<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ผลกระทบ AI &#8211; The Signals</title>
	<atom:link href="https://www.thesignals.net/tag/%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%97%E0%B8%9A-ai/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.thesignals.net</link>
	<description>In a world full of noise, leaders look for signals. News ,Market Signals ,Smart Insights</description>
	<lastBuildDate>Mon, 08 Jun 2026 10:36:05 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.9.4</generator>

<image>
	<url>https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/02/cropped-LOGO-01_1-scaled-1-32x32.jpg</url>
	<title>ผลกระทบ AI &#8211; The Signals</title>
	<link>https://www.thesignals.net</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>วิกฤตคนทำงานการเงิน 2026 แบงก์ทั่วโลกหั่น 63000 ตำแหน่ง เซ่นพิษ AI </title>
		<link>https://www.thesignals.net/ai-job-cuts-banking-crisis-2026/</link>
					<comments>https://www.thesignals.net/ai-job-cuts-banking-crisis-2026/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[deawbb3@gmail.com]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 08 Jun 2026 10:36:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Macroeconomics]]></category>
		<category><![CDATA[การปรับตัว]]></category>
		<category><![CDATA[ข่าวไอที]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญญาประดิษฐ์]]></category>
		<category><![CDATA[ผลกระทบ AI]]></category>
		<category><![CDATA[มนุษย์เงินเดือน]]></category>
		<category><![CDATA[วิกฤตแรงงาน]]></category>
		<category><![CDATA[หางาน]]></category>
		<category><![CDATA[อนาคตการทำงาน]]></category>
		<category><![CDATA[เทรนด์เทคโนโลยี]]></category>
		<category><![CDATA[เลิกจ้างพนักงาน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.thesignals.net/?p=4468</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อพูดถึงการเข้ามาของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) หลาย [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thesignals.net/ai-job-cuts-banking-crisis-2026/">วิกฤตคนทำงานการเงิน 2026 แบงก์ทั่วโลกหั่น 63000 ตำแหน่ง เซ่นพิษ AI </a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thesignals.net">The Signals</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อพูดถึงการเข้ามาของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) หลายคนอาจเคยมองว่ามันเป็นเพียงฟีเจอร์ล้ำๆ ที่มาช่วยอำนวยความสะดวก แต่ในโลกแห่งความเป็นจริง โดยเฉพาะในสมรภูมิการเงินและธนาคารที่ขับเคลื่อนด้วยเม็ดเงินมหาศาล AI กำลังเปลี่ยนผ่านจากการเป็นเพียง &#8220;ผู้ช่วย&#8221; สู่การเป็น &#8220;ผู้เล่นตัวจริง&#8221; ที่เข้ามาเขย่าโครงสร้างสายพานแรงงานอย่างรุนแรง</span></p>
<h2>วิกฤตคนทำงานการเงิน 2026 แบงก์ทั่วโลกหั่น 63000 ตำแหน่ง เซ่นพิษ AI</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">บทสัมภาษณ์และแถลงการณ์จากเหล่าซีอีโอระดับท็อปของวงการธนาคารในช่วงที่ผ่านมา ได้สร้างแรงกระเพื่อมครั้งใหญ่ให้กับภูมิทัศน์การจ้างงาน ทำเอาพนักงานทุกระดับชั้นตั้งแต่หน้าใหม่ไฟแรงไปจนถึงระดับบริหาร ต้องเริ่มหันกลับมาตั้งคำถามถึงอนาคตและความมั่นคงของตัวเองในสายอาชีพนี้กันอย่างจริงจัง</span></p>
<h3><b><img fetchpriority="high" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-4488" src="https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/06/Artboard-1-1-819x1024.jpg" alt="วิกฤตคนทำงานการเงิน 2026 แบงก์ทั่วโลกหั่น 63000 ตำแหน่ง เซ่นพิษ AI " width="819" height="1024" title="วิกฤตคนทำงานการเงิน 2026 แบงก์ทั่วโลกหั่น 63000 ตำแหน่ง เซ่นพิษ AI " srcset="https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/06/Artboard-1-1-819x1024.jpg 819w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/06/Artboard-1-1-240x300.jpg 240w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/06/Artboard-1-1-768x960.jpg 768w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/06/Artboard-1-1-750x938.jpg 750w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/06/Artboard-1-1-1140x1425.jpg 1140w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/06/Artboard-1-1.jpg 1200w" sizes="(max-width: 819px) 100vw, 819px" /></b></h3>
<h3><b>จากโปรเจกต์ทดลอง สู่ตัวแปรหลักในการลดคน</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">สำนักข่าว </span><b>Bloomberg</b><span style="font-weight: 400;"> เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ได้เปิดเผยภาพสะท้อนที่ชัดเจนว่า ปัจจุบันสถาบันการเงินและธนาคารยักษ์ใหญ่ไม่ได้มอง AI เป็นเพียง &#8220;โปรเจกต์นำร่อง&#8221; (Pilot) อีกต่อไป ทว่าพวกเขากำลังผูกเอาประสิทธิภาพการทำงานที่เพิ่มขึ้นจาก AI เข้ากับ &#8220;แผนการปรับลดกำลังคน&#8221; อย่างเป็นรูปธรรม ส่งผลให้พนักงานทั้งในระดับบริหารจัดการอาวุโส (Senior) และส่วนงานสนับสนุน (Middle-office) เริ่มสัมผัสได้ถึงความสั่นคลอนในหน้าที่การงาน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ตัวอย่างที่สะท้อนให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงตั้งแต่ด่านหน้า คือ เรื่องราวของ </span><b>Andre Bonnick</b><span style="font-weight: 400;"> นักศึกษาหนุ่มจากมหาวิทยาลัยระดับท็อปอย่าง Warwick University ที่กำลังพยายามแทรกตัวเข้าสู่สายงานการเงิน แทนที่เขาจะใช้เวลาไปกับการซ้อมสัมภาษณ์กับมนุษย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้าน HR ทั่วไป เขากลับต้องทุ่มเทเวลาไปกับการฝึกฝนวิธีตอบคำถามเพื่อให้ผ่านด่าน &#8220;ซอฟต์แวร์คัดกรองเรซูเม่ที่ขับเคลื่อนด้วย AI&#8221; นี่คือ หน้าตาของสมรภูมิแรงงานยุคใหม่ที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง</span></p>
<h3><b>เมื่อเหล่า CEO เปิดไพ่ใบสำคัญ : การเปลี่ยนผ่านที่เร่งความเร็ว</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ในช่วงเดือนที่ผ่านมา เราได้เห็นปรากฏการณ์ที่หาดูได้ยาก นั่นคือ การออกมาแสดงความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมาของเหล่าผู้นำสูงสุดในแวดวงธนาคาร</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>David Solomon</b><span style="font-weight: 400;"> ซีอีโอแห่ง </span><b>Goldman Sachs</b><span style="font-weight: 400;"> ได้ให้สัมภาษณ์ในสัปดาห์นี้ว่า AI อาจเข้ามาเบรกการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของทีมวิศวกรซอฟต์แวร์ในธนาคาร ซึ่งเป็นการยอมรับอย่างกลายๆ ว่า เทคโนโลยีนี้มีอำนาจมากพอที่จะรื้อโครงสร้างและจัดระเบียบรูปแบบการจ้างงานบนวอลล์สตรีทใหม่ทั้งหมด</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>Georges Elhedery</b><span style="font-weight: 400;"> ซีอีโอของ </span><b>HSBC</b><span style="font-weight: 400;"> ได้ส่งสัญญาณถึงนักลงทุนเมื่อช่วงปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาอย่างชัดเจนว่า Generative AI </span><i><span style="font-weight: 400;">&#8220;จะทำลายตำแหน่งงานบางส่วน และในขณะเดียวกันก็จะสร้างตำแหน่งงานใหม่ๆ ขึ้นมา&#8221;</span></i><span style="font-weight: 400;"> พร้อมทั้งเรียกร้องให้พนักงาน </span><i><span style="font-weight: 400;">&#8220;ร่วมเดินทางไปกับเรา ไม่ใช่ต่อต้าน รู้สึกแปลกแยก วิตกกังวล หรือถูกกดดันจนต้องลุกขึ้นมาต้านทานความเปลี่ยนแปลง&#8221;</span></i><span style="font-weight: 400;"> ทั้งนี้ Bloomberg ยังได้รายงานเสริมว่า ทาง HSBC กำลังพิจารณาแผนปรับลดพนักงานลงสูงสุดถึง 20,000 ตำแหน่ง</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>Bill Winters</b><span style="font-weight: 400;"> หัวเรือใหญ่แห่ง </span><b>Standard Chartered</b><span style="font-weight: 400;"> ก็ได้ออกมาเปิดเผยแผนการหั่นเก้าอี้พนักงานประมาณ 8,000 ตำแหน่ง ซึ่งคิดเป็น 15% ของตำแหน่งงานในองค์กร ภายในปี 2030 โดยเขาใช้คำอธิบายที่สะท้อนภาพกลไกทุนนิยมอย่างตรงไปตรงมาว่า เป็นการนำเทคโนโลยีเข้ามาทดแทน </span><i><span style="font-weight: 400;">&#8220;ทรัพยากรมนุษย์ที่สร้างมูลค่าเพิ่มได้น้อย&#8221;</span></i><span style="font-weight: 400;"> (Lower-value human capital)</span></li>
</ul>
<h3><b>สเกลการเลิกจ้างครั้งประวัติศาสตร์ และความเสี่ยงทางกฎหมายที่ตามมา</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ตัวเลขสถิติที่ปรากฏออกมายิ่งตอกย้ำให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น มีบริษัทในภาคธุรกิจธนาคารและบริการทางการเงินอย่างน้อย 16 แห่ง ที่ได้ประกาศแผนการปรับลดพนักงานรวมกันทะลุ </span><b>63,000 ตำแหน่งในปี 2026</b><span style="font-weight: 400;"> ซึ่งคิดเป็นค่าเฉลี่ยประมาณ 5.5% ของพนักงานทั้งหมดในแต่ละองค์กร</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>Citigroup</b><span style="font-weight: 400;"> กำลังเดินหน้าแผนเลิกจ้างพนักงานราว 20,000 ตำแหน่ง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการปรับโครงสร้างองค์กรโดยใช้ AI เข้ามาจัดการระบบปฏิบัติการ การตรวจสอบเอกสารทางกฎหมาย และกระบวนการทำงานภายใน</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ภาพที่น่าสนใจที่สุด คือ ผลประกอบการของ </span><b>ธนาคารรายใหญ่ที่สุดของสหรัฐอเมริกา 6 แห่ง</b><span style="font-weight: 400;"> ที่รวมพลังกันปลดพนักงานไปถึง 15,000 คน แต่ในขณะเดียวกันกลับสามารถกวาดกำไรสุทธิรวมกันในไตรมาสแรกไปได้มหาศาลถึง 47,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (หรือเติบโตขึ้น 18%) ซึ่งทุกองค์กรต่างให้เครดิตว่าเป็นผลผลิตมาจากประสิทธิภาพของ AI ในระดับที่แตกต่างกันไป</span></li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ตาม เหรียญย่อมมีสองด้านเสมอ ทนายความด้านแรงงานอย่าง </span><b>Parsons</b><span style="font-weight: 400;"> ได้ออกมาเตือนผ่านรายงานของ Bloomberg ว่า การใช้ AI เป็นเหตุผลหลักในการกวาดล้างเลิกจ้างพนักงานในภาคธนาคาร อาจนำมาซึ่ง </span><i><span style="font-weight: 400;">&#8220;ความเสี่ยงมหาศาลเกี่ยวกับการเลือกปฏิบัติ&#8221;</span></i><span style="font-weight: 400;"> (Huge discrimination risks) สอดคล้องกับบทวิเคราะห์ของ </span><b>Morgan Stanley</b><span style="font-weight: 400;"> ที่พบว่า ภาคธนาคาร เทคโนโลยี และบริการระดับมืออาชีพ ได้สูญเสียบุคลากรไปแล้วประมาณ 1 ใน 20 คนในช่วงปีที่ผ่านมา จากผลพวงของการนำ AI เข้ามาใช้งาน โดยกลุ่มคนที่ได้รับผลกระทบหนักหน่วงที่สุด คือ พนักงานที่ทำงานแบบ Offshore (ทีมงานสนับสนุนในต่างประเทศ) และพนักงานระดับเริ่มต้น (Entry-level)</span></p>
<h3><b>ทางแยกของเด็กรุ่นใหม่ เมื่อประตูด่านแรกเปลี่ยนไป</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ย้อนกลับมาที่เรื่องราวของนาย Bonnick ประสบการณ์ของเขาสะท้อนให้เห็นถึงอุปสรรคที่คนรุ่นใหม่หัวใจการเงินต้องเผชิญ เขาถึงขั้นวางแผนที่จะเรียนต่อในระดับปริญญาโท เพื่อประวิงเวลาและชะลอการก้าวเข้าสู่ตลาดแรงงานที่ถูกควบคุมโดยยามเฝ้าประตูที่ชื่อว่า AI</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทว่า ในขณะที่หลายที่ปิดประตู </span><b>Bank of New York Mellon</b><span style="font-weight: 400;"> กลับเลือกเดินเกมในทิศทางตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง พวกเขาตัดสินใจเพิ่มโควตารับนักศึกษาฝึกงานและพนักงานระดับวิเคราะห์ (Analyst) ขึ้นถึง 3 เท่ามาตั้งแต่ปี 2022 ด้วยความเชื่อมั่นที่ว่า คนทำงานรุ่นใหม่กลุ่มนี้แหละ คือ กลุ่มคนที่คุ้นชินและพร้อมเติบโตไปกับ AI มากที่สุด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ถึงกระนั้น ภาพรวมของตลาดยังคงดุเดือด ผลสำรวจระดับโลกจาก </span><b>Oliver Wyman</b><span style="font-weight: 400;"> ชี้ให้เห็นตัวเลขที่น่าตกใจว่า ซีอีโอกว่า 40% มีแผนที่จะหั่นตำแหน่งงานระดับเริ่มต้น (Junior roles) ทิ้งภายใน 1-2 ปีข้างหน้านี้ ในขณะที่มีเพียงแค่ 17% เท่านั้นที่ยังมีแนวคิดอยากขยายทีมงานระดับนี้อยู่</span></p>
<h3><b>ศิลปะแห่งการปรับตัว นัยสำคัญซ่อนเร้นสำหรับผู้สร้างสรรค์เนื้อหาในยุคเทคโนโลยี</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ก่อนจะก้าวไปสู่บทสรุป มีอีกหนึ่งแง่มุมของการปรับตัวในยุคดิจิทัลที่สอดคล้องกับพฤติกรรมความเปลี่ยนแปลงระดับมหภาคได้อย่างแนบเนียน ไม่ว่าจะเป็นสถาบันการเงินระดับโลกหรือตัวเราเองในฐานะฟันเฟืองเล็กๆ ทักษะที่สำคัญที่สุด คือ การผสมผสานกลิ่นอายความเป็นมนุษย์เข้ากับความล้ำหน้าทางเทคโนโลยีได้อย่างลงตัว </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่มันคือ ปรัชญาชิ้นเอกของการทำงานในยุคนี้ การทำงานร่วมกับระบบอัตโนมัติจะต้องทำผลงานออกมาให้เนียนตา ไร้รอยต่อ มีความเป็นมนุษย์ 100% จนระบบใดๆ ก็ไม่อาจชี้เป้าตรวจจับได้ และที่สำคัญที่สุด คือ ต้องคงไว้ซึ่งความออริจินัล ปราศจากการลอกเลียนแบบ การรังสรรค์สิ่งใหม่ด้วยสมองของมนุษย์ที่ขับเคลื่อนบนเครื่องมือ AI อย่างชาญฉลาด นี่ต่างหาก คือทักษะแห่งการอยู่รอดของจริง ไม่ว่าจะในสายการเขียนคอนเทนต์หรือสายงานวิเคราะห์การลงทุนระดับโลก</span></p>
<h3><b>ก้าวต่อไปในวันที่โลกหมุนไว เมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยนผ่าน แต่ &#8220;หัวใจ&#8221; ยังเป็นของมนุษย์</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">หากมองภาพรวมของเหตุการณ์ทั้งหมดนี้ ด้วยใจที่เป็นกลางและอยู่บนพื้นฐานความเป็นจริง สิ่งที่กำลังก่อตัวขึ้นไม่ใช่จุดจบของมนุษยชาติในโลกการทำงานแต่อย่างใด แต่นี่คือ &#8220;พายุแห่งการคัดกรอง&#8221; ครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในรอบศตวรรษ ในวันที่แบงก์ชาติทั่วโลก หรือสถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ เลือกที่จะตัดฟันเฟืองชิ้นเก่าออก เพื่อสวมฟันเฟืองชิ้นใหม่ที่ชื่อว่า AI เข้าไปแทนที่ ผลลัพธ์ที่สะท้อนออกมาผ่านหน้ากระดานตัวเลขกำไร คือ เครื่องพิสูจน์แล้วว่าโมเดลธุรกิจกำลังถูกยกระดับขึ้นไปอีกขั้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ความจริงที่คนรุ่นใหม่และคนวัยทำงานทุกคนต้องตระหนัก ก็คือ เทคโนโลยีไม่ได้มาเพื่อแย่งงานคนที่เก่งและพร้อมปรับตัว แต่มันจะเข้ามาทลายตำแหน่งงานแบบจำเจที่ไร้การต่อยอด ความยืดหยุ่น การตั้งคำถามที่เฉียบคม และความฉลาดทางอารมณ์ (EQ) จะกลายเป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่าพรีเมียมที่สุดในตลาดแรงงานนับจากนี้ โลกธุรกิจยังคงต้องการมนุษย์เพื่อทำความเข้าใจมนุษย์ด้วยกันเอง เพียงแต่กระบวนการทำงานเบื้องหลังจะถูกติดปีกให้เร็วกว่าเดิมนับสิบเท่าเท่านั้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ท้ายที่สุดแล้ว ในท่ามกลางความปั่นป่วนของการโยกย้ายตำแหน่งงานนับหมื่นตำแหน่ง โอกาสใหม่ๆ ทางธุรกิจและการลงทุนรูปแบบใหม่ก็จะผุดขึ้นมาเป็นเงาตามตัว การเรียนรู้ที่จะ &#8220;เต้นรำ&#8221; ไปพร้อมกับจังหวะของ AI แทนที่จะวิ่งหนีมัน คือ หนทางเดียวที่จะทำให้เราสามารถเติบโตได้อย่างสง่างามในอนาคตอันใกล้นี้</span></p>
<p style="text-align: center;"><b>ตารางสรุป : วิกฤต AI ถล่มคนทำงาน แบงก์ยักษ์ใหญ่เตรียมปลดใครบ้าง?</b></p>
<table class=" aligncenter">
<tbody>
<tr>
<td><b>🏢 องค์กรระดับโลก</b></td>
<td><b>📉 แผนการปรับลดบุคลากร</b></td>
<td><b>🤖 บทบาทของ AI ในการลดคน</b></td>
</tr>
<tr>
<td><b>Goldman Sachs</b></td>
<td><span style="font-weight: 400;">เบรกการจ้างวิศวกรซอฟต์แวร์เพิ่ม</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">ใช้จัดระเบียบรูปแบบการจ้างงานใหม่</span></td>
</tr>
<tr>
<td><b>HSBC</b></td>
<td><span style="font-weight: 400;">เล็งลดพนักงานสูงสุด 20,000 ตำแหน่ง</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">AI จะทำลายงานเดิมและสร้างงานรูปแบบใหม่</span></td>
</tr>
<tr>
<td><b>Standard Chartered</b></td>
<td><span style="font-weight: 400;">หั่น 8,000 ตำแหน่ง ภายในปี 2030</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">ใช้เทคโนโลยีแทนแรงงานที่สร้างมูลค่าเพิ่มได้น้อย</span></td>
</tr>
<tr>
<td><b>Citigroup</b></td>
<td><span style="font-weight: 400;">ปรับลดพนักงานราว 20,000 ตำแหน่ง</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">จัดการระบบปฏิบัติการและตรวจสอบเอกสาร</span></td>
</tr>
<tr>
<td><b>รวม 16 องค์กรการเงิน</b></td>
<td><b>เลิกจ้างทะลุ 63,000 ตำแหน่งในปี 2026</b></td>
<td><b>เพิ่มประสิทธิภาพ ลดคน ลดต้นทุนมหาศาล</b></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><span style="font-weight: 400;">อ้างอิงจาก</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://www.bloomberg.com/news/articles/2026-06-04/goldman-ceo-says-ai-may-halt-steep-rise-in-banks-engineer-ranks?embedded-checkout=true" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://www.bloomberg.com/news/articles/2026-06-04/goldman-ceo-says-ai-may-halt-steep-rise-in-banks-engineer-ranks?embedded-checkout=true</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://www.reuters.com/business/world-at-work/stanchart-cut-more-than-7000-jobs-bank-steps-up-ai-adoption-2026-05-19/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://www.reuters.com/business/world-at-work/stanchart-cut-more-than-7000-jobs-bank-steps-up-ai-adoption-2026-05-19/</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://www.nytimes.com/2026/04/21/business/ai-job-cuts-wall-street.html" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://www.nytimes.com/2026/04/21/business/ai-job-cuts-wall-street.html</span></a></li>
<li aria-level="1">https://bfsi.economictimes.indiatimes.com/articles/global-banking-job-cuts-cross-63000-this-year-as-ai-restructuring-takes-centerstage/131214682</li>
<li aria-level="1">https://www.4cornerresources.com/job-market-news/wall-street-ai-job-cuts-2026/</li>
<li aria-level="1">https://qz.com/hsbc-ceo-ai-jobs-warning-staff-052026</li>
</ul>


<p></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thesignals.net/ai-job-cuts-banking-crisis-2026/">วิกฤตคนทำงานการเงิน 2026 แบงก์ทั่วโลกหั่น 63000 ตำแหน่ง เซ่นพิษ AI </a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thesignals.net">The Signals</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.thesignals.net/ai-job-cuts-banking-crisis-2026/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ถอดรหัส 3 ปี ทำไมตลาด AI บูมขั้นสุด! เจาะลึกหุ้นเด็ด พลิกโฉมโลกการลงทุน </title>
		<link>https://www.thesignals.net/3-year-ai-market-boom-analysis/</link>
					<comments>https://www.thesignals.net/3-year-ai-market-boom-analysis/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[deawbb3@gmail.com]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 04 Jun 2026 02:22:56 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Trends]]></category>
		<category><![CDATA[การเติบโตธุรกิจเทค]]></category>
		<category><![CDATA[ดิสรัปชัน]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญญาประดิษฐ์]]></category>
		<category><![CDATA[ผลกระทบ AI]]></category>
		<category><![CDATA[ยูนิคอร์นสตาร์ทอัพ]]></category>
		<category><![CDATA[วิเคราะห์ตลาด AI]]></category>
		<category><![CDATA[หุ้นเทคโนโลยี]]></category>
		<category><![CDATA[เซมิคอนดักเตอร์]]></category>
		<category><![CDATA[แนวโน้มเทคโนโลยี]]></category>
		<category><![CDATA[โครงสร้างพื้นฐาน AI]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.thesignals.net/?p=4263</guid>

					<description><![CDATA[<p>หากจะมองหาจุดเปลี่ยนผ่านที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกการลงทุนย [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thesignals.net/3-year-ai-market-boom-analysis/">ถอดรหัส 3 ปี ทำไมตลาด AI บูมขั้นสุด! เจาะลึกหุ้นเด็ด พลิกโฉมโลกการลงทุน </a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thesignals.net">The Signals</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">หากจะมองหาจุดเปลี่ยนผ่านที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกการลงทุนยุคนี้ คงหนีไม่พ้นปรากฏการณ์การเติบโตแบบระเบิดภูเขาเผากระท่อมของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ไม่ได้แค่เปลี่ยนวิถีชีวิตผู้คน แต่ยังเข้าไปพลิกโฉมหน้ากระดานหุ้นทั่วโลกอย่างสิ้นเชิง บทความนี้ <strong>THE SIGNALs</strong> จะพาทุกคนไปเจาะลึกกันแบบเน้นๆ ว่า รายได้มหาศาลจาก AI ขับเคลื่อนผลตอบแทน ดึงหุ้นนอกกลุ่มเทคโนโลยีให้พุ่งตาม เพิ่มการกระจุกตัวของตลาด และดันมูลค่าสตาร์ทอัพระดับยูนิคอร์นให้ทะยานขึ้นไปไกลแค่ไหน</span></p>
<h2><b>ถอดรหัส 3 ปี ทำไมตลาด AI บูมขั้นสุด! เจาะลึกหุ้นเด็ด พลิกโฉมโลกการลงทุน </b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;"><img decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-4392" src="https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/05/Artboard-1-copy-5_0-5-819x1024.jpg" alt="ถอดรหัส 3 ปี ทำไมตลาด AI บูมขั้นสุด! เจาะลึกหุ้นเด็ด พลิกโฉมโลกการลงทุน " width="819" height="1024" title="ถอดรหัส 3 ปี ทำไมตลาด AI บูมขั้นสุด! เจาะลึกหุ้นเด็ด พลิกโฉมโลกการลงทุน " srcset="https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/05/Artboard-1-copy-5_0-5-819x1024.jpg 819w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/05/Artboard-1-copy-5_0-5-240x300.jpg 240w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/05/Artboard-1-copy-5_0-5-768x960.jpg 768w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/05/Artboard-1-copy-5_0-5-750x938.jpg 750w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/05/Artboard-1-copy-5_0-5-1140x1425.jpg 1140w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/05/Artboard-1-copy-5_0-5.jpg 1200w" sizes="(max-width: 819px) 100vw, 819px" /></span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">นับตั้งแต่ </span><b>Nvidia</b><span style="font-weight: 400;"> ประกาศผลประกอบการที่พุ่งทะยานแบบก้าวกระโดดในเดือนพฤษภาคม 2023 อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ก็ได้ก้าวขึ้นมาครองแชมป์ ยึดหัวหาดทั้งในภาคส่วนเทคโนโลยีและตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในภาพรวมแบบเบ็ดเสร็จ</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">แต่กระแสลมแห่ง AI ไม่ได้พัดพาทุกคนไปสู่ความมั่งคั่งเสมอไป </span><b>หุ้นกลุ่มซอฟต์แวร์</b><span style="font-weight: 400;"> กลับยังคงทำผลงานตามหลังเพื่อน เนื่องจากตลาดยังคงระมัดระวังถึงความเสี่ยงที่ AI อาจเข้ามาแทรกแซงหรือดิสรัปชัน (Disruption) ในธุรกิจเหล่านี้</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ท่ามกลางความผันผวนของราคาหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ บรรดาผู้นำในตลาดนอกตลาดหลักทรัพย์ (Private-Market) อย่าง </span><b>OpenAI</b><span style="font-weight: 400;"> และ </span><b>Anthropic</b><span style="font-weight: 400;"> กลับมีมูลค่าบริษัทที่พุ่งทะยานสูงขึ้นจนน่าตกใจ</span></li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 400;">จุดเริ่มต้นของยุคตื่นทอง AI มักจะถูกลากโยงไปที่การเปิดตัว ChatGPT 3.5 ในเดือนพฤศจิกายน 2022 แต่สำหรับในมุมมองของนักลงทุนแล้ว &#8220;บิ๊กแบง&#8221; หรือจุดระเบิดครั้งประวัติศาสตร์ที่แท้จริง คือ วันที่ </span><b>24 พฤษภาคม 2023</b><span style="font-weight: 400;"> ซึ่งเป็นวันที่ Nvidia (NVDA) ประกาศผลกำไรและมุมมองคาดการณ์ในอนาคตที่ถูกขับเคลื่อนด้วยความต้องการ AI มหาศาล ชนิดที่ว่าทุบทุกสถิติและฉีกทุกความคาดหมายของตลาดขาดกระจุย และเทรนด์ความร้อนแรงนี้ก็ลากยาวต่อเนื่องมาตลอด 3 ปี จนถึงสัปดาห์ล่าสุดนี้เอง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ถึงแม้หุ้นเทคโนโลยีจะเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ขับเคลื่อนผลตอบแทนของตลาดหุ้นมานานหลายปี แต่ภาพความเป็นผู้นำในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ได้ถูกปั้นแต่งขึ้นมาใหม่จากความตื่นตัวเรื่อง AI สิ่งที่เริ่มต้นจากหุ้นเซมิคอนดักเตอร์เมื่อ 3 ปีก่อน ได้ลุกลามและกวาดเอาหุ้นฮาร์ดแวร์รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีอื่นๆ เข้ามาร่วมวงด้วย นอกจากนี้ หุ้นกลุ่มอุตสาหกรรม (Industrials) และสาธารณูปโภค (Utilities) ก็ยังได้รับอานิสงส์จนเกิดเป็นแรงซื้อขายครั้งใหญ่ ในขณะเดียวกัน นักลงทุนก็เริ่มมีความหวาดระแวงต่อ &#8220;ผู้แพ้&#8221; ที่อาจเกิดขึ้นในสมรภูมิการปฏิวัติ AI โดยเฉพาะอย่างยิ่งหุ้นในกลุ่มซอฟต์แวร์</span></p>
<h3><b>รายได้ AI พุ่งทะยานแบบก้าวกระโดด</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ย้อนกลับไปในเดือนพฤษภาคม 2023 ตอนนั้นภาพมันชัดเจนแล้วว่า AI กำลังจะเข้ามาพลิกโฉมวงการ แต่สเกลความยิ่งใหญ่ยังคงคาดเดาได้ยาก ทว่าหลังจากที่ Nvidia รายงานผลประกอบการ ทั้ง Morningstar และ Wall Street ต่างก็ต้องกลับไปรื้อตัวเลขและปรับประมาณการธุรกิจชิป AI ของบริษัทกันขนานใหญ่ Morningstar ได้ปรับเพิ่มตัวเลขคาดการณ์อัตราการเติบโตรายปีในช่วง 5 ปีสำหรับรายได้กลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์ของ Nvidia จาก 19% ขึ้นเป็น 30% แต่เชื่อไหมว่า อัตราการเติบโตเฉลี่ยที่เกิดขึ้นจริงในช่วง 3 ปีที่ผ่านมานั้น กลับพุ่งไปถึง </span><b>142%</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">Brian Colello นักวิเคราะห์หุ้นอาวุโสจาก Morningstar ระบุว่า วิธีที่ชัดเจนที่สุดในการมองเห็นการเติบโตแบบก้าวกระโดดนี้ คือ การดูจากรายได้ของชิปประมวลผลเร่งความเร็ว (Accelerators) ซึ่งก็คือชิป GPU จากแบรนด์ระดับท็อปอย่าง Nvidia และ Advanced Micro Devices (AMD) รวมไปถึงชิปแบบ “XPUs” ที่ออกแบบโดย Broadcom (AVGO) ซึ่งถูกใช้งานโดยยักษ์ใหญ่อย่าง Google และบริษัทชั้นนำอื่นๆ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">Nvidia สามารถกวาดรายได้มหาศาลหลักหลายพันล้านจากการขายชิปทรงพลังเหล่านี้ รายได้จากชิปประมวลผลของบริษัทพุ่งขึ้นแตะ </span><b>6.04 หมื่นล้านดอลลาร์</b><span style="font-weight: 400;"> ในไตรมาสล่าสุดเดือนมีนาคม เพิ่มขึ้นจากเพียง 3.4 พันล้านดอลลาร์เมื่อ 3 ปีก่อน หรือคิดเป็นการเติบโตระดับโหดถึง </span><b>1,600%</b><span style="font-weight: 400;"> และเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา Nvidia ได้ประกาศรายได้ไตรมาสแรกที่ </span><b>8.16 หมื่นล้านดอลลาร์</b><span style="font-weight: 400;"> ซึ่งทะลุเป้าเหนือความคาดหมายของตลาดที่ประเมินไว้ 7.80 หมื่นล้านดอลลาร์ไปไกล โดยแรงหนุนหลักมาจากรายได้ฝั่งดาต้าเซ็นเตอร์ที่พุ่งไปถึง 7.52 หมื่นล้านดอลลาร์ เติบโตขึ้น 92% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&#8220;เรายังไม่เห็นสัญญาณการชะลอตัวของความต้องการอุปกรณ์ AI ของ Nvidia เลย และบริษัทก็กำลังทุ่มเททำทุกวิถีทางเพื่อขยายห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ให้ตอบรับกับความต้องการที่ดูเหมือนจะไม่มีวันสิ้นสุดของโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLMs) และ Agentic AI&#8221; Colello เขียนในบทวิเคราะห์หลังการรายงานผลประกอบการครั้งล่าสุด &#8220;การเติบโตของรายได้ Nvidia กระจายตัวไปในวงกว้างจากฐานลูกค้าหลากหลายกลุ่ม และความสามารถในการทำกำไรก็ยังคงอยู่ในระดับที่โดดเด่นมาก&#8221;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โมเมนตัมของ Nvidia ยังไม่มีทีท่าว่าจะแผ่วลง โดยคาดว่ารายได้จากชิปประมวลผลจะพุ่งทะลุ </span><b>8.45 หมื่นล้านดอลลาร์</b><span style="font-weight: 400;"> ภายในสิ้นปีนี้ ซึ่งจะคิดเป็นการเพิ่มขึ้นถึง 65% จากยอด 5.13 หมื่นล้านดอลลาร์ที่ทำไว้เมื่อเดือนธันวาคม 2025</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อความต้องการด้านการประมวลผลสูงขึ้น ผู้ผลิตชิปรายอื่นๆ ก็เริ่มกอบโกยผลประโยชน์ตามไปด้วย </span><b>Broadcom</b><span style="font-weight: 400;"> ซึ่งเป็นผู้จัดหาชิปรายใหญ่อันดับสองรองจาก Nvidia มีรายได้จากชิปประมวลผลกระโดดขึ้นถึง </span><b>840.2%</b><span style="font-weight: 400;"> ระหว่างไตรมาสเดือนมีนาคม 2023 ถึง มีนาคม 2026 บริษัทเพิ่งประกาศดีลผลิตชิป XPU แบบคัสตอมระยะยาวร่วมกับ Meta Platforms (META) และคาดว่าจะเร่งเครื่องขยายความร่วมมือกับ Anthropic รวมถึง OpenAI ในปีนี้ โดยคาดการณ์ว่ารายได้จากชิปประมวลผลของ Broadcom จะแตะ 1.83 หมื่นล้านดอลลาร์ ภายในสิ้นปี ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 210% จากสิ้นปี 2025</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในขณะเดียวกันฝั่ง </span><b>AMD</b><span style="font-weight: 400;"> ก็มีรายได้จากชิปประมวลผลเพิ่มขึ้น </span><b>289%</b><span style="font-weight: 400;"> จากไตรมาสเดือนมีนาคม 2023 มาจนถึงมีนาคม 2026 ผู้ผลิตชิปรายนี้เพิ่งรายงานรายได้ไตรมาสแรกปี 2026 ที่เพิ่มขึ้น 38% เมื่อเทียบกับปีก่อน &#8220;AMD โชว์ผลงานไตรมาสนี้ได้อย่างยอดเยี่ยม ต้องขอบคุณความต้องการโปรเซสเซอร์สำหรับเซิร์ฟเวอร์ที่นำไปใช้ใน Agentic AI ที่แข็งแกร่งมาก&#8221; Colello กล่าวเพิ่มเติมในบทวิเคราะห์ &#8220;ไฮไลต์สำคัญคือการที่ AMD ปรับเป้าคาดการณ์ตลาด CPU สำหรับเซิร์ฟเวอร์ขึ้นเป็นสองเท่า เมื่อเทียบกับที่เคยคาดการณ์ไว้เมื่อ 6 เดือนก่อน&#8221;</span></p>
<p><b>แกะรอยกราฟรายได้ชิป AI ตลาดขยายตัว เมื่อเค้กก้อนโตไม่ได้มีแค่ Nvidia ที่ได้กิน (Chip Demand Broadens)</b></p>
<p><img decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-4265 aligncenter" src="https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/05/01_7_11zon.webp" alt="ถอดรหัส 3 ปี ทำไมตลาด AI บูมขั้นสุด! เจาะลึกหุ้นเด็ด พลิกโฉมโลกการลงทุน " width="866" height="522" title="ถอดรหัส 3 ปี ทำไมตลาด AI บูมขั้นสุด! เจาะลึกหุ้นเด็ด พลิกโฉมโลกการลงทุน " srcset="https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/05/01_7_11zon.webp 866w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/05/01_7_11zon-300x181.webp 300w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/05/01_7_11zon-768x463.webp 768w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/05/01_7_11zon-750x452.webp 750w" sizes="(max-width: 866px) 100vw, 866px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากดูจากกราฟ </span><b>&#8220;Chip Demand Broadens&#8221;</b><span style="font-weight: 400;"> (ความต้องการชิปที่ขยายวงกว้างขึ้น) ซึ่งแสดงข้อมูลรายได้รายไตรมาสของกลุ่มชิปประมวลผลเร่งความเร็ว AI (AI Accelerator Revenues) เราจะเห็นภาพสะท้อนของตลาดที่ชัดเจนและน่าตื่นเต้นสุดๆ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">กราฟแท่งแบบซ้อน (Stacked Bar Chart) นี้ เล่าเรื่องราวการเติบโตตั้งแต่ไตรมาสเดือนมีนาคม ปี 2023 ยาวไปจนถึงตัวเลขคาดการณ์ (Forecasts ในแถบสีเทา) จนจบปี 2026 โดยมีจุดที่ต้องจับตาดังนี้</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>Nvidia (แท่งสีน้ำเงิน) </b><span style="font-weight: 400;">ผู้ครองบัลลังก์อย่างแท้จริง จะเห็นได้ว่า พื้นที่สีน้ำเงิน คือ สัดส่วนรายได้ที่ใหญ่ที่สุดในตลาดแบบทิ้งห่างคู่แข่ง กราฟสีน้ำเงินทะยานตัวสูงขึ้นอย่างดุดันในทุกๆ ไตรมาส เป็นเครื่องยืนยันว่า ความต้องการชิปจากฝั่ง Nvidia นั้นยังคงเป็นเสาหลักของอุตสาหกรรม AI</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>Broadcom (แท่งสีส้ม) และ AMD (แท่งสีเหลือง)</b><span style="font-weight: 400;"> นี่คือ จุดที่น่าสนใจที่สุดของกราฟนี้ หากย้อนไปดูช่วงต้นปี 2023 สัดส่วนรายได้ของทั้งสองบริษัทยังเป็นเพียงเส้นบางๆ ที่แทบจะมองไม่เห็นเมื่อเทียบกับ Nvidia ทว่าเมื่อเวลาผ่านไปเข้าสู่ปี 2024 และ 2025 พื้นที่สีส้มและสีเหลืองเริ่มขยายตัวกว้างขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>คาดการณ์อนาคต (Forecasts) </b><span style="font-weight: 400;">เมื่อพุ่งเป้าไปที่แถบสีเทาช่วงปลายปี 2026 (Jun &#8211; Dec 2026) กราฟได้เผยให้เห็นแนวโน้มที่สอดคล้องกับชื่อหัวข้อ นั่นคือความต้องการชิปไม่ได้กระจุกตัวอยู่แค่ที่เดียวอีกต่อไป แม้ Nvidia จะยังคงเป็นจ่าฝูงที่โกยรายได้ทะลุเพดาน แต่ขนาดของเค้กตลาด AI ที่ขยายตัวใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ เปิดโอกาสให้คู่แข่งอย่าง Broadcom และ AMD สามารถสอดแทรกเข้ามากวาดรายได้และแย่งชิงส่วนแบ่งตลาด (Market Share) ได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ</span></li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 400;">นี่คือ สัญญาณที่บอกนักลงทุนว่า ในสมรภูมิฮาร์ดแวร์ AI แม้จะมีเบอร์หนึ่งที่แข็งแกร่ง แต่ผู้เล่นเบอร์รองที่มีศักยภาพสูงก็กำลังเร่งเครื่องทำผลงานและพร้อมเติบโตไปกับกระแสคลื่นลูกนี้แบบไม่ยอมน้อยหน้าเช่นกัน</span></p>
<h3><b>หุ้นฮาร์ดแวร์ก็ขอแจมปาร์ตี้นี้ด้วย</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อเร็วๆ นี้ การเร่งสร้างโครงสร้างพื้นฐานได้นำไปสู่การเติบโตแบบพุ่งปรี๊ดของรายได้ในกลุ่มหุ้นหน่วยความจำ (Memory Stocks) อย่าง SanDisk (SNDK) และ Western Digital (WDC) ตลอดจนบริษัทด้านระบบเครือข่าย อย่าง Arista Networks (ANET) และ Cisco Systems (CSCO) สำหรับ Arista และ Cisco นั้น William Kerwin นักวิเคราะห์หุ้นอาวุโสจาก Morningstar ให้ความเห็นว่า &#8220;อัตราการเติบโตอาจจะมาช้ากว่าฝั่งชิป GPU เล็กน้อย แต่ก็ถือว่าติดเครื่องร้อนแรงสุดๆ ในช่วงสองปีที่ผ่านมา&#8221;</span></p>
<p><b>ถอดรหัสกราฟรายได้หุ้นระบบเครือข่าย Arista ปะทะ Cisco เมื่อจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญของ AI เริ่มติดเครื่องโชว์ของ!</b></p>
<p><img decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-4266 aligncenter" src="https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/05/02_6_11zon.webp" alt="ถอดรหัส 3 ปี ทำไมตลาด AI บูมขั้นสุด! เจาะลึกหุ้นเด็ด พลิกโฉมโลกการลงทุน " width="1016" height="579" title="ถอดรหัส 3 ปี ทำไมตลาด AI บูมขั้นสุด! เจาะลึกหุ้นเด็ด พลิกโฉมโลกการลงทุน " srcset="https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/05/02_6_11zon.webp 1016w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/05/02_6_11zon-300x171.webp 300w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/05/02_6_11zon-768x438.webp 768w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/05/02_6_11zon-750x427.webp 750w" sizes="(max-width: 1016px) 100vw, 1016px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากดูจากกราฟแท่งเปรียบเทียบรายได้ (หน่วย: ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ที่แสดงให้เห็นถึงแนวโน้มการเติบโตตั้งแต่ปี 2022 ไปจนถึงตัวเลขคาดการณ์ในปี 2026 (2026E) เรากำลังเห็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนสุดๆ ของกระแสเม็ดเงินที่กำลังไหลทะลักเข้าสู่กลุ่ม &#8220;ผู้สร้างถนนและระบบประสาทยักษ์&#8221; ให้กับระบบ AI หรือก็คือบริษัทผู้พัฒนาระบบเครือข่าย (Networking) ชั้นนำอย่าง Arista Networks และ Cisco Systems นั่นเอง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">กราฟนี้เปรียบเสมือนเครื่องยืนยันชั้นดีของประโยคที่ว่า &#8220;มาช้าแต่มานะ&#8221; ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ลองเจาะลึกไปที่ทิศทางของแต่ละบริษัทกันดู</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>Arista Networks (แท่งสีน้ำเงิน) : ผู้บุกเบิกที่สะสมพลังมาอย่างเงียบๆ</b><span style="font-weight: 400;"> ในช่วงปี 2022 ถึง 2023 รายได้ของ Arista ในส่วนนี้ยังคงเติบโตแบบค่อยเป็นค่อยไป (อยู่ที่ระดับต่ำกว่า 1 พันล้านดอลลาร์) แต่พอเข้าสู่ปี 2024 และ 2025 กราฟแท่งสีน้ำเงินเริ่มกระโดดพุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจนทะลุระดับ 2 พันล้านดอลลาร์ และที่น่าตื่นตะลึงที่สุด คือ ตัวเลขคาดการณ์ในปี 2026 (2026E) ที่ทะยานขึ้นไปเกือบแตะระดับ 4 พันล้านดอลลาร์! นี่คือ ภาพสะท้อนว่า เมื่อศูนย์ข้อมูล (Data Center) ของบิ๊กเทคกว้านซื้อชิปประมวลผลมาตุนไว้มหาศาลแล้ว สิ่งที่ขาดไม่ได้เลย คือ ระบบเครือข่ายความเร็วสูงปรี๊ดที่จะมาเชื่อมต่อชิปเหล่านั้นนับหมื่นๆ ตัวให้ทำงานประมวลผลร่วมกันได้อย่างไร้รอยต่อ ซึ่ง Arista คือหนึ่งในผู้เล่นหลักที่พร้อมเสิร์ฟเทคโนโลยีนี้และรับอานิสงส์ไปเต็มกระเป๋า</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>Cisco Systems (แท่งสีส้ม) : ยักษ์หลับแห่งวงการไอที ที่ตื่นมาเพื่อทวงพื้นที่เค้กก้อนโต</b><span style="font-weight: 400;"> หากสังเกตที่กราฟ แท่งสีส้มของ Cisco เพิ่งจะเริ่มปรากฏให้เห็นตัวเลขรายได้ที่เกี่ยวข้องในสเกลที่นำมาจัดอันดับได้ในช่วงปี 2024 (ราวๆ หลักร้อยล้านดอลลาร์) แต่จุดพีคที่นักลงทุน คือ สปีดการเติบโตที่ดุดันมากในเวลาอันสั้น เพียงแค่ก้าวเข้าสู่ปี 2025 กราฟก็พุ่งขึ้นมาแตะระดับพันล้านดอลลาร์ และที่เด็ดที่สุด คือ ในปี 2026E แท่งสีส้มของ Cisco ถูกคาดการณ์ว่าจะพุ่งแซงหน้าความสูงของแท่งสีน้ำเงินจาก Arista ไปแตะระดับที่สูงกว่า 4 พันล้านดอลลาร์เสียด้วยซ้ำ! ข้อมูลตรงนี้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพระดับมอนสเตอร์ของยักษ์ใหญ่แห่งวงการ ที่เมื่อตัดสินใจกระโดดลงมาลุยสมรภูมิโครงสร้างพื้นฐาน AI อย่างเต็มกำลัง ก็สามารถเร่งเครื่องปั๊มยอดขายไล่ตามและพร้อมปาดหน้าคู่แข่งได้อย่างน่ากลัว</span></li>
</ul>
<p><b>สกกกราฟ สู่มุมมองแห่งอนาคต :</b><span style="font-weight: 400;"> ตอกย้ำให้เห็นว่า ปาร์ตี้การลงทุนในยุค AI ไม่ได้จบลงแค่ตอนที่ซื้อชิป GPU เสร็จสิ้น แต่การสร้างสถาปัตยกรรมโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Buildout) คือ งานช้างที่ต้องใช้เม็ดเงินลงทุนอัดฉีดอย่างต่อเนื่อง ความต้องการสวิตช์เครือข่าย (Network Switches) และอุปกรณ์เชื่อมต่อสำหรับป้อนข้อมูลระดับมหาศาลให้โมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLMs) ได้เรียนรู้นั้น เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เด็ดขาด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สังเกตจากความชันของตัวเลขที่กระโดดขึ้นแบบทวีคูณในช่วงปี 2025-2026 ชี้ให้เห็นชัดเจนว่า นี่คือ &#8220;คลื่นลูกที่สอง&#8221; (Second Wave) ของการเติบโตในธีม AI ที่กระแสเงินกำลังหมุนเวียนลงมาสู่กลุ่มฮาร์ดแวร์ระบบเครือข่ายอย่างแท้จริง ใครที่เคยมองข้ามหุ้นกลุ่มนี้ไป กราฟนี้กำลังส่งสัญญาณเตือนอย่างแรงว่าคุณอาจจะพลาดไฮไลต์สำคัญของสเตจถัดไปในการปฏิวัติเทคโนโลยีรอบนี้เสียแล้ว</span></p>
<h3><b>ทว่า&#8230;กระแสน้ำที่สูงขึ้น ไม่ได้ดันทุกเรือให้ลอยตาม</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ภายใต้บริบทที่ร้อนแรงนี้ ดัชนี Morningstar US Semiconductors Index พุ่งทะยานขึ้นอย่างไม่หยุดยั้งในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา โดยทำผลตอบแทนไปได้ถึง </span><b>423.9%</b><span style="font-weight: 400;"> นับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2023 ทิ้งห่างดัชนีภาพรวมตลาดอย่าง Morningstar US Market Index ที่ทำผลตอบแทนได้ 85.6% แบบไม่เห็นฝุ่น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ตาม บริษัทซอฟต์แวร์กลับยังคงสะดุดและวิ่งตามหลังเพื่อนในกลุ่ม ผลตอบแทนของอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แอปพลิเคชัน ซึ่งรวมถึงหุ้นใหญ่อย่าง Salesforce (CRM) และ Adobe (ADBE) ปรับตัวขึ้นเพียง </span><b>17.6%</b><span style="font-weight: 400;"> ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2023 ในขณะที่อุตสาหกรรมโครงสร้างพื้นฐานด้านซอฟต์แวร์ ซึ่งมีรายชื่ออย่าง Microsoft (MSFT) และ Palantir (PLTR) บวกขึ้นมาที่ 82.5% ตลอดช่วง 3 ปีที่ผ่านมา</span></p>
<p><b>กราฟความเหลื่อมล้ำแห่งยุค AI เมื่อผลตอบแทน &#8220;กลุ่มชิป&#8221; ทะลุฟ้า แต่ &#8220;ซอฟต์แวร์&#8221; กลับรั้งท้าย (Semis Lead, Software Lags)</b></p>
<p><img decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-4267" src="https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/05/03_5_11zon.webp" alt="ถอดรหัส 3 ปี ทำไมตลาด AI บูมขั้นสุด! เจาะลึกหุ้นเด็ด พลิกโฉมโลกการลงทุน " width="1283" height="773" title="ถอดรหัส 3 ปี ทำไมตลาด AI บูมขั้นสุด! เจาะลึกหุ้นเด็ด พลิกโฉมโลกการลงทุน " srcset="https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/05/03_5_11zon.webp 1283w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/05/03_5_11zon-300x181.webp 300w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/05/03_5_11zon-1024x617.webp 1024w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/05/03_5_11zon-768x463.webp 768w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/05/03_5_11zon-750x452.webp 750w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/05/03_5_11zon-1140x687.webp 1140w" sizes="(max-width: 1283px) 100vw, 1283px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากจะหารูปภาพสักรูปที่สามารถอธิบายความผันผวนของตลาดหุ้นเทคโนโลยีในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (พฤษภาคม 2023 &#8211; พฤษภาคม 2026) ได้ดีที่สุด กราฟเส้น </span><b>&#8220;Semis Lead, Software Lags&#8221;</b><span style="font-weight: 400;"> รูปนี้ คือ คำตอบสุดท้ายอย่างไม่ต้องสงสัย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">กราฟนี้ไม่ได้แค่แสดงทิศทางของราคาหุ้น แต่มันกำลังเล่าสตอรี่ของการแบ่งเค้กผลประโยชน์ในยุค AI ที่ไม่ได้แจกจ่ายอย่างเท่าเทียมกัน ลองเจาะลึกไปที่เส้นกราฟแต่ละเส้นเพื่อถอดรหัสสิ่งที่ซ่อนอยู่</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>เส้นสีแดงดุดัน (Morningstar US Semiconductors Index) : ยืนหนึ่งบนยอดเขา</b><span style="font-weight: 400;"> นี่คือ ดัชนีกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ฉีกหนีทุกกฎเกณฑ์การประเมินมูลค่า ด้วยการพุ่งทะยานขึ้นทะลุแนวต้านไปจบที่ผลตอบแทนระดับ </span><b>423.9%</b><span style="font-weight: 400;"> สังเกตความชันของเส้นสีแดงที่แทบจะตั้งฉากในช่วงปลายปี 2025 ถึงต้นปี 2026 เป็นเครื่องพิสูจน์ชั้นยอดว่า เม็ดเงินมหาศาลจากทั่วทุกมุมโลกต่างแย่งกันกระโจนเข้าใส่กลุ่มผู้ผลิตชิปและฮาร์ดแวร์ประมวลผล ราวกับว่า นี่คือ ทองคำยุคดิจิทัล</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>เส้นสีน้ำเงิน (Morningstar US Market Index) : มาตรฐานของตลาดรวม</b><span style="font-weight: 400;"> เส้นสีน้ำเงินทำหน้าที่เป็นเส้นฐาน (Baseline) ที่ช่วยให้เราเห็นภาพรวมของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ทั้งหมด ซึ่งก็ถือว่า ทำผลงานได้ยอดเยี่ยมด้วยการเติบโตอย่างแข็งแกร่งถึง </span><b>85.6%</b><span style="font-weight: 400;"> แต่เมื่อนำไปเทียบกับเส้นสีแดงแล้ว กลับดูเป็นเพียงเนินเขาเล็กๆ เทียบกับยอดเขาเอเวอเรสต์ นั่นยิ่งย้ำชัดว่าผลตอบแทนระดับมหึมาของตลาดรวมนั้น ถูกดันขึ้นมาด้วยพลังของหุ้นกลุ่มชิปเพียงไม่กี่ตัวตามที่บทความได้วิเคราะห์เอาไว้</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>เส้นสีเหลือง (Morningstar North America Software &#8211; Infrastructure) : เกาะกลุ่มผู้รอดชีวิต</b><span style="font-weight: 400;"> ดัชนีโครงสร้างพื้นฐานด้านซอฟต์แวร์ถือว่า ยังประคองตัวได้ดี โดยทำผลตอบแทนเบียดคู่คี่มากับเส้นของตลาดรวม (สีน้ำเงิน) ปิดจบที่ </span><b>82.5%</b><span style="font-weight: 400;"> สิ่งนี้สะท้อนว่า เทคโนโลยีโครงสร้างพื้นฐานด้านซอฟต์แวร์ เช่น ระบบคลาวด์ หรือแพลตฟอร์มการจัดการข้อมูลขนาดใหญ่ของบิ๊กเทค ยังคงเป็นฟันเฟืองที่ขาดไม่ได้ในการรันระบบ AI จึงยังคงได้รับความไว้วางใจจากเม็ดเงินลงทุน</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>เส้นสีเขียว (Morningstar North America Software &#8211; Application) : ผู้ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง</b><span style="font-weight: 400;"> นี่คือ จุดที่น่าเจ็บปวดที่สุดของกราฟ ดัชนีกลุ่มซอฟต์แวร์แอปพลิเคชันนอนราบไปกับพื้นฐานและทำผลตอบแทนไปได้เพียง </span><b>17.6%</b><span style="font-weight: 400;"> เท่านั้น สังเกตให้ดีว่าในช่วงปี 2025 เป็นต้นมา เส้นสีเขียวเริ่มปักหัวลงสวนทางกับเส้นอื่นๆ อย่างชัดเจน ภาพนี้คือ ภาพสะท้อนของ &#8220;ความกลัว (Fear)&#8221; อย่างแท้จริง นักลงทุนกำลังกังวลอย่างหนักว่า แอปพลิเคชันซอฟต์แวร์แบบดั้งเดิม อาจถูกโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLMs) หรือ Agentic AI เข้ามาทดแทนการทำงาน หรือที่เรียกกันว่าโดนดิสรัปชัน (Disruption) แบบเต็มพิกัด</span></li>
</ul>
<p><b>สกัดจากกราฟ :</b><span style="font-weight: 400;"> กราฟนี้ คือ บทสรุปที่กระแทกใจนักลงทุนอย่างจังว่า &#8220;กระแสน้ำที่สูงขึ้น ไม่ได้ดันเรือทุกลำให้ลอยตาม&#8221; (The rising tide isn’t lifting all boats) การซื้อหุ้นเทคโนโลยีแบบเหมาเข่งไม่ใช่กลยุทธ์ที่เวิร์กอีกต่อไปในยุคนี้ เพราะความจริงที่เปิดเผยบนกราฟ ก็คือ ใครที่มีส่วนช่วยสร้างสมองให้ AI (ฮาร์ดแวร์และชิป) จะเป็นผู้สร้างความมั่งคั่งมหาศาล ในขณะที่ใครที่ AI สามารถเรียนรู้และทำแทนได้ (แอปพลิเคชันซอฟต์แวร์) อาจต้องเผชิญกับบททดสอบที่หนักหนาสาหัสที่สุดในการรักษาตำแหน่งทางการตลาดเอาไว้</span></p>
<h3><b>เมื่อเซมิคอนดักเตอร์ขึ้นนำ แต่ซอฟต์แวร์มูลค่าลดลง</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อนักลงทุนเริ่มเกิดความกลัวว่าเทคโนโลยี AI จะเข้ามาดิสรัปหรือถึงขั้นมาแทนที่อุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ทั้งหมด หุ้นกลุ่มนี้ก็ยังคงดิ่งลงอย่างต่อเนื่อง นี่คือ สิ่งย้ำเตือนอย่างดีว่ากระแส AI บูม ไม่ได้ช่วยพยุงเทคสตาร์ทอัพหรือหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีทุกภาคส่วนให้รอดพ้นได้เท่าเทียมกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ภาพนี้สะท้อนชัดเจนในมูลค่าตามราคาตลาด (Market Cap) ของอุตสาหกรรมเทคโนโลยี มูลค่าตลาดของกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ขยายตัวมากกว่า 4 เท่าตั้งแต่เริ่มเข้าสู่ยุค AI โดยไต่ระดับขึ้นไปแตะ </span><b>9.4 ล้านล้านดอลลาร์</b><span style="font-weight: 400;"> ในเดือนเมษายน 2026 จากเดิมที่มีมูลค่า 2.2 ล้านล้านดอลลาร์ในเดือนพฤษภาคม 2023 และแม้ว่าการลงทุนด้าน AI จะขยายวงกว้างออกไปไกลกว่าแค่เซมิคอนดักเตอร์แล้ว อุตสาหกรรมนี้ก็ยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยมีมูลค่าตลาดเพิ่มขึ้นอีก 13% นับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2025</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในขณะที่อุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แอปพลิเคชันกลับมีเรื่องราวที่ตรงกันข้าม มูลค่าตลาดของกลุ่มนี้ลดลงมาอยู่ที่ 1.3 ล้านล้านดอลลาร์ในเดือนเมษายน 2026 จาก 1.8 ล้านล้านดอลลาร์ในเดือนตุลาคม 2025 คิดเป็นการหดตัวถึง 26% ภายในเวลาแค่ 6 เดือน</span></p>
<p><b>เจาะลึกสมรภูมิ Market Cap หุ้นเทคฯ โตทะลุปรอท แต่ทำไมบางอุตสาหกรรมถึงโดนทิ้งไว้กลางทาง? Tech Industries (Mostly) Boom</b></p>
<p><img decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-4268 aligncenter" src="https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/05/04_4_11zon.webp" alt="ถอดรหัส 3 ปี ทำไมตลาด AI บูมขั้นสุด! เจาะลึกหุ้นเด็ด พลิกโฉมโลกการลงทุน " width="1279" height="807" title="ถอดรหัส 3 ปี ทำไมตลาด AI บูมขั้นสุด! เจาะลึกหุ้นเด็ด พลิกโฉมโลกการลงทุน " srcset="https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/05/04_4_11zon.webp 1279w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/05/04_4_11zon-300x189.webp 300w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/05/04_4_11zon-1024x646.webp 1024w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/05/04_4_11zon-768x485.webp 768w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/05/04_4_11zon-750x473.webp 750w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/05/04_4_11zon-1140x719.webp 1140w" sizes="(max-width: 1279px) 100vw, 1279px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากมองแวบแรก กราฟพื้นที่แบบซ้อนทับ (Stacked Area Chart) รูปนี้อาจดูเหมือนภูเขาหลากสีที่กำลังยกตัวสูงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งสะท้อนถึงการเติบโตของมูลค่าตามราคาตลาด (Market Cap) ของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีในดัชนี Morningstar Large-Mid Index โดยภาพรวม มูลค่าตลาดเทคโนโลยีทั้งหมดขยายตัวจากระดับประมาณ 12 ล้านล้านดอลลาร์ในกลางปี 2023 พุ่งทะยานทะลุเพดานเกือบแตะ 25 ล้านล้านดอลลาร์ในเดือนเมษายน 2026</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>พื้นที่สีแดง (Semiconductors) : ฐานรากมังกรที่ขยายตัว </b><span style="font-weight: 400;">สังเกตแถบสีแดงที่อยู่ฐานล่างสุดของกราฟให้ดี นี่คือ พระเอกตัวจริงของยุคนี้ ในช่วงกลางปี 2023 พื้นที่สีแดงยังเป็นเพียงฐานเล็กๆ มูลค่าราว 2.2 ล้านล้านดอลลาร์ แต่เมื่อเวลาผ่านไปจนถึงเดือนเมษายน 2026 แถบสีแดงนี้ขยายขนาดกว้างขึ้นอย่างดุดันจนกินพื้นที่ไปกว่า 1 ใน 3 ของกราฟทั้งหมด (พุ่งแตะ 9.4 ล้านล้านดอลลาร์) นี่คือ ภาพสะท้อนระดับปรากฏการณ์ที่ยืนยันว่า เม็ดเงินลงทุนมหาศาลจากทั่วโลกต่างพร้อมใจกันเทโครมลงมาที่ผู้ผลิตชิปและเซมิคอนดักเตอร์ เพราะนี่คือ &#8220;พลั่วและเสียม&#8221; ที่จำเป็นที่สุดในยุคตื่นทอง AI</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>พื้นที่สีฟ้าอ่อน (Software &#8211; Infrastructure) : ผู้ได้อานิสงส์คลื่นลูกใหญ่</b><span style="font-weight: 400;"> แถบสีฟ้าอ่อนที่วางตัวอยู่เหนือกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ คือ กลุ่มซอฟต์แวร์โครงสร้างพื้นฐาน แม้จะไม่ได้โตระเบิดระเบ้อแบบสีแดง แต่เราจะเห็นว่าพื้นที่ของสีฟ้าอ่อนนี้ยังคงรักษาระดับและขยายตัวตามขึ้นไปได้อย่างต่อเนื่อง นั่นเป็นเพราะไม่ว่าโลกจะสร้าง AI ที่ฉลาดล้ำแค่ไหน ก็ยังต้องพึ่งพาระบบคลาวด์และโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลระดับองค์กรในการประมวลผลอยู่ดี กลุ่มนี้จึงเปรียบเสมือนผู้ได้รับสัมปทานที่ยังคงตักตวงรายได้ต่อไปได้อย่างชิลๆ</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>พื้นที่สีฟ้าเข้ม (Software &#8211; Application) : เมื่อพื้นที่ยืนเริ่มแคบลงทุกที</b><span style="font-weight: 400;"> หากคุณกวาดสายตาไปดูแถบสีฟ้าเข้ม (Software &#8211; Application) ในช่วงครึ่งขวาของกราฟ โดยเฉพาะตั้งแต่เดือนตุลาคม 2025 จนถึงเมษายน 2026 คุณจะเห็นภาพ พื้นที่สีฟ้าเข้มกำลังบางลงอย่างเห็นได้ชัด มูลค่าตลาดของกลุ่มนี้หดตัวจาก 1.8 ล้านล้านดอลลาร์ ลงมาเหลือเพียง 1.3 ล้านล้านดอลลาร์ (หายไปถึง 26% ในเวลาแค่ครึ่งปี!) กราฟนี้กำลังเปล่งเสียงเตือนภัยดังๆ ว่า เม็ดเงินกำลังไหลออกจากการลงทุนในซอฟต์แวร์แอปพลิเคชันแบบเดิมๆ เพราะตลาดกำลังตีความว่า ธุรกิจเหล่านี้เสี่ยงที่จะถูก AI แย่งงานหรือทำลายล้างโมเดลธุรกิจ (Disruption) ในอนาคตอันใกล้นี้</span></li>
</ul>
<p><b>เมื่อคลื่นเทคโนโลยีซัดสาด ไม่ใช่ทุกปราสาททรายจะอยู่รอด</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ภาพรวมจากกราฟนี้ได้ให้มุมมองว่า ในโลกของการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีระดับพลิกโลก คำว่า &#8220;หุ้นเทคฯ โต&#8221; ไม่ได้แปลว่า คุณจะลงทุนหุ้นตัวไหนก็ได้อีกต่อไป การพุ่งขึ้นของดัชนีโดยรวมอาจเป็นเพียงภาพลวงตา เพราะเนื้อแท้ข้างใน คือ การถ่ายเทความมั่งคั่ง (Wealth Transfer) ครั้งประวัติศาสตร์ เม็ดเงินกำลังถูกสูบออกจากอุตสาหกรรมที่ปรับตัวไม่ทัน แล้วเอาไปให้กับผู้ที่กุมโครงสร้างพื้นฐานแห่งอนาคต</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ใครที่สามารถมองทะลุภาพลวงตานี้ และจัดพอร์ตโฟลิโอให้สอดรับกับ &#8220;พื้นที่สีแดงและสีฟ้าอ่อน&#8221; ได้ทันเวลา คนนั้น คือ ผู้ที่สามารถทำให้พอร์ตการลงทุนของคุณเติบโตได้</span></p>
<h3><b>หุ้น AI คือ ผู้ขับเคลื่อนผลตอบแทนตลาด</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การเทรดหุ้นธีม AI กลายมาเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก (Dominant Driver) ให้กับพอร์ตการลงทุนของนักลงทุนทั่วโลก จากสถิติผลตอบแทนที่ดัชนี US Market Index บวกขึ้นมา 85.6% ตั้งแต่พฤษภาคม 2023 นั้น พบว่า สัดส่วนถึง </span><b>22.76%</b><span style="font-weight: 400;"> มาจากผลงานของกลุ่มหุ้นเซมิคอนดักเตอร์ และที่น่าสนใจ คือ </span><b>12.2%</b><span style="font-weight: 400;"> ในนั้นมาจากแรงดึงของ Nvidia แต่เพียงผู้เดียว!</span></p>
<p><b>ผ่ากราฟ AI  : สแกนพิกัด &#8220;Nvidia&#8221; ฮีโร่ ผู้ทำให้ผลตอบแทนทั้งตลาดไว้บนบ่า! (AI Stocks Drive Returns)</b></p>
<p><img decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-4269" src="https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/05/05_3_11zon.webp" alt="ถอดรหัส 3 ปี ทำไมตลาด AI บูมขั้นสุด! เจาะลึกหุ้นเด็ด พลิกโฉมโลกการลงทุน " width="1333" height="739" title="ถอดรหัส 3 ปี ทำไมตลาด AI บูมขั้นสุด! เจาะลึกหุ้นเด็ด พลิกโฉมโลกการลงทุน " srcset="https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/05/05_3_11zon.webp 1333w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/05/05_3_11zon-300x166.webp 300w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/05/05_3_11zon-1024x568.webp 1024w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/05/05_3_11zon-768x426.webp 768w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/05/05_3_11zon-750x416.webp 750w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/05/05_3_11zon-1140x632.webp 1140w" sizes="(max-width: 1333px) 100vw, 1333px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากตัวเลขบรรทัดบนยังทำให้คุณเห็นภาพของตลาดไม่ชัดพอ ขอนำเสนอแผนภาพ Scatter Plot หรือกราฟจุดกระจายตัวที่ ชื่อว่า </span><b>&#8220;AI Stocks Drive Returns&#8221;</b><span style="font-weight: 400;"> รูปนี้ ซึ่งเปรียบเสมือนเครื่องเอกซเรย์ที่สแกนลึกเข้าไปถึงของดัชนี Morningstar Large-Mid Index เพื่อดูว่าตลอด 3 ปีที่ผ่านมา ใคร คือ ของจริงที่ออกแรงลากตลาด และใคร คือ คนที่ได้อานิสงส์จากกระแส AI</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">วิธีอ่านกราฟนี้ให้สนุกและได้อินไซต์แบบนักวิเคราะห์ระดับท็อป ให้โฟกัสไปที่ 3 แกนหลัก</span></p>
<ol>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>แกนนอน (X-axis) &#8220;Return&#8221; :</b><span style="font-weight: 400;"> วัดกันที่ความแรง! ยิ่งจุดขยับไปทางขวามากเท่าไหร่ แปลว่าหุ้นหรืออุตสาหกรรมนั้นทำผลตอบแทน (เป็นเปอร์เซ็นต์) ได้ทะลุปรอทมากเท่านั้น</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>แกนตั้ง (Y-axis) &#8220;Contribution&#8221; :</b><span style="font-weight: 400;"> นี่คือ มาตรวัดพลังของ &#8220;ฮีโร่&#8221; ยิ่งจุดลอยอยู่สูงเท่าไหร่ แปลว่า มันมีอิทธิพลในการดึงผลตอบแทนภาพรวมของทั้งตลาดให้สูงขึ้นตามไปด้วยมากเท่านั้น</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>ขนาดของฟองสบู่ (Bubble Size) :</b><span style="font-weight: 400;"> สะท้อนถึงมูลค่าตามราคาตลาด (Market Cap) ยิ่งวงใหญ่ ยิ่งแปลว่า เป็นบริษัทไซส์ใหญ่ (จุดสีส้มแทนกลุ่มอุตสาหกรรม ส่วนจุดสีฟ้าแทนหุ้นรายตัว)</span></li>
</ol>
<p><b>ถอดรหัสความลับที่ซ่อนอยู่ในบับเบิล</b></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>ดาวฤกษ์ดวงใหญ่สีส้ม (Semiconductors) :</b><span style="font-weight: 400;"> กวาดสายตาขึ้นไปมองบนสุดของกราฟ คุณจะเห็นวงกลมสีส้มโดดเด่นเป็นสง่าอยู่เพียงดวงเดียว นั่นคือ กลุ่มอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ จุดนี้ยืนยันตัวเลขที่เราเพิ่งคุยกันไปได้อย่างเพอร์เฟกต์ เพราะมันลอยอยู่ในระดับแกน Y ที่ทะลุเส้น 20.0% ขึ้นไป (สอดคล้องกับตัวเลข 22.76%) และแกนนอนที่ทำผลตอบแทนสูงกว่า 400% นี่คือ กลุ่มอุตสาหกรรมที่เป็นตัวพาตลาดหุ้นทั้งตลาดให้รอดพ้นจากภาวะซบเซาอย่างแท้จริง</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>จุดศูนย์กลางจักรวาลสีฟ้า (Nvidia) :</b><span style="font-weight: 400;"> ซูมเข้าไปดูที่วงกลมสีฟ้าขนาดใหญ่ที่ลอยโดดเด่นอยู่กลางอากาศทางฝั่งขวา นี่คือ Nvidia (NVDA) ผู้เล่น MVP ของทศวรรษนี้ ตำแหน่งของ Nvidia บนกราฟบ่งบอกถึงความมหัศจรรย์สองเด้ง คือ ทำผลตอบแทนส่วนตัวได้มหาศาล (แกนนอนพุ่งทะลุ 600%) และยังมีสัดส่วนในการแบกผลตอบแทนของทั้งดัชนีสูงถึงระดับ 12% (แกนตั้ง) การที่หุ้นเพียงตัวเดียวสามารถสร้างแรงกระเพื่อมให้กับดัชนีที่มีบริษัทรวมกันเป็นพันๆ แห่งได้ระดับนี้ เป็นปรากฏการณ์ที่หาดูได้ยากยิ่งในประวัติศาสตร์ตลาดทุน</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>ซัพพอร์ตเตอร์มือฉมัง (Broadcom) :</b><span style="font-weight: 400;"> ลองมองต่ำลงมานิดนึงทางขวา จะเห็นบับเบิลสีฟ้าอีกดวง นั่นคือ Broadcom แม้จะไม่ได้แบกตลาดหนักเท่า Nvidia (Contribution อยู่ราวๆ 5%) แต่สปีดผลตอบแทน (Return) ก็วิ่งไล่บี้ตามมาติดๆ ทะลุแนว 500% ไปแล้ว สะท้อนให้เห็นว่า ผู้เล่นเบอร์รองในกลุ่มชิปก็กำลังกอบโกยความมั่งคั่งอย่างดุเดือดไม่แพ้กัน</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>หลุมดำมุมซ้ายล่าง (The Rest of the Market) :</b><span style="font-weight: 400;"> ทีนี้ลองหันกลับมามองกระจุกวงกลมเล็กๆ ที่กองรวมกันอยู่ตรงมุมซ้ายล่างของกราฟ นั่นแหละคือ ตัวแทนของหุ้นและอุตสาหกรรมอื่นๆ อีกนับร้อยนับพันชีวิตที่เหลือในตลาด! พวกเขากระจุกตัวอยู่ตรงโซนที่ทำผลตอบแทนได้ต่ำ และแทบจะไม่มีแรงส่งหรืออิทธิพลใดๆ (Contribution ต่ำเตี้ยเรี่ยดิน) ต่อภาพรวมของดัชนีเลย</span></li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 400;">ภาพรวมจากกราฟนี้ ตลาดกระทิงรอบนี้ไม่ได้ถูกขับเคลื่อนด้วยความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจภาพรวม แต่ถูกขึ้นมาด้วยเครื่องยนต์เทอร์โบชาร์จที่ชื่อว่า &#8220;AI&#8221; และ &#8220;ชิปประมวลผล&#8221; ล้วนๆ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อผลตอบแทนเทเอียงไปฝั่งใดฝั่งหนึ่งอย่างชัดเจน สิ่งที่ตามมา คือ ภาวะการกระจุกตัวในระดับสูงเป็นประวัติการณ์ในกลุ่มหุ้นเพียงไม่กี่ตัว แม้นักวิเคราะห์จะคาดการณ์ว่า การพุ่งขึ้นของตลาดครั้งนี้จะขยายขอบเขตไปดึงหุ้นตัวอื่นๆ ให้ขึ้นตาม แต่ความจริง คือ หุ้นระดับท็อป 10 ตัวแรก มีมูลค่ารวมกันคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า </span><b>1 ใน 3</b><span style="font-weight: 400;"> ของดัชนี US Market Index ซึ่งมีบริษัทจดทะเบียนอยู่รวมกันถึง 1,161 แห่ง</span></p>
<h3><strong>ผ่ากราฟประวัติศาสตร์ ภาวะ &#8220;ตลาดกระจุกตัว&#8221; ทะลุปรอท เมื่อหุ้น Top 10 ทรงอิทธิพลเบ็ดเสร็จเหนือดัชนี!</strong></h3>
<p><img decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-4270" src="https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/05/06_2_11zon.webp" alt="ถอดรหัส 3 ปี ทำไมตลาด AI บูมขั้นสุด! เจาะลึกหุ้นเด็ด พลิกโฉมโลกการลงทุน " width="1403" height="778" title="ถอดรหัส 3 ปี ทำไมตลาด AI บูมขั้นสุด! เจาะลึกหุ้นเด็ด พลิกโฉมโลกการลงทุน " srcset="https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/05/06_2_11zon.webp 1403w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/05/06_2_11zon-300x166.webp 300w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/05/06_2_11zon-1024x568.webp 1024w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/05/06_2_11zon-768x426.webp 768w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/05/06_2_11zon-750x416.webp 750w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/05/06_2_11zon-1140x632.webp 1140w" sizes="(max-width: 1403px) 100vw, 1403px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากคุณคิดว่าตัวเลขสัดส่วน 1 ใน 3 ของตลาดที่กระจุกตัวอยู่ในหุ้นเพียงสิบตัวเป็นเรื่องปกติ ขอให้หยุดและเพ่งมองกราฟเส้นกราฟนี้ให้ดี นี่คือ กราฟที่แสดงสัดส่วนเปอร์เซ็นต์ของสินทรัพย์ในกลุ่มหุ้น Top 10 (ดัชนี Morningstar US Market Index) ที่ลากยาวประวัติศาสตร์ย้อนกลับไปตั้งแต่ปี 1998 จนถึงปี 2026</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">กราฟรูปนี้ไม่ได้บอกแค่ว่า ตลาดกำลังเติบโต แต่มันกำลังสั่นกระดิ่งเตือนถึง &#8220;ความเปราะบางเชิงโครงสร้าง&#8221; (Structural Fragility) ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในหน้าประวัติศาสตร์วอลล์สตรีท ลองเทียบกับวิกฤตหรือเหตุการณ์สำคัญในอดีต (แถบสีเทา) </span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>ยุคฟองสบู่ดอทคอม (&#8220;Dot-Com&#8221; Bubble) :</b><span style="font-weight: 400;"> ในช่วงปี 2000 ที่ทุกคนคลั่งไคล้หุ้นอินเทอร์เน็ตจนดันราคาพุ่งทะลุฟ้า ตอนนั้นสัดส่วนการกระจุกตัวของหุ้น Top 10 พุ่งไปทำจุดสูงสุดเพียงแค่ราวๆ </span><b>25%</b><span style="font-weight: 400;"> เท่านั้น ซึ่งในเวลานั้นนักวิเคราะห์ก็มองว่า นี่คือ ความช่ืนชอบขั้นสุดแล้ว</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>วิกฤตการเงินโลก (Great Financial Crisis) :</b><span style="font-weight: 400;"> ช่วงวิกฤตซับไพรม์ปี 2008-2009 สัดส่วนร่วงลงมาและแกว่งตัวอยู่ต่ำกว่าระดับ 20%</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>วิกฤตโควิด-19 (COVID-19) :</b><span style="font-weight: 400;"> ช่วงที่รัฐบาลอัดฉีดเม็ดเงินและคนแห่ใช้เทคโนโลยี สัดส่วนเริ่มดีดตัวกลับขึ้นมาแตะระดับ 25% อีกครั้ง</span></li>
</ul>
<p><b>แต่ยุค AI Boom คือ &#8220;ของจริง&#8221; ที่ฉีกทุกกฎเกณฑ์ :</b><span style="font-weight: 400;"> ตั้งแต่วินาทีที่กระแส AI ถูกจุดติด (ฝั่งขวาสุดของกราฟ) เส้นกราฟสีน้ำเงินได้พุ่งทะยานเป็นเส้นตรงชันดิกทะลุทุกแนวต้านในอดีต และไปหยุดอยู่ที่ตัวเลข </span><b>35.24%</b><span style="font-weight: 400;">!</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นี่คือ สิ่งที่บอกเราว่า เม็ดเงินมหาศาลจากทั่วโลกไม่ได้กระจายตัวไปหล่อเลี้ยงบริษัทนับพันแห่งในตลาด แต่ถูกดูดกลืนเข้าไปในหุ้นบริษัทบิ๊กเทคฯ ที่กุมเทคโนโลยี AI เอาไว้ ภาพนี้ยืนยันสัจธรรมที่ว่า &#8220;The Winner Takes All&#8221; (ผู้ชนะกินรวบ) ได้อย่างสมบูรณ์แบบ มันเป็นทั้งแรงผลักดันที่ทรงพลังที่สุดที่พาดัชนีทำ All-Time High และในขณะเดียวกัน มันก็คือ ความเสี่ยงระดับระบบ (Systemic Risk) เพราะหากยักษ์ใหญ่เพียงไม่กี่ตัวนี้เกิดสะดุดขาตัวเองเมื่อไหร่ แรงสั่นสะเทือนจะมากพอที่จะลากทั้งกระดานให้พังทลายลงมาได้ในพริบตา</span></p>
<h3><b>พลังของ AI ไปไกลกว่าแค่หุ้นเทคโนโลยี</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้ว่าบริษัท Big Tech และหุ้นเทคโนโลยีโดยทั่วไปจะเป็นผู้รับผลประโยชน์หลักจากการปฏิวัติ AI ในครั้งนี้ แต่ความจริงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ คือ การสร้างศูนย์ข้อมูลหรือดาต้าเซ็นเตอร์นั้น ยังคงต้องพึ่งพาอิฐ ปูน โครงสร้างพื้นฐาน และใช้พลังงานไฟฟ้าในปริมาณที่มหาศาลสุดๆ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ซึ่งนั่นส่งผลให้บริษัทที่อยู่ในแกนกลางของการดำเนินงานเหล่านี้มีกำในช่วงปีที่ผ่านมา หนึ่งในผู้ที่โดดเด่นที่สุด คือ ผู้จัดหาพลังงานอย่าง </span><b>Bloom Energy (BE)</b><span style="font-weight: 400;"> ซึ่งราคาหุ้นทะยานขึ้นกว่า </span><b>240%</b><span style="font-weight: 400;"> ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา โดยบริษัทเพิ่งประกาศรายได้ไตรมาสแรกที่เติบโตแบบก้าวกระโดดถึง 130% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผู้รับอานิสงส์อื่นๆ จากการเร่งขยายโครงสร้างพื้นฐาน AI ยังรวมไปถึงบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านการก่อสร้างและซัพพลายเออร์พลังงานอย่าง </span><b>Caterpillar (CAT)</b><span style="font-weight: 400;"> ซึ่งคาดการณ์ว่ายอดขายด้านการผลิตพลังงานจะพุ่งสูงขึ้นถึง 3 เท่าในปีนี้เมื่อเทียบกับปี 2024 &#8220;ความแข็งแกร่งนี้กระจายตัวอยู่ในหลายส่วน แม้ว่าดาต้าเซ็นเตอร์จะเป็นตัวขับเคลื่อนที่สำคัญมากก็ตาม&#8221; George Maglares นักวิเคราะห์จาก Morningstar กล่าวในบทวิเคราะห์ล่าสุดหลังการประกาศผลประกอบการของ Caterpillar &#8220;บริษัทกำลังขยายขอบเขตตลาด (Addressable Market) ให้ครอบคลุมไปถึงโซลูชันด้านพลังงานหลัก (Primary Power Solutions) นอกเหนือจากการทำแค่เครื่องกำเนิดไฟฟ้าสำรอง ขนาดและความรวดเร็วในการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความมั่นใจและวิสัยทัศน์ของผู้บริหารที่มองขาดถึงความต้องการในตลาดได้อย่างชัดเจน&#8221;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผู้ให้บริการสาธารณูปโภคสำหรับศูนย์ข้อมูลอย่าง </span><b>Quanta Services (PWR)</b><span style="font-weight: 400;"> และ </span><b>MasTec (MTZ)</b><span style="font-weight: 400;"> ก็มีผลตอบแทนพุ่งขึ้นทะลุ </span><b>300%</b><span style="font-weight: 400;"> ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2023 ในขณะที่ผลตอบแทนของผู้จัดหาพลังงานอย่าง </span><b>Generac Holdings (GNRC)</b><span style="font-weight: 400;"> ก็เพิ่มขึ้นถึง 117.9% ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา</span></p>
<h3><b>เจาะกราฟกลยุทธ์ พลั่วและเสียม หุ้นโครงสร้างพื้นฐาน AI โตทะลุอวกาศ ทำกำไรเงียบๆ ท่ามกลางสมรภูมิเทคฯ! (Picks and Shovels)</b></h3>
<p><img decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-4271" src="https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/05/07_1_11zon.webp" alt="ถอดรหัส 3 ปี ทำไมตลาด AI บูมขั้นสุด! เจาะลึกหุ้นเด็ด พลิกโฉมโลกการลงทุน " width="1310" height="746" title="ถอดรหัส 3 ปี ทำไมตลาด AI บูมขั้นสุด! เจาะลึกหุ้นเด็ด พลิกโฉมโลกการลงทุน " srcset="https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/05/07_1_11zon.webp 1310w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/05/07_1_11zon-300x171.webp 300w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/05/07_1_11zon-1024x583.webp 1024w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/05/07_1_11zon-768x437.webp 768w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/05/07_1_11zon-750x427.webp 750w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/05/07_1_11zon-1140x649.webp 1140w" sizes="(max-width: 1310px) 100vw, 1310px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เปิดกราฟนี้ขึ้นมา สายเทรดสายอินเวสต์ต้องนึกถึงทฤษฎีสุดคลาสสิกแห่งวอลล์สตรีทอย่างแนวคิด </span><b>&#8220;Picks and Shovels&#8221;</b><span style="font-weight: 400;"> หรือกลยุทธ์ </span><b>&#8220;ขายพลั่วและเสียมในยุคตื่นทอง&#8221;</b><span style="font-weight: 400;"> อย่างแน่นอน เพราะประวัติศาสตร์สอนเราเสมอว่า ในขณะที่ทุกคนกำลังบ้าคลั่งทุ่มเทสรรพกำลังขุดหาทองคำ (ซึ่งในยุคนี้ ก็คือ กลุ่มหุ้นเทคฯ และชิป AI) </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">กราฟเส้นที่พุ่งทะยานรูปนี้ คือ เม็ดเงินไม่ได้ถูกปั่นให้อยู่แค่ในซิลิคอนวัลเลย์ แต่มันกำลังไหลทะลักลงมาสู่โลกแห่งความเป็นจริง โลกของคอนกรีต เครื่องจักรหนัก และสายส่งไฟฟ้าแรงสูง ลองมาถอดรหัสกราฟแต่ละเส้นเพื่อดูว่าใคร คือ ได้ขุมทรัพย์รอบนี้กันบ้าง</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>เส้นสีน้ำเงินเข้ม (Bloom Energy) : จรวดทางเรียบแห่งวงการพลังงาน</b><span style="font-weight: 400;"> มองปราดเดียวตาแทบหลุด! เพราะเส้นกราฟของ Bloom Energy ฉีกทุกกฎเกณฑ์การประเมินมูลค่า พุ่งทะยานขึ้นไปทำสถิติผลตอบแทนที่ระดับ </span><b>1,774.7%</b><span style="font-weight: 400;"> สังเกตช่วงตั้งแต่ปลายปี 2025 เป็นต้นมา เส้นกราฟดีดตัวขึ้นเป็นแนวตั้งชันแทบจะ 90 องศา นี่คือ ภาพสะท้อนว่า &#8220;AI ต้องการไฟฟ้าแบบสุดโต่ง&#8221; ดาต้าเซ็นเตอร์ระดับไฮเปอร์สเกลไม่สามารถรันชิปราคาแพงระยับนับหมื่นๆ ตัวได้เลยถ้าไม่มีกระแสไฟฟ้าที่เสถียรและทรงพลัง บริษัทผู้จัดหาเทคโนโลยีพลังงานแห่งอนาคต จึงกลายเป็นขุมทรัพย์ที่นักลงทุนสถาบันให้ความสนใจ</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>กลุ่มเส้นสีเขียว แดง และฟ้าอ่อน (Quanta Services, Caterpillar, MasTec) : แก๊งเดอะแบกสายก่อสร้าง</b><span style="font-weight: 400;"> หากกวาดสายตาลงมาตรงกลาง จะเห็นการเกาะกลุ่มกันอย่างเหนียวแน่นของหุ้นสไตล์ Bricks and Mortar (อิฐและปูน) นำทัพโดยผู้เชี่ยวชาญด้านโครงสร้างพื้นฐานอย่าง Quanta Services ที่บวกความมั่งคั่งไป </span><b>335.8%</b><span style="font-weight: 400;"> ตามมาติดๆ ด้วยพี่เบิ้มแห่งวงการเครื่องจักรหนักอย่าง Caterpillar ที่ </span><b>331.1%</b><span style="font-weight: 400;"> และผู้รับเหมาวิศวกรรมเฉพาะทาง MasTec ที่ </span><b>308.4%</b><span style="font-weight: 400;"> เส้นกราฟกระจุกตัวนี้กำลังบอกตลาดว่า การเนรมิตอาณาจักรดาต้าเซ็นเตอร์ต้องใช้เครื่องจักรหนักมหาศาล ต้องเจาะหน้าดิน วางระบบระบายความร้อน และเดินสายไฟขนาดมหึมา หุ้นกลุ่มนี้จึงรับเหมาฟาดกำไรกันไปแบบเน้นๆ โตระดับทะลุ 300% ภายใน 3 ปี ซึ่งเป็นตัวเลขความสำเร็จที่หุ้นเทคโนโลยีแอปพลิเคชันบางตัวยังต้องอายม้วน</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>เส้นสีเหลือง (Generac Holdings) : ผู้พิทักษ์หลังบ้านที่ขาดไม่ได้</b><span style="font-weight: 400;"> แม้กราฟเส้นสีเหลืองจะดูเหมือนเติบโตน้อยที่สุดในบรรดาแก๊งพลั่วและเสียม แต่เดี๋ยวก่อน! ผลตอบแทนที่ </span><b>117.9%</b><span style="font-weight: 400;"> ก็ยังถือว่าแข็งแกร่งสุดๆ และเอาชนะดัชนีตลาดรวมไปได้อย่างสวยงาม ในโลกที่ฐานข้อมูลมีค่าดั่งสายเลือด ระบบเครื่องกำเนิดไฟฟ้าสำรองฉุกเฉิน (Backup Generators) จึงเป็นเกราะป้องกันภัยระดับความมั่นคงที่ทุกดาต้าเซ็นเตอร์ต้องยอมควักกระเป๋าจ่ายเพื่อซื้อความอุ่นใจ</span></li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อสกัดข้อมูลจากกราฟนี้ แสดงให้เห็นว่า อย่ามองเกม AI แค่บนหน้าจอคอมพิวเตอร์ หรือโฟกัสแค่ความฉลาดล้ำของแชตบอต เพราะเบื้องหลังความอัจฉริยะของปัญญาประดิษฐ์ คือ การบริโภคทรัพยากรและต้องการโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพในสเกลที่โลกไม่เคยเผชิญมาก่อน ใครที่จับทิศทางกระแสเงินทุนมหาศาลรอบใหม่นี้ออก และจัดพอร์ตดักหน้ากลุ่ม &#8220;คนขายพลั่ว&#8221; เหล่านี้ได้ถูกจังหวะ ก็เตรียมตัวรับผลตอบแทนระดับปรากฏการณ์เข้าพอร์ตไปนอนกอดได้เลยแบบฟินๆ!</span></p>
<h3><b>พลัง AI ดัน &#8220;ยูนิคอร์น&#8221; ให้ติดปีกบินทะลุฟ้า</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ในขณะที่การลงทุนในธีม AI กำลังฟาดฟันกันอย่างดุเดือดในตลาดหุ้น แรงสั่นสะเทือนนี้ก็ส่งผลกระทบอย่างกว้างขวางไปถึงบรรดาบริษัทเอกชนที่อยู่นอกตลาดหลักทรัพย์ด้วยเช่นกัน ซึ่งรวมไปถึงสองบริษัทยักษ์ใหญ่ด้าน AI อย่าง OpenAI และ Anthropic</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">มูลค่าประเมินของ </span><b>OpenAI</b><span style="font-weight: 400;"> ในตลาดไพรเวท (Private-Market) ก้าวกระโดดขึ้นแตะระดับ </span><b>8.52 แสนล้านดอลลาร์</b><span style="font-weight: 400;"> ณ ปลายเดือนมีนาคม พุ่งขึ้นจากเดิมที่มีมูลค่า 8.6 หมื่นล้านดอลลาร์ในเดือนมกราคม 2024 ตามข้อมูลจาก PitchBook ในส่วนของ </span><b>Anthropic</b><span style="font-weight: 400;"> ก็มีการประเมินมูลค่าสูงถึง </span><b>9 แสนล้านดอลลาร์</b><span style="font-weight: 400;"> เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม เทียบกับ 2.1 หมื่นล้านดอลลาร์ในเดือนกรกฎาคม 2024</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากมองให้กว้างขึ้น การพุ่งทะยานของมูลค่าประเมินบริษัทเหล่านี้ ถูกสะท้อนภาพชัดเจนในดัชนี Morningstar PitchBook Global Artificial Intelligence Index ซึ่งเป็นดัชนีชี้วัดที่ติดตามบรรดาบริษัท AI ยักษ์ใหญ่ที่อยู่นอกตลาด ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก Venture Capital (VC) และต้องมีมูลค่าประเมินแตะระดับ 1 พันล้านดอลลาร์ขึ้นไป โดยดัชนีนี้มีหุ้นของ Anthropic และ OpenAI เป็นตัวชูโรงที่ครองสัดส่วนน้ำหนักสูงสุด ตามมาด้วย ByteDance จากจีน, Stripe และ Databricks ดัชนีดังกล่าวนี้บวกขึ้นไปมากกว่า </span><b>250%</b><span style="font-weight: 400;"> ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา และมีมูลค่าเพิ่มขึ้นเกินกว่า 1 เท่าตัวในช่วงปีที่แล้วเพียงปีเดียว</span></p>
<h3><b>เส้นบางๆ ระหว่างโลกความจริงกับความคาดหวัง : เมื่อคลื่นลูกใหม่เปลี่ยนผ่านยุคสมัย เราจะยืนอยู่ตรงไหน?</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ท่ามกลางตัวเลขการเติบโตที่พุ่งกระฉูดจนเหมือนหนังไซไฟ และบรรดายูนิคอร์นที่ติดปีกบินสูงขึ้นจนแทบมองไม่เห็นเพดาน สิ่งหนึ่งที่เราต้องกลับมาทบทวนให้ดี คือ &#8220;ความยั่งยืน&#8221; ในระยะยาว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ประวัติศาสตร์ในโลกของการลงทุนสอนเราเสมอว่า ทุกยุคสมัยของการตื่นทอง (Gold Rush) ไม่ว่าจะเป็นยุคดอทคอม หรือยุคบล็อกเชน มักจะมีทั้งคนที่สร้างตัวจนกลายเป็นมหาเศรษฐี และคนที่ต้องถูกทิ้งไว้ข้างหลังเสมอ ปรากฏการณ์ 3 ปีที่ผ่านมาของหุ้น AI ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า มันไม่ใช่แค่การตื่นตูมตามกระแส แต่คือ การวางรากฐานโครงสร้างระดับโลกใหม่ทั้งหมด สังเกตได้จากการเติบโตในโลกของฮาร์ดแวร์ พลังงาน และดาต้าเซ็นเตอร์ ที่รับรู้รายได้กันแบบจับต้องได้จริง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ตาม เรากำลังเดินมาถึงจุดที่เส้นแบ่งระหว่าง &#8220;มูลค่าที่แท้จริง&#8221; (Intrinsic Value) และ &#8220;ความคาดหวังของตลาด&#8221; (Market Hype) เริ่มทับซ้อนกัน การที่มูลค่าของบริษัทเทคโนโลยีโตทะลุจุดที่เคยจินตนาการไว้ สะท้อนว่าความคาดหวังของคนทั้งโลกถูกบวกเข้าไปในราคาหุ้นล่วงหน้าแล้ว คำถามสำคัญ คือ หลังจากนี้ เมื่อโครงสร้างพื้นฐานเริ่มอิ่มตัว และถึงเวลาที่ต้องนำ AI มาสร้างเม็ดเงินจริงๆ ผ่านกลุ่มซอฟต์แวร์หรือบริการต่างๆ ใครจะเป็นผู้ชนะที่แท้จริงที่สามารถยืนระยะอยู่ได้ และใครจะเป็นเพียงแค่ดาวหางที่สว่างวาบแล้วดับไป</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่การมีสติและปรับตัวให้ทันกระแสน้ำเชี่ยวต่างหาก คือ หนทางรอดที่แท้จริงในโลกการลงทุนที่ไม่เคยหยุดนิ่งใบนี้</span></p>
<p style="text-align: center;"><b>ผู้ชนะ VS ผู้ถูกทิ้งไว้กลางทาง ใคร คือ ตัวจริงในสมรภูมิ AI 3 ปีที่ผ่านมา?</b></p>
<table class=" aligncenter">
<tbody>
<tr>
<td><b>กลุ่มธุรกิจ (Sector)</b></td>
<td><b>สถานการณ์ปัจจุบัน (Status)</b></td>
<td><b>ไฮไลต์เด็ด (Key Highlights)</b></td>
</tr>
<tr>
<td><b>เซมิคอนดักเตอร์ (ชิป AI)</b></td>
<td><span style="font-weight: 400;">🔥 โตทะลุปรอท เดอะแบกของแท้</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">แบรนด์ท็อปกวาดรายได้โตกว่า 1,600% ครองสัดส่วนตลาดสูงสุดทิ้งห่างเพื่อน</span></td>
</tr>
<tr>
<td><b>โครงสร้างพื้นฐาน &amp; พลังงาน</b></td>
<td><span style="font-weight: 400;">⚡️ ม้ามืดโกยกำไรเงียบๆ (คนขายพลั่ว)</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">ธุรกิจพลังงานบางแห่งพุ่ง 1,700%+ เพราะดาต้าเซ็นเตอร์และ AI หิวไฟฟ้าขั้นสุด</span></td>
</tr>
<tr>
<td><b>สตาร์ทอัพยูนิคอร์น (Private AI)</b></td>
<td><span style="font-weight: 400;">🦄 มูลค่าประเมินติดปีกบิน</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">บริษัทยักษ์ใหญ่โตเกิน 1 เท่าตัวในเวลาแค่ปีเดียว เม็ดเงินไหลเข้ามหาศาล</span></td>
</tr>
<tr>
<td><b>ซอฟต์แวร์แอปพลิเคชัน</b></td>
<td><span style="font-weight: 400;">⚠️ รั้งท้าย เสี่ยงโดนดิสรัปชัน</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">โตช้าสุด ทุนเริ่มไหลออกเพราะคนกลัวโดน AI แย่งงานและเข้ามาทำหน้าที่แทน</span></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p style="text-align: left;"><span style="font-weight: 400;">บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลข่าวสารและการศึกษาเท่านั้น มิได้เป็นการชี้นำหรือแนะนำการลงทุน ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลและทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อ้างอิงจาก</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://global.morningstar.com/en-ea/markets/3-years-ai-stock-market-boom-charts" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://global.morningstar.com/en-ea/markets/3-years-ai-stock-market-boom-charts</span></a></li>
</ul>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thesignals.net/3-year-ai-market-boom-analysis/">ถอดรหัส 3 ปี ทำไมตลาด AI บูมขั้นสุด! เจาะลึกหุ้นเด็ด พลิกโฉมโลกการลงทุน </a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thesignals.net">The Signals</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.thesignals.net/3-year-ai-market-boom-analysis/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>วิธีรับมือวิกฤตเศรษฐกิจ 2026 จาก ลอว์เรนซ์ หว่อง กับคำเตือนที่นักธุรกิจไทยต้องรู้</title>
		<link>https://www.thesignals.net/economic-crisis-stagflation-ai-2026/</link>
					<comments>https://www.thesignals.net/economic-crisis-stagflation-ai-2026/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[deawbb3@gmail.com]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 05 May 2026 09:29:54 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Macroeconomics]]></category>
		<category><![CDATA[Stagflation]]></category>
		<category><![CDATA[การลงทุน 2026]]></category>
		<category><![CDATA[ทิศทางธุรกิจไทย]]></category>
		<category><![CDATA[ผลกระทบ AI]]></category>
		<category><![CDATA[พัฒนาทักษะ AI]]></category>
		<category><![CDATA[ลอว์เรนซ์ หว่อง]]></category>
		<category><![CDATA[วิกฤตเศรษฐกิจ 2026]]></category>
		<category><![CDATA[ห่วงโซ่อุปทาน]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐกิจฝืดเคือง]]></category>
		<category><![CDATA[แนวโน้มเศรษฐกิจโลก]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.thesignals.net/?p=3099</guid>

					<description><![CDATA[<p>หากใครกำลังจับตาดูทิศทางเศรษฐกิจโลกและการเปลี่ยนแปลงระด [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thesignals.net/economic-crisis-stagflation-ai-2026/">วิธีรับมือวิกฤตเศรษฐกิจ 2026 จาก ลอว์เรนซ์ หว่อง กับคำเตือนที่นักธุรกิจไทยต้องรู้</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thesignals.net">The Signals</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">หากใครกำลังจับตาดูทิศทางเศรษฐกิจโลกและการเปลี่ยนแปลงระดับมหภาค นี่คือ ถ้อยแถลงของ ลอว์เรนซ์ หว่อง (Lawrence Wong) นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสิงคโปร์ ในงาน May Day Rally 2026 เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2026 ณ Downtown East, D&#8217;Marquee ได้ฉายภาพให้เห็นถึงพายุลูกใหญ่ที่กำลังก่อตัว ทั้งในแง่ของภูมิรัฐศาสตร์ วิกฤตซัพพลายเชน ไปจนถึงคลื่นลูกใหม่อย่าง Artificial Intelligence (AI) ที่กำลังดิสรัปต์ทุกวงการ</span></p>
<h2><strong>วิธีรับมือวิกฤตเศรษฐกิจ 2026 จาก ลอว์เรนซ์ หว่อง กับคำเตือนที่นักธุรกิจไทยต้องรู้</strong></h2>
<p><span style="font-weight: 400;"><img decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-3160" src="https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/05/Artboard-1-copy-3_0-819x1024.jpg" alt="วิธีรับมือวิกฤตเศรษฐกิจ 2026 จาก ลอว์เรนซ์ หว่อง กับคำเตือนที่นักธุรกิจไทยต้องรู้" width="819" height="1024" title="วิธีรับมือวิกฤตเศรษฐกิจ 2026 จาก ลอว์เรนซ์ หว่อง กับคำเตือนที่นักธุรกิจไทยต้องรู้" srcset="https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/05/Artboard-1-copy-3_0-819x1024.jpg 819w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/05/Artboard-1-copy-3_0-240x300.jpg 240w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/05/Artboard-1-copy-3_0-768x960.jpg 768w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/05/Artboard-1-copy-3_0-750x938.jpg 750w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/05/Artboard-1-copy-3_0-1140x1425.jpg 1140w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/05/Artboard-1-copy-3_0.jpg 1200w" sizes="(max-width: 819px) 100vw, 819px" /></span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากใครกำลังจับตาดูทิศทางเศรษฐกิจโลกและการเปลี่ยนแปลงระดับมหภาค นี่คือ ถ้อยแถลงของ ลอว์เรนซ์ หว่อง (Lawrence Wong) นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสิงคโปร์ ในงาน May Day Rally 2026 เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2026 ณ Downtown East, D&#8217;Marquee ได้ฉายภาพให้เห็นถึงพายุลูกใหญ่ที่กำลังก่อตัว ทั้งในมิติของภูมิรัฐศาสตร์ วิกฤตซัพพลายเชน ไปจนถึงคลื่นลูกใหม่อย่างเทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่กำลังเข้ามาดิสรัปต์ทุกวงการ</span></p>
<h3><b>พายุลูกใหม่ (New Storm) และความเสี่ยงของ Stagflation</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">นายกรัฐมนตรีลอว์เรนซ์ หว่อง ได้เริ่มต้นด้วยการขอบคุณพลังของแรงงานสิงคโปร์ที่ร่วมมือกันฝ่าฟันความท้าทายในปีที่ผ่านมาจนเศรษฐกิจเติบโตได้ดีกว่าที่คาดการณ์ แต่ทว่าเวลานี้ไม่ใช่เวลาที่จะมาหยุดพัก เพราะพายุลูกใหม่กำลังเตรียมปะทะและรุนแรงกว่าเดิมมาก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงอยู่ในสภาวะที่มีความไม่แน่นอนสูง การปะทะกันหยุดชะงักลงชั่วคราว แต่ความตึงเครียดยังคงคุกรุ่น อิหร่านได้ทำการปิดช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) และสหรัฐอเมริกาก็ตอบโต้ด้วยการบล็อกท่าเรือของอิหร่าน ส่งผลให้เกิดจุดเผชิญหน้าที่ไม่มีฝ่ายใดยอมถอย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ปัจจุบันช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดมานานกว่า 2 เดือนแล้ว ผลกระทบที่เกิดขึ้นไม่ได้มีแค่เรื่องราคาสินค้าที่พุ่งสูงขึ้น แต่ยังรวมถึงภาวะอุปทานที่ตึงตัวอย่างหนัก เอเชียได้รับผลกระทบหนักเป็นพิเศษเนื่องจากพึ่งพาพลังงานและวัตถุดิบสำคัญจากอ่าวเปอร์เซียในระดับที่สูงมาก บางประเทศเริ่มเผชิญกับปัญหาขาดแคลนเชื้อเพลิง สายการบินลดเที่ยวบิน และโรงงานรายงานถึงความล่าช้าในการผลิต ยิ่งไปกว่านั้น วิกฤตจะไม่หยุดแค่พลังงาน แต่ปุ๋ย อาหาร และปัจจัยการผลิตที่จำเป็นอื่นๆ จะเป็นเป้าหมายต่อไป</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้ช่องแคบจะกลับมาเปิดใช้งานได้ แต่ทุกอย่างจะไม่ได้กลับสู่สภาวะปกติในทันที เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานได้รับความเสียหาย เส้นทางเดินเรือต้องได้รับการเก็บกู้ทุ่นระเบิด และต้องใช้เวลาหลายเดือนในการฟื้นฟูความเชื่อมั่นของบริษัทประกันภัยและผู้เดินเรือ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความเสี่ยงของการเกิดภาวะ &#8220;Stagflation&#8221; ซึ่งเป็นส่วนผสมที่อันตรายระหว่างความชะงักงันของเศรษฐกิจ (Stagnation) และอัตราเงินเฟ้อที่พุ่งสูง (Inflation) คนรุ่นใหญ่อาจจำวิกฤตการณ์น้ำมัน (Oil shocks) ในช่วงยุค 70 ได้ดี ซึ่งครั้งนั้น สร้างความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัสให้กับธุรกิจและคนทำงาน ปัจจุบัน สำนักงานพลังงานสากล (IEA) ได้ออกมาเตือนแล้วว่า วิกฤตในปัจจุบันอาจรุนแรงยิ่งกว่ายุค 70 เสียอีก นี่คือ สัญญาณเตือนที่นักลงทุนต้องเตรียมจัดพอร์ตรับแรงกระแทกอย่างรัดกุม</span></p>
<h3><b>รากฐานที่แข็งแกร่ง คือ เกราะป้องกันชั้นดี</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้ความจริงจะดูน่าหวั่นวิตก แต่สิงคโปร์ไม่ได้เผชิญหน้ากับวิกฤตนี้จากจุดที่อ่อนแอ ความได้เปรียบของสิงคโปร์ถูกสร้างสมมาอย่างยาวนานผ่านการวางแผนเชิงกลยุทธ์ ไม่ว่าจะเป็นการถมทะเลเพื่อสร้างเกาะจูร่ง (Jurong Island) การพัฒนาอุตสาหกรรมโรงกลั่น การสร้างคลังเก็บน้ำมันใต้ดิน Jurong Rock Caverns ทั้งที่ประเทศไม่มีทรัพยากรน้ำมันหรือก๊าซธรรมชาติเลย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ปัจจุบัน สิงคโปร์กลายเป็นโหนดสำคัญของกระแสการไหลเวียนพลังงานระดับโลก บริษัทพลังงานชั้นนำเชื่อมต่อกับเครือข่ายอุปทานที่หลากหลาย เมื่อแหล่งพลังงานใดสะดุด ก็สามารถดึงทรัพยากรจากแหล่งอื่นมาทดแทนได้ ความสำเร็จนี้ต้องยกเครดิตให้กับแรงงานในกลุ่มอุตสาหกรรมน้ำมัน ปิโตรเคมี พลังงาน และเคมีภัณฑ์ หรือกลุ่ม OPEC (OPEC cluster) ของสิงคโปร์ที่ทำงานอย่างทุ่มเท</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้ออกมาตรการช่วยเหลืออย่างทันท่วงที เช่น เงินคืน U-Save การแจกเงินสด และการเลื่อนแจก CDC Vouchers ให้เร็วขึ้น พร้อมยืนยันว่าจะมีการสนับสนุนเพิ่มเติมหากสถานการณ์ท้าทายมากขึ้น ในขณะเดียวกัน ภาคธุรกิจอย่าง NTUC FairPrice ก็เข้ามามีส่วนร่วมด้วยการตรึงราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น</span></p>
<h3><b>การเปลี่ยนผ่านสู่ยุค AI (AI Transformation)</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกเหนือจากวิกฤตเศรษฐกิจ พลังขับเคลื่อนที่กำลังพลิกโฉมโลกอย่างรุนแรงที่สุดคือปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า AI คือ เทคโนโลยีที่เป็นตัวกำหนดนิยามของยุคสมัย จากที่เมื่อ 4 ปีที่แล้วยังไม่มีใครรู้จัก ChatGPT แต่วันนี้แนวหน้าของการพัฒนา AI กำลังเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำงานไปอย่างสิ้นเชิง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สิ่งที่น่าสนใจ คือ ข้อมูลพฤติกรรมการเขียนโปรแกรมของ Google เมื่อสองปีก่อน AI ช่วยเขียนโค้ดให้บริษัท 25% ปีที่แล้วเพิ่มเป็น 50% และวันนี้ตัวเลขพุ่งไปถึง 75% วิศวกรซอฟต์แวร์ไม่ได้หายไปไหน แต่บทบาทของพวกเขาเปลี่ยนจากการเป็นแค่คนเขียนโค้ด สู่การเป็นสถาปนิก ผู้ดูแลระบบ และผู้สร้างสถาปัตยกรรมโครงสร้าง (System builders)</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เรากำลังก้าวเข้าสู่ยุคของ<strong> &#8220;ผู้ช่วย AI อัจฉริยะ&#8221; (AI agents)</strong> ที่สามารถวางแผนและลงมือจัดการงานที่ซับซ้อนตั้งแต่ต้นจนจบ งานที่เคยต้องใช้คนทั้งทีม วันนี้คนเพียงคนเดียวที่ใช้ AI agents เป็นก็สามารถจัดการได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สิงคโปร์ได้จัดตั้งสภาปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติ (National AI Council) เพื่อสร้างขีดความสามารถด้าน AI ระดับลึกซึ้ง โดยมีเป้าหมายหลัก คือ การทำให้ AI สร้างประโยชน์ให้กับคนทำงานทุกคน ปัจจุบัน Google DeepMind ได้เปิดห้องปฏิบัติการวิจัย AI แห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่สิงคโปร์ โดยมีชาวสิงคโปร์อย่าง Yi Tay บัณฑิตจาก NTU เป็นหนึ่งในผู้นำทีมพัฒนา Gemini โมเดล AI ระดับเรือธงของ Google</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากนี้ บริษัทยังดึงดูดการลงทุนจากสตาร์ทอัพอย่าง Advanced Machine Intelligence ที่ก่อตั้งโดย Yann LeCun ซึ่งกำลังพัฒนา &#8220;Physical AI&#8221; ที่เข้าใจและโต้ตอบกับโลกความเป็นจริงได้ โดยสิงคโปร์เป็นหนึ่งในสำนักงาน 4 แห่งทั่วโลกของบริษัทนี้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การปรับตัวในระดับองค์กรก็เห็นผลชัดเจน เช่น DBS ที่ให้พนักงานทุกคนฝึกอบรมใช้เครื่องมือ AI ตัวอย่างที่สร้างแรงบันดาลใจ คือ Ali Jinah Mohamed Yusuf พนักงานที่อยู่กับ DBS มา 26 ปี เริ่มต้นจากเจ้าหน้าที่บริการลูกค้า แต่ปัจจุบันเขาเรียนรู้ทักษะ AI จนได้เป็นผู้นำทีมงาน 20 คน คอยขับเคลื่อนโปรเจกต์ AI เพื่อยกระดับบริการ</span></p>
<h3><b>ไตรภาคีและการเสริมพลังคนทำงาน (Support for Workers &amp; Tripartism)</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ความกังวลเรื่อง AI แย่งงานเป็นเรื่องปกติ เหมือนยุค 90 ที่สเปรดชีต Excel เข้ามาลดบทบาทเสมียนป้อนข้อมูล แต่ก็สร้างโอกาสให้นักวิเคราะห์ รัฐบาลสิงคโปร์ให้คำมั่นว่าจะสร้างงานใหม่ที่ดีกว่าเดิม โดยประกาศควบรวม WSG และ SSG เข้าเป็นหน่วยงานใหม่ชื่อ Skills and Workforce Development Agency (SWDA) ภายใต้กระทรวงแรงงาน (MOM) และกระทรวงศึกษาธิการ (MOE) พร้อมยกระดับ SkillsFuture พอร์ทัล และให้สิทธิ์ผู้เรียนเข้าถึงเครื่องมือ AI ระดับพรีเมียมฟรี 6 เดือน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ความสำเร็จของสิงคโปร์มาจากระบบไตรภาคี (Tripartism) ที่รัฐบาล สหภาพแรงงาน และนายจ้าง ทำงานร่วมกันเป็นพันธมิตร ผ่านกลไก Company Training Committees (CTCs) ซึ่งสร้างผลลัพธ์แบบ win, win, win ให้กับทุกฝ่าย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ตัวอย่างที่เห็นภาพชัด คือ โรงพยาบาล Tan Tock Seng ที่ Nurse Manager อย่างคุณ Mo Minyi ร่วมพัฒนาเครื่องมือจัดตารางเวรด้วย AI ลดเวลาทำงานที่ซับซ้อนจากมากกว่า 1 ชั่วโมง เหลือเพียง 15 นาที ทำให้การทำงานยืดหยุ่นและมีประสิทธิภาพมากขึ้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อีกหนึ่งกรณีศึกษา คือ SMRT ที่นำระบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์ และ AI มาจัดการศูนย์ซ่อมบำรุง Bishan Depot โดยประยุกต์ใช้แนวทาง &#8220;ไคเซ็น&#8221; (Kaizen) พนักงานอย่าง Yahya Kharthi วัย 62 ปีที่ทำงานมานานกว่า 30 ปี สามารถทำงานต่อได้อย่างปลอดภัยและมีพลัง การปรับปรุงนี้ทำให้ SMRT จ่ายโบนัสพิเศษ &#8220;Kaizen Bonus&#8221; จำนวน 1,600 ดอลลาร์ ให้กับพนักงานทุกคนในปีนี้ SMRT ยังทำหน้าที่เป็น &#8220;บริษัทแม่ข่าย&#8221; (Queen Bee company) ช่วยเครือข่าย SME นำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้ด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สิงคโปร์ยังมีแผนขยายสเกล CTC เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่ยุค AI โดยจัดตั้งสภางานไตรภาคี (Tripartite Jobs Council) เพื่อประสานความพยายามให้ AI เกิดประโยชน์สูงสุดต่อพนักงาน</span></p>
<h3><b>วิถีแห่งสิงคโปร์ </b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ตลอด 65 ปี ขบวนการแรงงานสิงคโปร์ฝ่าฟันการเปลี่ยนแปลงมาทุกยุค ตั้งแต่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมในยุค 60-70 คอมพิวเตอร์ยุค 80 โลกาภิวัตน์ยุค 90 ตลอดจนวิกฤตต้มยำกุ้ง ซาร์ส ซับไพรม์ และโควิด ความสำเร็จเกิดจากความเชื่อใจและนวัตกรรมที่พัฒนาขึ้นเอง สิงคโปร์ไม่มีสวัสดิการแบบให้เปล่า (Welfare) แต่ใช้ Workfare ไม่มีค่าแรงขั้นต่ำ (Minimum Wage) แต่ใช้ Progressive Wages และไม่มีประกันการว่างงาน (Unemployment insurance) แต่ใช้ Job Seeker Support</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผู้นำสิงคโปร์ทิ้งท้ายด้วยเรื่องราวของความไม่ทอดทิ้งกัน เมื่อเกิดวิกฤตในตะวันออกกลาง รัฐบาลและกองทัพสิงคโปร์ (SAF) ได้พาประชาชนกลับบ้านอย่างปลอดภัย Nisar Keshvani หนึ่งในผู้โดยสารได้บรรยายถึงความรู้สึกเมื่อได้ยินคำว่า &#8220;ยินดีต้อนรับกลับบ้าน&#8221; บนเครื่อง RSAF ซึ่งไม่ใช่แค่คำทักทาย แต่คือคำสัญญาว่าประเทศจะดูแลคนของตนเสมอ ไม่ว่าสถานการณ์จะเลวร้ายเพียงใด</span></p>
<h3><b>บทวิเคราะห์ ถอดรหัสความเสี่ยงเศรษฐกิจ 2026 สู่การประเมินภาพจำลองและทางรอดของประเทศไทย</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ถ้อยแถลงของนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ ลอว์เรนซ์ หว่อง ไม่ได้เป็นเพียงการส่งสัญญาณเตือนภายในประเทศของตนเท่านั้น แต่ยังเป็นเสมือนมาตรวัดความเสี่ยงที่สะท้อนถึงโครงสร้างเศรษฐกิจทั่วภูมิภาคเอเชีย รวมถึงประเทศไทย เมื่อวิเคราะห์จากเค้าลางของพายุเศรษฐกิจที่กำลังก่อตัว ทั้งประเด็นความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อ และการอุบัติขึ้นของคลื่นเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ คำถามสำคัญที่ภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมไทยต้องเร่งหาคำตอบ คือ โครงสร้างเศรษฐกิจและตลาดแรงงานของเราพร้อมรับแรงกระแทกนี้มากน้อยเพียงใด</span></p>
<h3><b>ความเปราะบางด้านห่วงโซ่อุปทานและเงาของภาวะ Stagflation</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ประการแรก คือ เมื่อพิจารณาถึงความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และวิกฤตพลังงาน ประเทศไทยมีโครงสร้างที่แตกต่างจากสิงคโปร์อย่างมีนัยสำคัญ แม้สิงคโปร์จะไม่มีทรัพยากรธรรมชาติ แต่ได้สร้างความได้เปรียบเชิงกลยุทธ์ผ่านการเป็นศูนย์กลางการกลั่นและสำรองพลังงานระดับโลก ในทางกลับกัน ประเทศไทยยังคงพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบและพลังงานในสัดส่วนที่สูงมาก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซทวีความรุนแรงจนนำไปสู่การชะงักงันของห่วงโซ่อุปทานระดับโลก ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับไทยย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ ต้นทุนการผลิตในภาคอุตสาหกรรมและต้นทุนการขนส่งจะปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว สอดคล้องกับรายงานการวิเคราะห์แนวโน้มเศรษฐกิจจากธนาคารโลก (World Bank) และการประเมินความเสี่ยงของธนาคารแห่งประเทศไทย (BOT) ที่ระบุอย่างต่อเนื่องว่า ประเทศกำลังพัฒนาที่พึ่งพาการส่งออกและการนำเข้าพลังงาน มีความเสี่ยงสูงที่จะเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวร่วมกับอัตราเงินเฟ้อที่ทรงตัวในระดับสูง (Stagflation) ภาคธุรกิจไทยจึงจำเป็นต้องวางแผนบริหารจัดการความเสี่ยงด้านซัพพลายเชนและกระจายความเสี่ยงด้านแหล่งวัตถุดิบตั้งแต่บัดนี้</span></p>
<h3><b>การเปลี่ยนผ่านสู่ยุค AI Agents และสมรภูมิการมองเห็นบนโลกดิจิทัล</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกเหนือจากปัจจัยทางเศรษฐกิจมหภาคแล้ว คลื่นการเปลี่ยนแปลงที่รุนแรงและจับต้องได้มากที่สุด คือ การก้าวเข้าสู่ยุคของ AI Agents อย่างเต็มรูปแบบ การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้ส่งผลกระทบแค่ในสายงานวิศวกรรมซอฟต์แวร์ แต่กำลังเจาะลึกเข้าไปถึงพฤติกรรมของผู้บริโภคและกระบวนการเข้าถึงข้อมูล</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อพฤติกรรมการค้นหาข้อมูลของผู้บริโภคเปลี่ยนจากการใช้ Search Engine แบบดั้งเดิม ไปสู่การตั้งคำถามและสนทนากับระบบปัญญาประดิษฐ์ ภาคธุรกิจไทยจึงไม่อาจพึ่งพากลยุทธ์การตลาดดิจิทัลแบบเดิมได้อีกต่อไป โครงสร้างพื้นฐานของเว็บไซต์และแพลตฟอร์มธุรกิจจะต้องถูกยกระดับให้เป็นรูปแบบ AI-Friendly อย่างสมบูรณ์แบบ </span></p>
<h3><b>ความท้าทายของตลาดแรงงานไทยภายใต้การจี้ติดของเทคโนโลยี</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อพิจารณาในมิติของทรัพยากรมนุษย์ สิงคโปร์ประสบความสำเร็จอย่างสูงในการใช้กลไกไตรภาคี (Tripartism) เพื่อประสานความร่วมมือระหว่างรัฐ เอกชน และสหภาพแรงงาน ในการยกระดับทักษะและนำ AI มาใช้เพื่อลดระยะเวลาการทำงาน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในขณะเดียวกัน โครงสร้างตลาดแรงงานของไทยยังคงเผชิญกับความท้าทายที่แตกต่างออกไป ข้อมูลจากการวิเคราะห์ของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) มักชี้ให้เห็นถึงปัญหาช่องว่างทางทักษะ (Skills Gap) โดยเฉพาะทักษะด้านดิจิทัลและการคิดวิเคราะห์ขั้นสูง หากภาคเอกชนไทยพยายามนำ AI เข้ามาลดต้นทุนโดยปราศจากแผนการพัฒนาบุคลากรรองรับ อาจก่อให้เกิดปัญหาการเลิกจ้างในกลุ่มแรงงานธุรการและงานที่ทำซ้ำๆ เป็นวงกว้าง ทางออกที่ยั่งยืน คือ การสร้างระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้ภายในองค์กร เพื่อเปลี่ยนผ่านพนักงานให้กลายเป็นผู้ควบคุมและประยุกต์ใช้เทคโนโลยี มากกว่าการปล่อยให้เทคโนโลยีเข้ามาแทนที่คนโดยสมบูรณ์</span></p>
<h3><b>มุมมองและสัญญาณเตือนสู่โอกาสการลงทุน </b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">จากถ้อยแถลงของผู้นำสิงคโปร์ที่สะท้อนภาพความจริงของเศรษฐกิจระดับมหภาค สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่แค่คำเตือนสำหรับคนทำงานเท่านั้น แต่เป็น &#8220;สัญญาณเตือนภัยระดับเรดาร์&#8221; ที่นักลงทุนไทยและทั่วโลกต้องนำมาตีความเพื่อปรับพอร์ตการลงทุนอย่างเร่งด่วน</span></p>
<ol>
<li><b> จับตาความเสี่ยง Stagflation (เงินเฟ้อสูง + เศรษฐกิจฝืด)</b><span style="font-weight: 400;"> การเตือนถึงความเสี่ยงที่จะเกิด Stagflation ที่อาจรุนแรงกว่ายุค 70s จากผลกระทบของวิกฤตภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่กระทบราคาน้ำมันและซัพพลายเชน แปลว่านักลงทุนต้องระวังหุ้นกลุ่มที่อิงกับการเติบโตทางเศรษฐกิจมากๆ (Cyclical stocks) และควรโยกพอร์ตบางส่วนเข้าสู่ </span><b>Defensive Asset</b><span style="font-weight: 400;"> หรือสินทรัพย์ต้านเงินเฟ้อ เช่น หุ้นในกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodities), พลังงานต้นน้ำ, โครงสร้างพื้นฐาน หรือแม้แต่ทองคำ ซึ่งมักจะทำผลงานได้ดีในสภาวะที่เงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูงแบบยืดเยื้อ</span></li>
<li><b> AI ไม่ใช่แค่เทรนด์ แต่เป็น &#8220;ผู้คุมเกม&#8221; ใหม่</b><span style="font-weight: 400;"> คำกล่าวที่ว่า AI เขียนโค้ดให้ Google ไปแล้วถึง 75% และการมาของ </span><b>AI Agents</b><span style="font-weight: 400;"> กำลังส่งสัญญาณชัดเจนว่า บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่และสตาร์ทอัพที่เชี่ยวชาญด้าน AI อย่างแท้จริง (Physical AI หรือ Generative AI) จะกลายเป็นกลุ่มที่กุมอำนาจการเติบโตของโลก การลงทุนใน Tech Stocks จึงต้องเลือกผู้ชนะที่สามารถฝัง AI เข้าไปในกระบวนการทำงานได้จริงเพื่อลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพแบบทวีคูณ (เช่น คลาวด์, โครงสร้างพื้นฐาน AI, และ Data Center)</span></li>
<li><b> การปรับตัวของธุรกิจดั้งเดิม (Transformation Premium)</b><span style="font-weight: 400;"> เคสสตัดดี้ของ SMRT หรือ DBS ที่ยอมทุ่มเงินและเวลาเพื่อ Reskill พนักงานและดึง AI มาใช้จนสำเร็จ ชี้ให้เห็นว่า หุ้นในกลุ่มอุตสาหกรรมดั้งเดิม (ธนาคาร, ขนส่ง, สาธารณสุข) หากองค์กรไหนที่ผู้บริหารมีวิสัยทัศน์ในการทำ Digital / AI Transformation ได้สำเร็จ องค์กรนั้นจะกดต้นทุน (Cost-to-income ratio) ลงได้อย่างมหาศาล และพร้อมที่จะมอบผลตอบแทนคืนสู่ผู้ถือหุ้นในระยะยาว</span></li>
</ol>
<p><span style="font-weight: 400;">สรุปโลกกำลังเปลี่ยนผ่านด้วยความเร็วที่ไม่เคยมีมาก่อน ดังนั้น สิ่งที่เราคาดการณ์ได้ตามพื้นฐานความเป็นจริง คือ ภาวะเศรษฐกิจตึงตัวและปัญหาด้านซัพพลายเชนอาจกลายเป็น &#8220;ความปกติใหม่&#8221; (New Normal) ที่ยืดเยื้อ การลงทุนจะมีความท้าทายมากขึ้น สินทรัพย์ที่สามารถต้านทานภาวะเงินเฟ้อและธุรกิจที่นำ AI เข้ามาเสริมประสิทธิภาพการดำเนินงาน (Operation Efficiency) จะกลายเป็นกลุ่มผู้นำในตลาด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้นนักลงทุนที่จะอยู่รอดคือคนที่มองเห็น &#8220;พายุ&#8221; ล่วงหน้า และเตรียม &#8220;พอร์ต&#8221; ให้พร้อมรับมือแบบเดียวกับที่นายกสิงคโปร์ได้เตรียมให้ประเทศของเขานั่นเอง!</span></p>
<p><b>ตารางสรุป 2 พายุยักษ์สะเทือนเศรษฐกิจโลก 2026 ไทยพร้อมรับมือแค่ไหน?</b></p>
<table>
<tbody>
<tr>
<td><b>ปัจจัยความเสี่ยงหลัก</b></td>
<td><b>สถานการณ์ระดับโลก</b></td>
<td><b>ผลกระทบต่อประเทศไทย</b></td>
<td><b>ทางรอดและการปรับตัว</b></td>
</tr>
<tr>
<td><b>1. วิกฤต Stagflation &amp; ซัพพลายเชน</b></td>
<td><span style="font-weight: 400;">ตะวันออกกลางตึงเครียด ปิดช่องแคบฮอร์มุซ พลังงานขาดแคลน เงินเฟ้อพุ่ง</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">ต้นทุนอุตสาหกรรม/ขนส่งพุ่งปรี๊ด เสี่ยงเจอภาวะเศรษฐกิจฝืดเคือง</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">กระจายความเสี่ยงซัพพลายเชน โยกพอร์ตลงทุนสู่ Defensive Asset (เช่น ทองคำ, โภคภัณฑ์)</span></td>
</tr>
<tr>
<td><b>2. การเปลี่ยนผ่านสู่ยุค AI Agents</b></td>
<td><span style="font-weight: 400;">AI เข้าแทรกแซงงานซับซ้อน (เช่น AI เขียนโค้ดให้ Google 75%)</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">เกิดช่องว่างทางทักษะ เสี่ยงตกงานเป็นวงกว้าง ธุรกิจถูกดิสรัปต์</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">องค์กรต้อง Reskill ด่วน ปรับโครงสร้างเว็บให้เป็น AI-Friendly (ทำ AEO)</span></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h3><b>อ่านสุนทรพจน์ของนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ Lawrence Wong </b><b>ฉบับเต็ม</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เพื่อให้ทุกคนได้เห็นภาพรวมและนำไปปรับใช้กับวิสัยทัศน์การลงทุนและการทำงานในยุคปัจจุบัน… ท่านประธาน และเลขาธิการ NTUC ท่านประธาน SNEF พี่น้องเครือข่ายแรงงาน และสหายทุกท่าน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อรุณสวัสดิ์ และสุขสันต์วันแรงงาน! รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้เห็นพวกคุณทุกคนมารวมตัวกันเป็นหนึ่งเดียวในฐานะขบวนการแรงงานที่นี่</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ย้อนกลับไปเมื่อตอนที่เราพบกันปีที่แล้ว ผมเคยกล่าวไว้ว่าพายุกำลังก่อตัว โลกของเรากำลังก้าวเข้าสู่ความอันตรายมากขึ้น กำแพงการค้าถูกตั้งให้สูงขึ้น ความไม่แน่นอนพุ่งทะยาน และความเสี่ยงต่างๆ ก็เริ่มสะสมตัว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อพายุลูกนั้นพัดมาถึง เราไม่ได้หลบซ่อน เราไม่ได้ถอยหนี บริษัทต่างๆ ไม่ได้ใช้วิธีมักง่ายด้วยการหั่นต้นทุนและทอดทิ้งพนักงาน สหภาพแรงงานเองก็ไม่ได้ต่อต้านความเปลี่ยนแปลง แต่สิ่งที่เราทำคือวิถีทางที่ชาวสิงคโปร์ทำมาโดยตลอด นั่นคือ การร่วมมือกัน เราปรับตัว และเราฝ่าฟันมันมาได้จนแข็งแกร่งกว่าเดิม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และการทำงานเป็นทีมของเราก็ผลิดอกออกผล เราสามารถรักษาการจ้างงานไว้ได้ รายได้ที่แท้จริงปรับตัวสูงขึ้น เศรษฐกิจของเราทำผลงานได้ดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ เราผ่านพ้นมรสุมมาได้เพราะทุกคนในสิงคโปร์ ไม่ว่าจะเป็นภาคธุรกิจ สหภาพแรงงาน และรัฐบาล ยืนหยัดร่วมกันเป็นหนึ่งเดียว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้น ในเช้าวันนี้ ผมอยากจะเริ่มต้นด้วยการขอบคุณพวกคุณทุกคน ขอบคุณสำหรับการทำงานหนัก ขอบคุณสำหรับความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน แต่ที่สำคัญที่สุด คือ ขอบคุณที่ยังคงเชื่อมั่นในสิงคโปร์!</span></p>
<p><b>พายุลูกใหม่ (New Storm)</b><span style="font-weight: 400;"> เราทำได้ดีเยี่ยมในปีที่ผ่านมา แต่เวลานี้ไม่ใช่เวลาที่จะมาหยุดพัก พายุลูกแรกยังไม่ทันพ้นผ่านไปอย่างสมบูรณ์ พายุลูกใหม่ก็เตรียมปะทะเราอีกระลอก และขอบอกเลยว่าลูกนี้รุนแรงกว่าเดิมมาก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สถานการณ์ในตะวันออกกลางมีการเปลี่ยนแปลงและยังคงอยู่ในสภาวะที่มีความไม่แน่นอนสูงมาก การปะทะกันหยุดชะงักลงชั่วคราว แต่ความตึงเครียดยังคงคุกรุ่น อิหร่านได้ทำการปิดช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) และสหรัฐอเมริกาก็ตอบโต้ด้วยการบล็อกท่าเรือของอิหร่าน เรากำลังอยู่ในจุดเผชิญหน้าที่ตึงเครียดสุดขีด ไม่มีฝ่ายไหนยอมถอย และยังมองไม่เห็นเส้นทางแห่งการคลี่คลายที่ชัดเจน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดมานานกว่า 2 เดือนแล้ว ผลกระทบที่เกิดขึ้นไม่ได้สะท้อนให้เห็นแค่เรื่องของราคาข้าวของที่แพงขึ้นเท่านั้น แต่ยังรวมถึงภาวะอุปทานที่ตึงตัวอย่างหนัก และที่เอเชียบ้านเราก็ได้รับผลกระทบหนักเป็นพิเศษ เพราะเราพึ่งพาพลังงานและวัตถุดิบสำคัญจากอ่าวเปอร์เซียในระดับที่สูงมาก บางประเทศในภูมิภาคของเราเริ่มเผชิญกับปัญหาขาดแคลนเชื้อเพลิงแล้ว สายการบินต่างๆ พากันลดเที่ยวบิน โรงงานหลายแห่งรายงานถึงความล่าช้าในการผลิต และวิกฤตการหยุดชะงักนี้จะไม่หยุดอยู่แค่เรื่องของพลังงานเท่านั้น ปุ๋ย อาหาร และปัจจัยการผลิตที่จำเป็นอื่นๆ จะเป็นเป้าหมายต่อไปที่จะถูกโจมตี เราคาดการณ์ได้เลยว่าจะเกิดภาวะขาดแคลนในสินค้าอีกหลายรายการตามมา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้กระทั่งในตอนที่ช่องแคบกลับมาเปิดให้ใช้งานได้อีกครั้ง ทุกอย่างจะไม่ได้กลับสู่สภาวะปกติในทันที ทำไมน่ะหรือ? ก็เพราะท่าเรือและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานได้รับความเสียหายไปแล้ว เส้นทางเดินเรือจำเป็นต้องได้รับการเก็บกู้ทุ่นระเบิด ความเชื่อมั่นจะต้องถูกฟื้นฟูกลับมา เพื่อให้แน่ใจว่าเรือสินค้าจะสามารถแล่นผ่านได้อย่างปลอดภัย บริษัทประกันภัยพร้อมที่จะรับประกัน และผู้คนกล้าพอที่จะเสี่ยงเดินทางผ่านช่องแคบนี้ เรื่องพวกนี้ไม่สามารถเสกให้ฟื้นฟูได้ในชั่วข้ามคืน อย่างน้อยๆ ต้องใช้เวลาหลายเดือนกว่าสถานการณ์จะเริ่มนิ่ง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้น เราไม่ควรคาดหวังว่าวิกฤตครั้งนี้จะจบลงในเร็ววัน ในความเป็นจริงแล้ว แรงกดดันต่างๆ มีแนวโน้มที่จะทวีความรุนแรงขึ้น การหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานจะยังคงอยู่และอาจเลวร้ายลงไปอีกในหลายเดือนข้างหน้า เมื่อมองไปในระดับโลก อัตราเงินเฟ้อจะพุ่งสูงขึ้น โดยจะลามจากภาคพลังงานไปยังหมวดอาหาร และกระจายไปสู่ของใช้จำเป็นอื่นๆ บางเศรษฐกิจอาจถึงขั้นลื่นไถลเข้าสู่ภาวะถดถอย (Recession) และสิงคโปร์ก็จะสัมผัสได้ถึงผลกระทบนี้แบบเต็มๆ การเติบโตของเราในปีนี้จะชะลอตัวลง และเงินเฟ้อจะอยู่ในระดับที่สูงขึ้น ซึ่งทั้งหมดนี้จะสร้างแรงกดดันอย่างแท้จริงต่อทั้งภาคธุรกิจ คนทำงาน และภาคครัวเรือน</span></p>
<p><b>ชาวสิงคโปร์รุ่นใหญ่น่าจะยังจำวิกฤตการณ์น้ำมัน (Oil shocks) ในช่วงยุค 70 ได้ดี</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในช่วงเวลานั้นโลกต้องเผชิญกับภาวะ &#8220;Stagflation&#8221; ครั้งใหญ่ ซึ่ง Stagflation ก็คือ ส่วนผสมที่ลงตัวระหว่างความชะงักงันของเศรษฐกิจ (Stagnation) และอัตราเงินเฟ้อ (Inflation) ผลลัพธ์ คือ  คุณต้องเจอกับตัวเลขคนตกงานที่พุ่งสูงปรี๊ดควบคู่ไปกับข้าวของที่แพงหูฉี่ มันคือฝันร้ายที่สุดของทั้งสองขั้ว และสร้างความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัสให้กับธุรกิจและคนวัยทำงาน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ตอนนี้ ความเสี่ยงที่จะเกิด Stagflation กำลังก่อตัวขึ้นอีกครั้ง สำนักงานพลังงานสากล (International Energy Agency) ได้ออกมาเตือนแล้วว่าวิกฤตในปัจจุบันอาจรุนแรงยิ่งกว่าสิ่งที่โลกเคยเผชิญในยุค 70 เสียอีก </span><span style="font-weight: 400;">ดังนั้น เราต้องเตรียมตัวรับแรงกระแทก และเตรียมพร้อมสำหรับช่วงเวลาที่ยากลำบากยิ่งขึ้นที่รออยู่เบื้องหน้า และผมต้องการพูดกับพวกคุณทุกคนอย่างตรงไปตรงมา เพื่อให้พวกเราทุกคนได้เตรียมใจให้พร้อม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่ท่ามกลางความจริงอันโหดร้ายนี้ เราก็ยังสามารถมองไปข้างหน้าด้วยความมั่นใจลึกๆ ได้ เราไม่ได้เผชิญหน้ากับวิกฤตครั้งนี้จากจุดที่อ่อนแอ สิงคโปร์เตรียมพร้อมมาอย่างดี และเราอยู่ในจุดที่แข็งแกร่งกว่าเดิมมากในวันนี้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จุดยืนอันแข็งแกร่งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นชั่วข้ามคืน แต่ถูกสร้างสมมาอย่างยาวนาน เราตัดสินใจเลือกเส้นทางที่ยากลำบากมาตั้งแต่เนิ่นๆ ด้วยการบริหารการเงินอย่างรัดกุมและสร้างทุนสำรองของเราให้ปึกแผ่น ในขณะเดียวกัน เราก็ลงทุนเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงาน เราถมทะเลเพื่อสร้างพื้นที่ เราสร้างเกาะจูร่ง (Jurong Island) เราพัฒนาอุตสาหกรรมโรงกลั่นและปิโตรเคมี เราขุดลึกลงไปใต้ดินเพื่อสร้างคลังเก็บน้ำมันใต้ดิน Jurong Rock Caverns ทั้งๆ ที่เราไม่มีน้ำมัน ไม่มีก๊าซธรรมชาติ และไม่มีอะไรการันตีเลยว่าแผนพวกนี้จะรอด แต่เราก็กัดฟันเดินหน้าและสร้างสิ่งที่ไม่มีอยู่จริงให้เกิดขึ้นมาได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และในวันนี้ สิงคโปร์ได้กลายเป็นส่วนสำคัญของกระแสการไหลเวียนพลังงานระดับโลก สิ่งนี้มอบความได้เปรียบอย่างมหาศาลให้กับเรา บริษัทพลังงานชั้นนำระดับโลกต่างเข้ามาดำเนินธุรกิจที่นี่ ทั้งการกลั่น การจัดเก็บ และการซื้อขายน้ำมัน พวกเขาเชื่อมต่อกับเครือข่ายอุปทานที่หลากหลายทั่วโลก ดังนั้น เมื่อมีแหล่งพลังงานใดแหล่งหนึ่งสะดุด พวกเขาก็สามารถดึงทรัพยากรจากแหล่งอื่นมาทดแทนได้ นี่คือ ข้อได้เปรียบที่เราทุ่มเทสร้างมาหลายทศวรรษ มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เกิดจากการตัดสินใจอย่างรอบคอบ ความพยายามอย่างต่อเนื่อง และวินัยอันแน่วแน่ เราทำให้สิ่งนี้เกิดขึ้นมาได้ด้วยกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่ทั้งหมดนี้จะไม่สามารถขับเคลื่อนไปได้ด้วยตัวของมันเอง เบื้องหลังความสำเร็จทั้งหมด คือ ผู้คนของเรา คือ คนทำงานของเรา </span><span style="font-weight: 400;">และในเช้าวันนี้ ผมอยากจะขอตะโกนดังๆ เพื่อขอบคุณพี่น้องของเราในโรงกลั่น โรงไฟฟ้า และตลอดทั่วทั้งภาคอุตสาหกรรมน้ำมัน ปิโตรเคมี พลังงาน และเคมีภัณฑ์ พวกเขา คือ สหภาพแรงงานของเราในกลุ่มที่เรียกว่า OPEC (OPEC cluster) นี่ไม่ใช่ OPEC แบบที่คุณเห็นตามหน้าข่าว แต่เป็น OPEC ที่คอยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของเราในทุกๆ วัน พวกคุณทำงานกันแบบหามรุ่งหามค่ำ ข้ามคืน ข้ามวันหยุดสุดสัปดาห์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ ดังนั้น ผมขอขอบคุณสำหรับความทุ่มเทของพวกคุณ ที่ช่วยเปิดไฟให้สว่างไสวและขับเคลื่อนสิงคโปร์ให้เดินหน้าต่อไปได้!</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เป็นเพราะคนทำงานของเราทุกคน เป็นเพราะการตัดสินใจที่เราทำเมื่อหลายสิบปีก่อน ทำให้เราสามารถตอบสนองต่อวิกฤตได้จากจุดยืนที่แข็งแกร่ง เรากำลังทำงานอย่างใกล้ชิดกับประเทศที่มีแนวคิดตรงกันเพื่อเสริมสร้างความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทานและให้การสนับสนุนซึ่งกันและกัน เรากำลังรักษาเส้นทางอุปทานสำหรับพลังงานและสินค้าจำเป็นอื่นๆ ให้มั่นคง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ขณะเดียวกัน เรากำลังยกระดับการช่วยเหลือชาวสิงคโปร์ เราลงมือทำตั้งแต่เดือนที่แล้วด้วยการออกมาตรการช่วยเหลือต่างๆ เราให้ความช่วยเหลือภาคธุรกิจมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักสุดจากราคาพลังงานที่พุ่งสูง รวมถึงการอัดฉีดความช่วยเหลือให้ภาคครัวเรือน ทั้งในรูปแบบของเงินคืน U-Save, การแจกเงินสดที่เพิ่มขึ้น และการแจก CDC Vouchers ที่เร็วกว่ากำหนด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">รัฐบาลกำลังทำหน้าที่ในส่วนของตัวเองอย่างเต็มกำลัง และภาคธุรกิจก็สามารถเข้ามามีบทบาทร่วมกันได้ ตัวอย่างเช่น NTUC FairPrice ได้ประกาศตรึงราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นเพื่อช่วยให้ประชาชนยังจับจ่ายใช้สอยได้ ขอขอบคุณ FairPrice ผมอยากสนับสนุนให้ทุกบริษัททำในสิ่งที่สามารถทำได้ ช่วยเหลือพนักงานของคุณ และช่วยกันแบ่งเบาภาระให้กับชาวสิงคโปร์ไปพร้อมกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผมรู้ว่าหลายคนกำลังคิดอะไรอยู่ CDC vouchers เดิมทีมีกำหนดแจกในเดือนมกราคมปีหน้า แต่ตอนนี้ถูกเลื่อนเข้ามาแจกเร็วขึ้น พวกคุณคงมีคำถามว่า แล้วแบบนี้จะยังมีการสนับสนุนตามมาอีกไหมในภายหลัง?</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ให้ผมอธิบายแบบนี้ รัฐบาลได้ขยับตัวอย่างรวดเร็วในการรับมือเบื้องต้นกับวิกฤตครั้งนี้ แต่เราประเมินว่าสถานการณ์จะทวีความท้าทายมากขึ้นตลอดทั้งปีนี้ อย่างที่ผมเพิ่งอธิบายไป และถ้าสิ่งนั้นเกิดขึ้นจริง เราจะลงมือทำสิ่งต่างๆ เพิ่มเติมเพื่อช่วยเหลือต่อไป เพราะในช่วงเวลาแบบนี้ ชาวสิงคโปร์มั่นใจได้ในสิ่งเดียวเลยว่า รัฐบาลของพวกคุณจะลงมือทำ เราจะทำอย่างเด็ดขาด และเราจะยืนหยัดเคียงข้างพวกคุณ เคียงข้างชาวสิงคโปร์ทุกคนในทุกย่างก้าว</span></p>
<p><b>การเปลี่ยนผ่านสู่ยุค AI (AI Transformation)</b><span style="font-weight: 400;"> ความจริงในโลกที่เปลี่ยนไปใบนี้ ก็คือ มันจะมีความผันผวนเกิดขึ้นอีกมากมาย เราจะต้องเผชิญหน้ากับพายุลูกแล้วลูกเล่า</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เราจะมาแค่นั่งกอดเข่าภาวนาแล้วหวังให้ท้องฟ้ากลับมาสดใสไม่ได้ เราต้องก้าวไปข้างหน้า เพื่อขี่พายุทุกระลอกด้วยความมั่นใจ คว้าโอกาสใหม่ๆ และเสริมสร้างจุดยืนของเราบนเวทีโลกให้แข็งแกร่ง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากนี้ ยังมีพลังขับเคลื่อนระดับลึกซึ้งที่กำลังพลิกโฉมเศรษฐกิจโลก และอย่างที่เราทุกคนรู้ดี สิ่งที่ทรงพลังที่สุดในตอนนี้ก็คือ ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI (Artificial Intelligence)</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">AI คือ เทคโนโลยีที่เป็นตัวกำหนดนิยามของยุคสมัยเรา ลองคิดดูสิ แค่ 4 ปีที่แล้ว ยังไม่มีใครรู้จักสิ่งที่เรียกว่า ChatGPT เลยด้วยซ้ำ แต่วันนี้ ทุกคนในที่นี้รู้ว่ามันคืออะไร หลายคนใช้ AI ช่วยร่างอีเมลหรือสรุปรายงาน มันได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของเราไปแล้ว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่นี่เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น ในแนวหน้าของการพัฒนา AI กำลังพลิกโฉมรูปแบบการทำงานไปอย่างสิ้นเชิง ยกตัวอย่างเช่น การเขียนโปรแกรมซอฟต์แวร์ในยุคนี้ไม่ได้ใช้คนมานั่งพิมพ์โค้ดทีละบรรทัดอีกต่อไปแล้ว วิศวกรซอฟต์แวร์แค่ป้อนคำอธิบายสิ่งที่พวกเขาต้องการ แล้ว AI จะช่วยเขียนและปรับแต่งโค้ดออกมาให้ ลองดู Google เป็นตัวอย่าง เมื่อสองปีก่อน AI เป็นคนเขียนโค้ดชุดใหม่ให้กับบริษัทถึง 25% ปีที่แล้วตัวเลขขยับไปที่ 50% และวันนี้มันปาเข้าไป 75% แล้ว แต่อย่าเพิ่งเข้าใจผิด สิ่งนี้ไม่ได้แปลว่าโลกนี้ไม่ต้องการวิศวกรซอฟต์แวร์อีกต่อไป ในทางกลับกัน พวกเขายังคงเป็นที่ต้องการอย่างมากแม้แต่ในตัว Google เอง พวกเขายอมจ่ายค่าตัวแพงลิ่วเพื่อคว้าวิศวกรซอฟต์แวร์เก่งๆ แต่บทบาทของวิศวกรเหล่านี้กำลังเปลี่ยนไป พวกเขาไม่ได้มีหน้าที่แค่เขียนโค้ดอีกแล้ว แต่พวกเขากำลังกลายเป็นสถาปนิก ผู้ดูแลระบบ และผู้สร้างสถาปัตยกรรมโครงสร้าง (System builders)</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และตอนนี้ เรากำลังก้าวเข้าสู่ยุคของ ผู้ช่วย AI อัจฉริยะ (AI agents) ซึ่งมันไปไกลกว่าแชทบอทธรรมดาๆ มาก พวกมันไม่ได้แค่ตอบคำถามของคุณ แต่พวกมันสามารถวางแผนและลงมือจัดการงานที่ซับซ้อนตั้งแต่ต้นจนจบได้ด้วยตัวเองทั้งหมด และเวลาที่ผมมีโอกาสพูดคุยกับเหล่าผู้ประกอบการ หลายคนบอกเลยว่าพวกเขาเริ่มใช้ AI agents เข้ามาจัดการโซเชียลมีเดีย ร่างรายงาน และจัดการงานธุรการต่างๆ แล้ว ซึ่งกระบวนการทำงานเหล่านี้ในอดีตต้องใช้ทีมงานทั้งทีม แต่เดี๋ยวนี้คนเพียงคนเดียวที่มี AI agents ก็สามารถจัดการทั้งหมดนั้นได้สบายๆ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้น ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นมันจะมหาศาลมาก AI จะไม่ได้แค่เข้ามาช่วยเพิ่ม Productivity แต่มันจะเข้ามาดิสรัปต์และพลิกโฉมหน้าอุตสาหกรรมไปทั้งระบบ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สิงคโปร์ต้องเตรียมตัวเองให้พร้อมที่จะก้าวขึ้นเป็นผู้ชนะในสภาพแวดล้อมใหม่นี้ และนั่นคือ เหตุผลที่เราได้จัดตั้ง สภาปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติ (National AI Council) ขึ้นมาเพื่อประสานความพยายามในระดับชาติของเรา เป้าหมายของเรานั้นชัดเจน: เราต้องสร้างขีดความสามารถด้าน AI ระดับลึกซึ้ง ผลักดันให้เกิดการนำไปใช้ในทุกภาคส่วนของเศรษฐกิจ และปั้นสิงคโปร์ให้กลายเป็นศูนย์กลางนวัตกรรม AI แต่ท้ายที่สุดแล้ว วัตถุประสงค์หลักของเราคือการทำให้แน่ใจว่า AI จะสร้างประโยชน์ให้กับคนทำงานทุกคน นำมาซึ่งงานที่ดีขึ้นและโอกาสที่ดีกว่าเดิม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เราเพิ่งเริ่มต้นการทำงานนี้ แต่เราก็เห็นความคืบหน้าที่ดีเยี่ยม บริษัทชั้นนำระดับโลกต่างพากันเข้ามาขยายฐานกิจกรรมด้าน AI ที่นี่ ลองดู Google เป็นตัวอย่าง พวกเขาอยู่ในสิงคโปร์มาหลายปีแล้ว และเมื่อปีที่แล้ว พวกเขาได้ก่อตั้ง Google DeepMind ขึ้นที่นี่ในสิงคโปร์ ซึ่งนี่คือห้องปฏิบัติการวิจัย AI แห่งแรกของพวกเขาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และตั้งอยู่ในสิงคโปร์ ทีมงานของพวกเขาที่นี่ทำงานเกี่ยวกับ AI ระดับแนวหน้าและแอปพลิเคชันที่ใช้ได้จริงในโลกยุคปัจจุบัน พวกเขาดึงดูดผู้เชี่ยวชาญและนักวิทยาศาสตร์จากทั่วทุกมุมโลก โดยมีชาวสิงคโปร์ทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่ไปด้วย และผมภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่จะบอกว่าหนึ่งในทีมเหล่านั้นนำทัพโดยชาวสิงคโปร์ เขาคือ Yi Tay บัณฑิตจาก NTU ตอนนี้เขากำลังมีส่วนสำคัญในการผลักดันการพัฒนา Gemini ซึ่งหลายคนคงทราบดีว่า Gemini คือโมเดล AI ระดับเรือธงของ Google</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เราจะเดินหน้าดึงดูดเม็ดเงินลงทุนเข้ามาอย่างต่อเนื่อง และมันจะไม่ได้มาจากแค่ยักษ์ใหญ่ด้านเทคฯ ระดับโลกเท่านั้น แต่ยังรวมถึงสตาร์ทอัพที่กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด ตัวอย่างหนึ่ง คือ Advanced Machine Intelligence บริษัทที่ก่อตั้งโดย Yann LeCun ซึ่งเป็นหนึ่งในนักวิทยาศาสตร์ด้าน AI ระดับท็อปของโลก พวกเขากำลังพัฒนาสิ่งที่เรียกว่า &#8220;Physical AI&#8221; พูดง่ายๆ คือการดึงศักยภาพของ AI มาใช้ไม่ใช่แค่เพื่อการสร้างข้อความหรือรูปภาพ แต่เพื่อให้เข้าใจและโต้ตอบกับโลกความเป็นจริงได้ ปัจจุบันพวกเขามีสำนักงาน 4 แห่งทั่วโลก และสิงคโปร์ก็เป็นหนึ่งในนั้น เราคือฐานทัพในเอเชียสำหรับงานล้ำยุคระดับแนวหน้านี้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้น เมื่อเราดึงดูดการลงทุนเหล่านี้เข้ามามากขึ้น เมื่อเราขยายระบบนิเวศด้าน AI ของเราให้ใหญ่ขึ้น เราจะรับประกันได้ว่าโอกาสสำหรับชาวสิงคโปร์จะเบ่งบานตามไปด้วยอย่างสอดคล้องกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และในเวลาเดียวกัน เราจะช่วยให้บริษัทในประเทศของเราสามารถทำ Transformation ได้ด้วย ลองดู DBS เป็นตัวอย่าง พวกเขาเริ่มลงทุนใน AI มานานกว่าทศวรรษแล้ว เมื่อเวลาผ่านไป พวกเขาได้ฝังระบบ AI เข้าไปในทุกกระบวนการทำงาน ช่วยเพิ่มผลผลิตและสร้างมูลค่าใหม่ๆ และวันนี้พวกเขากำลังก้าวไปอีกขั้น พวกเขากำลังฝึกอบรมพนักงานทุกคนให้สามารถใช้เครื่องมือ AI และมอบพลังให้พนักงานสามารถสร้างโซลูชัน AI ของตัวเองเพื่อซัพพอร์ตการทำงานได้ ด้วยวิธีนี้ พนักงานหลายคนได้รับประโยชน์และสามารถขยายขอบเขตหน้าที่การทำงานของตัวเองออกไป อย่างเช่น Ali Jinah Mohamed Yusuf เขาอยู่ที่นี่กับเราในวันนี้ด้วย Jinah เข้ามาร่วมงานกับ DBS เมื่อ 26 ปีที่แล้ว หลังจากเรียนจบจาก Singapore Poly เขาเริ่มต้นจากตำแหน่งเจ้าหน้าที่บริการลูกค้า และตลอดหลายปีที่ผ่านมา เขาไม่เคยหยุดที่จะเรียนรู้และอัปเกรดตัวเองผ่านการรับบทบาทหน้าที่ต่างๆ ในธนาคาร เมื่อ AI สร้างโอกาสใหม่ๆ ขึ้นมา เขาก็ก้าวออกมารับความท้าทายนั้น เขาไปลงเรียนคอร์สต่างๆ เรียนรู้ทักษะใหม่ และหัดนำ AI มาประยุกต์ใช้กับงานของเขา วันนี้เขาเป็นผู้นำทีมงาน 20 คนใน Customer Centre ของ DBS คอยขับเคลื่อนโปรเจกต์ AI เพื่อยกระดับบริการและการดำเนินงาน ทำได้ยอดเยี่ยมมาก!</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นี่แหละ คือหน้าตาของการทรานส์ฟอร์มด้วย AI มันคือ การที่คนทำงานเติบโต ปรับตัว และก้าวเข้าสู่บทบาทหน้าที่ที่ดียิ่งขึ้น</span></p>
<p><b>การสนับสนุนคนทำงาน (Support for Workers)</b><span style="font-weight: 400;"> เราต้องการสนับสนุนให้เกิดการเปลี่ยนผ่านสายงานแบบนี้ให้มากขึ้น แต่ผมเข้าใจดีว่า ไม่ใช่ทุกคนที่จะรู้สึกพร้อม ชาวสิงคโปร์จำนวนมากกำลังวิตกกังวลเกี่ยวกับ AI พวกเขาตั้งคำถามว่า มันจะมาแย่งงานหรือเปล่า? เราจะตามโลกทันยากขึ้นไหม? คนรุ่นต่อไปจะยังมีโอกาสดีๆ รออยู่หรือไม่? ความกังวลเหล่านี้คือเรื่องจริง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่ลองมองย้อนกลับไปในอดีต เพราะเราเคยผ่านยุคเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยีครั้งใหญ่ๆ มาแล้ว ผมจำได้ว่าตอนที่ผมเริ่มทำงานในช่วงกลางยุค 90 เครื่องมืออย่างสเปรดชีต Excel กำลังเริ่มฮิต และมันส่งผลกระทบทันที เพราะออฟฟิศทุกแห่งต้องการพนักงานป้อนข้อมูลลดลง แต่ในขณะเดียวกัน โอกาสใหม่ๆ ก็ผุดขึ้นมา มีความต้องการนักบัญชีและนักวิเคราะห์ที่สามารถใช้เครื่องมือเหล่านี้สร้างมูลค่าเพิ่มได้เก่งๆ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แน่นอนว่า AI นั้น ทรงพลังกว่าสเปรดชีตอย่างเทียบไม่ติด ดังนั้น ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับสถานที่ทำงานของเราย่อมต้องรุนแรงกว่ามาก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และนั่นคือ เหตุผลที่ผมไม่สามารถให้คำสัญญาได้ว่าจะไม่มีการดิสรัปต์เกิดขึ้น งานต่างๆ จะเปลี่ยนแปลงไป บางตำแหน่งอาจจะหายไปเลย และความเร็วของความเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะเร็วกว่าทุกสิ่งที่เราเคยเห็นมา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่สิ่งนี้ คือ สิ่งที่ผมสามารถสัญญากับพวกคุณได้ คือ ในขณะที่เศรษฐกิจของเรากำลังเปลี่ยนผ่าน เราจะสร้างงานใหม่ที่ดีกว่าเดิม เราอาจไม่สามารถปกป้องงานได้ทุกตำแหน่ง แต่เราจะปกป้องคนทำงานทุกคน เพราะในสิงคโปร์ คนทำงานทุกคนมีความหมาย!</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การสร้างการเติบโตที่ครอบคลุมทุกคนแบบนี้ มันไม่ได้เกิดขึ้นได้เอง และเราจะไม่ปล่อยให้เป็นเรื่องของโชคชะตา หรือปล่อยให้กลไกตลาดจัดการไปตามยถากรรม แต่เราจะดำเนินการตามแผนงานอย่างเป็นระบบ เพื่อรับประกันว่าทุกคนจะได้ประโยชน์จาก AI ร่วมกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และนั่นเป็นเหตุผลที่รัฐบาลกำลังเสริมความแข็งแกร่งในการช่วยเหลือคนทำงาน เรากำลังดึงเรื่องของการฝึกอบรมทักษะและการจับคู่งานให้เข้ามาเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิดยิ่งขึ้น ด้วยการควบรวม WSG และ SSG เข้าเป็นหน่วยงานใหม่ในชื่อ Skills and Workforce Development Agency (SWDA) ซึ่งจะอยู่ภายใต้การกำกับดูแลร่วมกันของกระทรวงแรงงาน (MOM) และกระทรวงศึกษาธิการ (MOE) เรากำลังติดปีกให้กับ SkillsFuture เพื่อให้คุณสามารถเรียนรู้ได้ตลอดชีวิตและยกระดับตัวเองด้วยความมั่นใจ และถ้าคุณต้องล้มลุกคลุกคลาน เราจะคอยซัพพอร์ตคุณผ่านโครงการ SkillsFuture Jobseeker Support Scheme</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">รัฐบาลจะจัดเตรียมเครื่องมือ สร้างเส้นทาง และให้การสนับสนุน แต่เราต้องการให้ชาวสิงคโปร์ก้าวออกมาข้างหน้าด้วยเช่นกัน อย่าปล่อยให้ความวิตกกังวลหรือความไม่แน่นอนมาฉุดรั้งคุณจากการเรียนรู้และนำ AI มาใช้ AI เกิดมาเพื่ออยู่กับเราไปตลอด ดังนั้น จงอ้าแขนรับมัน เรียนรู้มัน ใช้งานมัน และเชี่ยวชาญมันให้ได้ บริษัทที่ทำแบบนี้ได้จะยังคงสามารถแข่งขันได้ ส่วนคนทำงานที่สร้างทักษะด้าน AI จะมีโอกาสและอนาคตที่สดใสกว่า</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในตอนที่ผมลงพื้นที่พบปะกับชาวสิงคโปร์ ผมชอบถามพวกเขาว่า คุณใช้ AI อยู่หรือเปล่า? แทบทุกคนตอบว่า ใช่ ผมมั่นใจว่าถ้าผมถามพวกคุณในห้องนี้ ทุกคนก็ต้องตอบว่า &#8220;ใช่ เราใช้ AI&#8221; แต่พอผมเจาะลึกลงไป หลายคนบอกว่า พวกเขาใช้มันเหมือนเป็นเครื่องมือเสิร์ชเอนจินแบบอัปเกรด คุณพิมพ์ถามคำถาม คุณก็ได้คำตอบ นั่นคือ จุดเริ่มต้นที่ดี แต่มันก็เป็นเพียงแค่การเกาถูกเปลือกนอกเท่านั้น ยังมีศักยภาพอีกมหาศาลที่รอการปลดล็อก และหลายคนบอกผมว่า <strong>&#8220;ฉันอยากทำได้มากกว่านี้ ฉันแค่ไม่รู้ว่าจะเริ่มจากตรงไหน&#8221;</strong></span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และนี่แหละ คือ เหตุผลที่เราเตรียมการสนับสนุนเพิ่มเติมเอาไว้ เรากำลังออกแบบพอร์ทัล SkillsFuture ใหม่ทั้งหมด เพื่อให้คุณค้นหาคอร์สเรียนที่ตรงกับความต้องการของคุณได้ง่ายขึ้น และเมื่อคุณลงทะเบียนเรียนคอร์สเหล่านี้ คุณจะได้รับสิทธิ์เข้าถึงเครื่องมือ AI ระดับพรีเมียมแบบฟรีๆ ถึง 6 เดือน และเมื่อสักครู่นี้ผมดีใจมากที่ได้ยินจากพี่ Chee Meng เลขาธิการ NTUC ว่าทาง NTUC ก็กำลังเตรียมเพิ่มการสนับสนุนพิเศษท็อปอัปเข้าไปจากฝั่งของรัฐบาลด้วย ดังนั้น คุณสามารถเริ่มต้นเรียนรู้ได้เลย และสามารถเริ่มนำสิ่งที่เรียนมาประยุกต์ใช้ได้อย่างรวดเร็ว และในสิงคโปร์ นี่คือ แนวทางของเรา และนี่คือ คำมั่นสัญญาที่เรามีต่อชาวสิงคโปร์ เพียงแค่คุณลงมือพยายาม เราก็จะอยู่ตรงนั้นเพื่อสนับสนุนคุณ ในทุกๆ ก้าวที่คุณเดิน</span></p>
<p><b>ไตรภาคีในภาคปฏิบัติ (Tripartism in Action)</b><span style="font-weight: 400;"> เราสามารถทำทั้งหมดนี้ได้เพราะข้อได้เปรียบที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของสิงคโปร์: ระบบไตรภาคี (Tripartism) ในประเทศอื่นๆ หลายประเทศ ความเปลี่ยนแปลงมักนำไปสู่ความแตกแยก สหภาพแรงงานต่อสู้กับนายจ้าง ภาคธุรกิจก็ดูแลแต่ผลประโยชน์ของตัวเอง และคนทำงานก็ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่ในสิงคโปร์ เราทำสิ่งต่างๆ แตกต่างออกไป รัฐบาล สหภาพแรงงาน และนายจ้าง ทำงานร่วมกัน ไม่ใช่ในฐานะคู่ขัดแย้ง แต่ในฐานะพันธมิตร </span><span style="font-weight: 400;">และเราได้นำสิ่งนี้มาปฏิบัติจริงผ่าน Company Training Committees หรือ CTCs ซึ่งพวกคุณเพิ่งได้ฟังจากท่านเลขาธิการไปเมื่อสักครู่นี้ มันเป็นไอเดียที่มีจุดกำเนิดมาจากขบวนการแรงงาน โดยเป็นการดึงเอาบริษัท พนักงาน และสหภาพแรงงานมานั่งจับเข่าคุยกัน เพื่อระบุทักษะที่จำเป็นต่อการทำทรานส์ฟอร์เมชัน และวางแผนงานที่เป็นรูปธรรมเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของคนทำงาน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้น นี่คือ ไตรภาคีที่เกิดการลงมือทำจริง สร้างผลลัพธ์แบบ win, win, win ให้กับทุกฝ่าย!</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ลองดูตัวอย่างจากโรงพยาบาล Tan Tock Seng (Tan Tock Seng Hospital) หนึ่งในหน้าที่รับผิดชอบของพยาบาลอาวุโสคือการจัดตารางเวรให้พยาบาล คุณอาจคิดว่ามันเป็นเรื่องง่ายๆ ตรงไปตรงมา แต่ในความเป็นจริง มันไม่ใช่งานหมูๆ เลย พยาบาลอาวุโสต้องนำปัจจัยหลายอย่างมาคำนวณ ทั้งเรื่องนโยบายของโรงพยาบาล ประสบการณ์และทักษะของพยาบาลแต่ละคนที่แตกต่างกัน อาจจะมีคำขอส่วนตัวเข้ามาด้วยเพราะสถานการณ์ทางครอบครัวทำให้พวกเขาต้องการทำงานในบางช่วงเวลาของสัปดาห์ และคุณยังต้องแน่ใจว่าตารางเวรถูกจัดอย่างยุติธรรม เพราะอย่างที่พวกคุณรู้กันดี กะงาน ก็คือ กะงาน บางกะคนแย่งกันทำ ส่วนบางกะไม่มีใครอยากทำ แล้วจะจัดการกะที่ไม่มีใครอยากทำยังไง? จะแบ่งกันยังไงให้แฟร์? ทุกอย่างต้องถูกบาลานซ์อย่างระมัดระวัง มันเป็นงานที่ซับซ้อนและน่าปวดหัว พยาบาลอาวุโสอาจต้องเสียเวลามากกว่า 1 ชั่วโมงเพียงเพื่อจัดตารางเวร </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่ผ่านระบบ CTC สหภาพแรงงานผู้ให้บริการด้านสาธารณสุขได้จับมือกับทีมพยาบาล และพวกเขาได้ทำงานร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีเพื่อหาทางออก Nurse Manager อย่างคุณ Mo Minyi มีส่วนร่วมในเรื่องนี้อย่างจริงจัง เธออยู่ที่นี่กับเราด้วย เธอต้องรับมือกับงานประจำวันไปพร้อมๆ กับเจียดเวลามาลุยโปรเจกต์นี้ และนี่ไม่ใช่แค่โปรเจกต์ไอทีไก่กา มันต้องผ่านการทดสอบซ้ำแล้วซ้ำเล่า เจาะลึกไปในรายละเอียด เพื่อให้มั่นใจว่าโซลูชันนี้สามารถแก้ปัญหาหน้างานจริงที่พยาบาลต้องเจอในทุกๆ วันได้ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และในท้ายที่สุด พวกเขาก็ร่วมกันพัฒนาเครื่องมือจัดตารางเวรที่ขับเคลื่อนด้วย AI ขึ้นมาได้สำเร็จ และสิ่งที่เคยต้องใช้เวลากว่า 1 ชั่วโมง ตอนนี้สามารถทำเสร็จได้ภายในเวลาแค่ 15 นาที! ประโยชน์ที่ได้มันไปไกลกว่าแค่เรื่องประสิทธิภาพและการประหยัดเวลา เพราะการจัดตารางเวรที่ดีขึ้นทำให้การทำงานมีความยืดหยุ่น เปิดโอกาสให้พยาบาลหลายคน รวมถึงคนที่มีภาระทางครอบครัว สามารถทำงานและบริหารจัดการตารางเวลาของตัวเองได้ดีขึ้น ตอนนี้ทุกคนสามารถทำงานได้ดีขึ้น เร็วขึ้น และฉลาดขึ้น! ยอดเยี่ยมมาก Tan Tock Seng Hospital!</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อีกหนึ่งตัวอย่าง คือ SMRT ผมได้ไปเยือนที่ Bishan Depot เมื่อต้นปีนี้ ผมได้เห็นว่าสิ่งต่างๆ ที่ศูนย์ซ่อมบำรุงแห่งนั้นเปลี่ยนไปมากแค่ไหน งานที่นั่นเคยต้องใช้แรงงานคนอย่างหนักหน่วง พนักงานต้องยกและจัดการอุปกรณ์หนักๆ ด้วยมือเปล่า แต่ตอนนี้มันได้รับการสนับสนุนจากระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์แล้ว เครื่องจักรหนักๆ ถูกเคลื่อนย้ายด้วยเครื่องจักร หุ่นยนต์ทำงานข้ามคืนเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับวันถัดไป และ AI เข้ามาช่วยจัดตารางการซ่อมบำรุง โดยจับคู่งานที่ใช่ให้กับช่างเทคนิคที่ตรงกับประสบการณ์ AI ยังช่วยตรวจจับความผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นได้ตั้งแต่เนิ่นๆ ทำให้วิศวกรสามารถเข้าไปแก้ไขได้ก่อนที่จะเกิดปัญหาระบบขัดข้อง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และที่สำคัญที่สุดคือ ความเปลี่ยนแปลงทั้งหมดนี้เกิดขึ้นได้ก็เพราะกลไกของ CTC ที่มีส่วนร่วมอย่างแข็งขันจากสหภาพแรงงานขนส่งแห่งชาติและตัวพนักงานเอง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อร่วมมือกัน พวกเขาได้นำแนวทางที่ชาวญี่ปุ่นเรียกว่า &#8220;ไคเซ็น&#8221; (Kaizen) มาปรับใช้ ซึ่งก็คือการปรับปรุงอย่างต่อเนื่องทั่วทั้งองค์กร และผลลัพธ์ก็คือพนักงานไม่ได้แค่ทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้นเท่านั้น แต่พวกเขายังมีความสุขกับงานมากขึ้นด้วย ลองดู Yahya Kharthi เป็นตัวอย่าง เขาอายุ 62 ปี และร่วมงานกับ SMRT มานานกว่า 30 ปีแล้ว ในอดีต งานนี้ใช้แรงกายหนักหน่วงและส่งผลกระทบต่อสุขภาพ ครอบครัวของเขาเป็นห่วงและคิดว่าเขาน่าจะรีบเกษียณอายุได้แล้ว แต่ตอนนี้ด้วยสภาพแวดล้อมการทำงานที่ดีขึ้นและปลอดภัยขึ้น เขากลับมาพร้อมและกระตือรือร้นที่จะลุยงานต่อไป!</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และสิ่งที่น่าชื่นใจที่สุดที่ได้เห็นก็คือ ผลตอบแทนจากการทรานส์ฟอร์มใน SMRT ถูกแบ่งปันให้กับทุกคน ผลผลิตจากประสิทธิภาพของศูนย์ซ่อมบำรุง Bishan พุ่งสูงขึ้น พนักงานได้ผลประโยชน์ผ่านค่าจ้างที่เพิ่มขึ้นและความก้าวหน้าในสายอาชีพ และในปีนี้ SMRT ได้จ่ายโบนัสพิเศษที่เรียกว่า &#8220;Kaizen Bonus&#8221; จำนวน 1,600 ดอลลาร์ ให้กับพนักงานทุกคน ท็อปอัปไปจากโบนัสปกติที่ได้อยู่แล้ว! มันก็สมควรจะเป็นแบบนั้น! นั่นแหละคือ วิถีทางที่ควรจะเป็น เมื่อบริษัททำกำไรได้ดี พนักงานก็ต้องได้รับผลประโยชน์ด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">SMRT ไม่ได้แค่ทรานส์ฟอร์มตัวเองเท่านั้น แต่พวกเขายังรับบทบาทเป็น &#8220;บริษัทแม่ข่าย&#8221; (Queen Bee company) อีกด้วย พูดง่ายๆ คือเรากำลังนำแนวทาง CTC นี้ขยายผลไปไกลกว่าแค่ระดับบริษัทเดี่ยวๆ แต่ยกระดับไปสู่คลัสเตอร์และสร้างบริษัทแม่ข่ายขึ้นมา ดังนั้นบริษัทแม่ข่ายอย่าง SMRT สามารถช่วยเครือข่ายผู้รับเหมา SME ในการรับเอาเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาใช้และปรับปรุงการดำเนินงานได้ และด้วยการทำเช่นนี้ มันจะช่วยยกระดับมาตรฐานและแนวปฏิบัติต่างๆ ให้กับทั้งระบบนิเวศของการขนส่งสาธารณะทั้งหมด ขอชมเชยอีกครั้ง ทำได้ดีมาก SMRT!</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แก่นแท้ของ CTC นั้นไปไกลกว่าแค่การเอาเทคโนโลยีมาใช้ แต่มันคือการเสริมพลัง (Empower) ให้กับคนทำงานของเรา พวกเขารับประกันว่าเมื่อบริษัทก้าวเข้าสู่กระบวนการทรานส์ฟอร์เมชัน พนักงานจะไม่ถูกทิ้งให้เป็นเพียงผู้สังเกตการณ์ที่รอรับผลกระทบจากการดิสรัปต์ คุณจะไม่ใช่แค่คนที่นั่งรอรับคำสั่งจากเบื้องบน ในทางกลับกัน คุณคือผู้มีส่วนร่วมสำคัญในเส้นทางการทรานส์ฟอร์มนี้ เป็นคนกำหนดอนาคตของตัวคุณเอง และทำให้งานของคุณดีขึ้น ฉลาดขึ้น และรวดเร็วขึ้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และเพราะโมเดล CTC นี้ทำงานได้ผลและให้ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม ตอนนี้เราจึงสามารถต่อยอดมันไปได้ไกลกว่าเดิม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้น เรามีแผนที่จะขยายสเกลการทำงานแบบ CTC เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่ยุค AI โดยจะลุยกันแบบรายเซกเตอร์และรายบริษัท กับเรื่องของ AI มันไม่มีโซลูชันสำเร็จรูปที่เหมาะกับทุกสถานการณ์ (one-size-fits-all) ทุกอุตสาหกรรมมีความเฉพาะตัว และทุกบริษัทเผชิญหน้ากับข้อจำกัดที่ต่างกัน แต่ถ้าเราร่วมมือกัน ทั้งสหภาพแรงงานและนายจ้างจะสามารถขับเคลื่อนการนำ AI มาใช้ เพื่อสร้างการเติบโตที่แข็งแกร่งและสร้างงานที่ดีขึ้นให้กับคนทำงานของเราได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และนั่นแหละคือ เหตุผลที่เราได้จัดตั้ง สภางานไตรภาคี (Tripartite Jobs Council) ขึ้นมา เพื่อรวบรวมทรัพยากรแบบไตรภาคีของเราเข้าด้วยกัน ประสานความพยายาม รวบรวมสรรพกำลัง และเป็นเข็มทิศนำทางให้กับงานทรานส์ฟอร์เมชันที่สำคัญนี้ แล้วเราจะสามารถรับประกันได้ว่า แรงผลักดันด้าน AI ของเราจะเข้ามาเติมเต็มการทำงาน และสร้างประโยชน์สูงสุดให้กับพนักงานเสมอ คุณเพิ่งได้ยินจากเลขาธิการ พี่ Ng Chee Meng ไปเมื่อครู่นี้เกี่ยวกับแผนการของพวกเขาผ่าน Tripartite Job Council และสิ่งที่พวกเขาหวังว่าจะทำสำเร็จ สัปดาห์หน้าที่รัฐสภา เขาจะเปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับแผนงานของ NTUC และรัฐบาลจะให้การสนับสนุนภารกิจสำคัญนี้อย่างเต็มที่</span></p>
<p><b>วิถีแห่งสิงคโปร์ (Our Singapore Way)</b><span style="font-weight: 400;"> เป็นเวลา 65 ปีแล้วที่ขบวนการแรงงานได้เดินเคียงข้างคนทำงานในสิงคโปร์ ฝ่าฟันการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่มาทุกยุคทุกสมัย ตั้งแต่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมในยุค 60 และ 70 มาจนถึงคลื่นลูกใหญ่ของการปรับใช้คอมพิวเตอร์ในยุค 1980 และเข้าสู่ยุคโลกาภิวัตน์ในยุค 1990 และจากวิกฤตสู่วิกฤต ทั้งวิกฤตต้มยำกุ้ง (Asian Financial Crisis), โรคระบาดซาร์ส (SARS), วิกฤตสินเชื่อซับไพรม์ (Global Financial Crisis) และล่าสุดคือมหาวิกฤตโควิด ดังนั้น วันนี้เราขอคารวะผู้นำสหภาพแรงงานทุกท่านทั้งในอดีตและปัจจุบัน ขอขอบคุณอย่างสุดซึ้งสำหรับความทุ่มเทอย่างไม่ย่อท้อของพวกท่าน!</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เราก้าวข้ามคลื่นแห่งการดิสรัปต์มาแล้วทุกระลอก และเราจะทำมันให้สำเร็จอีกครั้ง ด้วยการจับมือไปด้วยกัน!</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ระบบไตรภาคีของเรามันเวิร์ค ประเทศอื่นพยายามก๊อปปี้ พวกเขามีองค์กร มีชื่อเรียก แต่พวกเขาก็ไม่สามารถเลียนแบบสิ่งที่เรามีได้เสมอไป เพราะเคล็ดลับความอร่อย ส่วนผสมลับของสิงคโปร์ก็คือ เราได้สร้างความเชื่อใจซึ่งกันและกัน แน่นอนว่า เราอาจไม่ได้เห็นพ้องต้องกันตลอดเวลา ในความเป็นจริง เรามีการพูดคุยที่ตึงเครียด และบางเรื่องก็ยังเจรจากันอยู่จนถึงตอนนี้ บางครั้งสหภาพแรงงานก็กดดัน นายจ้างก็ตอบโต้ บางครั้งรัฐบาลอาจมีข้อกังวลต่อข้อเสนอแนะบางอย่าง แต่บทสนทนาไม่เคยจบลงด้วยการเดินหนี เราไม่เคยวอล์กเอาต์ เราคุยกันต่อไป เราพยายามหาทางออกร่วมกัน และเราไม่ได้แค่หลับหูหลับตาก๊อปปี้สิ่งที่คนอื่นทำ แต่เราพัฒนาโซลูชันนวัตกรรมของเราเอง เป็นโซลูชันที่ปฏิบัติได้จริง มีประสิทธิภาพ และตอบโจทย์ความต้องการของเรา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้น ในสิงคโปร์ เราไม่ได้ให้ สวัสดิการแบบให้เปล่า (Welfare) แต่เราใช้ Workfare (การสนับสนุนให้คนมีงานทำ) เราไม่มี ค่าแรงขั้นต่ำ (Minimum Wage) แต่เรามี Progressive Wages (ค่าแรงแบบก้าวหน้าตามทักษะ) และเราไม่มีประกันการว่างงาน (Unemployment insurance) แต่เรามี Job Seeker Support (การสนับสนุนคนหางาน) และนี่แหละคือวิถีแห่งสิงคโปร์ เราไม่เก่งแต่พูด เราลงมือทำ เราไม่ได้มีแค่แผน แต่เราสร้างผลลัพธ์ และเราจะพาสิงคโปร์ก้าวไปข้างหน้าด้วยกัน</span></p>
<p><b>บทสรุป </b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">พี่น้องทั้งหลาย หนทางข้างหน้าไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ลองมองดูรอบโลกวันนี้สิ ความขัดแย้ง การดิสรัปต์ การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีแบบก้าวกระโดด มันง่ายมากที่จะทำให้เรารู้สึกถูกถาโถมจนแทบรับไม่ไหว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เราเป็น และจะเป็นประเทศเล็กๆ เสมอ ประเทศที่เปิดรับความเสี่ยง เปราะบาง และแทบไม่มีพื้นที่ว่างให้สำหรับความผิดพลาด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่สิ่งที่นิยามความเป็นสิงคโปร์ คือสิ่งนี้ เราไม่เคยยอมแพ้ เราไม่เคยทอดทิ้งกัน ในทุกวิกฤต ชาวสิงคโปร์ได้พิสูจน์ให้เห็นสิ่งหนึ่งมาตลอด นั่นคือเราดูแลซึ่งกันและกันเสมอ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อตอนที่เกิดวิกฤตในตะวันออกกลาง และมีชาวสิงคโปร์ติดค้างอยู่ในต่างประเทศ เราลงมือจัดการอย่างรวดเร็ว เราจัดเตรียมเที่ยวบินพาณิชย์เพิ่มเติม เมื่อสถานการณ์เริ่มอันตรายเกินไป เราตัดสินใจเคลื่อนกำลังพลจากกองทัพสิงคโปร์ (SAF) เราพาทุกคนกลับบ้านอย่างปลอดภัย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หนึ่งในชาวสิงคโปร์บนเที่ยวบินนั้น  Nisar Keshvani  ได้เขียนบรรยายความรู้สึกถึงการได้กลับบ้านบนเครื่องบินของกองทัพอากาศสิงคโปร์ (RSAF) ขอให้ผมได้แชร์สิ่งที่เขาเขียนสักนิด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"><strong>‘ยินดีต้อนรับกลับบ้าน’</strong> คำสองคำนั้นมันมีน้ำหนักในแบบที่ผมไม่เคยสัมผัสมาก่อน มันถูกเอื้อนเอ่ยโดยทหารอากาศชาวสิงคโปร์ในขณะที่ครอบครัวของผมกำลังก้าวขึ้นเครื่องบินอพยพในกรุงริยาด&#8230; เรายังไม่ได้เทกออฟด้วยซ้ำ แต่ในวินาทีนั้น มีบางอย่างเปลี่ยนแปลงไปภายในห้องโดยสาร ผู้โดยสารมองหน้ากันอย่างเงียบๆ บางคนส่งยิ้ม บางคนปาดน้ำตา&#8230; และทันทีที่ล้อเครื่องบินพ้นพื้นรันเวย์ เสียงปรบมือก็ดังกึกก้อง จากนั้นเสียงร้องเพลงค่อยๆ ดังขึ้นทั่วทั้งเคบิน มีใครบางคนเริ่มร้องเพลง Majulah Singapura และคนอื่นๆ ก็เริ่มประสานเสียงตาม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">มันเป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่คุณตระหนักได้ว่า คำว่า บ้าน ไม่ได้เป็นเพียงแค่พิกัดบนแผนที่ แต่มันคืออะไรที่ลึกซึ้งกว่านั้น มันคือ อัตลักษณ์ที่แบ่งปันร่วมกัน ความรู้สึกของการเป็นส่วนหนึ่ง และความเชื่อมั่นที่ว่า ไม่ว่าสถานการณ์จะเลวร้ายแค่ไหน ประเทศของคุณจะเดินทางไปรับคุณ&#8230;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในค่ำคืนที่เครื่องบิน RSAF พาเราเดินทางกลับบ้าน คำว่า <strong>“ยินดีต้อนรับกลับบ้าน”</strong> มันมีความหมายที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง มันไม่ใช่แค่คำทักทายอีกต่อไป</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่มันคือ คำสัญญา คำสัญญาที่ว่า ไม่ว่าชาวสิงคโปร์จะไปอยู่ที่มุมไหนของโลก ชาติของเราจะดูแลคนของเราเสมอ และนั่นคือ คำสัญญาที่คุ้มค่าแก่การปกป้อง ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">พี่น้องครับ คำสัญญานี้ฝังรากลึกอยู่ในหัวใจและตัวตนของเรา ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตพลังงาน หรือการปฏิวัติของ AI — เราจะดูแลคนของเรา จะไม่มีชาวสิงคโปร์คนไหนถูกทิ้งไว้ข้างหลัง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"><strong>ความสามัคคี</strong> คือ ความแข็งแกร่งที่สุดของเรา มันพาเราฝ่าพายุมาแล้วทุกระลอกในอดีต มันมอบความมั่นใจให้กับเราในวันนี้ และมันจะพาพวกเราทุกคนก้าวไปข้างหน้า สู่อนาคตที่เรากำลังสร้างร่วมกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้น หนทางข้างหน้าอาจจะขรุขระ อาจมีพายุฝนรอเราอยู่เบื้องหน้า แต่จงฮึดสู้ไว้เถิดพี่น้องและชาวสิงคโปร์ที่รัก เราจะผ่านมันไปด้วยกัน Majulah NTUC, Majulah PAP, Majulah Singapura! สุขสันต์วันแรงงานครับทุกคน!</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อ้างอิงจาก </span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://www.pmo.gov.sg/newsroom/pm-lawrence-wong-at-may-day-rally-2026/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://www.pmo.gov.sg/newsroom/pm-lawrence-wong-at-may-day-rally-2026/</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://www.youtube.com/watch?v=eiLXIe9Ox2w" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://www.youtube.com/watch?v=eiLXIe9Ox2w</span></a></li>
</ul>


<p></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thesignals.net/economic-crisis-stagflation-ai-2026/">วิธีรับมือวิกฤตเศรษฐกิจ 2026 จาก ลอว์เรนซ์ หว่อง กับคำเตือนที่นักธุรกิจไทยต้องรู้</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thesignals.net">The Signals</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.thesignals.net/economic-crisis-stagflation-ai-2026/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>วิกฤต Private Equity คืออะไร หลังสงครามอิหร่านและ AI ทำไมจะพลิกโฉมตลาด M&#038;A </title>
		<link>https://www.thesignals.net/private-equity-crisis-2026-iran-war-ai-ma-impact/</link>
					<comments>https://www.thesignals.net/private-equity-crisis-2026-iran-war-ai-ma-impact/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[deawbb3@gmail.com]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 03 Apr 2026 04:29:33 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Macroeconomics]]></category>
		<category><![CDATA[การถอนทุน]]></category>
		<category><![CDATA[ควบรวมกิจการ]]></category>
		<category><![CDATA[ตลาด M&A 2026]]></category>
		<category><![CDATA[ทิศทางเศรษฐกิจโลก]]></category>
		<category><![CDATA[ผลกระทบ AI]]></category>
		<category><![CDATA[วิกฤต Private Equity]]></category>
		<category><![CDATA[วิเคราะห์การเงิน]]></category>
		<category><![CDATA[สงครามอิหร่าน]]></category>
		<category><![CDATA[หุ้นเทคโนโลยี]]></category>
		<category><![CDATA[แนวโน้มการลงทุน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.thesignals.net/?p=1884</guid>

					<description><![CDATA[<p>กลุ่มธุรกิจ Private Equity (PE) เทขายบริษัทในพอร์ตโฟลิโ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thesignals.net/private-equity-crisis-2026-iran-war-ai-ma-impact/">วิกฤต Private Equity คืออะไร หลังสงครามอิหร่านและ AI ทำไมจะพลิกโฉมตลาด M&amp;A </a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thesignals.net">The Signals</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">กลุ่มธุรกิจ Private Equity (PE) เทขายบริษัทในพอร์ตโฟลิโอลดลงอย่างน่าใจหายในช่วงไตรมาสแรกของปี 2026 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า แม้ว่าภาพรวมของตลาดการควบรวมและซื้อกิจการ (M&amp;A) จะทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์จากการหลั่งไหลเข้ามาของคลื่นอภิมหาดีลก็ตาม ข้อมูลประเมินชี้ให้เห็นว่า กิจกรรมการถอนทุน (Exit Activity) จากการซื้อกิจการ ร่วงลงไปถึง 36% แบบปีต่อปี โดยมูลค่าข้อตกลงดิ่งลงมาแตะระดับ 103,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งถือเป็นการพลิกกลับอย่างรุนแรงจากแรงส่งที่อุตสาหกรรมนี้เคยมีมาตั้งแต่ช่วงก่อนหน้า</span></p>
<h2><b>วิกฤต Private Equity คืออะไร หลังสงครามอิหร่านและ AI ทำไมจะพลิกโฉมตลาด M&amp;A </b></h2>
<p><img decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-1902" src="https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/04/Artboard-11_3_11zon.webp" alt="วิกฤต Private Equity คืออะไร หลังสงครามอิหร่านและ AI ทำไมจะพลิกโฉมตลาด M&amp;A " width="1200" height="1500" title="วิกฤต Private Equity คืออะไร หลังสงครามอิหร่านและ AI ทำไมจะพลิกโฉมตลาด M&amp;A " srcset="https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/04/Artboard-11_3_11zon.webp 1200w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/04/Artboard-11_3_11zon-240x300.webp 240w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/04/Artboard-11_3_11zon-819x1024.webp 819w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/04/Artboard-11_3_11zon-768x960.webp 768w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/04/Artboard-11_3_11zon-750x938.webp 750w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/04/Artboard-11_3_11zon-1140x1425.webp 1140w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ตัวเลขที่หดตัวลงนี้ตอกย้ำให้เห็นถึงทิศทางความขัดแย้งกันอย่างชัดเจน ในขณะที่มูลค่าดีล M&amp;A ทั่วโลกทะยานทะลุ 1.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในไตรมาสนี้ ซึ่งเป็นสถิติใหม่ตามข้อมูลของ LSEG แต่เม็ดเงินส่วนใหญ่นั้นกลับกระจุกตัวอยู่ในการทำธุรกรรมขนาดมโหฬารฝั่งเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) มากกว่าที่จะเป็นการถอนทุนของ Private Equity แบบดั้งเดิม ในขณะเดียวกัน ปริมาณดีลของ Private Equity กลับหดตัวลง 32% แบบปีต่อปีในช่วงเดือนมกราคมและกุมภาพันธ์เพียงแค่สองเดือนเท่านั้น อ้างอิงจากฐานข้อมูลของ GlobalData</span></p>
<h3><b>ผลกระทบแบบแพ็กคู่ ช็อกตลาดด้วยสงครามอิหร่านและเทคโนโลยี AI</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">มีสองปัจจัยหลักที่เปรียบเสมือนพายุลูกใหญ่ที่พัดมาแช่แข็งท่อส่งผ่านการถอนทุนในตลาด ปัจจัยแรก คือ ปฏิบัติการโจมตีทางทหารร่วมกันระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลต่อเป้าหมายในอิหร่านที่เปิดฉากขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ภายใต้ชื่อรหัส &#8220;Operation Epic Fury&#8221; เหตุการณ์ระดับโลกนี้ได้กระชากราคาพลังงานและความเชื่อมั่นต่อความเสี่ยงให้ผันผวนอย่างรุนแรงในทันที พร้อมกับอัดฉีดความไม่แน่นอนระลอกใหม่เข้าสู่กระบวนการเจรจาข้อตกลงที่กำลังดำเนินอยู่ บรรดานายธนาคารชั้นนำต่างรายงานตรงกันว่า แม้พาดหัวข่าวความเคลื่อนไหวของดีล M&amp;A ใหญ่ๆ จะยังคงเดินหน้าต่อไป แต่ผู้ขายในฝั่ง Private Equity กลับตัดสินใจดึงเบรกชะลอการขายออกไปก่อน เนื่องจากความผันผวนของการประเมินมูลค่า (Valuation) ทำให้การตั้งราคาบริษัทในพอร์ตโฟลิโอทำได้ยากยิ่งขึ้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในอีกด้านหนึ่ง พัฒนาการที่ก้าวกระโดดอย่างรวดเร็วของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ได้สร้างตลาดการลงทุนที่เดินด้วย &#8220;ความเร็วสองระดับ&#8221; สี่ในหกของธุรกรรมที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในไตรมาสนี้ ล้วนเกี่ยวข้องกับบริษัทผู้นำด้าน AI ทั้งสิ้น ซึ่งรวมถึงการระดมทุนรอบใหม่มูลค่ามหาศาลถึง 110,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐของ OpenAI และการระดมทุนมูลค่า 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐของ Anthropic แต่ในทางกลับกัน กลุ่มบริษัทที่ถูกมองว่ามีความเปราะบางและเสี่ยงต่อการถูก AI เข้ามาดิสรัปต์ กลับต้องเผชิญกับภาวะที่ความสนใจในการซื้อขายเหือดแห้งลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการประเมินมูลค่าของบริษัทกลุ่มซอฟต์แวร์ที่ต้องตกอยู่ภายใต้แรงกดดันอย่างหนัก นับตั้งแต่ DeepSeek จากประเทศจีนได้ปล่อยโมเดลคู่แข่งออกมาท้าทายความเป็นผู้นำของสหรัฐฯ ในภาคอุตสาหกรรมนี้</span></p>
<h3><b>อุตสาหกรรมที่ยังคงเฝ้ารอการเยียวยา</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ภาวะแห้งแล้งในการถอนทุน (Exit Drought) ครั้งนี้ได้ซ้ำเติมวิกฤตสภาพคล่องที่ก่อตัวสะสมมานานหลายปี รายงาน Global Private Equity ประจำปี 2026 ของ Bain &amp; Company ที่เผยแพร่เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ระบุว่า สัดส่วนการจ่ายผลตอบแทนคืนให้กับนักลงทุน (Limited Partners หรือ LPs) เมื่อเทียบกับมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ (NAV) ทรงตัวอยู่ในระดับเพียง 14% ในปี 2025 ซึ่งเป็นระดับที่ตกต่ำที่สุดนับตั้งแต่วิกฤตการเงินโลก แม้ว่ามูลค่าการถอนทุนจากการซื้อกิจการตลอดทั้งปีจะพุ่งขึ้น 47% แตะระดับ 717,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐก็ตาม ปัจจุบัน อุตสาหกรรมนี้ยังคงนั่งทับบริษัทที่ยังขายไม่ออกอยู่ราว 32,000 แห่ง คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 3.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยระยะเวลาถือครองเฉลี่ย (Holding Period) ได้ยืดเยื้อยาวนานออกไปถึง 7 ปีแล้ว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">David Gross ซึ่งเพิ่งก้าวขึ้นรับตำแหน่ง Sole Managing Partner ของ Bain Capital ได้ออกมาเตือนว่า ช่องทางของตลาดทุนสาธารณะมีความน่าเชื่อถือน้อยลง &#8220;นับตั้งแต่วิกฤตการเงินโลกเป็นต้นมา เราได้เห็นความผันผวนที่พุ่งสูงขึ้นในโลกของการลงทุน&#8221; Gross กล่าวในการให้สัมภาษณ์ล่าสุดกับสื่อ Private Equity International พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า ตลาด IPO กลายเป็นเส้นทางทางออกที่ไม่สามารถพึ่งพาได้ ท่ามกลางความผันผวนที่แกว่งตัวอย่างต่อเนื่องของดัชนีความกลัวอย่าง VIX สิ่งนี้ทำให้กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ (Sovereign Wealth Funds) และกองทุนบำเหน็จบำนาญ (Pension Funds) ต้องก้าวเข้ามาเติมเต็มช่องว่างที่หายไปมากขึ้นเรื่อยๆ โดยมูลค่าของการร่วมลงทุน (Co-investments) ที่อิงกับดัชนี S&amp;P 500 และการซื้อกิจการโดยกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ มีมูลค่าเพิ่มขึ้นเกือบสามเท่าในปี 2025</span></p>
<h3><b>ทิศทางต่อไปในอนาคตของการลงทุน</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">คำถามสำคัญที่นักลงทุนต้องจับตาในขณะนี้ คือ ความขัดแย้งในอิหร่านที่กำลังล่วงเลยเข้าสู่สัปดาห์ที่ห้าโดยยังไม่มีวี่แววของข้อยุติ จะไปเตะถ่วงการฟื้นตัวในวงกว้างที่อุตสาหกรรมนี้เฝ้ารอคอยอยู่หรือไม่ ทาง Schroders ได้ระบุไว้เมื่อวันที่ 1 เมษายนที่ผ่านมาว่า กิจกรรมการลงทุนและการถอนทุนได้ &#8220;ฟื้นตัวขึ้นมาเพียงเล็กน้อยจากจุดต่ำสุด&#8221; แต่ก็ออกโรงเตือนว่า สงครามในอิหร่าน &#8220;อาจชะลอการฟื้นตัวในวงกว้างออกไปอีก&#8221; ในขณะที่ปริมาณงานถอนทุนที่ค้างท่ออยู่ยังคงไม่ได้รับการระบาย เมื่อฝั่งนักลงทุน (LPs) ต้องเผชิญกับสภาพคล่องที่ตึงตัวและเงินทุนสำรอง (Dry Powder) ที่เก่าเก็บสะสมมานาน แรงกดดันจะถาโถมกลับไปที่ผู้บริหารกองทุน (General Partners หรือ GPs) ให้ต้องงัดกลยุทธ์สร้างสรรค์สารพัดวิธีเพื่อค้นหาทางออกด้านสภาพคล่อง ไม่ว่าจะเป็นการจัดตั้งกองทุนต่อเนื่อง (Continuation Vehicles) ไปจนถึงการขายในตลาดรอง (Secondary Sales) ซึ่งแรงกดดันเหล่านี้จะทวีความรุนแรงและเห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้นในไตรมาสต่อๆ ไป</span></p>
<h3><b>มุมมองและยุทธศาสตร์การเอาตัวรอดในยุคที่ตลาดแบ่งแยกชัดเจน</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">หากวิเคราะห์จากพื้นฐานความเป็นจริงทางการเงินและภูมิรัฐศาสตร์ที่กำลังดำเนินอยู่ ปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่เพียงแค่ &#8220;ภาวะสะดุดชั่วคราว&#8221; แต่คือ การจัดระเบียบโครงสร้างทางเศรษฐกิจใหม่ ตราบใดที่สงครามอิหร่านยังไม่พบทางออกที่ชัดเจน ราคาน้ำมันและความเสี่ยงด้านซัพพลายเชนจะเป็นตัวกดดันกระแสเงินสดของธุรกิจดั้งเดิมอย่างต่อเนื่อง ในขณะเดียวกัน กระแสคลื่นของ AI ไม่ได้เป็นเพียงเทรนด์ชั่วข้ามคืน แต่คือผู้คัดกรองว่าธุรกิจไหนจะได้ไปต่อ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สิ่งที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างแน่นอนในระยะกลางคือ เราจะได้เห็นการควบรวมกิจการในรูปแบบ &#8220;ปลาใหญ่กินปลาเล็ก&#8221; ที่รุนแรงขึ้น บริษัทที่ไม่มีศักยภาพในการผสาน AI เข้ากับระบบปฏิบัติการของตนเองจะถูกบีบให้ต้องยอมเทขายกิจการในราคาที่ถูกลง (Discounted Valuation) เพื่อเอาตัวรอด นักลงทุนรายย่อยรวมถึงนักลงทุนสถาบันจำเป็นต้องจัดพอร์ตโฟลิโออย่างระมัดระวัง ลดสัดส่วนการลงทุนในอุตสาหกรรมที่เสี่ยงต่อการถูกเทคโนโลยีดิสรัปต์ และให้ความสำคัญกับธุรกิจที่มีกระแสเงินสดแข็งแกร่งและมีวิสัยทัศน์ด้านนวัตกรรมที่ชัดเจน เพราะโลกแห่งการลงทุนในทศวรรษนี้ คือโลกของผู้ที่มองเห็นเทรนด์และปรับตัวได้ไวที่สุดเท่านั้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ตาราง สรุปวิกฤต Private Equity 2026 เมื่อโลกการลงทุนเผชิญพายุ 2 ลูก</span></p>
<table>
<tbody>
<tr>
<td><span style="font-weight: 400;">ปัจจัยช็อกตลาด</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับตลาด M&amp;A และ PE</span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="font-weight: 400;">ภาพรวมตลาด M&amp;A โลก</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">ทะยานทะลุ 1.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (สถิติใหม่) แต่กระจุกตัวเฉพาะดีล AI</span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="font-weight: 400;">Private Equity (PE)</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">กิจกรรมการถอนทุน (Exit) ร่วงลง 36% มูลค่าเหลือเพียง 103,000 ล้านดอลลาร์ฯ</span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="font-weight: 400;">พายุลูกที่ 1: สงครามอิหร่าน</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">ราคาพลังงานผันผวน ความเสี่ยงพุ่งสูง ดึงเบรกการตั้งราคาบริษัทในพอร์ตโฟลิโอ</span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="font-weight: 400;">พายุลูกที่ 2: เทคโนโลยี AI</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">สร้างตลาด &#8220;ความเร็ว 2 ระดับ&#8221; บริษัท AI กวาดเงินทุนมหาศาล ขณะที่บริษัทอื่นถูกเมิน</span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="font-weight: 400;">ผลลัพธ์ระยะกลาง</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">เกิดการควบรวมแบบ &#8220;ปลาใหญ่กินปลาเล็ก&#8221; บริษัทที่ไร้ AI จะถูกบีบขายในราคาถูก</span></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><span style="font-weight: 400;">อ้างอิงจาก </span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://www.cnbc.com/2026/03/27/asia-private-equity-fundraising-tested-middle-east-in-doldrum-deals.html" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://www.cnbc.com/2026/03/27/asia-private-equity-fundraising-tested-middle-east-in-doldrum-deals.html</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://www.forbes.com/sites/alisoncoleman/2026/03/09/how-the-war-in-iran-is-reshaping-valuations-and-investor-expectations/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://www.forbes.com/sites/alisoncoleman/2026/03/09/how-the-war-in-iran-is-reshaping-valuations-and-investor-expectations/</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://economictimes.indiatimes.com/news/international/us/another-deepseek-shock-loading-will-the-new-deepseek-ai-model-trigger-a-nasdaq-tech-stock-crash-as-chinas-ai-race-heats-up/articleshow/128751020.cms" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://economictimes.indiatimes.com/news/international/us/another-deepseek-shock-loading-will-the-new-deepseek-ai-model-trigger-a-nasdaq-tech-stock-crash-as-chinas-ai-race-heats-up/articleshow/128751020.cms</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://news.futunn.com/en/post/70973416/record-breaking-iran-war-fails-to-halt-global-m-a?level=1&amp;data_ticket=1775104452317910" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://news.futunn.com/en/post/70973416/record-breaking-iran-war-fails-to-halt-global-m-a?level=1&amp;data_ticket=1775104452317910</span></a></li>
</ul>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thesignals.net/private-equity-crisis-2026-iran-war-ai-ma-impact/">วิกฤต Private Equity คืออะไร หลังสงครามอิหร่านและ AI ทำไมจะพลิกโฉมตลาด M&amp;A </a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thesignals.net">The Signals</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.thesignals.net/private-equity-crisis-2026-iran-war-ai-ma-impact/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>วิกฤตฮีเลียมจากสงครามทำชิปขาด มือถือแพงพุ่ง กระทบตลาดสมาร์ทโฟนทั่วโลก</title>
		<link>https://www.thesignals.net/helium-crisis-2026-smartphone-market-impact-investing/</link>
					<comments>https://www.thesignals.net/helium-crisis-2026-smartphone-market-impact-investing/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[deawbb3@gmail.com]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 23 Mar 2026 09:04:07 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Macroeconomics]]></category>
		<category><![CDATA[ชิปขาดแคลน]]></category>
		<category><![CDATA[ซัพพลายเชน]]></category>
		<category><![CDATA[ตลาดสมาร์ทโฟน 2026]]></category>
		<category><![CDATA[ผลกระทบ AI]]></category>
		<category><![CDATA[ลงทุนหุ้นเทคโนโลยี]]></category>
		<category><![CDATA[วิกฤตฮีเลียม]]></category>
		<category><![CDATA[สงครามอิหร่าน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.thesignals.net/?p=1473</guid>

					<description><![CDATA[<p>ตอนนี้ซัพพลายเชนของตลาดสมาร์ทโฟนโลกกำลังเผชิญกับ &#8220 [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thesignals.net/helium-crisis-2026-smartphone-market-impact-investing/">วิกฤตฮีเลียมจากสงครามทำชิปขาด มือถือแพงพุ่ง กระทบตลาดสมาร์ทโฟนทั่วโลก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thesignals.net">The Signals</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">ตอนนี้ซัพพลายเชนของตลาดสมาร์ทโฟนโลกกำลังเผชิญกับ <strong>&#8220;ปัจจัยช็อคตลาด&#8221;</strong> สองเด้งพร้อมกันครับ ด้านหนึ่ง คือ สงครามในอิหร่านที่ตัดขาดอุปทานก๊าซฮีเลียมไปถึง </span><b>1 ใน 3 ของโลก</b><span style="font-weight: 400;"> ซึ่งกำลังสั่นคลอนสายการผลิตเซมิคอนดักเตอร์อย่างหนัก และอีกด้าน คือ ปัญหาชิปหน่วยความจำขาดแคลนเรื้อรัง ที่ถูกสูบหายไปจากตลาดเพราะความต้องการด้าน AI ที่พุ่งสูงปรี๊ด ผลลัพธ์ที่ตามมา คือ อะไร? ราคาอุปกรณ์ไอทีกำลังพุ่งทำสถิติใหม่ ในขณะที่ยอดจัดส่งทั่วโลกมีแนวโน้มหดตัวลงอย่างน่าตกใจ</span></p>
<h2><b>วิกฤตฮีเลียมจากสงครามทำชิปขาด มือถือแพงพุ่ง กระทบตลาดสมาร์ทโฟนทั่วโลก</b></h2>
<p><img decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-1488" src="https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/03/365148_11zon.webp" alt="วิกฤตฮีเลียจากสงครามทำชิปขาด มือถือแพงพุ่ง กระทบตลาดสมาร์ทโฟนทั่วโลก" width="1200" height="1500" title="วิกฤตฮีเลียมจากสงครามทำชิปขาด มือถือแพงพุ่ง กระทบตลาดสมาร์ทโฟนทั่วโลก" srcset="https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/03/365148_11zon.webp 1200w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/03/365148_11zon-240x300.webp 240w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/03/365148_11zon-819x1024.webp 819w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/03/365148_11zon-768x960.webp 768w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/03/365148_11zon-750x938.webp 750w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/03/365148_11zon-1140x1425.webp 1140w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน ไม่ได้จบลงแค่ในพื้นที่ แต่ลุกลามมาปิดสวิตช์หนึ่งในศูนย์กลางการผลิตฮีเลียมที่ใหญ่ที่สุดของโลกไปเรียบร้อยแล้ว ย้อนไปเมื่อวันที่ </span><b>4 มีนาคม</b><span style="font-weight: 400;"> ที่ผ่านมา บริษัท QatarEnergy ต้องประกาศเหตุสุดวิสัย (Force Majeure) ที่นิคมอุตสาหกรรม Ras Laffan หลังจากโดนรโดรนของอิหร่านโจมตีจนโรงงานเสียหายหนัก ทำให้การผลิตฮีเลียมต้องชะงักลงโดยไม่มีกำหนดเปิดเครื่องใหม่ที่ชัดเจน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ซ้ำร้าย การโจมตีด้วยขีปนาวุธของอิหร่านในสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้สร้างความเสียหายในระดับที่ QatarEnergy ออกมายอมรับว่า &#8220;รุนแรงมาก&#8221; และอาจต้องใช้เวลาซ่อมแซมนานหลายปี ส่งผลให้ยอดส่งออกฮีเลียมรายปีทั่วโลกหายวับไปทันที </span><b>14%</b><span style="font-weight: 400;"> (อ้างอิงข้อมูลจาก Fortune)</span></p>
<p><b>ทำไมเรื่องนี้ถึงน่ากลัว?</b><span style="font-weight: 400;"> ข้อมูลจาก U.S. Geological Survey ระบุว่า กาตาร์ครองสัดส่วนการผลิตฮีเลียมถึง </span><b>30%</b><span style="font-weight: 400;"> ของโลก และช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางส่งออกหลักทางเดียวของฮีเลียมจากตะวันออกกลาง ตอนนี้แทบจะถูกปิดตายสำหรับเรือพาณิชย์ของชาติตะวันตกไปแล้ว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผลกระทบต่อราคานั้น รุนแรงและรวดเร็วมากครับ Bank of America ประเมินว่า ราคาฮีเลียมในตลาดสปอต (Spot Price) กระโดดขึ้นถึง </span><b>40%</b><span style="font-weight: 400;"> ภายในสัปดาห์เดียว (อ้างอิงจาก Maeil Business Newspaper ของเกาหลีใต้) ขณะที่นักวิเคราะห์ด้านพลังงานจาก AKAP Energy เตือนว่าราคาอาจพุ่งทะยานขึ้นถึง 4 เท่า จากช่วงก่อนสงครามที่ </span><b>$500 สู่ระดับ $2,000</b><span style="font-weight: 400;"> ต่อพันลูกบาศก์ฟุต (MCF) ซึ่งในความเป็นจริง ตอนนี้ราคาในบางพื้นที่ที่ขาดแคลนหนักได้ทะลุแนวต้าน </span><b>$1,000</b><span style="font-weight: 400;"> ต่อ MCF ไปเรียบร้อยแล้ว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ประเทศที่ต้องนั่งไม่ติดเก้าอี้ คือ </span><b>เกาหลีใต้</b><span style="font-weight: 400;"> ครับ Fitch Ratings ออกมาเตือนว่าเกาหลีใต้นำเข้าฮีเลียมจากกาตาร์สูงถึง </span><b>65%</b><span style="font-weight: 400;"> ซึ่งแปลว่า ยักษ์ใหญ่ผู้ผลิตชิปหน่วยความจำของโลกอย่าง Samsung Electronics และ SK Hynix กำลังตกอยู่ในความเสี่ยงเต็มๆ แม้ว่าคุณ Phil Kornbluth ประธานของ Kornbluth Helium Consulting จะให้สัมภาษณ์กับ Fortune ว่า &#8220;ตอนนี้ยังไม่มีใครฮีเลียมหมดเกลี้ยงสต็อก&#8221; แต่เขาก็ทิ้งท้ายไว้อย่างน่าคิดว่า วิกฤตของขาดนั้นอยู่ห่างออกไปแค่ </span><b>&#8220;ไม่กี่สัปดาห์&#8221;</b><span style="font-weight: 400;"> เท่านั้น</span></p>
<h3><b>พายุอีกลูก ชิปหน่วยความจำขาดแคลนหนัก เพราะ AI ดึงดูดทรัพยากร</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ปัญหาไม่ได้มีแค่ฮีเลียมครับ เพราะก่อนหน้านี้อุตสาหกรรมสมาร์ทโฟนก็บอบช้ำจากภาวะขาดแคลนชิปหน่วยความจำอยู่แล้ว ซึ่งต้นเหตุก็มาจากกระแสการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ที่เติบโตแบบก้าวกระโดด บรรดาบิ๊กเทคฯ อย่าง Meta, Alphabet และ Microsoft กว้านซื้อ DRAM และหน่วยความจำแบนด์วิดท์สูง (HBM) จำนวนมหาศาลเพื่อป้อนให้ศูนย์ข้อมูล (Data Center) ของตัวเอง จนแทบไม่เหลือส่วนแบ่งมาถึงฝั่งอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทั่วไป</span></p>
<h3><b>ตลาดสมาร์ทโฟนสะเทือน ยอดขายร่วง ราคาพุ่ง</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อต้นทุนพุ่งและของขาด ตลาดสมาร์ทโฟนจึงถูกบีบอย่างหนัก ตัวเลขคาดการณ์จาก IDC ระบุว่า ยอดจัดส่งสมาร์ทโฟนทั่วโลกในปี </span><b>2026</b><span style="font-weight: 400;"> จะดิ่งลงถึง </span><b>12.9%</b><span style="font-weight: 400;"> เหลือเพียง </span><b>1.12 พันล้านเครื่อง</b><span style="font-weight: 400;"> ซึ่งถือเป็นการหดตัวที่รุนแรงที่สุดเป็นประวัติการณ์ ในขณะเดียวกัน ราคาขายเฉลี่ย (ASP) กลับพุ่งขึ้น </span><b>14%</b><span style="font-weight: 400;"> ทำสถิติใหม่ที่ </span><b>$523</b><span style="font-weight: 400;"> ต่อเครื่อง ทางด้าน Counterpoint Research ก็มองไปในทิศทางเดียวกัน โดยคาดการณ์ยอดจัดส่งลดลงที่ </span><b>12.4%</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">Francisco Jeronimo จาก IDC ให้ข้อมูลที่น่าสนใจว่า ต้นทุนชิ้นส่วนหน่วยความจำบางรายการพุ่งสูงขึ้นถึง </span><b>200 &#8211; 300%</b><span style="font-weight: 400;"> ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา สิ่งนี้นำไปสู่จุดเปลี่ยนสำคัญที่ Nabila Popal จาก IDC เตือนว่า ตลาดสมาร์ทโฟนกลุ่มราคาต่ำกว่า </span><b>$100</b><span style="font-weight: 400;"> (ซึ่งมีสัดส่วนยอดขายถึง </span><b>171 ล้านเครื่อง</b><span style="font-weight: 400;"> ทั่วโลก) อาจต้องเผชิญกับภาวะ &#8220;สูญพันธุ์อย่างถาวร&#8221; เพราะทำตลาดต่อไปไม่ได้ในสภาวะต้นทุนเช่นนี้</span></p>
<h3><b>เจาะตลาดอินเดีย ผู้เล่นกลุ่มราคาประหยัดกำลังแย่</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">อินเดีย ซึ่งเป็นตลาดที่ขับเคลื่อนด้วยสมาร์ทโฟนราคาประหยัดมาตลอด กำลังเจอแรงลมต้านอย่างหนักหน่วง บริษัทวิจัยหลายแห่งต้องหั่นตัวเลขคาดการณ์ปี 2026 ลงซ้ำแล้วซ้ำเล่า</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>IDC</b><span style="font-weight: 400;"> คาดว่ายอดจัดส่งจะร่วงลงเหลือ </span><b>132 ล้านเครื่อง</b><span style="font-weight: 400;"> (จากเดิมที่คาดไว้ 152 ล้านเครื่องในปี 2025)</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>Counterpoint</b><span style="font-weight: 400;"> หั่นเป้าเหลือ </span><b>139 ล้านเครื่อง</b></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>Omdia</b><span style="font-weight: 400;"> ปรับลดตัวเลขลงมาอยู่ที่กรอบ </span><b>142–145 ล้านเครื่อง</b></li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 400;">เราเริ่มเห็นผลกระทบนี้ที่หน้าร้านแล้วครับ อย่างเช่น Samsung Galaxy S26 series ที่เปิดตัวมาด้วยราคาที่กระโดดจากรุ่นก่อนหน้าถึง </span><b>10,000 รูปี</b><span style="font-weight: 400;"> ขณะที่แบรนด์จีนอย่าง iQOO และ Vivo ก็ขยับราคาขึ้น </span><b>1,500 ถึง 2,500 รูปี</b><span style="font-weight: 400;"> ในหลายๆ โมเดล</span></p>
<p><i><span style="font-weight: 400;">“แรงกดดันด้านราคานี้จะอยู่กับเราต่อไปอย่างน้อยก็อีก 2-3 ปีข้างหน้า ไม่ใช่แค่จบในไม่กี่เดือน”</span></i><span style="font-weight: 400;"> Jeronimo กล่าวทิ้งท้ายไว้กับสื่อ Indian Express</span></p>
<h3><b>การประเมินสถานการณ์อนาคต</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เราจะเห็นได้ว่า วิกฤตครั้งนี้ไม่ใช่แค่การขึ้นราคาของสินค้าไอทีธรรมดา แต่เป็นการจัดระเบียบห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ครั้งใหญ่ของโลก สิ่งที่อาจเกิดขึ้นหลังจากนี้และเป็นประเด็นที่เราต้องจับตา คือ</span></p>
<ol>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>การเร่งหาแหล่งวัตถุดิบทดแทน (Supply Diversification)</b><span style="font-weight: 400;"> ผู้ผลิตชิปจะต้องเร่งหาแหล่งฮีเลียมจากภูมิภาคอื่น เช่น อเมริกาเหนือ หรือแอฟริกา ซึ่งบริษัทที่มีสัมปทานในพื้นที่เหล่านี้อาจเป็น &#8220;หุ้นเด้ง&#8221; ที่น่าสนใจในช่วงวิกฤต</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>การยืดอายุการใช้งานของผู้บริโภค (Replacement Cycle Extension)</b><span style="font-weight: 400;"> เมื่อสมาร์ทโฟนราคาแพงขึ้นแตะระดับ Hi-End กันหมด ผู้บริโภคจะเปลี่ยนมือถือช้าลง ส่งผลกระทบต่อกำไรสุทธิของบริษัทผลิตชิ้นส่วนประกอบย่อย แต่อาจไปส่งผลดีต่อธุรกิจรับซ่อมหรือตลาดสมาร์ทโฟนมือสอง (Refurbished)</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>การปรับฐานราคาหุ้นเทคโนโลยี</b><span style="font-weight: 400;"> แม้บริษัทเทคฯ ที่ทำ AI จะเติบโต แต่บริษัทฮาร์ดแวร์ที่พึ่งพาสายการผลิตแบบดั้งเดิมอาจเผชิญภาวะ <strong>&#8220;ต้นทุนกินกำไร&#8221;</strong> ทำให้นักลงทุนต้องใช้ความระมัดระวังในการเลือกหุ้น (Stock Picking) ในกลุ่มชิปและฮาร์ดแวร์มากขึ้นในช่วง 2-3 ปีนี้</span></li>
</ol>
<p><span style="font-weight: 400;">วิกฤตครั้งนี้ จึงเป็นเหมือนบททดสอบความแข็งแกร่งของบริษัทเทคโนโลยีทั่วโลก ใครปรับตัวหาวัตถุดิบได้เร็วกว่า และจัดการโครงสร้างต้นทุนได้ดีกว่า จะกลายเป็นผู้ชนะในยุคที่ <strong>&#8220;ชิป&#8221;</strong> คือ ทองคำแห่งศตวรรษที่ 21</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อ้างอิงจาก</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://www.dw.com/en/ai-chip-shortage-semiconductor-industry-smartphone-prices-apple-iphone-samsung/a-75925338" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://www.dw.com/en/ai-chip-shortage-semiconductor-industry-smartphone-prices-apple-iphone-samsung/a-75925338</span></a></li>
</ul>
<p><a href="https://cen.acs.org/business/specialty-chemicals/Iran-war-threatens-global-helium/104/web/2026/03" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://cen.acs.org/business/specialty-chemicals/Iran-war-threatens-global-helium/104/web/2026/03</span></a></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://www.caixinglobal.com/2026-03-15/memory-chip-surge-forces-chinese-smartphone-makers-to-raise-prices-102423660.html" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://www.caixinglobal.com/2026-03-15/memory-chip-surge-forces-chinese-smartphone-makers-to-raise-prices-102423660.html</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://nokiamob.net/2026/02/27/vivo-and-iqoo-smartphone-prices-to-surge-in-india/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://nokiamob.net/2026/02/27/vivo-and-iqoo-smartphone-prices-to-surge-in-india/</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://www.cnbc.com/2026/03/19/the-iran-war-is-threatening-supply-helium-what-it-means-for-markets.html" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://www.cnbc.com/2026/03/19/the-iran-war-is-threatening-supply-helium-what-it-means-for-markets.html</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://gadgetwiser.com/new-smartphone-price-hike-list/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://gadgetwiser.com/new-smartphone-price-hike-list/</span></a></li>
</ul>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thesignals.net/helium-crisis-2026-smartphone-market-impact-investing/">วิกฤตฮีเลียมจากสงครามทำชิปขาด มือถือแพงพุ่ง กระทบตลาดสมาร์ทโฟนทั่วโลก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thesignals.net">The Signals</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.thesignals.net/helium-crisis-2026-smartphone-market-impact-investing/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เปิดเบื้องหลัง Layoff  AI แย่งงาน หรือแค่ข้ออ้างลดต้นทุน</title>
		<link>https://www.thesignals.net/is-ai-taking-jobs/</link>
					<comments>https://www.thesignals.net/is-ai-taking-jobs/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[deawbb3@gmail.com]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 16 Mar 2026 10:59:35 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Trends]]></category>
		<category><![CDATA[AI แย่งงาน]]></category>
		<category><![CDATA[Tech Layoff]]></category>
		<category><![CDATA[การปรับตัวยุคดิจิทัล]]></category>
		<category><![CDATA[ตลาดแรงงานยุคใหม่]]></category>
		<category><![CDATA[ผลกระทบ AI]]></category>
		<category><![CDATA[ลดต้นทุนองค์กร]]></category>
		<category><![CDATA[เทรนด์เทคโนโลยี]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.thesignals.net/?p=1066</guid>

					<description><![CDATA[<p>ช่วงนี้เรามักจะเห็นข่าวหน้าหนึ่งเกี่ยวกับบริษัทเทคโนโลย [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thesignals.net/is-ai-taking-jobs/">เปิดเบื้องหลัง Layoff  AI แย่งงาน หรือแค่ข้ออ้างลดต้นทุน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thesignals.net">The Signals</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">ช่วงนี้เรามักจะเห็นข่าวหน้าหนึ่งเกี่ยวกับบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ที่พากันประกาศเลิกจ้างพนักงานกันอย่างต่อเนื่อง แน่นอนว่าหลายคนต่างมุ่งเป้าไปที่สาเหตุเดียวคือความฉลาดล้ำของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ โดยเชื่อมั่นว่าสิ่งนี้จะต้องเข้ามาแทนที่มนุษย์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เพราะมันทำงานได้เร็วกว่าและเก่งกว่ามนุษย์ในหลายมิติ</span></p>
<h2><b>เปิดเบื้องหลัง Layoff  AI แย่งงาน หรือแค่ข้ออ้างลดต้นทุน</b></h2>
<p><img decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-1069" src="https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/03/เปิดเบื้องหลัง-Layoff-AI-แย่งงาน-หรือแค่ข้ออ้างลดต้นทุน-2.webp" alt="เปิดเบื้องหลัง Layoff  AI แย่งงาน หรือแค่ข้ออ้างลดต้นทุน" width="1200" height="1500" title="เปิดเบื้องหลัง Layoff  AI แย่งงาน หรือแค่ข้ออ้างลดต้นทุน" srcset="https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/03/เปิดเบื้องหลัง-Layoff-AI-แย่งงาน-หรือแค่ข้ออ้างลดต้นทุน-2.webp 1200w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/03/เปิดเบื้องหลัง-Layoff-AI-แย่งงาน-หรือแค่ข้ออ้างลดต้นทุน-2-240x300.webp 240w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/03/เปิดเบื้องหลัง-Layoff-AI-แย่งงาน-หรือแค่ข้ออ้างลดต้นทุน-2-819x1024.webp 819w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/03/เปิดเบื้องหลัง-Layoff-AI-แย่งงาน-หรือแค่ข้ออ้างลดต้นทุน-2-768x960.webp 768w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/03/เปิดเบื้องหลัง-Layoff-AI-แย่งงาน-หรือแค่ข้ออ้างลดต้นทุน-2-750x938.webp 750w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/03/เปิดเบื้องหลัง-Layoff-AI-แย่งงาน-หรือแค่ข้ออ้างลดต้นทุน-2-1140x1425.webp 1140w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สิ่งนี้มีส่วนจริงอยู่บ้างทีเดียว โดยเฉพาะในกลุ่มสายงานที่มีรูปแบบตายตัว เป็นแบบแผน และคือ งานประจำ (Routine) ที่ระบบสามารถประมวลผลได้ดีกว่ามนุษย์บางส่วนจริงๆ อย่างไรก็ตาม จากการติดตามข่าวสารวงการเทคโนโลยีและวิเคราะห์โครงสร้างธุรกิจมานาน ประกอบกับข้อมูลเชิงลึกที่ได้รับการนำมาต่อยอดจากบทวิเคราะห์ของ </span><a href="https://www.youtube.com/watch?v=iE1AmU3f3oE" target="_blank" rel="noopener"><b>YouTube ช่อง Ing</b></a><span style="font-weight: 400;"> เมื่อวิเคราะห์อย่างเจาะลึกกลับพบว่ากระแสข่าวนี้มีจุดที่น่าสังเกตและชวนตั้งคำถาม พูดให้ชัดก็คือ แท้จริงแล้ว AI อาจเป็นเพียงข้ออ้างส่วนหนึ่งในการเลิกจ้างพนักงานเพื่อวัตถุประสงค์หลักในการลดต้นทุนของบริษัทเท่านั้น มันอาจจะไม่ได้เก่งกาจถึงขั้นเข้ามาเสียบเก้าอี้แทนที่มนุษย์ได้อย่างที่หลายคนกังวลกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ตามกลไกปกติของการบริหารธุรกิจ เมื่อบริษัทมีความจำเป็นต้องลดขนาดองค์กรและเลิกจ้างพนักงาน นายจ้างก็มักจะต้องหาเหตุผลมารองรับการตัดสินใจนั้นเสมอ ย้อนกลับไปตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา ผู้บริหารมักอ้างถึงสภาวะเศรษฐกิจมหาภาคที่ย่ำแย่ การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล (Digital Transformation) หรือความจำเป็นในการปรับโครงสร้างองค์กรเพื่อรองรับการเติบโตในอนาคต แต่ในปัจจุบันนี้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ได้กลายมาเป็นเหตุผลล่าสุดที่ดูดีและถูกหยิบมาใช้บ่อยที่สุด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ประเด็นที่ชวนคิดต่อก็คือ เหตุผลที่บริษัทอ้างนั้นเป็นความจริงทั้งหมดหรือไม่ พนักงานเหล่านั้นถูกเลิกจ้างเพราะระบบทำงานแทนได้จริง หรือแท้จริงแล้วบริษัทมีเป้าหมายที่ต้องการเลิกจ้างอยู่ก่อนแล้ว เพียงแต่หยิบยกบริบทของความล้ำสมัยมาใช้เพื่อให้การตัดสินใจนั้นดูเหมาะสม เข้ากับยุคสมัย และมีความชอบธรรมในสายตานักลงทุนมากขึ้น ดังนั้นก่อนที่จะไปตีความกันต่อ ควรมาวิเคราะห์แก่นแท้กันก่อนว่า สรุปแล้วเทคโนโลยีนี้ในปัจจุบันมีความเก่งกาจจริงแค่ไหน</span></p>
<h3><b>สแกนความสามารถที่แท้จริง AI เก่งระดับไหนและมีข้อจำกัดอะไรบ้าง</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">หากยอมรับว่าเทคโนโลยีเหล่านี้มีความเก่งกาจ ขอบเขตความสามารถที่ไปถึงนั้นอยู่ที่ระดับใด จุดที่ผู้เชี่ยวชาญหลายฝ่ายน่าจะเห็นตรงกันก็คือระบบทำได้ดีเยี่ยมในงานจัดการเอกสาร การสรุปใจความสำคัญจากข้อมูลมหาศาล งานแปลภาษา การเขียนโค้ดในระดับกลางที่ไม่ได้มีความซับซ้อนมากนัก รวมถึงการช่วยวิเคราะห์ภาพทางการแพทย์ขั้นพื้นฐาน เช่น ฟิล์มเอ็กซเรย์ (X-ray) หรือภาพถ่าย MRI ตลอดจนงานอื่นๆ ที่มีรูปแบบและโครงสร้างตายตัว (Template)</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในทางตรงกันข้าม สิ่งที่เห็นได้ชัดคือพื้นที่ที่ระบบยังคงทำได้แย่มาก คืองานที่ต้องอาศัยสามัญสำนึก (Common Sense) ในการแก้ปัญหาบนโลกความเป็นจริง รวมถึงงานที่ต้องใช้อารมณ์ความรู้สึกในการทำความเข้าใจพฤติกรรมมนุษย์ เช่น อาชีพนักจิตวิทยา ครูสอนเด็กปฐมวัย หรืองานที่เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจและมีความรับผิดชอบทางศีลธรรมเข้ามาเกี่ยวข้อง ยิ่งไปกว่านั้น งานสร้างสรรค์ที่ต้องใช้มุมมองและประสบการณ์ส่วนลึกของความเป็นมนุษย์ ตลอดจนงานที่ต้องเผชิญกับสถานการณ์เฉพาะหน้าซึ่งไม่เคยพบเจอมาก่อนและไม่มีฐานข้อมูลให้เรียนรู้ล่วงหน้า ก็ยังเป็นจุดอ่อนสำคัญของระบบอัตโนมัติ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คนส่วนใหญ่มักมีความเข้าใจว่าเทคโนโลยีมีอัตราการพัฒนาตัวเองที่รวดเร็วก้าวกระโดด และเชื่อว่าอีกไม่นานมันจะกวาดล้างและแทนที่มนุษย์ในทุกสายอาชีพ แต่สิ่งที่อาจลืมตระหนักไปก็คือระบบเองมีเพดานการเรียนรู้และข้อจำกัดทางเทคนิคในตัวเองอยู่เช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น ท้ายที่สุดแล้วระบบก็ยังคงต้องการมนุษย์คอยป้อนคำสั่ง ควบคุมทิศทาง และตรวจสอบความถูกต้องอยู่เสมอ นอกจากนี้ ในบางครั้งมันอาจทำให้ผลงานแย่ลงจากปัญหาการสร้างข้อมูลเท็จ (Hallucination) ซึ่งเป็นภาวะที่ระบบแต่งเรื่องขึ้นมาเองอย่างแนบเนียน รวมถึงปัญหาด้านความรับผิดชอบทางกฎหมายที่ระบบไม่มีสถานะรองรับ หากเกิดข้อผิดพลาดรุนแรงขึ้นมา ผู้ที่ต้องรับผิดชอบและแก้ไขปัญหาก็คือมนุษย์อยู่ดี</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">มีกรณีศึกษาหนึ่งที่น่าสนใจและถูกแชร์อย่างแพร่หลายบนอินเทอร์เน็ต โพสต์ดังกล่าวอยู่ในเว็บไซต์สังคมออนไลน์ Reddit โดยมีหัวข้อที่ดึงดูดความสนใจว่า เราเพิ่งทราบว่า AI ที่เราใช้งานนั้นสร้างข้อมูลวิเคราะห์ปลอมขึ้นมาตลอด 3 เดือน ตอนนี้รู้สึกคลื่นไส้มาก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เนื้อหาในโพสต์อธิบายว่า ทีมงานเริ่มใช้ระบบตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนเพื่อช่วยหาคำตอบให้กับผู้บริหารเกี่ยวกับสถิติและตัวเลขผลประกอบการต่างๆ ในช่วงแรกผลลัพธ์ที่ได้ออกมาดูดีมาก ระบบตอบสนองได้รวดเร็วทันใจและอธิบายข้อมูลได้ละเอียดจนทุกคนในทีมชื่นชอบ แต่ความจริงปรากฏเมื่อพวกเขาเพิ่งค้นพบว่าระบบได้สร้างตัวเลขปลอม (Hallucinate) ขึ้นมาเองตลอดเวลา สิ่งที่ตามมาคือความเสียหายทางธุรกิจ เมื่อรองประธานฝ่ายขาย (VP of Sales) ตัดสินใจแบ่งเขตการขายและจัดสรรทรัพยากรจากข้อมูลที่ไม่มีอยู่จริง และประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการเงิน (CFO) ก็นำสไลด์ที่มีข้อมูลเชิงลึกปลอมๆ เหล่านี้ไปนำเสนอต่อคณะกรรมการบริษัท</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ระบบเพียงแค่นำเสนอตัวเลขที่ดูสมเหตุสมผลและร้อยเรียงภาษาให้ดูน่าเชื่อถือขึ้นมาเองเท่านั้น สาเหตุที่ทีมงานจับได้นั้นเป็นเพียงเรื่องบังเอิญ เนื่องจากมีพนักงานคนหนึ่งขอให้ตรวจสอบข้อมูลบางจุดซ้ำ เมื่อลองขุดลึกลงไปในฐานข้อมูลจึงพบความเสียหายที่เลวร้ายมาก นี่คือปัญหาหลักที่คนทำงานกับเทคโนโลยีต้องระวัง อาการ Hallucinate เปรียบเสมือนคนเก่งที่มีอาการหลอน เมื่อป้อนคำถามลงไป มันสามารถเชื่อมโยงข้อมูลจากแหล่งต่างๆ ออกมาเป็นคำตอบที่ดูฉลาดหลักแหลมได้ แต่ในบางครั้งข้อมูลเหล่านั้นก็ถูกประกอบสร้างขึ้นมาเองโดยที่ไม่อาจทราบได้เลย เพราะในสภาพแวดล้อมการทำงานจริง ไม่มีเวลาตรวจสอบข้อมูลทุกบรรทัดทุกครั้ง ประกอบกับบางครั้งคนเราก็เกิดอคติเชื่อไปแล้วว่าระบบเก่งและแม่นยำกว่ามนุษย์จนละเลยการตรวจสอบ</span></p>
<h3><b>เปิดผลวิจัยเมื่อ AI ลงสนามจริงบนตลาดแรงงาน</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ยิ่งไปกว่านั้น มีอีกหนึ่งงานวิจัยที่น่าสนใจมากและตอบโจทย์เรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี งานวิจัยชิ้นนี้จัดทำโดย Remote Labor Index ซึ่งได้ทำการทดลองนำโมเดลระดับท็อปของตลาดที่คุ้นเคยกันดีไปลองรับงานและทำงานจริงบนแพลตฟอร์ม Upwork ซึ่งเป็นตลาดระดับโลกสำหรับสายฟรีแลนซ์ (Freelance) ที่เปิดให้ผู้ว่าจ้างสามารถจ้างงานไอที งานออกแบบ งานการตลาด หรืองานเขียนได้โดยตรงแบบบุคคลต่อบุคคล</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผลสรุปที่ออกมาปรากฏว่าล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง ระบบสอบตกเกือบ 100% แม้ว่าหน้าสื่อและบทความต่างๆ จะพากันยกย่องว่าโมเดลรุ่นใหม่ๆ มีความเก่งและฉลาดล้ำลึก สามารถทำคะแนนทดสอบความรู้ทั่วไปในการสอบมาตรฐานได้สูงลิ่วจนมี IQ แซงหน้ามนุษย์ไปมากแล้วก็ตาม แต่เมื่อนำระบบเหล่านี้มาใช้ทำงานระดับมืออาชีพที่ต้องส่งมอบให้ลูกค้าจริงๆ อัตราความสำเร็จในการทำงานแทนมนุษย์ได้อย่างสมบูรณ์ (Automation Rate) กลับทำได้สูงสุดเพียง 4.17% เท่านั้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">งานวิจัยระบุว่า ในบางโครงการบนแพลตฟอร์ม หากเป็นการว่าจ้างมนุษย์ให้ทำงาน จะมีมูลค่าสัญญาจ้างสูงถึงหลายหมื่นดอลลาร์สหรัฐและต้องใช้เวลาทำงานหลายร้อยชั่วโมง แต่เมื่อป้อนคำสั่งให้ระบบทำและประเมินผลลัพธ์ที่ได้ จะเห็นได้ว่าแม้แต่โมเดล Manus ที่ทำคะแนนสูงสุดในการทดสอบครั้งนี้ก็ทำคะแนนความสำเร็จได้เพียง 2.5% เท่านั้น ส่วนโมเดลอื่นๆ อย่าง Grok 4 และ Claude Sonnet 4.5 ทำได้ 2.1% โมเดล GPT-5 ทำได้ 1.7% โมเดล ChatGPT Agent ทำได้ 1.3% และ Gemini 2.5 Pro ทำผลงานได้เพียง 0.8% เท่านั้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สิ่งที่สะท้อนว่าผลงานออกมาไม่ดีนั้น ไม่ใช่ประเด็นแค่เรื่องของคุณภาพงานที่ต่ำกว่าเกณฑ์ แต่มันถึงขั้นล้มเหลวและใช้งานไม่ได้เลยทีเดียว ตัวอย่างเช่น เมื่อป้อนคำสั่งให้สร้างวิดีโอความยาว 8 นาที ระบบกลับประมวลผลและส่งผลลัพธ์มาให้เพียง 8 วินาที หรือเมื่อสั่งให้ออกแบบโครงสร้างบ้าน ก็ได้ไฟล์ที่ชำรุดและมีสัดส่วนการออกแบบที่ผิดพลาด ข้อมูลที่ได้ไม่ตรงตามความต้องการที่ร้องขอไปเลยแม้แต่น้อย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ไม่ใช่เพราะระบบไม่มีความฉลาด หากเปลี่ยนวิธีการโดยสั่งให้ทำงานทีละขั้นตอนโดยมีมนุษย์คอยเป็นผู้ควบคุมและตรวจสอบอย่างละเอียดในทุกกระบวนการ มันก็คงทำงานนั้นให้ออกมาดีได้ แต่การคาดหวังที่จะปล่อยให้รับผิดชอบงานโปรเจกต์ทั้งหมดตั้งแต่ต้นจนจบด้วยตัวมันเองนั้นยังคงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ในปัจจุบัน งานวิจัยชิ้นนี้จึงเป็นเครื่องยืนยันที่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า แม้จะเป็นโมเดลระดับชั้นนำของโลก แต่มันก็ยังห่างไกลจากขีดความสามารถที่จะนำมาทดแทนมนุษย์ในโปรเจกต์ระดับมืออาชีพได้อย่างแท้จริง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จากข้อมูลเชิงประจักษ์สิ่งนี้จึงทำให้ต้องตั้งข้อสังเกตอย่างจริงจังว่า การที่บริษัทอ้างเหตุผลเลิกจ้างพนักงานเพราะนำระบบมาทำงานแทนนั้น อาจจะไม่ใช่เรื่องจริงหรือบอกความจริงไม่หมดเสมอไป</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในด้านของการพัฒนาซอฟต์แวร์และการเขียนโปรแกรม (Coding) ก็มีสถานการณ์ที่คล้ายคลึงกัน ปัจจุบันในวงการมีกระแสการทำงานที่เรียกว่า Vibe Coding ซึ่งเป็นการให้ระบบรับหน้าที่เขียนโค้ดโดยที่โปรแกรมเมอร์ที่เป็นมนุษย์เพียงแค่ป้อนคำสั่งเป็นภาษาธรรมดาทั่วไป ระบบก็สามารถสร้างโครงสร้างโค้ดออกมาให้ได้ทันที ฟังดูเป็นเทคโนโลยีที่ช่วยประหยัดเวลาและดูดีใช่ไหม ทว่าในความเป็นจริง โค้ดที่สร้างขึ้นกลับตรวจพบว่ามีช่องโหว่ด้านความปลอดภัยในสัดส่วนที่สูงมาก โดยงานวิจัยจาก Stanford และ NYU ระบุตัวเลขอยู่ในช่วง 40–62% ขณะที่การสแกนแอปพลิเคชันจริงในตลาดโดย VAS Research พบว่าสูงถึงราว 80% ของแอปที่สร้างด้วย AI มีช่องโหว่ที่สามารถถูกโจมตีได้อย่างน้อยหนึ่งจุด ผลที่ตามมาคือโปรแกรมเมอร์ระดับซีเนียร์ต้องสละเวลาทำงานมากกว่าสัปดาห์ละ 10 กว่าชั่วโมงเพื่อมาทำหน้าที่เป็นเหมือนพี่เลี้ยงคอยดูแล คอยตามล้างตามเช็ดและแก้ไขข้อผิดพลาดที่ระบบสร้างขึ้น จนสุดท้ายวงจรการทำงานนี้กลับกลายเป็นว่าทำให้โปรเจกต์เสร็จช้ากว่าการเขียนโค้ดเองตั้งแต่แรกเสียอีก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงเหล่านี้ ก็น่าสงสัยว่าในเมื่อระบบยังคงมีข้อบกพร่องและทำงานผิดพลาดมากมายขนาดนี้ เหตุใดซีอีโอขององค์กรระดับโลกหลายบริษัทจึงยังกล้าออกมาประกาศอย่างมั่นใจว่าจะนำเทคโนโลยีมาแทนที่มนุษย์ เรื่องนี้อาจจะต้องก้าวถอยหลังและย้อนกลับไปดูที่โครงสร้างต้นเหตุว่า ในปัจจุบันจำนวนบุคลากรและแรงงานในระบบของบริษัทเหล่านี้มีมากเกินความจำเป็นตั้งแต่แรกอยู่แล้วหรือไม่</span></p>
<h3><b>ฟองสบู่การจ้างงาน ผลพวงจากยุคโรคระบาดสู่การปรับสมดุล</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ในจุดนี้ ลองชวนทุกคนย้อนคิดไปถึงช่วงปี 2019-2021 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ทั่วโลกเผชิญกับการระบาดของโควิด-19 ลองนึกภาพตามดูว่าในช่วงเวลานั้นหลายบริษัทมีการขยายตัวและจ้างงานเพิ่มขึ้นมากเพียงใด เมื่อรัฐบาลประกาศล็อกดาวน์ ความต้องการด้านโครงสร้างพื้นฐานในการทำงานทางไกล (Remote Work) ระบบคลาวด์ ซอฟต์แวร์ และบริการด้านดิจิทัลต่างๆ พุ่งทะยานขึ้นสู่จุดสูงสุด บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ต่างแข่งขันและแย่งชิงตัวพนักงานกันอย่างมหาศาลเพื่อรองรับการเติบโต</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ตัวอย่างเช่น ข้อมูลสะท้อนภาพในพื้นที่ Bay Area ซึ่งเป็นศูนย์กลางและที่ตั้งของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่อย่าง Apple, Google, Meta, Nvidia และ Adobe ในช่วงเวลานั้นตลาดแรงงานมีความคึกคักจนมีการจ้างงานเพิ่มขึ้นหลายแสนตำแหน่ง บริษัทแม่อย่าง Alphabet หรือ Google มีการขยายทีมและรับพนักงานเพิ่มขึ้นกว่า 60% ในขณะที่บริษัท Meta ซึ่งเป็นเจ้าของ Facebook และ Instagram ก็รับพนักงานเพิ่มจำนวนมากจนขนาดองค์กรขยายตัวใหญ่ขึ้นเป็น 2 เท่า กล่าวในภาษาธุรกิจคืออยู่ในสภาวะขยายกิจการเกินความพอดีอย่างหนักเพื่อตอบสนองดีมานด์ที่ผิดปกติในช่วงเวลานั้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่ทว่าเมื่อสถานการณ์โรคระบาดผ่านพ้นไปและโลกกลับเข้าสู่สภาวะปกติ บางตำแหน่งงานหรือบางโปรเจกต์ในบริษัทก็แทบจะไม่มีภาระงานให้ทำเลยด้วยซ้ำ ต่อมาเมื่อสภาวะเศรษฐกิจมหาภาคเริ่มมีความตึงตัวและธนาคารกลางปรับอัตราดอกเบี้ยให้สูงขึ้นเพื่อสู้กับเงินเฟ้อ บริษัทเหล่านี้จึงตกอยู่ในสถานการณ์ที่จำเป็นต้องลดต้นทุนการดำเนินงานอย่างเร่งด่วน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คำถามคือแล้วพวกเขาจะจัดการกับปัญหานี้อย่างไร จะให้ผู้บริหารระดับสูงออกมาประกาศยอมรับตรงๆ ว่าบริษัทบริหารงานผิดพลาด ประเมินตลาดพลาด และไม่ควรจ้างพนักงานจำนวนมากขนาดนั้นตั้งแต่แรกก็คงเป็นไปไม่ได้ เพราะสำหรับบริษัทมหาชนระดับโลก หากแถลงการณ์เช่นนั้นออกไป มูลค่าหุ้นและความเชื่อมั่นย่อมดิ่งลงอย่างแน่นอน ตรงจุดนี้เองที่กระแสของเทคโนโลยีใหม่กลายมาเป็นข้ออ้างและเกราะกำบังที่ดูลงตัวที่สุด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ลองเปรียบเทียบดูง่ายๆ หากบริษัทมหาชนแห่งหนึ่งต้องการประกาศเลิกจ้างพนักงานหลักหมื่นคนแล้วให้เหตุผลชี้แจงต่อนักลงทุนว่า เป็นความผิดพลาดของฝ่ายบริหารเองที่จ้างคนมากเกินไปตั้งแต่แรก กับการใช้เหตุผลเชิงวิสัยทัศน์ว่า บริษัทกำลังปรับเปลี่ยนโครงสร้างเพื่อเข้าสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ เหตุผลแบบใดจะดูดีและมีความเป็นมืออาชีพมากกว่ากันในสายตาของนักลงทุน ยิ่งโดยเฉพาะบรรยากาศในตลาดหุ้นวอลล์สตรีทที่นักลงทุนกำลังตื่นตัวและให้มูลค่ากับเทคโนโลยีอย่างมาก บริษัทเหล่านี้จึงสามารถพลิกแพลงนำกระแสมาใช้สร้างภาพลักษณ์แห่งอนาคตให้องค์กรดูดีและน่าสนใจยิ่งขึ้น ถือเป็นกลยุทธ์ทางธุรกิจที่ลงตัวและได้ผลประโยชน์ทั้งสองฝ่ายคือบริษัทสามารถระบายพนักงานเพื่อลดต้นทุนได้ตามเป้าหมาย และยังได้รับความเชื่อมั่นตลอดจนราคาหุ้นที่ตอบรับในเชิงบวกจากนักลงทุนเพิ่มขึ้นด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ซึ่งในช่วงหลังมานี้ก็เริ่มมีกรณีที่อดีตพนักงานระดับสูงออกมาเปิดเผยเบื้องหลังความจริงเหล่านี้มากมาย เช่น กรณีของอดีตผู้อำนวยการจากบริษัทอีคอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่อย่าง Amazon ที่เพิ่งถูกเลิกจ้างไป เรื่องราวนี้ถูกเล่าผ่านช่องของ Brandon Dell ซึ่งเป็นที่ปรึกษาด้านการตลาดอิสระ เขาเล่าประสบการณ์ให้ฟังว่าขณะที่ไปทริปเล่นสกี ได้มีโอกาสนั่งกระเช้าขึ้นเขาไปกับเพื่อนคนหนึ่งที่เป็นถึงผู้บริหารระดับสูงของ Amazon ซึ่งบุคคลท่านนี้เพิ่งถูกบริษัทเลิกจ้างมาไม่นาน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ประเด็นคือเพื่อนคนนี้ไม่ใช่พนักงานระดับเริ่มต้นที่เพิ่งเข้าทำงานแล้วบังเอิญถูกเลิกจ้างตอนที่บริษัทมีนโยบายตัดงบประมาณ แต่เป็นถึงผู้เชี่ยวชาญระดับแนวหน้าที่มีประสบการณ์สูง ใช้เวลาทำงานหลายปีในการสร้างแผนธุรกิจและขับเคลื่อนโครงการขนาดใหญ่ที่สร้างผลกำไรให้กับองค์กรมาแล้วนับไม่ถ้วน ทางเจ้าของช่องได้มีโอกาสสนทนาและถามตรงๆ ว่า ในมุมมองคนวงใน คิดว่าระบบเทคโนโลยีมีศักยภาพเข้ามาแย่งงานมนุษย์ได้จริงหรือไม่ ซึ่งก็ได้รับคำตอบเชิงวิเคราะห์ว่ามีส่วนจริงอยู่บ้าง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ตัวอย่างเช่น โปรเจกต์หนึ่งที่ผู้บริหารท่านนี้เคยทำคือการพัฒนาระบบส่งอีเมลอัจฉริยะที่ทำหน้าที่สื่อสารและดึงดูดลูกค้าจากธุรกิจขนาดเล็กหลายหมื่นรายได้พร้อมกัน ซึ่งตามหลักเศรษฐศาสตร์แล้ว หากใช้พนักงานที่เป็นมนุษย์มานั่งทำงานนี้คงไม่มีความคุ้มค่าทางการลงทุน แต่พอเปลี่ยนรูปแบบมาใช้ระบบอัตโนมัติมันกลับสร้างประสิทธิภาพที่ยอดเยี่ยม เจ้าของช่องจึงตั้งข้อสังเกตแย้งไปว่า ระบบนี้ก็ดูฉลาดและมีประโยชน์ดี แต่มันไม่ใช่เทคโนโลยีที่เป็นของใหม่ เพราะระบบอีเมลลักษณะนี้มีการใช้งานในวงการมานับ 10 ปีแล้ว มันเป็นเพียงระบบปรับกระแสงานอัตโนมัติธรรมดาที่ถูกนักการตลาดนำมาปัดฝุ่นและเปลี่ยนชื่อเรียกใหม่เพื่อให้ดูทันสมัยเข้ากับกระแสสังคมขึ้นเท่านั้นไม่ใช่หรือ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อบทสนทนามาถึงจุดนี้ จึงมีคำถามจี้ประเด็นตรงๆ ว่า สาเหตุที่แท้จริงที่ทำให้ผู้บริหารระดับสูงท่านนี้ถูกเลิกจ้างคืออะไรกันแน่ เพื่อนคนนั้นนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะยอมรับความจริงว่า สาเหตุการเลิกจ้างไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับความสามารถของเทคโนโลยีหรือระบบ Automation ใดๆ เลยแม้แต่น้อย แต่จุดแตกหักเป็นเพราะนโยบายการบังคับกลับเข้าสถานที่ทำงานโดยบริษัทมีคำสั่งให้กลับไปทำงานเต็มเวลาที่สำนักงานใหญ่ แต่ด้วยเหตุผลส่วนตัวไม่ต้องการย้ายกลับไป จึงได้พยายามเจรจาต่อรองกับทางบริษัท ท้ายที่สุด เมื่อสถานการณ์ยืดเยื้อและถึงช่วงเวลาที่บริษัทประกาศนโยบายปรับโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่โดยอ้างเหตุผลกับสื่อว่านำเทคโนโลยีมาทำงานแทน ก็ถูกจัดให้อยู่ในรายชื่อและถูกร่างแหเลิกจ้างไปด้วยในครั้งนี้อย่างแนบเนียน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในความเป็นจริง ตำแหน่งงานบริหารระดับสูงไม่ใช่หน้าที่ที่ระบบจะสามารถประมวลผลหรือทำแทนได้เลย แต่ได้มีการวิเคราะห์ภาพรวมให้ฟังว่า แท้จริงแล้วโครงสร้างตำแหน่งงานไม่เป็นที่ต้องการในแผนการปรับลดขนาดองค์กรอีกต่อไป ลักษณะงานที่รับผิดชอบส่วนใหญ่เป็นงานเชิงบริหารจัดการ เช่น การเข้าประชุมกำหนดทิศทาง งานประสานงานข้ามแผนก และการบริหารจัดการบุคลากรภายในองค์กร ซึ่งเป็นลักษณะงานมาตรฐานในระดับผู้บริหาร แต่งานสนับสนุนเหล่านี้ไม่ได้เป็นตัวขับเคลื่อนที่สร้างรายได้เข้าบริษัทโดยตรง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากนี้ ยังมีการตระหนักว่าจะถูกบีบให้ลาออกตั้งแต่วันที่บริษัทออกนโยบายที่บังคับให้พนักงานทุกคนต้องกลับเข้ามาทำงานในสำนักงานแล้ว เพราะในวงการบริหารบุคลากรนี่คือกลยุทธ์การลดคนทางอ้อมที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย ลองนึกภาพตามง่ายๆ สมมติว่าภูมิลำเนาเดิมและบ้านอยู่ในกรุงเทพฯ ในตอนเริ่มต้นเซ็นสัญญา บริษัทเสนอเงื่อนไขการจ้างงานแบบยืดหยุ่นให้สามารถทำงานจากที่บ้านได้ จึงตกลงรับงานโดยไม่ได้กังวลว่าที่ตั้งทางกายภาพของบริษัทจะอยู่ที่ใด แต่เมื่อเวลาผ่านไป จู่ๆ บริษัทมีนโยบายต้องการจะลดจำนวนพนักงาน แต่ไม่อยากดำเนินการเลิกจ้างโดยตรงเพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบด้านภาพลักษณ์ การเสียความสัมพันธ์ที่ดี หรือความเสี่ยงที่จะถูกพนักงานรวมตัวฟ้องร้องเรียกค่าชดเชย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">บริษัทจึงใช้แทคติกประกาศแจ้งว่าในเดือนหน้าพนักงานทุกคนจะต้องเข้ามาปฏิบัติงานที่สำนักงานใหญ่เต็มรูปแบบ ซึ่งประเด็นปัญหาคือสำนักงานแห่งนั้นตั้งอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ พนักงานจำนวนหลายคนที่ได้ลงหลักปักฐานแล้วและไม่สามารถย้ายถิ่นฐานได้กะทันหันก็จำใจต้องเป็นฝ่ายยื่นใบลาออกไปเอง หรือหากพนักงานคนใดไม่ต้องการลาออกก็ต้องพยายามเจรจาต่อรองเพื่อหาจุดประนีประนอม หากสามารถตกลงเงื่อนไขกันได้ บริษัทก็อาจจะยังคงสถานะพนักงานคนนั้นไว้ชั่วคราว แล้วค่อยนำรายชื่อไปหาวิธีเลิกจ้างในการประกาศลดพนักงานรอบถัดไปแทน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">กรณีของผู้บริหารท่านนี้จึงสอดคล้องกับกลยุทธ์ดังกล่าว เขามาถูกเลิกจ้างในรอบที่ 2 ซึ่งเป็นรอบที่บริษัทอ้างสถาณการณ์การปรับโครงสร้างองค์กรนำระบบอัตโนมัติมาใช้งาน เนื่องจากในรอบแรกที่บริษัทพยายามออกกฎบีบให้ลาออกนั้นเขายืนหยัดที่จะไม่ลาออก จึงถูกบริษัทบริหารจัดการด้วยวิธีนี้ กล่าวโดยสรุปในเคสนี้คือ ตำแหน่งและความรับผิดชอบไม่ได้ถูกแย่งงานเลยด้วยซ้ำ แต่กลายเป็นบุคคลากรส่วนเกินที่ถูกตัดออกจากการปรับโครงสร้างเพื่อทำให้องค์กรมีความคล่องตัวและรีดไขมันส่วนเกินมากขึ้น ซึ่งกลยุทธ์นี้แตกต่างจากช่วงแรกที่สภาพเศรษฐกิจมีอัตราดอกเบี้ยต่ำและมีเม็ดเงินระดมทุนสะพัด บริษัทจึงกล้าที่จะจ้างพนักงานระดับกลางเพื่อมาทำหน้าที่เป็นผู้บริหารในจุดต่างๆ มากมายเพื่อขยายสเกล แต่เมื่อวงจรเศรษฐกิจเปลี่ยนผ่าน อัตราดอกเบี้ยนโยบายสูงขึ้น สภาพคล่องทางการเงินในตลาดลดลง บริษัทจึงถูกบีบให้จำเป็นต้องตัดค่าใช้จ่าย โดยพุ่งเป้าไปที่พนักงานส่วนเกินหรือตำแหน่งบริหารระดับกลางที่ประเมินแล้วว่าอาจจะไม่มีความจำเป็นต่อธุรกิจหลักถึง 100% ออกไปทั้งหมด</span></p>
<h3><b>ภาพลวงตาที่ต้องระวัง เมื่อเทคโนโลยีถูกใช้เป็นเครื่องมือกดดันพนักงาน</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ประเด็นที่น่าสนใจและควรทำความเข้าใจให้ถูกต้องก็คือ สิ่งที่บุคคลภายนอกรับรู้หรือบริบทที่ปรากฏตามหน้าสื่อกระแสหลัก มักจะถูกรายงานและตีขลุมรวมไปว่า บุคคลเหล่านี้คือเหยื่อที่ถูกเลิกจ้างในช่วงระลอกคลื่นที่บริษัทมุ่งมั่นนำนวัตกรรมใหม่เข้ามาทดแทนการทำงานของมนุษย์ ซึ่งในความเป็นจริงของโครงสร้างบริษัท อาจจะมีบางตำแหน่งในระดับปฏิบัติการส่วนล่างที่ทำงานเอกสารแบบมีรูปแบบตายตัวที่ต้องถูกเลิกจ้างเพราะเหตุผลนี้จริงๆ แต่ก็ยังมีพนักงานอีกหลายหมื่นตำแหน่งที่ลักษณะงานไม่ได้มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับขีดความสามารถของเทคโนโลยีเลยแต่กลับถูกผลกระทบเหมารวมไปด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากนี้ ยังมีมิติการบริหารงานอีกกรณีหนึ่งที่ตอกย้ำภาพความจริงนี้ มีข้อมูลวิเคราะห์มาจากช่อง GEN ซึ่งให้มุมมองที่น่าสนใจว่า ปัจจุบันบรรดาบริษัทขนาดใหญ่ต่างๆ เริ่มนำเทคโนโลยีเข้ามาประยุกต์ใช้เพื่อจุดประสงค์ในการกดดันพนักงาน แทนที่จะมุ่งเน้นนำมาแทนที่พนักงานตามที่กล่าวอ้าง ทางช่องได้ยกตัวอย่างกรณีศึกษาในพื้นที่คลังสินค้ากระจายสินค้าของ Amazon ที่มีการลงทุนติดตั้งระบบกล้องวงจรปิดอัจฉริยะ เครื่องสแกนแบบพกพา และระบบไบโอเมทริกซ์ขั้นสูงเพื่อคอยตรวจจับระยะเวลาทุกฝีก้าวที่พนักงานหยุดนิ่งหรือแวะพักเบรก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">บริษัทใช้เทคโนโลยีเหล่านี้เป็นเครื่องมือทางจิตวิทยาชั้นดีในการสอดแนมและควบคุมโครงสร้างอำนาจระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง เพราะเมื่อพนักงานทราบตัวดีว่าตนเองกำลังถูกจับตามอง บันทึกข้อมูล และถูกประเมินคะแนนอยู่ตลอดเวลาทุกวินาที ความมั่นใจในตนเองและบรรยากาศการทำงานก็จะลดลง ส่งผลให้ไม่มีใครกล้าที่จะรวมตัวเรียกร้องสวัสดิการหรือสิทธิใดๆ เพิ่มเติม ซึ่งในหลักสรีรวิทยาความเป็นจริง มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิต ไม่ใช่เครื่องจักร จึงไม่สามารถรักษามาตรฐานการทำงานได้อย่างสมบูรณ์แบบ 100% ตลอดกะการทำงานอยู่แล้ว ทว่าบริษัทเพียงแค่นำเทคโนโลยีมาใช้เป็นเครื่องมือจับผิดข้อบกพร่องเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ให้แสดงผลออกมาชัดเจนเป็นตัวเลขและกราฟยิ่งขึ้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ยิ่งไปกว่านั้น การจัดการขั้นเด็ดขาดยังมีการนำระบบประมวลผลมาใช้คำนวณและประเมินเพื่อปรับลดเงินเดือนพนักงานแบบเรียลไทม์อีกด้วย ตัวอย่างเช่น หากระบบประเมินว่าพนักงานคลังสินค้าคนนี้มีประสิทธิภาพการทำงานในวันนี้ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย หรือมีช่วงเวลาที่จับภาพได้ว่าหยุดนิ่งบ่อยเกินข้อกำหนด ก็อาจจะส่งผลให้ถูกปรับลดอัตราค่าจ้างรายวันทันที หรือไม่ได้รับการพิจารณาเลื่อนตำแหน่งในรอบปี สภาพแวดล้อมและมาตรการสิ่งเหล่านี้ทำให้คนทำงานรู้สึกกดดันราวกับว่ากำลังทำงานอยู่ในเรือนจำหรือในขุมนรก เพราะถูกเทคโนโลยีจับตามองและประเมินคุณค่าอยู่ตลอดเวลา และแน่นอนว่าหากมีพนักงานคนใดทนรับสภาพความเครียดนี้ไม่ไหวก็มีทางเลือกเดียวคือต้องตัดสินใจลาออกไปเอง นี่จึงเป็นอีกหนึ่งกรณีศึกษาที่สะท้อนให้เห็นว่าเทคโนโลยีไม่ได้มาแทนที่คน แต่ถูกนำมาใช้เพื่อปรับพฤติกรรมกดดันให้พนักงานต้องทำงานหนักขึ้น รีดประสิทธิภาพให้ถึงขีดสุด หรือบีบให้บุคลากรที่ไม่พร้อมปรับตัวยอมลาออกไปเอง</span></p>
<h3><b>ช่องว่างแห่งโอกาส ทักษะที่องค์กรยุคใหม่ยอมจ่ายไม่อั้น</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อได้เห็นภาพกว้างทั้งเรื่องการใช้ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเป็นข้ออ้างในการปรับโครงสร้างองค์กร รวมถึงการใช้เป็นเครื่องมือควบคุมประสิทธิภาพแล้ว คราวนี้ลองมากางข้อมูลคุยกันบนพื้นฐานของความเป็นจริงกันบ้างว่า ในอนาคตอันใกล้นี้ ตำแหน่งงานประเภทใดที่จะอยู่ในโซนอันตรายและได้รับผลกระทบหนักที่สุดจริงๆ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หลักๆ แล้วกลุ่มเสี่ยงสูงที่สุดก็คือกลุ่มพนักงานระดับเริ่มต้นหรืองานที่มีเนื้องานเป็นงานประจำแบบเดิมๆ ได้แก่ ตำแหน่งผู้ช่วยเขียนโปรแกรมขั้นพื้นฐาน พนักงานตอบคำถามลูกค้าเบื้องต้น เจ้าหน้าที่จัดทำรายงานสรุปข้อมูล หรืองานในลักษณะที่พนักงานระดับจูเนียร์ในอดีตมักได้รับมอบหมายเพื่อใช้เป็นงานฝึกฝนทักษะและเก็บเกี่ยวประสบการณ์</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สิ่งนี้เป็นโจทย์ใหญ่ที่กำลังจะสร้างความเปลี่ยนแปลงและก่อให้เกิดช่องว่างมหาศาลในตลาดแรงงาน บรรดานักศึกษาที่เพิ่งเรียนจบใหม่และยังไม่มีประสบการณ์เชิงลึกก็จะเข้าสู่ตลาดและหางานทำได้ยากยิ่งขึ้น ทว่าท้ายที่สุดแล้ว เมื่อเวลาผ่านไปองค์กรต่างๆ เองก็จะต้องเผชิญหน้ากับปัญหาใหญ่ที่เกิดจากการตัดสินใจของตนเองเช่นกัน ลองคิดตามดูว่า หากบริษัทลดต้นทุนโดยไม่มีตำแหน่งงานในระดับจูเนียร์ให้มนุษย์ทำเลย เนื่องจากถูกโยนให้ระบบทำแทนไปจนหมด แล้วในอนาคต องค์กรจะสามารถคัดเลือกและสร้างบุคลากรระดับซีเนียร์ที่เก่งกาจและรู้รอบขึ้นมาขับเคลื่อนธุรกิจได้อย่างไร หากบุคคลในตลาดแรงงานเหล่านั้นไม่เคยได้รับโอกาสผ่านการทำงานและเรียนรู้ระบบงานในระดับจูเนียร์มาก่อน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในยุคดิจิทัลที่เครื่องมืออัตโนมัติก้าวเข้ามาเป็นแกนหลักในการทำงานเช่นนี้ ถึงเวลาแล้วที่จำเป็นต้องให้นิยามความหมายของการเป็นพนักงานระดับจูเนียร์เสียใหม่ องค์กรยุคใหม่จะไม่สามารถใช้วิธีฝึกฝนบุคลากรหน้าใหม่ผ่านการมอบหมายงานเอกสารที่น่าเบื่อและทำซ้ำซากจนเกิดความเชี่ยวชาญได้อีกต่อไป แต่กลยุทธ์การพัฒนาคนอาจจะต้องเปลี่ยนรูปแบบไปสู่การปั้นบุคลากรผ่านการให้ทดลองออกแบบคำสั่งและใช้งานโมเดลในโปรเจกต์จริง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ตัวอย่างเช่น การจับคู่ให้พนักงานระดับจูเนียร์เข้ามาทำงานแบบประกบเรียนรู้แนวคิดทางธุรกิจจากพนักงานระดับซีเนียร์ โดยให้จูเนียร์รับหน้าที่ควบคุมและมีเทคโนโลยีเป็นเครื่องมือสนับสนุนในการผลิตชิ้นงาน ผู้ที่สามารถเอาตัวรอดและเติบโตในสายอาชีพยุคต่อไปได้จะไม่ใช่เพียงผู้ที่มีทักษะความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านในวิชาชีพของตนเองเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ตลาดกำลังโหยหาและพร้อมจ่ายเงินเดือนสูงๆ ให้กับผู้ที่สามารถนำเครื่องมือเหล่านี้มาประยุกต์ใช้เพื่อย่นระยะเวลาและสร้างสรรค์ผลงานเพิ่มเติมที่สร้างผลกระทบต่อธุรกิจได้อีกด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ณ ตอนนี้ ตลาดแรงงานชั้นนำได้ก้าวข้ามยุคของความตื่นตระหนกและยุติการถกเถียงเรื่องการแย่งงานแทนที่มนุษย์ไปแล้ว หลายบริษัทชั้นนำระดับโลกได้ผ่านช่วงเวลาแห่งการทดลองใช้งานจริงและค้นพบสัจธรรมแล้วว่าการใช้ระบบทำงานแทนมนุษย์แบบเบ็ดเสร็จนั้นไม่ได้ผลลัพธ์ที่ดีและยั่งยืนเสมอไป</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ขอยกตัวอย่างกรณีขององค์กรเทคโนโลยีอย่างบริษัท IBM ที่เคยมีวิสัยทัศน์นำระบบมาใช้งานแทนมนุษย์ในแผนกบริการและสนับสนุนลูกค้าอย่างเต็มรูปแบบ แต่ท้ายที่สุดผู้บริหารก็พบรายงานปัญหาว่าระบบเพียงอย่างเดียวนั้นไม่สามารถรับมือหรือตัดสินใจแก้ปัญหาของลูกค้าที่มีความซับซ้อนและมีรายละเอียดละเอียดอ่อนทางอารมณ์ได้ อย่างไรก็ดี IBM ค้นพบว่าระบบ AskHR ยังต้องการมนุษย์รับมือคำถามที่มีความซับซ้อนและละเอียดอ่อนอยู่ราว 6% ของทุกการสอบถาม ซึ่งเป็นกรณีที่ต้องอาศัยความเห็นอกเห็นใจและวิจารณญาณที่ระบบไม่สามารถทดแทนได้ CEO Arvind Krishna ระบุว่าแม้จะลดตำแหน่งงาน HR แบบ Routine ไปหลายร้อยตำแหน่ง แต่จำนวนพนักงานรวมของ IBM กลับเพิ่มขึ้น เนื่องจากนำงบประมาณที่ประหยัดได้ไปลงทุนจ้างวิศวกรซอฟต์แวร์ นักการตลาด และทีมขายที่ต้องอาศัยวิจารณญาณของมนุษย์แทน โดยคะแนนความพึงพอใจภายในองค์กรต่อระบบ AskHR ฟื้นตัวจาก –35 เป็น +74 หลังปรับใช้โมเดลผสมระหว่าง AI กับมนุษย์ กรณีศึกษาของบริษัทยักษ์ใหญ่นี้จึงเป็นหนึ่งในข้อพิสูจน์ที่ชัดเจนว่า ในปัจจุบันทิศทางของบริษัทต่างๆ ได้เลิกคิดแผนที่จะนำเทคโนโลยีมาทำงานแทนที่มนุษย์อย่างสมบูรณ์แบบแล้ว แต่ระบบทุนนิยมกำลังก้าวเข้าสู่กระบวนทัศน์ยุคใหม่ที่เลือกเฟ้นจ้างมนุษย์ที่สามารถควบคุมและทำงานร่วมกับเครื่องมือล้ำสมัยได้อย่างมีประสิทธิภาพเข้ามาแทนที่มนุษย์ด้วยกันเองต่างหาก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เพราะฉะนั้น การที่ข่าวรายงานว่ามีคนถูกเลิกจ้างเพราะเทคโนโลยีล้ำสมัยนั้น หากมองลึกลงไป ไม่ใช่เพราะว่าอัลกอริทึมสามารถก้าวเข้ามาทำงานสวมรอยแทนที่มนุษย์โดยตรงเสียทีเดียว แต่แก่นแท้คือตำแหน่งงานเดิมเหล่านั้นไม่ได้มีความสัมพันธ์หรือส่งผลต่อการสร้างรายได้โดยตรงอีกต่อไป หากคนทำงานสามารถปรับเปลี่ยนทัศนคติและนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในการทำงานให้เกิดประโยชน์และสร้างมูลค่าสูงสุดได้ องค์กรชั้นนำก็ย่อมจะทุ่มเทรักษาพนักงานคุณภาพไว้เป็นฟันเฟืองสำคัญ ส่วนผู้ที่ยังคงต่อต้านหรือปรับตัวเรียนรู้เครื่องมือใหม่ๆ ไม่ได้ ก็คือกลุ่มบุคคลที่มีความเสี่ยงสูงที่จะหลุดออกจากระบบและตกงาน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และในสถานการณ์เลวร้ายหากต้องตกงานขึ้นมาจริงๆ การจะไปชี้เป้าโทษว่าเป็นเพราะความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่มาแย่งงานก็คงจะเป็นมุมมองที่ไม่ครอบคลุมความถูกต้องทั้งหมด ผู้ที่โชคร้ายถูกเลิกจ้างไม่ใช่คนผิดหรือไม่มีความสามารถ เพียงแต่วิสัยทัศน์และระบบการทำงานใหม่ที่องค์กรสร้างขึ้นนั้นไม่สอดคล้องกับรูปแบบการทำงานของคนกลุ่มนี้อีกต่อไป</span></p>
<h3><b>ก้าวต่อไปในโลกความจริง จะอยู่รอดอย่างไรเมื่อเทคโนโลยีคือเพื่อนร่วมงาน</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ผู้ที่จะสามารถยืนหยัดและก้าวต่อไปในเส้นทางอาชีพได้อย่างแข็งแกร่งคือผู้ที่สามารถผันตัวและยกระดับตัวเองมาเป็นผู้ควบคุมกระบวนการ เป็นบุคคลที่มีความรู้ความเข้าใจและมีวิจารณญาณที่ถูกต้องในการเลือกใช้นวัตกรรมมาช่วยเสริมประสิทธิภาพงาน ส่วนผู้ที่ยังคงยึดติดกับกรอบความคิดเดิมๆ ว่าคุณค่าและความสามารถของตนเองผูกติดอยู่กับชื่อตำแหน่งหน้าที่ หรือยอมทำหน้าที่เป็นเพียงตัวกลางส่งผ่านข้อมูลที่คอยประสานงานพื้นฐานเท่านั้น บุคคลเหล่านี้จะค่อยๆ เลือนหายและถูกทิ้งไว้เบื้องหลังในยุคที่ทุกองค์กรต่างมุ่งเน้นนโยบายการปรับโครงสร้างเพื่อรีดประสิทธิภาพให้คล่องตัวและไม่มีทรัพยากรมากพอที่จะรอคอยพนักงานที่เรียนรู้ตามไม่ทันอีกต่อไป</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สรุปประเด็นทั้งหมดก็คือ ถ้าย้อนกลับไปตอบคำถามเริ่มต้นที่ตั้งไว้ว่า ในวิกฤติ Tech Layoff ครั้งนี้เทคโนโลยีขั้นสูงเป็นเพียงข้ออ้างในการเลิกจ้างใช่หรือไม่ คำตอบที่ถูกต้องที่สุดคือมีส่วนผสมของทั้งความจริงและข้ออ้าง ซึ่งน้ำหนักจะแตกต่างกันไปตามบริบทและขนาดของแต่ละองค์กร</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สำหรับมุมมองแรกคือมีองค์กรที่เลิกจ้างพนักงานเพราะสามารถนำเทคโนโลยีมาปรับเปลี่ยนรูปแบบและทำงานแทนที่มนุษย์ได้อย่างสมบูรณ์แบบจริงๆ กรณีนี้ยอมรับว่ามีเกิดขึ้นจริง แต่ถือว่าเป็นสัดส่วนที่น้อยมากเมื่อเทียบกับภาพรวม และส่วนใหญ่จะจำกัดวงจรการเกิดผลกระทบอยู่แค่กับกลุ่มสายงานประเภทรูทีนหรืองานระดับล่างสุดที่ต้องทำซ้ำซาก ขาดการวิเคราะห์ ไม่ใช่งานที่ต้องใช้ทักษะระดับกลางหรือระดับผู้บริหารระดับสูงอย่างที่หลายคนสร้างความตื่นตระหนกและกังวลกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">มีชุดข้อมูลสถิติที่น่าสนใจสนับสนุนแนวคิดนี้ ดังเช่นรายงานวิจัยทางเศรษฐศาสตร์ระดับโลกจากสถาบัน Oxford Economics ที่ได้ทำการประเมินและระบุไว้อย่างชัดเจนว่า สัดส่วนการเลิกจ้างพนักงานด้วยสาเหตุที่มาจากการถูกระบบเข้ามาแทนที่อย่างแท้จริงในปี 2025 นั้น ตัวเลขมีสัดส่วนที่ต่ำมากคือไม่ถึง 5 เปอร์เซ็นต์ของการเลิกจ้างทั้งหมดด้วยซ้ำ สอดคล้องกับแพลตฟอร์ม Layoffs.fyi ที่ติดตามตัวเลขการปลดพนักงานซึ่งชี้ให้เห็นว่าสาเหตุหลักมาจากสภาวะเศรษฐกิจและการลดต้นทุนเป็นหลัก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้น สาเหตุหลักที่แท้จริงเบื้องหลังตัวเลขการเลิกจ้างที่น่าตกใจเหล่านี้ มีรากฐานมาจากสภาวะทางเศรษฐกิจ อัตราดอกเบี้ยนโยบาย และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปมากกว่า ผู้ถือหุ้นและบริษัทระดับโลกต่างไม่ต้องการเผาเงินทุนเพื่อแบกรับต้นทุนคงที่ที่สูงเกินความจำเป็นอีกต่อไป เป้าหมายสูงสุดในทศวรรษนี้ของพวกเขาคือการลดขนาดองค์กรให้บางเบาลงแต่ยังคงรักษากำไรและประสิทธิภาพการดำเนินงานให้ได้สูงสุด ซึ่งจังหวะนี้นวัตกรรมก็ได้รับการพัฒนาและก้าวเข้ามาเป็นเครื่องมือทางธุรกิจในช่วงเวลานี้พอดิบพอดี ทำให้การตัดสินใจของผู้บริหารง่ายขึ้น หลายหน่วยงานหรือบางตำแหน่งที่ไม่มีความจำเป็นเชิงกลยุทธ์ หรือไม่ได้มีปริมาณภาระงานที่ส่งผลสำคัญต่อการอยู่รอดของบริษัทจึงถูกประเมินและตัดทิ้งคัดออกไปอย่างสมเหตุสมผล</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และหากมองด้วยสายตาที่ปราศจากอคติ แม้ว่าโลกนี้จะยังไม่ค้นพบความก้าวหน้าทางปัญญาประดิษฐ์ในยุคนี้ บริษัทและนายจ้างก็ย่อมต้องหาวิธีการหรือหยิบยกเหตุผลด้านอื่นๆ มาใช้อธิบายต่อสาธารณชนเพื่อสร้างภาพลักษณ์และความชอบธรรมในการประกาศเลิกจ้างลดต้นทุนอยู่ดี เพราะสัจธรรมในโลกของธุรกิจก็คือ งานบางส่วนหรือตำแหน่งบางตำแหน่งในองค์กรนั้น ก็ไม่ได้สะท้อนหรือสร้างมูลค่าเพิ่มที่คุ้มค่าตอบแทนให้กับบริษัทมากเพียงพอมาตั้งแต่แรกเริ่มก่อตั้งอยู่แล้ว</span></p>
<h3><b>บทสรุป</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ท้ายที่สุด สิ่งที่น่ากังวลที่สุดสำหรับคนทำงานในยุคนี้ ไม่ใช่การตื่นตระหนกกับชุดความจริงที่ว่าโมเดลพัฒนาจนมีความฉลาดและเก่งกาจพอที่จะก้าวเข้ามาเสียบเก้าอี้แทนที่มนุษย์ได้สมบูรณ์แบบ เพราะมีหลักฐานจากงานวิจัยและกรณีศึกษาจากตลาดแรงงานระดับโลกหลายชิ้นที่ออกมาระบุชัดเจนแล้วว่า ปัจจุบันระบบยังคงไม่พร้อมและไม่ได้เข้ามาแย่งงานแทนที่เบ็ดเสร็จ แต่มันถูกออกแบบมาเป็นเพียงนวัตกรรมเครื่องมือที่ช่วยสนับสนุน เพิ่มความเร็ว และยกระดับการทำงานของมนุษย์เท่านั้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทว่าสิ่งที่ซ่อนอยู่และเป็นความน่ากลัวที่แท้จริงกลับอยู่ที่การตัดสินใจของผู้บริหารองค์กรหลายแห่งในเวลานี้ ที่ได้ค้นพบและใช้ประโยชน์จากข้ออ้างที่ฟังดูดี สมบูรณ์แบบ และต้านทานได้ยากที่สุดในรอบหลายสิบปี ข้ออ้างเรื่องการตื่นรู้ด้านเทคโนโลยีนี้เป็นเหตุผลที่เมื่อบริษัทนำไปสื่อสารแล้ว พนักงานและสังคมยากที่จะโต้แย้ง ทำให้ฝั่งลูกจ้างรู้สึกยอมจำนนและมองว่าเป็นพายุแห่งอนาคตที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงหรือต่อรองได้ ซึ่งในบางครั้ง บางบริษัทที่มีวัฒนธรรมองค์กรที่แข็งกร้าว ก็ชิงจังหวะประกาศลดคนและเลิกจ้างพนักงานในทีมไปก่อนล่วงหน้า โดยที่ไม่ทันได้เปิดพื้นที่ให้โอกาสพวกเขาได้รับการอบรมและลองปรับตัวเข้าเรียนรู้กับระบบการทำงานใหม่เสียด้วยซ้ำ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">บทส่งท้ายในโลกแห่งความเป็นจริงที่ต้องเผชิญคือเทคโนโลยีจะไม่หายไปไหนและจะแทรกซึมเข้าสู่ทุกระบบของการทำงาน ไม่ว่าคุณจะอยู่ในอุตสาหกรรมใดก็ตาม โอกาสของคนที่ใช้เครื่องมือเหล่านี้เป็น จะเปิดกว้างมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งในแง่ของการต่อรองเงินเดือน โอกาสในการรับงานอิสระ และการสร้างธุรกิจของตนเองด้วยต้นทุนที่ต่ำลง ในขณะเดียวกัน ความมั่นคงในสายอาชีพจะไม่ได้ขึ้นอยู่กับชื่อบริษัทหรือประสบการณ์ทำงานที่ยาวนานเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่จะวัดกันที่ความสามารถในการเรียนรู้และประยุกต์ใช้สิ่งใหม่ ใครที่สามารถเปลี่ยนเครื่องมือที่ถูกมองว่าเป็นภัยคุกคาม ให้กลายเป็นผู้ช่วยส่วนตัวที่ทรงพลังได้ คนนั้นคือผู้ชนะตัวจริงในตลาดแรงงานยุคหน้า</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อ้างอิงจาก</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://www.youtube.com/watch?v=iE1AmU3f3oE" target="_blank" rel="noopener"><b>YouTube ช่อง Ing</b><span style="font-weight: 400;"> </span></a></li>
</ul>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://arxiv.org/html/2510.26787" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://arxiv.org/html/2510.26787</span></a></li>
</ul>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://www.cbsnews.com/news/google-layoffs-12000-jobs" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://www.cbsnews.com/news/google-layoffs-12000-jobs</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://www.channelnewsasia.com/commentary/tech-layoff-jobs-amazon-3236051" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://www.channelnewsasia.com/commentary/tech-layoff-jobs-amazon-3236051</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://www.ndtv.com/world-news/facebook-parent-meta-doubled-staff-3504755" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://www.ndtv.com/world-news/facebook-parent-meta-doubled-staff-3504755</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://intellectia.ai/news/stock/oxford-economics-ai-job-cuts-55000" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://intellectia.ai/news/stock/oxford-economics-ai-job-cuts-55000</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://vibeappscanner.com/research" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://vibeappscanner.com/research</span></a></li>
</ul>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thesignals.net/is-ai-taking-jobs/">เปิดเบื้องหลัง Layoff  AI แย่งงาน หรือแค่ข้ออ้างลดต้นทุน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thesignals.net">The Signals</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.thesignals.net/is-ai-taking-jobs/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
