรับจังหวะตลาด ขณะที่โครงสร้าง Core & Satellite ช่วยแยกเงินลงทุนระยะยาวออกจากส่วนที่ใช้จับโอกาสตามธีมและสถานการณ์
อย่างไรก็ตาม ไม่มีสัดส่วนใดเหมาะกับนักลงทุนทุกคน พอร์ตที่ดีจึงไม่ใช่พอร์ตที่ให้ผลตอบแทนสูงที่สุดในทุกช่วงเวลา แต่ต้องเป็นพอร์ตที่สอดคล้องกับเป้าหมาย ระยะเวลาลงทุน และความผันผวนที่ผู้ลงทุนรับได้จริง เพราะในวันที่ตลาดเปลี่ยนทิศอย่างรวดเร็ว ความยืดหยุ่นและวินัยในการบริหารพอร์ต อาจมีความสำคัญไม่แพ้การเลือกสินทรัพย์ที่ถูกต้อง
ตารางสรุป : ไอเดียจัดพอร์ตไตรมาส 3 สไตล์ Barbell Allocation
| สัดส่วน | ประเภทสินทรัพย์ | จุดประสงค์และตัวอย่าง |
| 35% | กลุ่มปันผลสูง (Dividend) | เน้นกระแสเงินสดสม่ำเสมอ เช่น KTB, ADVANC |
| 35% | กลุ่มเติบโต (Growth) | เน้นกลุ่มที่มีแนวโน้มขยายตัวสูง เช่น ASML01, AAPL80 |
| 20% | เงินสด (Cash) | รักษาสภาพคล่อง เตรียมความพร้อมรอจังหวะที่ใช่ |
| 10% | สินทรัพย์ทางเลือก (Hedge) | บริหารและกระจายความเสี่ยง เช่น ทองคำ, พันธบัตร |
บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลข่าวสารและการศึกษาเท่านั้น มิได้เป็นการชี้นำหรือแนะนำการลงทุน ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลและทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน








