<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ลอว์เรนซ์ หว่อง &#8211; The Signals</title>
	<atom:link href="https://www.thesignals.net/tag/%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%A7%E0%B9%8C%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%99%E0%B8%8B%E0%B9%8C-%E0%B8%AB%E0%B8%A7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.thesignals.net</link>
	<description>In a world full of noise, leaders look for signals. News ,Market Signals ,Smart Insights</description>
	<lastBuildDate>Tue, 05 May 2026 09:29:59 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.9.4</generator>

<image>
	<url>https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/02/cropped-LOGO-01_1-scaled-1-32x32.jpg</url>
	<title>ลอว์เรนซ์ หว่อง &#8211; The Signals</title>
	<link>https://www.thesignals.net</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>วิธีรับมือวิกฤตเศรษฐกิจ 2026 จาก ลอว์เรนซ์ หว่อง กับคำเตือนที่นักธุรกิจไทยต้องรู้</title>
		<link>https://www.thesignals.net/economic-crisis-stagflation-ai-2026/</link>
					<comments>https://www.thesignals.net/economic-crisis-stagflation-ai-2026/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[deawbb3@gmail.com]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 05 May 2026 09:29:54 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Macroeconomics]]></category>
		<category><![CDATA[Stagflation]]></category>
		<category><![CDATA[การลงทุน 2026]]></category>
		<category><![CDATA[ทิศทางธุรกิจไทย]]></category>
		<category><![CDATA[ผลกระทบ AI]]></category>
		<category><![CDATA[พัฒนาทักษะ AI]]></category>
		<category><![CDATA[ลอว์เรนซ์ หว่อง]]></category>
		<category><![CDATA[วิกฤตเศรษฐกิจ 2026]]></category>
		<category><![CDATA[ห่วงโซ่อุปทาน]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐกิจฝืดเคือง]]></category>
		<category><![CDATA[แนวโน้มเศรษฐกิจโลก]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.thesignals.net/?p=3099</guid>

					<description><![CDATA[<p>หากใครกำลังจับตาดูทิศทางเศรษฐกิจโลกและการเปลี่ยนแปลงระด [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thesignals.net/economic-crisis-stagflation-ai-2026/">วิธีรับมือวิกฤตเศรษฐกิจ 2026 จาก ลอว์เรนซ์ หว่อง กับคำเตือนที่นักธุรกิจไทยต้องรู้</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thesignals.net">The Signals</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">หากใครกำลังจับตาดูทิศทางเศรษฐกิจโลกและการเปลี่ยนแปลงระดับมหภาค นี่คือ ถ้อยแถลงของ ลอว์เรนซ์ หว่อง (Lawrence Wong) นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสิงคโปร์ ในงาน May Day Rally 2026 เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2026 ณ Downtown East, D&#8217;Marquee ได้ฉายภาพให้เห็นถึงพายุลูกใหญ่ที่กำลังก่อตัว ทั้งในแง่ของภูมิรัฐศาสตร์ วิกฤตซัพพลายเชน ไปจนถึงคลื่นลูกใหม่อย่าง Artificial Intelligence (AI) ที่กำลังดิสรัปต์ทุกวงการ</span></p>
<h2><strong>วิธีรับมือวิกฤตเศรษฐกิจ 2026 จาก ลอว์เรนซ์ หว่อง กับคำเตือนที่นักธุรกิจไทยต้องรู้</strong></h2>
<p><span style="font-weight: 400;"><img fetchpriority="high" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-3160" src="https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/05/Artboard-1-copy-3_0-819x1024.jpg" alt="วิธีรับมือวิกฤตเศรษฐกิจ 2026 จาก ลอว์เรนซ์ หว่อง กับคำเตือนที่นักธุรกิจไทยต้องรู้" width="819" height="1024" title="วิธีรับมือวิกฤตเศรษฐกิจ 2026 จาก ลอว์เรนซ์ หว่อง กับคำเตือนที่นักธุรกิจไทยต้องรู้" srcset="https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/05/Artboard-1-copy-3_0-819x1024.jpg 819w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/05/Artboard-1-copy-3_0-240x300.jpg 240w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/05/Artboard-1-copy-3_0-768x960.jpg 768w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/05/Artboard-1-copy-3_0-750x938.jpg 750w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/05/Artboard-1-copy-3_0-1140x1425.jpg 1140w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/05/Artboard-1-copy-3_0.jpg 1200w" sizes="(max-width: 819px) 100vw, 819px" /></span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากใครกำลังจับตาดูทิศทางเศรษฐกิจโลกและการเปลี่ยนแปลงระดับมหภาค นี่คือ ถ้อยแถลงของ ลอว์เรนซ์ หว่อง (Lawrence Wong) นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสิงคโปร์ ในงาน May Day Rally 2026 เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2026 ณ Downtown East, D&#8217;Marquee ได้ฉายภาพให้เห็นถึงพายุลูกใหญ่ที่กำลังก่อตัว ทั้งในมิติของภูมิรัฐศาสตร์ วิกฤตซัพพลายเชน ไปจนถึงคลื่นลูกใหม่อย่างเทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่กำลังเข้ามาดิสรัปต์ทุกวงการ</span></p>
<h3><b>พายุลูกใหม่ (New Storm) และความเสี่ยงของ Stagflation</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">นายกรัฐมนตรีลอว์เรนซ์ หว่อง ได้เริ่มต้นด้วยการขอบคุณพลังของแรงงานสิงคโปร์ที่ร่วมมือกันฝ่าฟันความท้าทายในปีที่ผ่านมาจนเศรษฐกิจเติบโตได้ดีกว่าที่คาดการณ์ แต่ทว่าเวลานี้ไม่ใช่เวลาที่จะมาหยุดพัก เพราะพายุลูกใหม่กำลังเตรียมปะทะและรุนแรงกว่าเดิมมาก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงอยู่ในสภาวะที่มีความไม่แน่นอนสูง การปะทะกันหยุดชะงักลงชั่วคราว แต่ความตึงเครียดยังคงคุกรุ่น อิหร่านได้ทำการปิดช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) และสหรัฐอเมริกาก็ตอบโต้ด้วยการบล็อกท่าเรือของอิหร่าน ส่งผลให้เกิดจุดเผชิญหน้าที่ไม่มีฝ่ายใดยอมถอย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ปัจจุบันช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดมานานกว่า 2 เดือนแล้ว ผลกระทบที่เกิดขึ้นไม่ได้มีแค่เรื่องราคาสินค้าที่พุ่งสูงขึ้น แต่ยังรวมถึงภาวะอุปทานที่ตึงตัวอย่างหนัก เอเชียได้รับผลกระทบหนักเป็นพิเศษเนื่องจากพึ่งพาพลังงานและวัตถุดิบสำคัญจากอ่าวเปอร์เซียในระดับที่สูงมาก บางประเทศเริ่มเผชิญกับปัญหาขาดแคลนเชื้อเพลิง สายการบินลดเที่ยวบิน และโรงงานรายงานถึงความล่าช้าในการผลิต ยิ่งไปกว่านั้น วิกฤตจะไม่หยุดแค่พลังงาน แต่ปุ๋ย อาหาร และปัจจัยการผลิตที่จำเป็นอื่นๆ จะเป็นเป้าหมายต่อไป</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้ช่องแคบจะกลับมาเปิดใช้งานได้ แต่ทุกอย่างจะไม่ได้กลับสู่สภาวะปกติในทันที เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานได้รับความเสียหาย เส้นทางเดินเรือต้องได้รับการเก็บกู้ทุ่นระเบิด และต้องใช้เวลาหลายเดือนในการฟื้นฟูความเชื่อมั่นของบริษัทประกันภัยและผู้เดินเรือ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความเสี่ยงของการเกิดภาวะ &#8220;Stagflation&#8221; ซึ่งเป็นส่วนผสมที่อันตรายระหว่างความชะงักงันของเศรษฐกิจ (Stagnation) และอัตราเงินเฟ้อที่พุ่งสูง (Inflation) คนรุ่นใหญ่อาจจำวิกฤตการณ์น้ำมัน (Oil shocks) ในช่วงยุค 70 ได้ดี ซึ่งครั้งนั้น สร้างความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัสให้กับธุรกิจและคนทำงาน ปัจจุบัน สำนักงานพลังงานสากล (IEA) ได้ออกมาเตือนแล้วว่า วิกฤตในปัจจุบันอาจรุนแรงยิ่งกว่ายุค 70 เสียอีก นี่คือ สัญญาณเตือนที่นักลงทุนต้องเตรียมจัดพอร์ตรับแรงกระแทกอย่างรัดกุม</span></p>
<h3><b>รากฐานที่แข็งแกร่ง คือ เกราะป้องกันชั้นดี</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้ความจริงจะดูน่าหวั่นวิตก แต่สิงคโปร์ไม่ได้เผชิญหน้ากับวิกฤตนี้จากจุดที่อ่อนแอ ความได้เปรียบของสิงคโปร์ถูกสร้างสมมาอย่างยาวนานผ่านการวางแผนเชิงกลยุทธ์ ไม่ว่าจะเป็นการถมทะเลเพื่อสร้างเกาะจูร่ง (Jurong Island) การพัฒนาอุตสาหกรรมโรงกลั่น การสร้างคลังเก็บน้ำมันใต้ดิน Jurong Rock Caverns ทั้งที่ประเทศไม่มีทรัพยากรน้ำมันหรือก๊าซธรรมชาติเลย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ปัจจุบัน สิงคโปร์กลายเป็นโหนดสำคัญของกระแสการไหลเวียนพลังงานระดับโลก บริษัทพลังงานชั้นนำเชื่อมต่อกับเครือข่ายอุปทานที่หลากหลาย เมื่อแหล่งพลังงานใดสะดุด ก็สามารถดึงทรัพยากรจากแหล่งอื่นมาทดแทนได้ ความสำเร็จนี้ต้องยกเครดิตให้กับแรงงานในกลุ่มอุตสาหกรรมน้ำมัน ปิโตรเคมี พลังงาน และเคมีภัณฑ์ หรือกลุ่ม OPEC (OPEC cluster) ของสิงคโปร์ที่ทำงานอย่างทุ่มเท</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้ออกมาตรการช่วยเหลืออย่างทันท่วงที เช่น เงินคืน U-Save การแจกเงินสด และการเลื่อนแจก CDC Vouchers ให้เร็วขึ้น พร้อมยืนยันว่าจะมีการสนับสนุนเพิ่มเติมหากสถานการณ์ท้าทายมากขึ้น ในขณะเดียวกัน ภาคธุรกิจอย่าง NTUC FairPrice ก็เข้ามามีส่วนร่วมด้วยการตรึงราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น</span></p>
<h3><b>การเปลี่ยนผ่านสู่ยุค AI (AI Transformation)</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกเหนือจากวิกฤตเศรษฐกิจ พลังขับเคลื่อนที่กำลังพลิกโฉมโลกอย่างรุนแรงที่สุดคือปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า AI คือ เทคโนโลยีที่เป็นตัวกำหนดนิยามของยุคสมัย จากที่เมื่อ 4 ปีที่แล้วยังไม่มีใครรู้จัก ChatGPT แต่วันนี้แนวหน้าของการพัฒนา AI กำลังเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำงานไปอย่างสิ้นเชิง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สิ่งที่น่าสนใจ คือ ข้อมูลพฤติกรรมการเขียนโปรแกรมของ Google เมื่อสองปีก่อน AI ช่วยเขียนโค้ดให้บริษัท 25% ปีที่แล้วเพิ่มเป็น 50% และวันนี้ตัวเลขพุ่งไปถึง 75% วิศวกรซอฟต์แวร์ไม่ได้หายไปไหน แต่บทบาทของพวกเขาเปลี่ยนจากการเป็นแค่คนเขียนโค้ด สู่การเป็นสถาปนิก ผู้ดูแลระบบ และผู้สร้างสถาปัตยกรรมโครงสร้าง (System builders)</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เรากำลังก้าวเข้าสู่ยุคของ<strong> &#8220;ผู้ช่วย AI อัจฉริยะ&#8221; (AI agents)</strong> ที่สามารถวางแผนและลงมือจัดการงานที่ซับซ้อนตั้งแต่ต้นจนจบ งานที่เคยต้องใช้คนทั้งทีม วันนี้คนเพียงคนเดียวที่ใช้ AI agents เป็นก็สามารถจัดการได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สิงคโปร์ได้จัดตั้งสภาปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติ (National AI Council) เพื่อสร้างขีดความสามารถด้าน AI ระดับลึกซึ้ง โดยมีเป้าหมายหลัก คือ การทำให้ AI สร้างประโยชน์ให้กับคนทำงานทุกคน ปัจจุบัน Google DeepMind ได้เปิดห้องปฏิบัติการวิจัย AI แห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่สิงคโปร์ โดยมีชาวสิงคโปร์อย่าง Yi Tay บัณฑิตจาก NTU เป็นหนึ่งในผู้นำทีมพัฒนา Gemini โมเดล AI ระดับเรือธงของ Google</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากนี้ บริษัทยังดึงดูดการลงทุนจากสตาร์ทอัพอย่าง Advanced Machine Intelligence ที่ก่อตั้งโดย Yann LeCun ซึ่งกำลังพัฒนา &#8220;Physical AI&#8221; ที่เข้าใจและโต้ตอบกับโลกความเป็นจริงได้ โดยสิงคโปร์เป็นหนึ่งในสำนักงาน 4 แห่งทั่วโลกของบริษัทนี้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การปรับตัวในระดับองค์กรก็เห็นผลชัดเจน เช่น DBS ที่ให้พนักงานทุกคนฝึกอบรมใช้เครื่องมือ AI ตัวอย่างที่สร้างแรงบันดาลใจ คือ Ali Jinah Mohamed Yusuf พนักงานที่อยู่กับ DBS มา 26 ปี เริ่มต้นจากเจ้าหน้าที่บริการลูกค้า แต่ปัจจุบันเขาเรียนรู้ทักษะ AI จนได้เป็นผู้นำทีมงาน 20 คน คอยขับเคลื่อนโปรเจกต์ AI เพื่อยกระดับบริการ</span></p>
<h3><b>ไตรภาคีและการเสริมพลังคนทำงาน (Support for Workers &amp; Tripartism)</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ความกังวลเรื่อง AI แย่งงานเป็นเรื่องปกติ เหมือนยุค 90 ที่สเปรดชีต Excel เข้ามาลดบทบาทเสมียนป้อนข้อมูล แต่ก็สร้างโอกาสให้นักวิเคราะห์ รัฐบาลสิงคโปร์ให้คำมั่นว่าจะสร้างงานใหม่ที่ดีกว่าเดิม โดยประกาศควบรวม WSG และ SSG เข้าเป็นหน่วยงานใหม่ชื่อ Skills and Workforce Development Agency (SWDA) ภายใต้กระทรวงแรงงาน (MOM) และกระทรวงศึกษาธิการ (MOE) พร้อมยกระดับ SkillsFuture พอร์ทัล และให้สิทธิ์ผู้เรียนเข้าถึงเครื่องมือ AI ระดับพรีเมียมฟรี 6 เดือน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ความสำเร็จของสิงคโปร์มาจากระบบไตรภาคี (Tripartism) ที่รัฐบาล สหภาพแรงงาน และนายจ้าง ทำงานร่วมกันเป็นพันธมิตร ผ่านกลไก Company Training Committees (CTCs) ซึ่งสร้างผลลัพธ์แบบ win, win, win ให้กับทุกฝ่าย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ตัวอย่างที่เห็นภาพชัด คือ โรงพยาบาล Tan Tock Seng ที่ Nurse Manager อย่างคุณ Mo Minyi ร่วมพัฒนาเครื่องมือจัดตารางเวรด้วย AI ลดเวลาทำงานที่ซับซ้อนจากมากกว่า 1 ชั่วโมง เหลือเพียง 15 นาที ทำให้การทำงานยืดหยุ่นและมีประสิทธิภาพมากขึ้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อีกหนึ่งกรณีศึกษา คือ SMRT ที่นำระบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์ และ AI มาจัดการศูนย์ซ่อมบำรุง Bishan Depot โดยประยุกต์ใช้แนวทาง &#8220;ไคเซ็น&#8221; (Kaizen) พนักงานอย่าง Yahya Kharthi วัย 62 ปีที่ทำงานมานานกว่า 30 ปี สามารถทำงานต่อได้อย่างปลอดภัยและมีพลัง การปรับปรุงนี้ทำให้ SMRT จ่ายโบนัสพิเศษ &#8220;Kaizen Bonus&#8221; จำนวน 1,600 ดอลลาร์ ให้กับพนักงานทุกคนในปีนี้ SMRT ยังทำหน้าที่เป็น &#8220;บริษัทแม่ข่าย&#8221; (Queen Bee company) ช่วยเครือข่าย SME นำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้ด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สิงคโปร์ยังมีแผนขยายสเกล CTC เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่ยุค AI โดยจัดตั้งสภางานไตรภาคี (Tripartite Jobs Council) เพื่อประสานความพยายามให้ AI เกิดประโยชน์สูงสุดต่อพนักงาน</span></p>
<h3><b>วิถีแห่งสิงคโปร์ </b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ตลอด 65 ปี ขบวนการแรงงานสิงคโปร์ฝ่าฟันการเปลี่ยนแปลงมาทุกยุค ตั้งแต่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมในยุค 60-70 คอมพิวเตอร์ยุค 80 โลกาภิวัตน์ยุค 90 ตลอดจนวิกฤตต้มยำกุ้ง ซาร์ส ซับไพรม์ และโควิด ความสำเร็จเกิดจากความเชื่อใจและนวัตกรรมที่พัฒนาขึ้นเอง สิงคโปร์ไม่มีสวัสดิการแบบให้เปล่า (Welfare) แต่ใช้ Workfare ไม่มีค่าแรงขั้นต่ำ (Minimum Wage) แต่ใช้ Progressive Wages และไม่มีประกันการว่างงาน (Unemployment insurance) แต่ใช้ Job Seeker Support</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผู้นำสิงคโปร์ทิ้งท้ายด้วยเรื่องราวของความไม่ทอดทิ้งกัน เมื่อเกิดวิกฤตในตะวันออกกลาง รัฐบาลและกองทัพสิงคโปร์ (SAF) ได้พาประชาชนกลับบ้านอย่างปลอดภัย Nisar Keshvani หนึ่งในผู้โดยสารได้บรรยายถึงความรู้สึกเมื่อได้ยินคำว่า &#8220;ยินดีต้อนรับกลับบ้าน&#8221; บนเครื่อง RSAF ซึ่งไม่ใช่แค่คำทักทาย แต่คือคำสัญญาว่าประเทศจะดูแลคนของตนเสมอ ไม่ว่าสถานการณ์จะเลวร้ายเพียงใด</span></p>
<h3><b>บทวิเคราะห์ ถอดรหัสความเสี่ยงเศรษฐกิจ 2026 สู่การประเมินภาพจำลองและทางรอดของประเทศไทย</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ถ้อยแถลงของนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ ลอว์เรนซ์ หว่อง ไม่ได้เป็นเพียงการส่งสัญญาณเตือนภายในประเทศของตนเท่านั้น แต่ยังเป็นเสมือนมาตรวัดความเสี่ยงที่สะท้อนถึงโครงสร้างเศรษฐกิจทั่วภูมิภาคเอเชีย รวมถึงประเทศไทย เมื่อวิเคราะห์จากเค้าลางของพายุเศรษฐกิจที่กำลังก่อตัว ทั้งประเด็นความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อ และการอุบัติขึ้นของคลื่นเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ คำถามสำคัญที่ภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมไทยต้องเร่งหาคำตอบ คือ โครงสร้างเศรษฐกิจและตลาดแรงงานของเราพร้อมรับแรงกระแทกนี้มากน้อยเพียงใด</span></p>
<h3><b>ความเปราะบางด้านห่วงโซ่อุปทานและเงาของภาวะ Stagflation</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ประการแรก คือ เมื่อพิจารณาถึงความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และวิกฤตพลังงาน ประเทศไทยมีโครงสร้างที่แตกต่างจากสิงคโปร์อย่างมีนัยสำคัญ แม้สิงคโปร์จะไม่มีทรัพยากรธรรมชาติ แต่ได้สร้างความได้เปรียบเชิงกลยุทธ์ผ่านการเป็นศูนย์กลางการกลั่นและสำรองพลังงานระดับโลก ในทางกลับกัน ประเทศไทยยังคงพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบและพลังงานในสัดส่วนที่สูงมาก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซทวีความรุนแรงจนนำไปสู่การชะงักงันของห่วงโซ่อุปทานระดับโลก ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับไทยย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ ต้นทุนการผลิตในภาคอุตสาหกรรมและต้นทุนการขนส่งจะปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว สอดคล้องกับรายงานการวิเคราะห์แนวโน้มเศรษฐกิจจากธนาคารโลก (World Bank) และการประเมินความเสี่ยงของธนาคารแห่งประเทศไทย (BOT) ที่ระบุอย่างต่อเนื่องว่า ประเทศกำลังพัฒนาที่พึ่งพาการส่งออกและการนำเข้าพลังงาน มีความเสี่ยงสูงที่จะเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวร่วมกับอัตราเงินเฟ้อที่ทรงตัวในระดับสูง (Stagflation) ภาคธุรกิจไทยจึงจำเป็นต้องวางแผนบริหารจัดการความเสี่ยงด้านซัพพลายเชนและกระจายความเสี่ยงด้านแหล่งวัตถุดิบตั้งแต่บัดนี้</span></p>
<h3><b>การเปลี่ยนผ่านสู่ยุค AI Agents และสมรภูมิการมองเห็นบนโลกดิจิทัล</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกเหนือจากปัจจัยทางเศรษฐกิจมหภาคแล้ว คลื่นการเปลี่ยนแปลงที่รุนแรงและจับต้องได้มากที่สุด คือ การก้าวเข้าสู่ยุคของ AI Agents อย่างเต็มรูปแบบ การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้ส่งผลกระทบแค่ในสายงานวิศวกรรมซอฟต์แวร์ แต่กำลังเจาะลึกเข้าไปถึงพฤติกรรมของผู้บริโภคและกระบวนการเข้าถึงข้อมูล</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อพฤติกรรมการค้นหาข้อมูลของผู้บริโภคเปลี่ยนจากการใช้ Search Engine แบบดั้งเดิม ไปสู่การตั้งคำถามและสนทนากับระบบปัญญาประดิษฐ์ ภาคธุรกิจไทยจึงไม่อาจพึ่งพากลยุทธ์การตลาดดิจิทัลแบบเดิมได้อีกต่อไป โครงสร้างพื้นฐานของเว็บไซต์และแพลตฟอร์มธุรกิจจะต้องถูกยกระดับให้เป็นรูปแบบ AI-Friendly อย่างสมบูรณ์แบบ </span></p>
<h3><b>ความท้าทายของตลาดแรงงานไทยภายใต้การจี้ติดของเทคโนโลยี</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อพิจารณาในมิติของทรัพยากรมนุษย์ สิงคโปร์ประสบความสำเร็จอย่างสูงในการใช้กลไกไตรภาคี (Tripartism) เพื่อประสานความร่วมมือระหว่างรัฐ เอกชน และสหภาพแรงงาน ในการยกระดับทักษะและนำ AI มาใช้เพื่อลดระยะเวลาการทำงาน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในขณะเดียวกัน โครงสร้างตลาดแรงงานของไทยยังคงเผชิญกับความท้าทายที่แตกต่างออกไป ข้อมูลจากการวิเคราะห์ของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) มักชี้ให้เห็นถึงปัญหาช่องว่างทางทักษะ (Skills Gap) โดยเฉพาะทักษะด้านดิจิทัลและการคิดวิเคราะห์ขั้นสูง หากภาคเอกชนไทยพยายามนำ AI เข้ามาลดต้นทุนโดยปราศจากแผนการพัฒนาบุคลากรรองรับ อาจก่อให้เกิดปัญหาการเลิกจ้างในกลุ่มแรงงานธุรการและงานที่ทำซ้ำๆ เป็นวงกว้าง ทางออกที่ยั่งยืน คือ การสร้างระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้ภายในองค์กร เพื่อเปลี่ยนผ่านพนักงานให้กลายเป็นผู้ควบคุมและประยุกต์ใช้เทคโนโลยี มากกว่าการปล่อยให้เทคโนโลยีเข้ามาแทนที่คนโดยสมบูรณ์</span></p>
<h3><b>มุมมองและสัญญาณเตือนสู่โอกาสการลงทุน </b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">จากถ้อยแถลงของผู้นำสิงคโปร์ที่สะท้อนภาพความจริงของเศรษฐกิจระดับมหภาค สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่แค่คำเตือนสำหรับคนทำงานเท่านั้น แต่เป็น &#8220;สัญญาณเตือนภัยระดับเรดาร์&#8221; ที่นักลงทุนไทยและทั่วโลกต้องนำมาตีความเพื่อปรับพอร์ตการลงทุนอย่างเร่งด่วน</span></p>
<ol>
<li><b> จับตาความเสี่ยง Stagflation (เงินเฟ้อสูง + เศรษฐกิจฝืด)</b><span style="font-weight: 400;"> การเตือนถึงความเสี่ยงที่จะเกิด Stagflation ที่อาจรุนแรงกว่ายุค 70s จากผลกระทบของวิกฤตภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่กระทบราคาน้ำมันและซัพพลายเชน แปลว่านักลงทุนต้องระวังหุ้นกลุ่มที่อิงกับการเติบโตทางเศรษฐกิจมากๆ (Cyclical stocks) และควรโยกพอร์ตบางส่วนเข้าสู่ </span><b>Defensive Asset</b><span style="font-weight: 400;"> หรือสินทรัพย์ต้านเงินเฟ้อ เช่น หุ้นในกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodities), พลังงานต้นน้ำ, โครงสร้างพื้นฐาน หรือแม้แต่ทองคำ ซึ่งมักจะทำผลงานได้ดีในสภาวะที่เงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูงแบบยืดเยื้อ</span></li>
<li><b> AI ไม่ใช่แค่เทรนด์ แต่เป็น &#8220;ผู้คุมเกม&#8221; ใหม่</b><span style="font-weight: 400;"> คำกล่าวที่ว่า AI เขียนโค้ดให้ Google ไปแล้วถึง 75% และการมาของ </span><b>AI Agents</b><span style="font-weight: 400;"> กำลังส่งสัญญาณชัดเจนว่า บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่และสตาร์ทอัพที่เชี่ยวชาญด้าน AI อย่างแท้จริง (Physical AI หรือ Generative AI) จะกลายเป็นกลุ่มที่กุมอำนาจการเติบโตของโลก การลงทุนใน Tech Stocks จึงต้องเลือกผู้ชนะที่สามารถฝัง AI เข้าไปในกระบวนการทำงานได้จริงเพื่อลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพแบบทวีคูณ (เช่น คลาวด์, โครงสร้างพื้นฐาน AI, และ Data Center)</span></li>
<li><b> การปรับตัวของธุรกิจดั้งเดิม (Transformation Premium)</b><span style="font-weight: 400;"> เคสสตัดดี้ของ SMRT หรือ DBS ที่ยอมทุ่มเงินและเวลาเพื่อ Reskill พนักงานและดึง AI มาใช้จนสำเร็จ ชี้ให้เห็นว่า หุ้นในกลุ่มอุตสาหกรรมดั้งเดิม (ธนาคาร, ขนส่ง, สาธารณสุข) หากองค์กรไหนที่ผู้บริหารมีวิสัยทัศน์ในการทำ Digital / AI Transformation ได้สำเร็จ องค์กรนั้นจะกดต้นทุน (Cost-to-income ratio) ลงได้อย่างมหาศาล และพร้อมที่จะมอบผลตอบแทนคืนสู่ผู้ถือหุ้นในระยะยาว</span></li>
</ol>
<p><span style="font-weight: 400;">สรุปโลกกำลังเปลี่ยนผ่านด้วยความเร็วที่ไม่เคยมีมาก่อน ดังนั้น สิ่งที่เราคาดการณ์ได้ตามพื้นฐานความเป็นจริง คือ ภาวะเศรษฐกิจตึงตัวและปัญหาด้านซัพพลายเชนอาจกลายเป็น &#8220;ความปกติใหม่&#8221; (New Normal) ที่ยืดเยื้อ การลงทุนจะมีความท้าทายมากขึ้น สินทรัพย์ที่สามารถต้านทานภาวะเงินเฟ้อและธุรกิจที่นำ AI เข้ามาเสริมประสิทธิภาพการดำเนินงาน (Operation Efficiency) จะกลายเป็นกลุ่มผู้นำในตลาด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้นนักลงทุนที่จะอยู่รอดคือคนที่มองเห็น &#8220;พายุ&#8221; ล่วงหน้า และเตรียม &#8220;พอร์ต&#8221; ให้พร้อมรับมือแบบเดียวกับที่นายกสิงคโปร์ได้เตรียมให้ประเทศของเขานั่นเอง!</span></p>
<p><b>ตารางสรุป 2 พายุยักษ์สะเทือนเศรษฐกิจโลก 2026 ไทยพร้อมรับมือแค่ไหน?</b></p>
<table>
<tbody>
<tr>
<td><b>ปัจจัยความเสี่ยงหลัก</b></td>
<td><b>สถานการณ์ระดับโลก</b></td>
<td><b>ผลกระทบต่อประเทศไทย</b></td>
<td><b>ทางรอดและการปรับตัว</b></td>
</tr>
<tr>
<td><b>1. วิกฤต Stagflation &amp; ซัพพลายเชน</b></td>
<td><span style="font-weight: 400;">ตะวันออกกลางตึงเครียด ปิดช่องแคบฮอร์มุซ พลังงานขาดแคลน เงินเฟ้อพุ่ง</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">ต้นทุนอุตสาหกรรม/ขนส่งพุ่งปรี๊ด เสี่ยงเจอภาวะเศรษฐกิจฝืดเคือง</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">กระจายความเสี่ยงซัพพลายเชน โยกพอร์ตลงทุนสู่ Defensive Asset (เช่น ทองคำ, โภคภัณฑ์)</span></td>
</tr>
<tr>
<td><b>2. การเปลี่ยนผ่านสู่ยุค AI Agents</b></td>
<td><span style="font-weight: 400;">AI เข้าแทรกแซงงานซับซ้อน (เช่น AI เขียนโค้ดให้ Google 75%)</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">เกิดช่องว่างทางทักษะ เสี่ยงตกงานเป็นวงกว้าง ธุรกิจถูกดิสรัปต์</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">องค์กรต้อง Reskill ด่วน ปรับโครงสร้างเว็บให้เป็น AI-Friendly (ทำ AEO)</span></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h3><b>อ่านสุนทรพจน์ของนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ Lawrence Wong </b><b>ฉบับเต็ม</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เพื่อให้ทุกคนได้เห็นภาพรวมและนำไปปรับใช้กับวิสัยทัศน์การลงทุนและการทำงานในยุคปัจจุบัน… ท่านประธาน และเลขาธิการ NTUC ท่านประธาน SNEF พี่น้องเครือข่ายแรงงาน และสหายทุกท่าน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อรุณสวัสดิ์ และสุขสันต์วันแรงงาน! รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้เห็นพวกคุณทุกคนมารวมตัวกันเป็นหนึ่งเดียวในฐานะขบวนการแรงงานที่นี่</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ย้อนกลับไปเมื่อตอนที่เราพบกันปีที่แล้ว ผมเคยกล่าวไว้ว่าพายุกำลังก่อตัว โลกของเรากำลังก้าวเข้าสู่ความอันตรายมากขึ้น กำแพงการค้าถูกตั้งให้สูงขึ้น ความไม่แน่นอนพุ่งทะยาน และความเสี่ยงต่างๆ ก็เริ่มสะสมตัว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อพายุลูกนั้นพัดมาถึง เราไม่ได้หลบซ่อน เราไม่ได้ถอยหนี บริษัทต่างๆ ไม่ได้ใช้วิธีมักง่ายด้วยการหั่นต้นทุนและทอดทิ้งพนักงาน สหภาพแรงงานเองก็ไม่ได้ต่อต้านความเปลี่ยนแปลง แต่สิ่งที่เราทำคือวิถีทางที่ชาวสิงคโปร์ทำมาโดยตลอด นั่นคือ การร่วมมือกัน เราปรับตัว และเราฝ่าฟันมันมาได้จนแข็งแกร่งกว่าเดิม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และการทำงานเป็นทีมของเราก็ผลิดอกออกผล เราสามารถรักษาการจ้างงานไว้ได้ รายได้ที่แท้จริงปรับตัวสูงขึ้น เศรษฐกิจของเราทำผลงานได้ดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ เราผ่านพ้นมรสุมมาได้เพราะทุกคนในสิงคโปร์ ไม่ว่าจะเป็นภาคธุรกิจ สหภาพแรงงาน และรัฐบาล ยืนหยัดร่วมกันเป็นหนึ่งเดียว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้น ในเช้าวันนี้ ผมอยากจะเริ่มต้นด้วยการขอบคุณพวกคุณทุกคน ขอบคุณสำหรับการทำงานหนัก ขอบคุณสำหรับความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน แต่ที่สำคัญที่สุด คือ ขอบคุณที่ยังคงเชื่อมั่นในสิงคโปร์!</span></p>
<p><b>พายุลูกใหม่ (New Storm)</b><span style="font-weight: 400;"> เราทำได้ดีเยี่ยมในปีที่ผ่านมา แต่เวลานี้ไม่ใช่เวลาที่จะมาหยุดพัก พายุลูกแรกยังไม่ทันพ้นผ่านไปอย่างสมบูรณ์ พายุลูกใหม่ก็เตรียมปะทะเราอีกระลอก และขอบอกเลยว่าลูกนี้รุนแรงกว่าเดิมมาก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สถานการณ์ในตะวันออกกลางมีการเปลี่ยนแปลงและยังคงอยู่ในสภาวะที่มีความไม่แน่นอนสูงมาก การปะทะกันหยุดชะงักลงชั่วคราว แต่ความตึงเครียดยังคงคุกรุ่น อิหร่านได้ทำการปิดช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) และสหรัฐอเมริกาก็ตอบโต้ด้วยการบล็อกท่าเรือของอิหร่าน เรากำลังอยู่ในจุดเผชิญหน้าที่ตึงเครียดสุดขีด ไม่มีฝ่ายไหนยอมถอย และยังมองไม่เห็นเส้นทางแห่งการคลี่คลายที่ชัดเจน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดมานานกว่า 2 เดือนแล้ว ผลกระทบที่เกิดขึ้นไม่ได้สะท้อนให้เห็นแค่เรื่องของราคาข้าวของที่แพงขึ้นเท่านั้น แต่ยังรวมถึงภาวะอุปทานที่ตึงตัวอย่างหนัก และที่เอเชียบ้านเราก็ได้รับผลกระทบหนักเป็นพิเศษ เพราะเราพึ่งพาพลังงานและวัตถุดิบสำคัญจากอ่าวเปอร์เซียในระดับที่สูงมาก บางประเทศในภูมิภาคของเราเริ่มเผชิญกับปัญหาขาดแคลนเชื้อเพลิงแล้ว สายการบินต่างๆ พากันลดเที่ยวบิน โรงงานหลายแห่งรายงานถึงความล่าช้าในการผลิต และวิกฤตการหยุดชะงักนี้จะไม่หยุดอยู่แค่เรื่องของพลังงานเท่านั้น ปุ๋ย อาหาร และปัจจัยการผลิตที่จำเป็นอื่นๆ จะเป็นเป้าหมายต่อไปที่จะถูกโจมตี เราคาดการณ์ได้เลยว่าจะเกิดภาวะขาดแคลนในสินค้าอีกหลายรายการตามมา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้กระทั่งในตอนที่ช่องแคบกลับมาเปิดให้ใช้งานได้อีกครั้ง ทุกอย่างจะไม่ได้กลับสู่สภาวะปกติในทันที ทำไมน่ะหรือ? ก็เพราะท่าเรือและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานได้รับความเสียหายไปแล้ว เส้นทางเดินเรือจำเป็นต้องได้รับการเก็บกู้ทุ่นระเบิด ความเชื่อมั่นจะต้องถูกฟื้นฟูกลับมา เพื่อให้แน่ใจว่าเรือสินค้าจะสามารถแล่นผ่านได้อย่างปลอดภัย บริษัทประกันภัยพร้อมที่จะรับประกัน และผู้คนกล้าพอที่จะเสี่ยงเดินทางผ่านช่องแคบนี้ เรื่องพวกนี้ไม่สามารถเสกให้ฟื้นฟูได้ในชั่วข้ามคืน อย่างน้อยๆ ต้องใช้เวลาหลายเดือนกว่าสถานการณ์จะเริ่มนิ่ง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้น เราไม่ควรคาดหวังว่าวิกฤตครั้งนี้จะจบลงในเร็ววัน ในความเป็นจริงแล้ว แรงกดดันต่างๆ มีแนวโน้มที่จะทวีความรุนแรงขึ้น การหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานจะยังคงอยู่และอาจเลวร้ายลงไปอีกในหลายเดือนข้างหน้า เมื่อมองไปในระดับโลก อัตราเงินเฟ้อจะพุ่งสูงขึ้น โดยจะลามจากภาคพลังงานไปยังหมวดอาหาร และกระจายไปสู่ของใช้จำเป็นอื่นๆ บางเศรษฐกิจอาจถึงขั้นลื่นไถลเข้าสู่ภาวะถดถอย (Recession) และสิงคโปร์ก็จะสัมผัสได้ถึงผลกระทบนี้แบบเต็มๆ การเติบโตของเราในปีนี้จะชะลอตัวลง และเงินเฟ้อจะอยู่ในระดับที่สูงขึ้น ซึ่งทั้งหมดนี้จะสร้างแรงกดดันอย่างแท้จริงต่อทั้งภาคธุรกิจ คนทำงาน และภาคครัวเรือน</span></p>
<p><b>ชาวสิงคโปร์รุ่นใหญ่น่าจะยังจำวิกฤตการณ์น้ำมัน (Oil shocks) ในช่วงยุค 70 ได้ดี</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในช่วงเวลานั้นโลกต้องเผชิญกับภาวะ &#8220;Stagflation&#8221; ครั้งใหญ่ ซึ่ง Stagflation ก็คือ ส่วนผสมที่ลงตัวระหว่างความชะงักงันของเศรษฐกิจ (Stagnation) และอัตราเงินเฟ้อ (Inflation) ผลลัพธ์ คือ  คุณต้องเจอกับตัวเลขคนตกงานที่พุ่งสูงปรี๊ดควบคู่ไปกับข้าวของที่แพงหูฉี่ มันคือฝันร้ายที่สุดของทั้งสองขั้ว และสร้างความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัสให้กับธุรกิจและคนวัยทำงาน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ตอนนี้ ความเสี่ยงที่จะเกิด Stagflation กำลังก่อตัวขึ้นอีกครั้ง สำนักงานพลังงานสากล (International Energy Agency) ได้ออกมาเตือนแล้วว่าวิกฤตในปัจจุบันอาจรุนแรงยิ่งกว่าสิ่งที่โลกเคยเผชิญในยุค 70 เสียอีก </span><span style="font-weight: 400;">ดังนั้น เราต้องเตรียมตัวรับแรงกระแทก และเตรียมพร้อมสำหรับช่วงเวลาที่ยากลำบากยิ่งขึ้นที่รออยู่เบื้องหน้า และผมต้องการพูดกับพวกคุณทุกคนอย่างตรงไปตรงมา เพื่อให้พวกเราทุกคนได้เตรียมใจให้พร้อม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่ท่ามกลางความจริงอันโหดร้ายนี้ เราก็ยังสามารถมองไปข้างหน้าด้วยความมั่นใจลึกๆ ได้ เราไม่ได้เผชิญหน้ากับวิกฤตครั้งนี้จากจุดที่อ่อนแอ สิงคโปร์เตรียมพร้อมมาอย่างดี และเราอยู่ในจุดที่แข็งแกร่งกว่าเดิมมากในวันนี้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จุดยืนอันแข็งแกร่งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นชั่วข้ามคืน แต่ถูกสร้างสมมาอย่างยาวนาน เราตัดสินใจเลือกเส้นทางที่ยากลำบากมาตั้งแต่เนิ่นๆ ด้วยการบริหารการเงินอย่างรัดกุมและสร้างทุนสำรองของเราให้ปึกแผ่น ในขณะเดียวกัน เราก็ลงทุนเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงาน เราถมทะเลเพื่อสร้างพื้นที่ เราสร้างเกาะจูร่ง (Jurong Island) เราพัฒนาอุตสาหกรรมโรงกลั่นและปิโตรเคมี เราขุดลึกลงไปใต้ดินเพื่อสร้างคลังเก็บน้ำมันใต้ดิน Jurong Rock Caverns ทั้งๆ ที่เราไม่มีน้ำมัน ไม่มีก๊าซธรรมชาติ และไม่มีอะไรการันตีเลยว่าแผนพวกนี้จะรอด แต่เราก็กัดฟันเดินหน้าและสร้างสิ่งที่ไม่มีอยู่จริงให้เกิดขึ้นมาได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และในวันนี้ สิงคโปร์ได้กลายเป็นส่วนสำคัญของกระแสการไหลเวียนพลังงานระดับโลก สิ่งนี้มอบความได้เปรียบอย่างมหาศาลให้กับเรา บริษัทพลังงานชั้นนำระดับโลกต่างเข้ามาดำเนินธุรกิจที่นี่ ทั้งการกลั่น การจัดเก็บ และการซื้อขายน้ำมัน พวกเขาเชื่อมต่อกับเครือข่ายอุปทานที่หลากหลายทั่วโลก ดังนั้น เมื่อมีแหล่งพลังงานใดแหล่งหนึ่งสะดุด พวกเขาก็สามารถดึงทรัพยากรจากแหล่งอื่นมาทดแทนได้ นี่คือ ข้อได้เปรียบที่เราทุ่มเทสร้างมาหลายทศวรรษ มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เกิดจากการตัดสินใจอย่างรอบคอบ ความพยายามอย่างต่อเนื่อง และวินัยอันแน่วแน่ เราทำให้สิ่งนี้เกิดขึ้นมาได้ด้วยกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่ทั้งหมดนี้จะไม่สามารถขับเคลื่อนไปได้ด้วยตัวของมันเอง เบื้องหลังความสำเร็จทั้งหมด คือ ผู้คนของเรา คือ คนทำงานของเรา </span><span style="font-weight: 400;">และในเช้าวันนี้ ผมอยากจะขอตะโกนดังๆ เพื่อขอบคุณพี่น้องของเราในโรงกลั่น โรงไฟฟ้า และตลอดทั่วทั้งภาคอุตสาหกรรมน้ำมัน ปิโตรเคมี พลังงาน และเคมีภัณฑ์ พวกเขา คือ สหภาพแรงงานของเราในกลุ่มที่เรียกว่า OPEC (OPEC cluster) นี่ไม่ใช่ OPEC แบบที่คุณเห็นตามหน้าข่าว แต่เป็น OPEC ที่คอยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของเราในทุกๆ วัน พวกคุณทำงานกันแบบหามรุ่งหามค่ำ ข้ามคืน ข้ามวันหยุดสุดสัปดาห์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ ดังนั้น ผมขอขอบคุณสำหรับความทุ่มเทของพวกคุณ ที่ช่วยเปิดไฟให้สว่างไสวและขับเคลื่อนสิงคโปร์ให้เดินหน้าต่อไปได้!</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เป็นเพราะคนทำงานของเราทุกคน เป็นเพราะการตัดสินใจที่เราทำเมื่อหลายสิบปีก่อน ทำให้เราสามารถตอบสนองต่อวิกฤตได้จากจุดยืนที่แข็งแกร่ง เรากำลังทำงานอย่างใกล้ชิดกับประเทศที่มีแนวคิดตรงกันเพื่อเสริมสร้างความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทานและให้การสนับสนุนซึ่งกันและกัน เรากำลังรักษาเส้นทางอุปทานสำหรับพลังงานและสินค้าจำเป็นอื่นๆ ให้มั่นคง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ขณะเดียวกัน เรากำลังยกระดับการช่วยเหลือชาวสิงคโปร์ เราลงมือทำตั้งแต่เดือนที่แล้วด้วยการออกมาตรการช่วยเหลือต่างๆ เราให้ความช่วยเหลือภาคธุรกิจมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักสุดจากราคาพลังงานที่พุ่งสูง รวมถึงการอัดฉีดความช่วยเหลือให้ภาคครัวเรือน ทั้งในรูปแบบของเงินคืน U-Save, การแจกเงินสดที่เพิ่มขึ้น และการแจก CDC Vouchers ที่เร็วกว่ากำหนด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">รัฐบาลกำลังทำหน้าที่ในส่วนของตัวเองอย่างเต็มกำลัง และภาคธุรกิจก็สามารถเข้ามามีบทบาทร่วมกันได้ ตัวอย่างเช่น NTUC FairPrice ได้ประกาศตรึงราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นเพื่อช่วยให้ประชาชนยังจับจ่ายใช้สอยได้ ขอขอบคุณ FairPrice ผมอยากสนับสนุนให้ทุกบริษัททำในสิ่งที่สามารถทำได้ ช่วยเหลือพนักงานของคุณ และช่วยกันแบ่งเบาภาระให้กับชาวสิงคโปร์ไปพร้อมกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผมรู้ว่าหลายคนกำลังคิดอะไรอยู่ CDC vouchers เดิมทีมีกำหนดแจกในเดือนมกราคมปีหน้า แต่ตอนนี้ถูกเลื่อนเข้ามาแจกเร็วขึ้น พวกคุณคงมีคำถามว่า แล้วแบบนี้จะยังมีการสนับสนุนตามมาอีกไหมในภายหลัง?</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ให้ผมอธิบายแบบนี้ รัฐบาลได้ขยับตัวอย่างรวดเร็วในการรับมือเบื้องต้นกับวิกฤตครั้งนี้ แต่เราประเมินว่าสถานการณ์จะทวีความท้าทายมากขึ้นตลอดทั้งปีนี้ อย่างที่ผมเพิ่งอธิบายไป และถ้าสิ่งนั้นเกิดขึ้นจริง เราจะลงมือทำสิ่งต่างๆ เพิ่มเติมเพื่อช่วยเหลือต่อไป เพราะในช่วงเวลาแบบนี้ ชาวสิงคโปร์มั่นใจได้ในสิ่งเดียวเลยว่า รัฐบาลของพวกคุณจะลงมือทำ เราจะทำอย่างเด็ดขาด และเราจะยืนหยัดเคียงข้างพวกคุณ เคียงข้างชาวสิงคโปร์ทุกคนในทุกย่างก้าว</span></p>
<p><b>การเปลี่ยนผ่านสู่ยุค AI (AI Transformation)</b><span style="font-weight: 400;"> ความจริงในโลกที่เปลี่ยนไปใบนี้ ก็คือ มันจะมีความผันผวนเกิดขึ้นอีกมากมาย เราจะต้องเผชิญหน้ากับพายุลูกแล้วลูกเล่า</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เราจะมาแค่นั่งกอดเข่าภาวนาแล้วหวังให้ท้องฟ้ากลับมาสดใสไม่ได้ เราต้องก้าวไปข้างหน้า เพื่อขี่พายุทุกระลอกด้วยความมั่นใจ คว้าโอกาสใหม่ๆ และเสริมสร้างจุดยืนของเราบนเวทีโลกให้แข็งแกร่ง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากนี้ ยังมีพลังขับเคลื่อนระดับลึกซึ้งที่กำลังพลิกโฉมเศรษฐกิจโลก และอย่างที่เราทุกคนรู้ดี สิ่งที่ทรงพลังที่สุดในตอนนี้ก็คือ ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI (Artificial Intelligence)</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">AI คือ เทคโนโลยีที่เป็นตัวกำหนดนิยามของยุคสมัยเรา ลองคิดดูสิ แค่ 4 ปีที่แล้ว ยังไม่มีใครรู้จักสิ่งที่เรียกว่า ChatGPT เลยด้วยซ้ำ แต่วันนี้ ทุกคนในที่นี้รู้ว่ามันคืออะไร หลายคนใช้ AI ช่วยร่างอีเมลหรือสรุปรายงาน มันได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของเราไปแล้ว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่นี่เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น ในแนวหน้าของการพัฒนา AI กำลังพลิกโฉมรูปแบบการทำงานไปอย่างสิ้นเชิง ยกตัวอย่างเช่น การเขียนโปรแกรมซอฟต์แวร์ในยุคนี้ไม่ได้ใช้คนมานั่งพิมพ์โค้ดทีละบรรทัดอีกต่อไปแล้ว วิศวกรซอฟต์แวร์แค่ป้อนคำอธิบายสิ่งที่พวกเขาต้องการ แล้ว AI จะช่วยเขียนและปรับแต่งโค้ดออกมาให้ ลองดู Google เป็นตัวอย่าง เมื่อสองปีก่อน AI เป็นคนเขียนโค้ดชุดใหม่ให้กับบริษัทถึง 25% ปีที่แล้วตัวเลขขยับไปที่ 50% และวันนี้มันปาเข้าไป 75% แล้ว แต่อย่าเพิ่งเข้าใจผิด สิ่งนี้ไม่ได้แปลว่าโลกนี้ไม่ต้องการวิศวกรซอฟต์แวร์อีกต่อไป ในทางกลับกัน พวกเขายังคงเป็นที่ต้องการอย่างมากแม้แต่ในตัว Google เอง พวกเขายอมจ่ายค่าตัวแพงลิ่วเพื่อคว้าวิศวกรซอฟต์แวร์เก่งๆ แต่บทบาทของวิศวกรเหล่านี้กำลังเปลี่ยนไป พวกเขาไม่ได้มีหน้าที่แค่เขียนโค้ดอีกแล้ว แต่พวกเขากำลังกลายเป็นสถาปนิก ผู้ดูแลระบบ และผู้สร้างสถาปัตยกรรมโครงสร้าง (System builders)</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และตอนนี้ เรากำลังก้าวเข้าสู่ยุคของ ผู้ช่วย AI อัจฉริยะ (AI agents) ซึ่งมันไปไกลกว่าแชทบอทธรรมดาๆ มาก พวกมันไม่ได้แค่ตอบคำถามของคุณ แต่พวกมันสามารถวางแผนและลงมือจัดการงานที่ซับซ้อนตั้งแต่ต้นจนจบได้ด้วยตัวเองทั้งหมด และเวลาที่ผมมีโอกาสพูดคุยกับเหล่าผู้ประกอบการ หลายคนบอกเลยว่าพวกเขาเริ่มใช้ AI agents เข้ามาจัดการโซเชียลมีเดีย ร่างรายงาน และจัดการงานธุรการต่างๆ แล้ว ซึ่งกระบวนการทำงานเหล่านี้ในอดีตต้องใช้ทีมงานทั้งทีม แต่เดี๋ยวนี้คนเพียงคนเดียวที่มี AI agents ก็สามารถจัดการทั้งหมดนั้นได้สบายๆ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้น ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นมันจะมหาศาลมาก AI จะไม่ได้แค่เข้ามาช่วยเพิ่ม Productivity แต่มันจะเข้ามาดิสรัปต์และพลิกโฉมหน้าอุตสาหกรรมไปทั้งระบบ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สิงคโปร์ต้องเตรียมตัวเองให้พร้อมที่จะก้าวขึ้นเป็นผู้ชนะในสภาพแวดล้อมใหม่นี้ และนั่นคือ เหตุผลที่เราได้จัดตั้ง สภาปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติ (National AI Council) ขึ้นมาเพื่อประสานความพยายามในระดับชาติของเรา เป้าหมายของเรานั้นชัดเจน: เราต้องสร้างขีดความสามารถด้าน AI ระดับลึกซึ้ง ผลักดันให้เกิดการนำไปใช้ในทุกภาคส่วนของเศรษฐกิจ และปั้นสิงคโปร์ให้กลายเป็นศูนย์กลางนวัตกรรม AI แต่ท้ายที่สุดแล้ว วัตถุประสงค์หลักของเราคือการทำให้แน่ใจว่า AI จะสร้างประโยชน์ให้กับคนทำงานทุกคน นำมาซึ่งงานที่ดีขึ้นและโอกาสที่ดีกว่าเดิม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เราเพิ่งเริ่มต้นการทำงานนี้ แต่เราก็เห็นความคืบหน้าที่ดีเยี่ยม บริษัทชั้นนำระดับโลกต่างพากันเข้ามาขยายฐานกิจกรรมด้าน AI ที่นี่ ลองดู Google เป็นตัวอย่าง พวกเขาอยู่ในสิงคโปร์มาหลายปีแล้ว และเมื่อปีที่แล้ว พวกเขาได้ก่อตั้ง Google DeepMind ขึ้นที่นี่ในสิงคโปร์ ซึ่งนี่คือห้องปฏิบัติการวิจัย AI แห่งแรกของพวกเขาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และตั้งอยู่ในสิงคโปร์ ทีมงานของพวกเขาที่นี่ทำงานเกี่ยวกับ AI ระดับแนวหน้าและแอปพลิเคชันที่ใช้ได้จริงในโลกยุคปัจจุบัน พวกเขาดึงดูดผู้เชี่ยวชาญและนักวิทยาศาสตร์จากทั่วทุกมุมโลก โดยมีชาวสิงคโปร์ทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่ไปด้วย และผมภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่จะบอกว่าหนึ่งในทีมเหล่านั้นนำทัพโดยชาวสิงคโปร์ เขาคือ Yi Tay บัณฑิตจาก NTU ตอนนี้เขากำลังมีส่วนสำคัญในการผลักดันการพัฒนา Gemini ซึ่งหลายคนคงทราบดีว่า Gemini คือโมเดล AI ระดับเรือธงของ Google</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เราจะเดินหน้าดึงดูดเม็ดเงินลงทุนเข้ามาอย่างต่อเนื่อง และมันจะไม่ได้มาจากแค่ยักษ์ใหญ่ด้านเทคฯ ระดับโลกเท่านั้น แต่ยังรวมถึงสตาร์ทอัพที่กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด ตัวอย่างหนึ่ง คือ Advanced Machine Intelligence บริษัทที่ก่อตั้งโดย Yann LeCun ซึ่งเป็นหนึ่งในนักวิทยาศาสตร์ด้าน AI ระดับท็อปของโลก พวกเขากำลังพัฒนาสิ่งที่เรียกว่า &#8220;Physical AI&#8221; พูดง่ายๆ คือการดึงศักยภาพของ AI มาใช้ไม่ใช่แค่เพื่อการสร้างข้อความหรือรูปภาพ แต่เพื่อให้เข้าใจและโต้ตอบกับโลกความเป็นจริงได้ ปัจจุบันพวกเขามีสำนักงาน 4 แห่งทั่วโลก และสิงคโปร์ก็เป็นหนึ่งในนั้น เราคือฐานทัพในเอเชียสำหรับงานล้ำยุคระดับแนวหน้านี้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้น เมื่อเราดึงดูดการลงทุนเหล่านี้เข้ามามากขึ้น เมื่อเราขยายระบบนิเวศด้าน AI ของเราให้ใหญ่ขึ้น เราจะรับประกันได้ว่าโอกาสสำหรับชาวสิงคโปร์จะเบ่งบานตามไปด้วยอย่างสอดคล้องกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และในเวลาเดียวกัน เราจะช่วยให้บริษัทในประเทศของเราสามารถทำ Transformation ได้ด้วย ลองดู DBS เป็นตัวอย่าง พวกเขาเริ่มลงทุนใน AI มานานกว่าทศวรรษแล้ว เมื่อเวลาผ่านไป พวกเขาได้ฝังระบบ AI เข้าไปในทุกกระบวนการทำงาน ช่วยเพิ่มผลผลิตและสร้างมูลค่าใหม่ๆ และวันนี้พวกเขากำลังก้าวไปอีกขั้น พวกเขากำลังฝึกอบรมพนักงานทุกคนให้สามารถใช้เครื่องมือ AI และมอบพลังให้พนักงานสามารถสร้างโซลูชัน AI ของตัวเองเพื่อซัพพอร์ตการทำงานได้ ด้วยวิธีนี้ พนักงานหลายคนได้รับประโยชน์และสามารถขยายขอบเขตหน้าที่การทำงานของตัวเองออกไป อย่างเช่น Ali Jinah Mohamed Yusuf เขาอยู่ที่นี่กับเราในวันนี้ด้วย Jinah เข้ามาร่วมงานกับ DBS เมื่อ 26 ปีที่แล้ว หลังจากเรียนจบจาก Singapore Poly เขาเริ่มต้นจากตำแหน่งเจ้าหน้าที่บริการลูกค้า และตลอดหลายปีที่ผ่านมา เขาไม่เคยหยุดที่จะเรียนรู้และอัปเกรดตัวเองผ่านการรับบทบาทหน้าที่ต่างๆ ในธนาคาร เมื่อ AI สร้างโอกาสใหม่ๆ ขึ้นมา เขาก็ก้าวออกมารับความท้าทายนั้น เขาไปลงเรียนคอร์สต่างๆ เรียนรู้ทักษะใหม่ และหัดนำ AI มาประยุกต์ใช้กับงานของเขา วันนี้เขาเป็นผู้นำทีมงาน 20 คนใน Customer Centre ของ DBS คอยขับเคลื่อนโปรเจกต์ AI เพื่อยกระดับบริการและการดำเนินงาน ทำได้ยอดเยี่ยมมาก!</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นี่แหละ คือหน้าตาของการทรานส์ฟอร์มด้วย AI มันคือ การที่คนทำงานเติบโต ปรับตัว และก้าวเข้าสู่บทบาทหน้าที่ที่ดียิ่งขึ้น</span></p>
<p><b>การสนับสนุนคนทำงาน (Support for Workers)</b><span style="font-weight: 400;"> เราต้องการสนับสนุนให้เกิดการเปลี่ยนผ่านสายงานแบบนี้ให้มากขึ้น แต่ผมเข้าใจดีว่า ไม่ใช่ทุกคนที่จะรู้สึกพร้อม ชาวสิงคโปร์จำนวนมากกำลังวิตกกังวลเกี่ยวกับ AI พวกเขาตั้งคำถามว่า มันจะมาแย่งงานหรือเปล่า? เราจะตามโลกทันยากขึ้นไหม? คนรุ่นต่อไปจะยังมีโอกาสดีๆ รออยู่หรือไม่? ความกังวลเหล่านี้คือเรื่องจริง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่ลองมองย้อนกลับไปในอดีต เพราะเราเคยผ่านยุคเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยีครั้งใหญ่ๆ มาแล้ว ผมจำได้ว่าตอนที่ผมเริ่มทำงานในช่วงกลางยุค 90 เครื่องมืออย่างสเปรดชีต Excel กำลังเริ่มฮิต และมันส่งผลกระทบทันที เพราะออฟฟิศทุกแห่งต้องการพนักงานป้อนข้อมูลลดลง แต่ในขณะเดียวกัน โอกาสใหม่ๆ ก็ผุดขึ้นมา มีความต้องการนักบัญชีและนักวิเคราะห์ที่สามารถใช้เครื่องมือเหล่านี้สร้างมูลค่าเพิ่มได้เก่งๆ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แน่นอนว่า AI นั้น ทรงพลังกว่าสเปรดชีตอย่างเทียบไม่ติด ดังนั้น ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับสถานที่ทำงานของเราย่อมต้องรุนแรงกว่ามาก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และนั่นคือ เหตุผลที่ผมไม่สามารถให้คำสัญญาได้ว่าจะไม่มีการดิสรัปต์เกิดขึ้น งานต่างๆ จะเปลี่ยนแปลงไป บางตำแหน่งอาจจะหายไปเลย และความเร็วของความเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะเร็วกว่าทุกสิ่งที่เราเคยเห็นมา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่สิ่งนี้ คือ สิ่งที่ผมสามารถสัญญากับพวกคุณได้ คือ ในขณะที่เศรษฐกิจของเรากำลังเปลี่ยนผ่าน เราจะสร้างงานใหม่ที่ดีกว่าเดิม เราอาจไม่สามารถปกป้องงานได้ทุกตำแหน่ง แต่เราจะปกป้องคนทำงานทุกคน เพราะในสิงคโปร์ คนทำงานทุกคนมีความหมาย!</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การสร้างการเติบโตที่ครอบคลุมทุกคนแบบนี้ มันไม่ได้เกิดขึ้นได้เอง และเราจะไม่ปล่อยให้เป็นเรื่องของโชคชะตา หรือปล่อยให้กลไกตลาดจัดการไปตามยถากรรม แต่เราจะดำเนินการตามแผนงานอย่างเป็นระบบ เพื่อรับประกันว่าทุกคนจะได้ประโยชน์จาก AI ร่วมกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และนั่นเป็นเหตุผลที่รัฐบาลกำลังเสริมความแข็งแกร่งในการช่วยเหลือคนทำงาน เรากำลังดึงเรื่องของการฝึกอบรมทักษะและการจับคู่งานให้เข้ามาเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิดยิ่งขึ้น ด้วยการควบรวม WSG และ SSG เข้าเป็นหน่วยงานใหม่ในชื่อ Skills and Workforce Development Agency (SWDA) ซึ่งจะอยู่ภายใต้การกำกับดูแลร่วมกันของกระทรวงแรงงาน (MOM) และกระทรวงศึกษาธิการ (MOE) เรากำลังติดปีกให้กับ SkillsFuture เพื่อให้คุณสามารถเรียนรู้ได้ตลอดชีวิตและยกระดับตัวเองด้วยความมั่นใจ และถ้าคุณต้องล้มลุกคลุกคลาน เราจะคอยซัพพอร์ตคุณผ่านโครงการ SkillsFuture Jobseeker Support Scheme</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">รัฐบาลจะจัดเตรียมเครื่องมือ สร้างเส้นทาง และให้การสนับสนุน แต่เราต้องการให้ชาวสิงคโปร์ก้าวออกมาข้างหน้าด้วยเช่นกัน อย่าปล่อยให้ความวิตกกังวลหรือความไม่แน่นอนมาฉุดรั้งคุณจากการเรียนรู้และนำ AI มาใช้ AI เกิดมาเพื่ออยู่กับเราไปตลอด ดังนั้น จงอ้าแขนรับมัน เรียนรู้มัน ใช้งานมัน และเชี่ยวชาญมันให้ได้ บริษัทที่ทำแบบนี้ได้จะยังคงสามารถแข่งขันได้ ส่วนคนทำงานที่สร้างทักษะด้าน AI จะมีโอกาสและอนาคตที่สดใสกว่า</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในตอนที่ผมลงพื้นที่พบปะกับชาวสิงคโปร์ ผมชอบถามพวกเขาว่า คุณใช้ AI อยู่หรือเปล่า? แทบทุกคนตอบว่า ใช่ ผมมั่นใจว่าถ้าผมถามพวกคุณในห้องนี้ ทุกคนก็ต้องตอบว่า &#8220;ใช่ เราใช้ AI&#8221; แต่พอผมเจาะลึกลงไป หลายคนบอกว่า พวกเขาใช้มันเหมือนเป็นเครื่องมือเสิร์ชเอนจินแบบอัปเกรด คุณพิมพ์ถามคำถาม คุณก็ได้คำตอบ นั่นคือ จุดเริ่มต้นที่ดี แต่มันก็เป็นเพียงแค่การเกาถูกเปลือกนอกเท่านั้น ยังมีศักยภาพอีกมหาศาลที่รอการปลดล็อก และหลายคนบอกผมว่า <strong>&#8220;ฉันอยากทำได้มากกว่านี้ ฉันแค่ไม่รู้ว่าจะเริ่มจากตรงไหน&#8221;</strong></span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และนี่แหละ คือ เหตุผลที่เราเตรียมการสนับสนุนเพิ่มเติมเอาไว้ เรากำลังออกแบบพอร์ทัล SkillsFuture ใหม่ทั้งหมด เพื่อให้คุณค้นหาคอร์สเรียนที่ตรงกับความต้องการของคุณได้ง่ายขึ้น และเมื่อคุณลงทะเบียนเรียนคอร์สเหล่านี้ คุณจะได้รับสิทธิ์เข้าถึงเครื่องมือ AI ระดับพรีเมียมแบบฟรีๆ ถึง 6 เดือน และเมื่อสักครู่นี้ผมดีใจมากที่ได้ยินจากพี่ Chee Meng เลขาธิการ NTUC ว่าทาง NTUC ก็กำลังเตรียมเพิ่มการสนับสนุนพิเศษท็อปอัปเข้าไปจากฝั่งของรัฐบาลด้วย ดังนั้น คุณสามารถเริ่มต้นเรียนรู้ได้เลย และสามารถเริ่มนำสิ่งที่เรียนมาประยุกต์ใช้ได้อย่างรวดเร็ว และในสิงคโปร์ นี่คือ แนวทางของเรา และนี่คือ คำมั่นสัญญาที่เรามีต่อชาวสิงคโปร์ เพียงแค่คุณลงมือพยายาม เราก็จะอยู่ตรงนั้นเพื่อสนับสนุนคุณ ในทุกๆ ก้าวที่คุณเดิน</span></p>
<p><b>ไตรภาคีในภาคปฏิบัติ (Tripartism in Action)</b><span style="font-weight: 400;"> เราสามารถทำทั้งหมดนี้ได้เพราะข้อได้เปรียบที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของสิงคโปร์: ระบบไตรภาคี (Tripartism) ในประเทศอื่นๆ หลายประเทศ ความเปลี่ยนแปลงมักนำไปสู่ความแตกแยก สหภาพแรงงานต่อสู้กับนายจ้าง ภาคธุรกิจก็ดูแลแต่ผลประโยชน์ของตัวเอง และคนทำงานก็ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่ในสิงคโปร์ เราทำสิ่งต่างๆ แตกต่างออกไป รัฐบาล สหภาพแรงงาน และนายจ้าง ทำงานร่วมกัน ไม่ใช่ในฐานะคู่ขัดแย้ง แต่ในฐานะพันธมิตร </span><span style="font-weight: 400;">และเราได้นำสิ่งนี้มาปฏิบัติจริงผ่าน Company Training Committees หรือ CTCs ซึ่งพวกคุณเพิ่งได้ฟังจากท่านเลขาธิการไปเมื่อสักครู่นี้ มันเป็นไอเดียที่มีจุดกำเนิดมาจากขบวนการแรงงาน โดยเป็นการดึงเอาบริษัท พนักงาน และสหภาพแรงงานมานั่งจับเข่าคุยกัน เพื่อระบุทักษะที่จำเป็นต่อการทำทรานส์ฟอร์เมชัน และวางแผนงานที่เป็นรูปธรรมเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของคนทำงาน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้น นี่คือ ไตรภาคีที่เกิดการลงมือทำจริง สร้างผลลัพธ์แบบ win, win, win ให้กับทุกฝ่าย!</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ลองดูตัวอย่างจากโรงพยาบาล Tan Tock Seng (Tan Tock Seng Hospital) หนึ่งในหน้าที่รับผิดชอบของพยาบาลอาวุโสคือการจัดตารางเวรให้พยาบาล คุณอาจคิดว่ามันเป็นเรื่องง่ายๆ ตรงไปตรงมา แต่ในความเป็นจริง มันไม่ใช่งานหมูๆ เลย พยาบาลอาวุโสต้องนำปัจจัยหลายอย่างมาคำนวณ ทั้งเรื่องนโยบายของโรงพยาบาล ประสบการณ์และทักษะของพยาบาลแต่ละคนที่แตกต่างกัน อาจจะมีคำขอส่วนตัวเข้ามาด้วยเพราะสถานการณ์ทางครอบครัวทำให้พวกเขาต้องการทำงานในบางช่วงเวลาของสัปดาห์ และคุณยังต้องแน่ใจว่าตารางเวรถูกจัดอย่างยุติธรรม เพราะอย่างที่พวกคุณรู้กันดี กะงาน ก็คือ กะงาน บางกะคนแย่งกันทำ ส่วนบางกะไม่มีใครอยากทำ แล้วจะจัดการกะที่ไม่มีใครอยากทำยังไง? จะแบ่งกันยังไงให้แฟร์? ทุกอย่างต้องถูกบาลานซ์อย่างระมัดระวัง มันเป็นงานที่ซับซ้อนและน่าปวดหัว พยาบาลอาวุโสอาจต้องเสียเวลามากกว่า 1 ชั่วโมงเพียงเพื่อจัดตารางเวร </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่ผ่านระบบ CTC สหภาพแรงงานผู้ให้บริการด้านสาธารณสุขได้จับมือกับทีมพยาบาล และพวกเขาได้ทำงานร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีเพื่อหาทางออก Nurse Manager อย่างคุณ Mo Minyi มีส่วนร่วมในเรื่องนี้อย่างจริงจัง เธออยู่ที่นี่กับเราด้วย เธอต้องรับมือกับงานประจำวันไปพร้อมๆ กับเจียดเวลามาลุยโปรเจกต์นี้ และนี่ไม่ใช่แค่โปรเจกต์ไอทีไก่กา มันต้องผ่านการทดสอบซ้ำแล้วซ้ำเล่า เจาะลึกไปในรายละเอียด เพื่อให้มั่นใจว่าโซลูชันนี้สามารถแก้ปัญหาหน้างานจริงที่พยาบาลต้องเจอในทุกๆ วันได้ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และในท้ายที่สุด พวกเขาก็ร่วมกันพัฒนาเครื่องมือจัดตารางเวรที่ขับเคลื่อนด้วย AI ขึ้นมาได้สำเร็จ และสิ่งที่เคยต้องใช้เวลากว่า 1 ชั่วโมง ตอนนี้สามารถทำเสร็จได้ภายในเวลาแค่ 15 นาที! ประโยชน์ที่ได้มันไปไกลกว่าแค่เรื่องประสิทธิภาพและการประหยัดเวลา เพราะการจัดตารางเวรที่ดีขึ้นทำให้การทำงานมีความยืดหยุ่น เปิดโอกาสให้พยาบาลหลายคน รวมถึงคนที่มีภาระทางครอบครัว สามารถทำงานและบริหารจัดการตารางเวลาของตัวเองได้ดีขึ้น ตอนนี้ทุกคนสามารถทำงานได้ดีขึ้น เร็วขึ้น และฉลาดขึ้น! ยอดเยี่ยมมาก Tan Tock Seng Hospital!</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อีกหนึ่งตัวอย่าง คือ SMRT ผมได้ไปเยือนที่ Bishan Depot เมื่อต้นปีนี้ ผมได้เห็นว่าสิ่งต่างๆ ที่ศูนย์ซ่อมบำรุงแห่งนั้นเปลี่ยนไปมากแค่ไหน งานที่นั่นเคยต้องใช้แรงงานคนอย่างหนักหน่วง พนักงานต้องยกและจัดการอุปกรณ์หนักๆ ด้วยมือเปล่า แต่ตอนนี้มันได้รับการสนับสนุนจากระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์แล้ว เครื่องจักรหนักๆ ถูกเคลื่อนย้ายด้วยเครื่องจักร หุ่นยนต์ทำงานข้ามคืนเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับวันถัดไป และ AI เข้ามาช่วยจัดตารางการซ่อมบำรุง โดยจับคู่งานที่ใช่ให้กับช่างเทคนิคที่ตรงกับประสบการณ์ AI ยังช่วยตรวจจับความผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นได้ตั้งแต่เนิ่นๆ ทำให้วิศวกรสามารถเข้าไปแก้ไขได้ก่อนที่จะเกิดปัญหาระบบขัดข้อง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และที่สำคัญที่สุดคือ ความเปลี่ยนแปลงทั้งหมดนี้เกิดขึ้นได้ก็เพราะกลไกของ CTC ที่มีส่วนร่วมอย่างแข็งขันจากสหภาพแรงงานขนส่งแห่งชาติและตัวพนักงานเอง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อร่วมมือกัน พวกเขาได้นำแนวทางที่ชาวญี่ปุ่นเรียกว่า &#8220;ไคเซ็น&#8221; (Kaizen) มาปรับใช้ ซึ่งก็คือการปรับปรุงอย่างต่อเนื่องทั่วทั้งองค์กร และผลลัพธ์ก็คือพนักงานไม่ได้แค่ทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้นเท่านั้น แต่พวกเขายังมีความสุขกับงานมากขึ้นด้วย ลองดู Yahya Kharthi เป็นตัวอย่าง เขาอายุ 62 ปี และร่วมงานกับ SMRT มานานกว่า 30 ปีแล้ว ในอดีต งานนี้ใช้แรงกายหนักหน่วงและส่งผลกระทบต่อสุขภาพ ครอบครัวของเขาเป็นห่วงและคิดว่าเขาน่าจะรีบเกษียณอายุได้แล้ว แต่ตอนนี้ด้วยสภาพแวดล้อมการทำงานที่ดีขึ้นและปลอดภัยขึ้น เขากลับมาพร้อมและกระตือรือร้นที่จะลุยงานต่อไป!</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และสิ่งที่น่าชื่นใจที่สุดที่ได้เห็นก็คือ ผลตอบแทนจากการทรานส์ฟอร์มใน SMRT ถูกแบ่งปันให้กับทุกคน ผลผลิตจากประสิทธิภาพของศูนย์ซ่อมบำรุง Bishan พุ่งสูงขึ้น พนักงานได้ผลประโยชน์ผ่านค่าจ้างที่เพิ่มขึ้นและความก้าวหน้าในสายอาชีพ และในปีนี้ SMRT ได้จ่ายโบนัสพิเศษที่เรียกว่า &#8220;Kaizen Bonus&#8221; จำนวน 1,600 ดอลลาร์ ให้กับพนักงานทุกคน ท็อปอัปไปจากโบนัสปกติที่ได้อยู่แล้ว! มันก็สมควรจะเป็นแบบนั้น! นั่นแหละคือ วิถีทางที่ควรจะเป็น เมื่อบริษัททำกำไรได้ดี พนักงานก็ต้องได้รับผลประโยชน์ด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">SMRT ไม่ได้แค่ทรานส์ฟอร์มตัวเองเท่านั้น แต่พวกเขายังรับบทบาทเป็น &#8220;บริษัทแม่ข่าย&#8221; (Queen Bee company) อีกด้วย พูดง่ายๆ คือเรากำลังนำแนวทาง CTC นี้ขยายผลไปไกลกว่าแค่ระดับบริษัทเดี่ยวๆ แต่ยกระดับไปสู่คลัสเตอร์และสร้างบริษัทแม่ข่ายขึ้นมา ดังนั้นบริษัทแม่ข่ายอย่าง SMRT สามารถช่วยเครือข่ายผู้รับเหมา SME ในการรับเอาเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาใช้และปรับปรุงการดำเนินงานได้ และด้วยการทำเช่นนี้ มันจะช่วยยกระดับมาตรฐานและแนวปฏิบัติต่างๆ ให้กับทั้งระบบนิเวศของการขนส่งสาธารณะทั้งหมด ขอชมเชยอีกครั้ง ทำได้ดีมาก SMRT!</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แก่นแท้ของ CTC นั้นไปไกลกว่าแค่การเอาเทคโนโลยีมาใช้ แต่มันคือการเสริมพลัง (Empower) ให้กับคนทำงานของเรา พวกเขารับประกันว่าเมื่อบริษัทก้าวเข้าสู่กระบวนการทรานส์ฟอร์เมชัน พนักงานจะไม่ถูกทิ้งให้เป็นเพียงผู้สังเกตการณ์ที่รอรับผลกระทบจากการดิสรัปต์ คุณจะไม่ใช่แค่คนที่นั่งรอรับคำสั่งจากเบื้องบน ในทางกลับกัน คุณคือผู้มีส่วนร่วมสำคัญในเส้นทางการทรานส์ฟอร์มนี้ เป็นคนกำหนดอนาคตของตัวคุณเอง และทำให้งานของคุณดีขึ้น ฉลาดขึ้น และรวดเร็วขึ้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และเพราะโมเดล CTC นี้ทำงานได้ผลและให้ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม ตอนนี้เราจึงสามารถต่อยอดมันไปได้ไกลกว่าเดิม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้น เรามีแผนที่จะขยายสเกลการทำงานแบบ CTC เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่ยุค AI โดยจะลุยกันแบบรายเซกเตอร์และรายบริษัท กับเรื่องของ AI มันไม่มีโซลูชันสำเร็จรูปที่เหมาะกับทุกสถานการณ์ (one-size-fits-all) ทุกอุตสาหกรรมมีความเฉพาะตัว และทุกบริษัทเผชิญหน้ากับข้อจำกัดที่ต่างกัน แต่ถ้าเราร่วมมือกัน ทั้งสหภาพแรงงานและนายจ้างจะสามารถขับเคลื่อนการนำ AI มาใช้ เพื่อสร้างการเติบโตที่แข็งแกร่งและสร้างงานที่ดีขึ้นให้กับคนทำงานของเราได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และนั่นแหละคือ เหตุผลที่เราได้จัดตั้ง สภางานไตรภาคี (Tripartite Jobs Council) ขึ้นมา เพื่อรวบรวมทรัพยากรแบบไตรภาคีของเราเข้าด้วยกัน ประสานความพยายาม รวบรวมสรรพกำลัง และเป็นเข็มทิศนำทางให้กับงานทรานส์ฟอร์เมชันที่สำคัญนี้ แล้วเราจะสามารถรับประกันได้ว่า แรงผลักดันด้าน AI ของเราจะเข้ามาเติมเต็มการทำงาน และสร้างประโยชน์สูงสุดให้กับพนักงานเสมอ คุณเพิ่งได้ยินจากเลขาธิการ พี่ Ng Chee Meng ไปเมื่อครู่นี้เกี่ยวกับแผนการของพวกเขาผ่าน Tripartite Job Council และสิ่งที่พวกเขาหวังว่าจะทำสำเร็จ สัปดาห์หน้าที่รัฐสภา เขาจะเปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับแผนงานของ NTUC และรัฐบาลจะให้การสนับสนุนภารกิจสำคัญนี้อย่างเต็มที่</span></p>
<p><b>วิถีแห่งสิงคโปร์ (Our Singapore Way)</b><span style="font-weight: 400;"> เป็นเวลา 65 ปีแล้วที่ขบวนการแรงงานได้เดินเคียงข้างคนทำงานในสิงคโปร์ ฝ่าฟันการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่มาทุกยุคทุกสมัย ตั้งแต่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมในยุค 60 และ 70 มาจนถึงคลื่นลูกใหญ่ของการปรับใช้คอมพิวเตอร์ในยุค 1980 และเข้าสู่ยุคโลกาภิวัตน์ในยุค 1990 และจากวิกฤตสู่วิกฤต ทั้งวิกฤตต้มยำกุ้ง (Asian Financial Crisis), โรคระบาดซาร์ส (SARS), วิกฤตสินเชื่อซับไพรม์ (Global Financial Crisis) และล่าสุดคือมหาวิกฤตโควิด ดังนั้น วันนี้เราขอคารวะผู้นำสหภาพแรงงานทุกท่านทั้งในอดีตและปัจจุบัน ขอขอบคุณอย่างสุดซึ้งสำหรับความทุ่มเทอย่างไม่ย่อท้อของพวกท่าน!</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เราก้าวข้ามคลื่นแห่งการดิสรัปต์มาแล้วทุกระลอก และเราจะทำมันให้สำเร็จอีกครั้ง ด้วยการจับมือไปด้วยกัน!</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ระบบไตรภาคีของเรามันเวิร์ค ประเทศอื่นพยายามก๊อปปี้ พวกเขามีองค์กร มีชื่อเรียก แต่พวกเขาก็ไม่สามารถเลียนแบบสิ่งที่เรามีได้เสมอไป เพราะเคล็ดลับความอร่อย ส่วนผสมลับของสิงคโปร์ก็คือ เราได้สร้างความเชื่อใจซึ่งกันและกัน แน่นอนว่า เราอาจไม่ได้เห็นพ้องต้องกันตลอดเวลา ในความเป็นจริง เรามีการพูดคุยที่ตึงเครียด และบางเรื่องก็ยังเจรจากันอยู่จนถึงตอนนี้ บางครั้งสหภาพแรงงานก็กดดัน นายจ้างก็ตอบโต้ บางครั้งรัฐบาลอาจมีข้อกังวลต่อข้อเสนอแนะบางอย่าง แต่บทสนทนาไม่เคยจบลงด้วยการเดินหนี เราไม่เคยวอล์กเอาต์ เราคุยกันต่อไป เราพยายามหาทางออกร่วมกัน และเราไม่ได้แค่หลับหูหลับตาก๊อปปี้สิ่งที่คนอื่นทำ แต่เราพัฒนาโซลูชันนวัตกรรมของเราเอง เป็นโซลูชันที่ปฏิบัติได้จริง มีประสิทธิภาพ และตอบโจทย์ความต้องการของเรา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้น ในสิงคโปร์ เราไม่ได้ให้ สวัสดิการแบบให้เปล่า (Welfare) แต่เราใช้ Workfare (การสนับสนุนให้คนมีงานทำ) เราไม่มี ค่าแรงขั้นต่ำ (Minimum Wage) แต่เรามี Progressive Wages (ค่าแรงแบบก้าวหน้าตามทักษะ) และเราไม่มีประกันการว่างงาน (Unemployment insurance) แต่เรามี Job Seeker Support (การสนับสนุนคนหางาน) และนี่แหละคือวิถีแห่งสิงคโปร์ เราไม่เก่งแต่พูด เราลงมือทำ เราไม่ได้มีแค่แผน แต่เราสร้างผลลัพธ์ และเราจะพาสิงคโปร์ก้าวไปข้างหน้าด้วยกัน</span></p>
<p><b>บทสรุป </b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">พี่น้องทั้งหลาย หนทางข้างหน้าไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ลองมองดูรอบโลกวันนี้สิ ความขัดแย้ง การดิสรัปต์ การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีแบบก้าวกระโดด มันง่ายมากที่จะทำให้เรารู้สึกถูกถาโถมจนแทบรับไม่ไหว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เราเป็น และจะเป็นประเทศเล็กๆ เสมอ ประเทศที่เปิดรับความเสี่ยง เปราะบาง และแทบไม่มีพื้นที่ว่างให้สำหรับความผิดพลาด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่สิ่งที่นิยามความเป็นสิงคโปร์ คือสิ่งนี้ เราไม่เคยยอมแพ้ เราไม่เคยทอดทิ้งกัน ในทุกวิกฤต ชาวสิงคโปร์ได้พิสูจน์ให้เห็นสิ่งหนึ่งมาตลอด นั่นคือเราดูแลซึ่งกันและกันเสมอ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อตอนที่เกิดวิกฤตในตะวันออกกลาง และมีชาวสิงคโปร์ติดค้างอยู่ในต่างประเทศ เราลงมือจัดการอย่างรวดเร็ว เราจัดเตรียมเที่ยวบินพาณิชย์เพิ่มเติม เมื่อสถานการณ์เริ่มอันตรายเกินไป เราตัดสินใจเคลื่อนกำลังพลจากกองทัพสิงคโปร์ (SAF) เราพาทุกคนกลับบ้านอย่างปลอดภัย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หนึ่งในชาวสิงคโปร์บนเที่ยวบินนั้น  Nisar Keshvani  ได้เขียนบรรยายความรู้สึกถึงการได้กลับบ้านบนเครื่องบินของกองทัพอากาศสิงคโปร์ (RSAF) ขอให้ผมได้แชร์สิ่งที่เขาเขียนสักนิด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"><strong>‘ยินดีต้อนรับกลับบ้าน’</strong> คำสองคำนั้นมันมีน้ำหนักในแบบที่ผมไม่เคยสัมผัสมาก่อน มันถูกเอื้อนเอ่ยโดยทหารอากาศชาวสิงคโปร์ในขณะที่ครอบครัวของผมกำลังก้าวขึ้นเครื่องบินอพยพในกรุงริยาด&#8230; เรายังไม่ได้เทกออฟด้วยซ้ำ แต่ในวินาทีนั้น มีบางอย่างเปลี่ยนแปลงไปภายในห้องโดยสาร ผู้โดยสารมองหน้ากันอย่างเงียบๆ บางคนส่งยิ้ม บางคนปาดน้ำตา&#8230; และทันทีที่ล้อเครื่องบินพ้นพื้นรันเวย์ เสียงปรบมือก็ดังกึกก้อง จากนั้นเสียงร้องเพลงค่อยๆ ดังขึ้นทั่วทั้งเคบิน มีใครบางคนเริ่มร้องเพลง Majulah Singapura และคนอื่นๆ ก็เริ่มประสานเสียงตาม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">มันเป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่คุณตระหนักได้ว่า คำว่า บ้าน ไม่ได้เป็นเพียงแค่พิกัดบนแผนที่ แต่มันคืออะไรที่ลึกซึ้งกว่านั้น มันคือ อัตลักษณ์ที่แบ่งปันร่วมกัน ความรู้สึกของการเป็นส่วนหนึ่ง และความเชื่อมั่นที่ว่า ไม่ว่าสถานการณ์จะเลวร้ายแค่ไหน ประเทศของคุณจะเดินทางไปรับคุณ&#8230;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในค่ำคืนที่เครื่องบิน RSAF พาเราเดินทางกลับบ้าน คำว่า <strong>“ยินดีต้อนรับกลับบ้าน”</strong> มันมีความหมายที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง มันไม่ใช่แค่คำทักทายอีกต่อไป</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่มันคือ คำสัญญา คำสัญญาที่ว่า ไม่ว่าชาวสิงคโปร์จะไปอยู่ที่มุมไหนของโลก ชาติของเราจะดูแลคนของเราเสมอ และนั่นคือ คำสัญญาที่คุ้มค่าแก่การปกป้อง ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">พี่น้องครับ คำสัญญานี้ฝังรากลึกอยู่ในหัวใจและตัวตนของเรา ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตพลังงาน หรือการปฏิวัติของ AI — เราจะดูแลคนของเรา จะไม่มีชาวสิงคโปร์คนไหนถูกทิ้งไว้ข้างหลัง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"><strong>ความสามัคคี</strong> คือ ความแข็งแกร่งที่สุดของเรา มันพาเราฝ่าพายุมาแล้วทุกระลอกในอดีต มันมอบความมั่นใจให้กับเราในวันนี้ และมันจะพาพวกเราทุกคนก้าวไปข้างหน้า สู่อนาคตที่เรากำลังสร้างร่วมกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้น หนทางข้างหน้าอาจจะขรุขระ อาจมีพายุฝนรอเราอยู่เบื้องหน้า แต่จงฮึดสู้ไว้เถิดพี่น้องและชาวสิงคโปร์ที่รัก เราจะผ่านมันไปด้วยกัน Majulah NTUC, Majulah PAP, Majulah Singapura! สุขสันต์วันแรงงานครับทุกคน!</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อ้างอิงจาก </span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://www.pmo.gov.sg/newsroom/pm-lawrence-wong-at-may-day-rally-2026/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://www.pmo.gov.sg/newsroom/pm-lawrence-wong-at-may-day-rally-2026/</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://www.youtube.com/watch?v=eiLXIe9Ox2w" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://www.youtube.com/watch?v=eiLXIe9Ox2w</span></a></li>
</ul>


<p></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thesignals.net/economic-crisis-stagflation-ai-2026/">วิธีรับมือวิกฤตเศรษฐกิจ 2026 จาก ลอว์เรนซ์ หว่อง กับคำเตือนที่นักธุรกิจไทยต้องรู้</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thesignals.net">The Signals</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.thesignals.net/economic-crisis-stagflation-ai-2026/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
