จาก FB ของ ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล ที่ออกมา อธิบายถึงนโยบายการค้าจากสหรัฐอเมริกาที่ล่าสุดมีความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับการพิจารณาปรับโครงสร้างภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ หรือที่เรียกว่า Global Tariff ซึ่งอาจถูกยกระดับขึ้นเป็น 15% บทความนี้ The Signals จะดูที่มาที่ไป ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และที่สำคัญที่สุด คือ “ธุรกิจของคุณควรเตรียมตัวอย่างไร” เพื่อพลิกความไม่แน่นอนให้เป็นแผนบริหารความเสี่ยงที่รัดกุม
สัญญาณเตือนธุรกิจไทย เจาะผลกระทบเมื่อสหรัฐฯ จ่อใช้ Global Tariff 15% พร้อมวิธีรับมือ

ดร.กอบศักดิ์ ระบุว่าเมื่อไม่นานมานี้ ภูมิทัศน์การค้าระหว่างประเทศเกิดความตึงเครียดขึ้นอีกครั้ง แม้ว่าจะมีข้อจำกัดในการใช้อำนาจภายใต้กฎหมาย International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) แต่ฝ่ายบริหารของสหรัฐฯ ได้ส่งสัญญาณชัดเจนในการเดินหน้ากระบวนการเปลี่ยนผ่าน (Adjustment Process) เพื่อจัดระเบียบโครงสร้างภาษีนำเข้าใหม่ทั้งหมด
จากข้อมูลการแถลงนโยบาย พบว่ามีความพยายามที่จะใช้มาตรการภาษีศุลกากรแบบครอบคลุม (Global Tariff) โดยเริ่มต้นจากการประเมินที่ 10% และมีแนวโน้มที่จะขยับเพดานขึ้นเป็น 15% สิ่งที่ทีม The Signals ต้องการเน้นย้ำคือ ภาระภาษีในภาพรวมอาจเพิ่มสูงขึ้นกว่ายุคการเจรจาการค้าระดับทวิภาคี (Bilateral Trade Agreements) ที่ผ่านมา ซึ่งหมายความว่าต้นทุนการนำเข้าสินค้าเข้าสู่ตลาดสหรัฐฯ จะสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
เครื่องมือทางกฎหมายของสหรัฐฯ มากกว่าแค่เรื่องฉุกเฉิน
ผู้ประกอบการหลายท่านอาจสงสัยว่า สหรัฐฯ สามารถปรับขึ้นภาษีโดยพลการได้หรือไม่? คำตอบคือ “ได้” หากอาศัยช่องทางกฎหมายที่รัฐสภาสหรัฐฯ เคยบัญญัติไว้ในอดีต ทีม The Signals ได้รวบรวมข้อมูลจาก Office of the United States Trade Representative (USTR) เพื่ออธิบายกฎหมายหลักที่อาจถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือ ดังนี้
- Trade Act of 1974 (พระราชบัญญัติการค้า ปี 1974)
- Section 122 ถือเป็นมาตราที่จับตามองมากที่สุด เนื่องจากให้อำนาจประธานาธิบดีในการใช้มาตรการภาษีเพื่อจัดการกับปัญหาดุลการชำระเงิน (Balance of Payments) โดยสามารถกำหนด Global Tariff ได้สูงสุด 15% เป็นระยะเวลา 150 วัน (หรือประมาณ 5 เดือน) ซึ่งเป็นเครื่องมือระยะสั้นที่ทรงพลัง
- Section 201 และ Section 301 กฎหมายเหล่านี้อนุญาตให้ใช้มาตรการปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศ (Safeguards) และตอบโต้ประเทศที่มีพฤติกรรมทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม
- Trade Expansion Act of 1962 (พระราชบัญญัติการขยายการค้า ปี 1962)
- Section 232 ให้อำนาจในการจำกัดการนำเข้าหรือเก็บภาษีเพิ่มเติม หากกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ตรวจสอบพบว่าการนำเข้านั้นคุกคาม “ความมั่นคงของชาติ” (National Security)
- Tariff Act of 1930 (พระราชบัญญัติศุลกากร ปี 1930)
- Section 338 กฎหมายเก่าแก่ตั้งแต่ยุคสงครามการค้าในอดีต ซึ่งระบุให้อำนาจในการเก็บภาษีเพิ่มเติมสูงสุดถึง 50% ต่อประเทศที่เลือกปฏิบัติต่อสินค้าของสหรัฐฯ
นอกจากนี้ ยังมีการพิจารณาผลักดันกฎหมายใหม่ผ่านสภาคองเกรส เช่น รูปแบบของ Sanctioning Acts ต่างๆ ที่อาจให้อำนาจกำหนดภาษีสูงแบบทวีคูณกับประเทศที่มีความเชื่อมโยงกับคู่ขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ของสหรัฐฯ
ผลกระทบแบบโดมิโนต่อภาคธุรกิจและซัพพลายเชนระดับโลก
เมื่อพิจารณาโครงสร้างภาษีใหม่ ประเทศที่เคยได้เปรียบจากข้อตกลงการค้าเดิมจะได้รับผลกระทบโดยตรง จากการประเมินเบื้องต้นของทีม The Signals หากมาตรการ 15% ถูกบังคับใช้:
- กลุ่มประเทศที่เคยได้แต้มต่อ ประเทศที่เคยรักษาอัตราภาษีนำเข้าไว้ที่ระดับต่ำ (เช่น 10% หรือต่ำกว่า) ผ่าน Reciprocal Tariffs อย่างสิงคโปร์หรือสหราชอาณาจักร จะสูญเสียความได้เปรียบด้านราคาไปในทันที ทำให้ความสามารถในการแข่งขันในตลาดสหรัฐฯ ลดลง
- กลุ่มประเทศอุตสาหกรรมหลัก สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ จะเผชิญกับกำแพงภาษีที่สูงขึ้น บังคับให้ต้องทบทวนโครงสร้างราคาหรือย้ายฐานการผลิต
- ประเทศไทยและอาเซียน สำหรับสินค้าที่เคยเผชิญกำแพงภาษีในระดับ 19-20% อาจดูเหมือนไม่ได้รับผลกระทบมากนักในแง่ของตัวเลขสุทธิ (อาจมีการปรับลดลงเล็กน้อยมาที่ฐาน 15%) แต่สิ่งที่ผู้ประกอบการไทยต้องเผชิญคือ “ความไม่แน่นอน” (Uncertainty) ซึ่งเป็นศัตรูตัวฉกาจของการวางแผนธุรกิจระยะยาว
กรณีศึกษา ผลกระทบต่อโครงสร้างต้นทุน
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นเราขอเสนอตัวอย่างสมมติเพื่อการศึกษา ดังนี้
- สถานการณ์สมมติ – บริษัท A ในไทยส่งออกชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ไปยังสหรัฐฯ มูลค่า 1,000,000 ดอลลาร์ เดิมเสียภาษีนำเข้า 5% (50,000 ดอลลาร์)
- หากโดน Global Tariff 15% – ภาษีจะพุ่งขึ้นเป็น 150,000 ดอลลาร์ ต้นทุนที่เพิ่มขึ้น 100,000 ดอลลาร์นี้ บริษัท A จะต้องตัดสินใจว่า
- ผลักภาระไปให้ผู้บริโภคปลายทาง (ซึ่งอาจทำให้ยอดขายตก)
- บีบซัพพลายเออร์ต้นน้ำให้ลดราคาวัตถุดิบ
- รับภาระไว้เอง ซึ่งจะทำให้กำไรสุทธิ (Profit Margin) หดตัวรุนแรง
4 แนวทางรับมือสำหรับผู้ประกอบการ
The Signals ได้รวบรวมหลักการบริหารจัดการความเสี่ยงจากสถาบันและผู้เชี่ยวชาญด้านธุรกิจระดับโลก เพื่อเป็นแนวทางให้ผู้ประกอบการนำไปปรับใช้
- การสร้างความยืดหยุ่นให้ซัพพลายเชน (Supply Chain Resilience) ขอยกแนวทางจากบทความวิเคราะห์ของ Harvard Business Review (ปี 2020) เกี่ยวกับกลยุทธ์ “China Plus One” หรือการแสวงหาแหล่งผลิตสำรอง การกระจายฐานการผลิตและแหล่งวัตถุดิบ (Dual Sourcing) จะช่วยลดความเสี่ยงจากการที่ประเทศใดประเทศหนึ่งโดนกำแพงภาษีแบบเจาะจง
- การใช้ประโยชน์จากข้อตกลงการค้าเสรี (FTA Utilization) ข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์ของไทยแนะนำให้ผู้ประกอบการศึกษาและใช้สิทธิประโยชน์จาก FTA อื่นๆ ที่ไทยมีกับประเทศคู่ค้า เช่น RCEP, JTEPA เพื่อกระจายความเสี่ยงและขยายฐานลูกค้าไปยังทวีปอื่นนอกเหนือจากสหรัฐฯ (ที่มา: กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ, 2025)
- การทำ Hedging ด้านโครงสร้างราคา ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินองค์กรแนะนำให้มีการทำสัญญากับคู่ค้าแบบยืดหยุ่น โดยระบุเงื่อนไขการรับผิดชอบร่วมกัน (Cost-sharing mechanism) หากมีการเปลี่ยนแปลงนโยบายภาษีนำเข้าอย่างฉับพลัน
- เพิ่มมูลค่าและนวัตกรรม (Value-Added Creation) หลักการจาก Michael Porter ผู้เชี่ยวชาญด้านกลยุทธ์การแข่งขัน ระบุว่าสินค้าที่มีความแตกต่าง (Differentiation) และมีมูลค่าเพิ่มสูง จะมีความสามารถในการส่งผ่านต้นทุนไปยังผู้บริโภคได้ดีกว่าสินค้าโภคภัณฑ์ทั่วไป (Commodities) ที่แข่งขันด้วยราคาเพียงอย่างเดียว
บทสรุป
สงครามการค้าและการเปลี่ยนแปลงนโยบายทางเศรษฐกิจของชาติมหาอำนาจ เป็นตัวแปรเชิงระบบ (Systematic Risk) ที่ธุรกิจไม่สามารถควบคุมได้ สิ่งที่สะท้อนจากความพยายามในการใช้ Global Tariff 15% ผ่านกฎหมายดั้งเดิมอย่าง Trade Act 1974 ชี้ให้เห็นว่าโลกธุรกิจกำลังเข้าสู่ยุคของความผันผวนสูง (VUCA World) อย่างแท้จริง
ในฐานะคนทำธุรกิจ สิ่งที่เราสามารถควบคุมได้ คือ “การเตรียมความพร้อม” ทีม The Signals มองว่า นี่ไม่ใช่เวลาของการตื่นตระหนก แต่เป็นเวลาของการกลับมาทบทวนโครงสร้างต้นทุน กระจายความเสี่ยง และสร้างซัพพลายเชนที่แข็งแกร่ง เพื่อให้ธุรกิจของคุณสามารถยืนหยัดและเติบโตได้ ไม่ว่านโยบายการค้าโลกจะเปลี่ยนทิศทางไปทางใดก็ตาม
FAQ
- Global Tariff แตกต่างจาก Reciprocal Tariff อย่างไร? Global Tariff คือการเรียกเก็บภาษีนำเข้าครอบคลุมสินค้าจากทุกประเทศทั่วโลกในอัตราที่กำหนด ส่วน Reciprocal Tariff คือการจัดเก็บภาษีแบบต่างตอบแทนตามข้อตกลงทวิภาคีเป็นรายประเทศ
- Trade Act 1974 มาตรา 122 คืออะไร? เป็นกฎหมายสหรัฐฯ ที่ให้อำนาจประธานาธิบดีกำหนดภาษีนำเข้าเพิ่มขึ้นไม่เกิน 15% เป็นเวลาสูงสุด 150 วัน เพื่อแก้ไขปัญหาดุลการชำระเงินที่ขาดดุลอย่างรุนแรง
- ธุรกิจนำเข้าในไทยจะได้รับผลกระทบด้วยหรือไม่? หากธุรกิจนำเข้าวัตถุดิบจากสหรัฐฯ และสหรัฐฯ มีมาตรการกีดกันการส่งออกบางชนิด อาจทำให้วัตถุดิบขาดแคลน หรือหากประเทศอื่นมีมาตรการตอบโต้ (Retaliation) สินค้าเข้าไทยอาจผันผวนด้านราคา
- ถ้ามีการเก็บภาษี 15% จริง ธุรกิจควรผลักภาระให้ลูกค้าทั้งหมดหรือไม่? ทีม The Signals รวบรวมข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญพบว่า ไม่ควรผลักภาระทั้งหมดในทันที ควรเจรจากับคู่ค้า (Cost-sharing) และพยายามลดต้นทุนภายในองค์กรก่อน เพื่อรักษาส่วนแบ่งการตลาด
- ตลาดไหนที่ผู้ส่งออกไทยควรหันไปโฟกัสแทนสหรัฐฯ? กระทรวงพาณิชย์แนะนำให้ให้ความสำคัญกับตลาดที่มีข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) กับไทย เช่น ตลาดภายใต้ RCEP, อาเซียน, ตะวันออกกลาง, และอินเดีย
- กฎหมาย Section 232 อ้างอิงเรื่องอะไร? อ้างอิงเรื่อง “ความมั่นคงของชาติ” โดยสหรัฐฯ สามารถอ้างได้ว่าการนำเข้าสินค้าบางชนิด (เช่น เหล็ก หรือเทคโนโลยี) กระทบต่อความมั่นคง เพื่อใช้เป็นข้ออ้างในการขึ้นภาษี
- Clause ประเภทใดที่ควรระบุในสัญญาเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากภาษี? ควรพิจารณาระบุ “Tariff Clause” หรือเงื่อนไขการปรับราคาหากมีการเปลี่ยนแปลงภาษีนำเข้าจากนโยบายรัฐ เพื่อป้องกันการขาดทุนจากสัญญาแบบ Fix Price
- ธุรกิจขนาดเล็ก (SME) ที่ไม่มีอำนาจต่อรองควรทำอย่างไร? มุ่งเน้นที่การสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value-added) ให้สินค้ามีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว (Niche) เพื่อลดการแข่งขันทางราคา และทำให้ลูกค้าพึ่งพาสินค้าของคุณมากขึ้น
อ้างอิงจาก FB Kobsak Pootrakool









