<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>เศรษฐกิจไทย2569 &#8211; The Signals</title>
	<atom:link href="https://www.thesignals.net/tag/%E0%B9%80%E0%B8%A8%E0%B8%A3%E0%B8%A9%E0%B8%90%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%88%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A22569/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.thesignals.net</link>
	<description>In a world full of noise, leaders look for signals. News ,Market Signals ,Smart Insights</description>
	<lastBuildDate>Tue, 07 Jul 2026 07:46:25 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.9.4</generator>

<image>
	<url>https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/02/cropped-LOGO-01_1-scaled-1-32x32.jpg</url>
	<title>เศรษฐกิจไทย2569 &#8211; The Signals</title>
	<link>https://www.thesignals.net</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>เจาะลึกเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลัง 69 รับคลื่น AI และน้ำมันลง โอกาสลงทุนอยู่ที่ไหน?</title>
		<link>https://www.thesignals.net/thai-economy-outlook-2026-ai-trends/</link>
					<comments>https://www.thesignals.net/thai-economy-outlook-2026-ai-trends/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[กองบรรณาธิการ THE SIGNALs]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 07 Jul 2026 07:46:20 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Markets]]></category>
		<category><![CDATA[การท่องเที่ยวไทย]]></category>
		<category><![CDATA[ดอกเบี้ยนโยบาย]]></category>
		<category><![CDATA[ดุลบัญชีเดินสะพัด]]></category>
		<category><![CDATA[ธุรกิจยุคAI]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญญาประดิษฐ์]]></category>
		<category><![CDATA[ราคาน้ำมันโลก]]></category>
		<category><![CDATA[ส่งออกไทย]]></category>
		<category><![CDATA[เงินเฟ้อ2569]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐกิจไทย2569]]></category>
		<category><![CDATA[แนวโน้มเศรษฐกิจ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.thesignals.net/?p=5776</guid>

					<description><![CDATA[<p>ความเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจในปัจจุบันกำลังก้าวเข้าสู่จังห [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thesignals.net/thai-economy-outlook-2026-ai-trends/">เจาะลึกเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลัง 69 รับคลื่น AI และน้ำมันลง โอกาสลงทุนอยู่ที่ไหน?</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thesignals.net">The Signals</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>ความเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจในปัจจุบันกำลังก้าวเข้าสู่จังหวะเวลาที่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวด ปัจจัยแวดล้อมที่เคยสร้างความกังวลใจให้กับภาคธุรกิจเริ่มส่งสัญญาณคลี่คลายลง โดยเฉพาะพลวัตทางการเมืองระหว่างประเทศที่ส่งผลบวกโดยตรงต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ สืบเนื่องจากการปรับเปลี่ยนทิศทางของสถานการณ์ในระดับภูมิภาคตะวันออกกลาง ความร่วมมือครั้งสำคัญระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านที่นำไปสู่การเจรจาอย่างเป็นทางการ พร้อมกับการลงนามในสัญญาหยุดยิงชั่วคราวเป็นระยะเวลาอย่างน้อย 2 เดือนไปจนถึงช่วงเดือนสิงหาคม ได้กลายเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ความกังวลในตลาดพลังงานโลกผ่อนคลายลงทันที ส่งผลให้อัตราแลกเปลี่ยนรวมถึงต้นทุนวัตถุดิบต้นน้ำเริ่มส่งสัญญาณที่มีเสถียรภาพมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในครึ่งหลังของปี</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>เจาะลึกเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลัง 69 รับคลื่น AI และน้ำมันลง โอกาสลงทุนอยู่ที่ไหน?</strong></h2>



<figure class="wp-block-gallery aligncenter has-nested-images columns-default is-cropped wp-block-gallery-1 is-layout-flex wp-block-gallery-is-layout-flex"><div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img fetchpriority="high" decoding="async" width="819" height="1024" data-id="5902" src="https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/07/Artboard-1-1_1-3-819x1024.jpg" alt="เจาะลึกเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลัง 69 รับคลื่น AI และน้ำมันลง โอกาสลงทุนอยู่ที่ไหน?" class="wp-image-5902" title="เจาะลึกเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลัง 69 รับคลื่น AI และน้ำมันลง โอกาสลงทุนอยู่ที่ไหน?" srcset="https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/07/Artboard-1-1_1-3-819x1024.jpg 819w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/07/Artboard-1-1_1-3-240x300.jpg 240w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/07/Artboard-1-1_1-3-768x960.jpg 768w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/07/Artboard-1-1_1-3-750x938.jpg 750w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/07/Artboard-1-1_1-3-1140x1425.jpg 1140w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/07/Artboard-1-1_1-3.jpg 1200w" sizes="(max-width: 819px) 100vw, 819px" /></figure>
</div></figure>



<p>เมื่อเราถอยกลับมามองภาพรวมในระดับมหภาค การที่ราคาพลังงานในตลาดโลกปรับตัวลดลง ประกอบกับความต้องการและมูลค่าการลงทุนในเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) ที่ขยายตัวอย่างก้าวกระโดดทั่วโลก ปัจจัยเหล่านี้ได้ส่งผลให้หน่วยงานวิจัยเศรษฐกิจชั้นนำตัดสินใจปรับประมาณการขยายตัวทางเศรษฐกิจ หรือ GDP ของประเทศไทยในปี 2569 ขึ้นจากเดิมที่เคยประเมินไว้ 1.9% ขยับขึ้นมาเป็น 2.1% ตัวเลขที่ปรับเพิ่มขึ้นนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่สถิติบนหน้ากระดาษ แต่เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงกระแสลมบวกที่จะเข้ามาช่วยประคับประคองและขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้มีทิศทางที่สดใสมากยิ่งขึ้น</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>จุดเปลี่ยนเศรษฐกิจโลกกับปัจจัยหนุนสำคัญจากพลังงานและปัญญาประดิษฐ์ (AI)</strong></h3>



<p>พลวัตของเศรษฐกิจยุคใหม่ทำให้โครงสร้างต้นทุนและห่วงโซ่อุปทานเกิดการจัดระเบียบครั้งใหญ่ สำหรับปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อการปรับเพิ่มการขยายตัวของ GDP ไทยในรอบนี้ สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 เสาหลักที่สำคัญ ซึ่งล้วนเป็นตัวแปรที่ขับเคลื่อนทิศทางตลาดโลก ดังนี้</p>



<p><strong>ราคาน้ำมันดิบโลกที่ผ่อนคลายตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ</strong></p>



<p>จากเดิมที่นักวิเคราะห์หลายสำนักเคยคาดการณ์กันว่าราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยในปี 2569 จะเผชิญกับภาวะตึงตัวและทรงตัวอยู่ในระดับสูงถึง 92.5 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ทว่าผลลัพธ์จากการบรรลุข้อตกลงและเข้าสู่โต๊ะเจรจาของสองขั้วอำนาจใหญ่ ได้กดดันให้ราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยปรับลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 85 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล การปรับตัวลดลงของราคาน้ำมันในระดับนี้ ถือเป็นฟันเฟืองชิ้นสำคัญในการลดภาระด้านต้นทุนการขนส่ง โลจิสติกส์ และวัตถุดิบต้นน้ำของอุตสาหกรรมในวงกว้าง ซึ่งช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการทำกำไรให้กับภาคธุรกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม</p>



<p><strong>กระแสการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI ทั่วโลก (Global AI Infrastructure)</strong></p>



<p>การพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้งในด้านปัญญาประดิษฐ์กำลังกลายเป็นเครื่องยนต์หลักตัวใหม่ที่ช่วยพยุงการเติบโตของเศรษฐกิจในครึ่งปีหลัง เม็ดเงินลงทุนมหาศาลจากฝั่งเอกชนและบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีทั่วโลกที่ไหลเข้าสู่อุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ได้ช่วยเปิดพื้นที่และสร้างโอกาสใหม่ให้กับห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงประเทศไทย การก่อสร้าง Data Center การผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และการพัฒนาระบบประมวลผล ล้วนต้องการฐานการผลิตที่มีศักยภาพ ซึ่งนับเป็นโอกาสทองสำหรับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีในบ้านเรา</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ถอดรหัส 3 ช่องทางหลักที่ส่งผ่านกระแสลมบวกมายังเศรษฐกิจไทย</strong></h3>



<p>ความเชื่อมโยงของระบบการค้าและการเดินทางทั่วโลกทำให้กระแสลมบวกจากต่างประเทศ ไม่ได้หยุดอยู่แค่ภายนอก แต่ได้ส่งผ่านมายังเศรษฐกิจไทยผ่าน 3 ตัวแปรหลักที่น่าจับตามองและมีผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คน ดังนี้</p>



<p><strong>1.ภาคการท่องเที่ยวที่กลับมาคึกคักและมีความคล่องตัวสูงขึ้น</strong></p>



<p>ความสงบชั่วคราวในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งนับเป็นหนึ่งในจุดเชื่อมต่อการบิน (Aviation Hub) ที่ใหญ่ที่สุดของโลก ส่งผลให้สายการบินและธุรกิจการบินในภาพรวมกลับมาดำเนินงานได้อย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ต้นทุนน้ำมันเครื่องบิน (Jet Fuel) ที่ลดต่ำลงได้ส่งผ่านไปสู่ราคาตั๋วเครื่องบินที่สมเหตุสมผลและจับต้องได้มากขึ้น ปัจจัยนี้ช่วยกระตุ้นความต้องการเดินทางท่องเที่ยวข้ามภูมิภาคได้อย่างชัดเจน</p>



<p>ด้วยแรงหนุนดังกล่าว ตัวเลขคาดการณ์จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่จะเดินทางมาเยือนประเทศไทยในปี 2569 จึงได้รับการปรับเพิ่มขึ้นจากเดิม 31.8 ล้านคน ขึ้นมาแตะระดับ 32.7 ล้านคน โดยคาดว่าจะสร้างเม็ดเงินสะพัดเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจของประเทศสูงถึง 1.56 ล้านล้านบาท ซึ่งเติบโตขึ้นจากเป้าหมายเดิมที่ตั้งไว้ 1.54 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นการเพิ่มขึ้นประมาณ 1.4% ยิ่งไปกว่านั้น แนวโน้มเชิงบวกนี้ยังส่งผลต่อเนื่องไปถึงปี 2570 ซึ่งคาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะไปแตะระดับ 34.9 ล้านคน ซึ่งขยายตัวขึ้นราว 6.7% เมื่อเทียบกับปี 2569</p>



<p><strong>ภาพรวมและสัดส่วนการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติ แรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจไทย (ปี 2561-2570)</strong></p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-full"><img decoding="async" width="732" height="730" src="https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/07/image.png" alt="เจาะลึกเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลัง 69 รับคลื่น AI และน้ำมันลง โอกาสลงทุนอยู่ที่ไหน?" class="wp-image-5777" title="เจาะลึกเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลัง 69 รับคลื่น AI และน้ำมันลง โอกาสลงทุนอยู่ที่ไหน?" srcset="https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/07/image.png 732w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/07/image-300x300.png 300w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/07/image-150x150.png 150w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/07/image-75x75.png 75w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/07/image-350x350.png 350w" sizes="(max-width: 732px) 100vw, 732px" /></figure>
</div>


<p>จากกราฟแสดงให้เห็นตัวเลขคาดการณ์ปี 2569 (2026f) ที่ <strong>32.7 ล้านคน</strong> และปี 2570 (2027f) ที่ <strong>34.9 ล้านคน</strong> </p>



<p><strong>สะท้อนภาพรวมแบบเจาะลึกรายตลาด :</strong> แถบสีต่างๆ ในกราฟช่วยตอกย้ำให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น</p>



<ul class="wp-block-list">
<li><strong>ตลาดจีน (สีฟ้าอมเขียว &#8211; China) :</strong> แม้จะเห็นการขยายตัวเพิ่มขึ้นในปี 2569 (5.5 ล้านคน) แต่เมื่อเทียบกับฐานเดิมในปี 2562 (2019) ที่เคยสูงถึง 11.0 ล้านคน กราฟนี้ช่วยยืนยันว่า &#8220;ตัวเลขภาพรวมยังคงต่ำกว่าช่วงก่อนวิกฤตการณ์โควิดอยู่พอสมควร&#8221;</li>



<li><strong>ตลาดยุโรป (สีน้ำเงินเข้ม &#8211; EU excl. RUS) :</strong> แสดงให้เห็นฐานตลาดที่มีความแข็งแกร่งและฟื้นตัวกลับมาใกล้เคียงกับช่วงก่อนโควิด (6.4 ล้านคนในปี 2569) สอดคล้องการขยายตัวอย่างเต็มกำลังในช่วง High Season</li>



<li><strong>เปรียบเทียบกับจุดสูงสุดในอดีต :</strong> แสดงให้เห็นว่า แม้แนวโน้มจะดีขึ้นตามลำดับ แต่ยอดรวมในปี 2570 (34.9 ล้านคน) ก็ยังคงเป็นช่วงของการไต่ระดับเพื่อกลับไปสู่จุดสูงสุดเดิมที่เคยทำไว้ในปี 2562 (39.9 ล้านคน)</li>
</ul>



<p>อย่างไรก็ตาม หากเรานำข้อมูลมาวิเคราะห์เจาะลึกของกลุ่มตลาดท่องเที่ยว จะพบว่า การฟื้นตัวในครั้งนี้ มีสัดส่วนและจังหวะเวลาที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละพื้นที่</p>



<ul class="wp-block-list">
<li><strong>ตลาดจีน :</strong> คาดว่า จะเห็นสัญญาณการกลับมาเติบโตที่ดีขึ้นอย่างเด่นชัดในปี 2569 หลังจากที่ก่อนหน้านี้เคยเผชิญกับความไม่แน่นอนและประเด็นความกังวลด้านความปลอดภัยในช่วงปี 2568 ทว่าหากเทียบกับสถิติในอดีต ตัวเลขภาพรวมยังคงต่ำกว่าช่วงก่อนวิกฤตการณ์โควิดอยู่พอสมควร สะท้อนถึงพฤติกรรมการท่องเที่ยวที่เปลี่ยนไป</li>



<li><strong>ตลาดยุโรป :</strong> กลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพนี้มีแนวโน้มที่จะค่อยๆ ฟื้นตัวขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง และคาดว่าจะกลับมาขยายตัวอย่างเต็มกำลังในช่วงไตรมาสสุดท้าย ซึ่งตรงกับช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว (High Season) ของไทยพอดี</li>



<li><strong>ตลาดตะวันออกกลาง :</strong> แม้ว่าการเชื่อมต่อเส้นทางเที่ยวบินจะกลับมาเปิดดำเนินการได้ตามปกติและราบรื่นแล้ว คาดว่าตัวเลขรวมอาจจะมีสัดส่วนที่ย่อตัวลงเล็กน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมา</li>



<li><strong>ตลาดอาเซียน :</strong> ภูมิภาคเพื่อนบ้านยังคงเป็นจุดที่ท้าทายและเป็นปัจจัยเหนี่ยวรั้งสำคัญ เนื่องจากข้อพิพาทและประเด็นความขัดแย้งเชิงพื้นที่กับประเทศกัมพูชายังคงมีแนวโน้มยืดเยื้อนานกว่าที่หลายฝ่ายเคยประเมินไว้ ส่งผลกระทบต่อการเดินทางข้ามพรมแดน</li>
</ul>



<p><strong>สัญญาณบวกจากตลาดจีนและยุโรป สู่โอกาสใหม่ในปี 2569</strong></p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img decoding="async" width="1024" height="626" src="https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/07/image-5-1024x626.png" alt="เจาะลึกเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลัง 69 รับคลื่น AI และน้ำมันลง โอกาสลงทุนอยู่ที่ไหน?" class="wp-image-5783" title="เจาะลึกเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลัง 69 รับคลื่น AI และน้ำมันลง โอกาสลงทุนอยู่ที่ไหน?" srcset="https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/07/image-5-1024x626.png 1024w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/07/image-5-300x183.png 300w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/07/image-5-768x469.png 768w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/07/image-5-750x458.png 750w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/07/image-5.png 1039w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>
</div>


<p>จากภาพ คือ<strong>&#8220;อัตราการมีส่วนร่วมต่อการขยายตัวหรือหดตัว&#8221; </strong>ของกลุ่มนักท่องเที่ยวจากภูมิภาคต่าง ๆ โดยมีรายละเอียด ดังนี้ </p>



<ul class="wp-block-list">
<li><strong>แรงส่งที่โดดเด่น (Key Growth Drivers) :</strong> หากเราสังเกตที่แท่งกราฟในปีคาดการณ์ 2569 (2026F) และ 2570 (2027F) จะเห็นว่าแถบ <strong>สีเขียวเข้ม (China &#8211; ตลาดจีน)</strong> และ <strong>สีน้ำเงินเข้ม (Europe &#8211; ตลาดยุโรป)</strong> พุ่งทะยานอยู่เหนือเส้นศูนย์อย่างแข็งแกร่ง จะเห็นว่าตลาดจีนเริ่มส่งสัญญาณกลับมาเติบโตเด่นชัด และตลาดยุโรปที่จะกลายมาเป็นขุมพลังสำคัญในการขับเคลื่อนช่วงปลายปี</li>



<li><strong>กลุ่มที่ต้องเฝ้าระวังและปรับกลยุทธ์ (Areas to Monitor) :</strong> ในขณะเดียวกัน แถบ <strong>สีเหลือง (ASEAN &#8211; ตลาดอาเซียน)</strong> และ <strong>สีฟ้าอ่อน (The Middle East &#8211; ตลาดตะวันออกกลาง)</strong> กลับทิ้งตัวอยู่ในแดนลบสะท้อนถึงการชะลอตัว ชี้ให้เห็นว่า ตลาดอาเซียนกำลังเผชิญความท้าทายจากประเด็นข้อพิพาทกับประเทศกัมพูชาที่ยืดเยื้อ และตลาดตะวันออกกลางที่สัดส่วนอาจจะย่อตัวลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา</li>
</ul>



<p><strong>2.ราคาน้ำมันดิบลดลง ช่วยบรรเทาความตึงตัวทางด้านค่าครองชีพ</strong></p>



<p>ในส่วนของการบริโภคภาคเอกชน การที่ระดับราคาพลังงานลดลงถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยประคับประคองให้สถานการณ์ทางการเงินของครัวเรือนและภาคธุรกิจไม่ทรุดตัวลงไปมากกว่าเดิม แต่ทว่าในสังคมไทยในขณะนี้ ประชาชนจำนวนมากยังคงเผชิญกับความเปราะบางทางการเงินอันเนื่องมาจากภาระหนี้ครัวเรือนที่ยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้เม็ดเงินที่ประหยัดได้จากค่าน้ำมันส่วนใหญ่มักถูกจัดสรรไปเพื่อการชำระหนี้สินเดิมก่อนเป็นอันดับแรก แทนที่จะนำมาจับจ่ายใช้สอยเพื่อสร้างอุปสงค์ (Demand) ใหม่ๆ ภายในประเทศ</p>



<p>นอกจากนี้ การเข้าถึงแหล่งเงินกู้หรือสินเชื่อส่วนบุคคลและสินเชื่อเพื่อธุรกิจยังคงมีข้อจำกัดที่ค่อนข้างสูง เนื่องจากสถาบันการเงินและธนาคารพาณิชย์ส่วนใหญ่ยังคงใช้นโยบายที่เข้มงวดในการกำหนดเกณฑ์มาตรฐานการพิจารณาสินเชื่อ เพื่อรักษาเสถียรภาพและความมั่นคงทางการเงินของระบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปล่อยสินเชื่อในกลุ่มสินค้าคงทนที่มีมูลค่าสูง เช่น รถยนต์และอสังหาริมทรัพย์</p>



<p>ขณะเดียวกัน โครงสร้างราคาน้ำมันขายปลีกหน้าสถานีบริการในประเทศอาจไม่ได้ปรับตัวลดลงในอัตราที่รวดเร็วและสอดคล้องกับตลาดโลกแบบทันท่วงที เนื่องจากภาครัฐมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเก็บเงินสำรองเพื่อนำส่งคืนสมทบกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งก่อนหน้านี้ได้ถูกนำไปใช้พยุงราคาพลังงานเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน คิดเป็นมูลค่าหนี้สินรวมกว่า 5.7 หมื่นล้านบาท โดยคาดการณ์ว่าจะมีการเรียกเก็บเงินสะสมคืนเข้ากองทุนประมาณ 1 ถึง 2 บาทต่อลิตร การดำเนินการดังกล่าวจะส่งผลให้ราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลเฉลี่ยทรงตัวอยู่ที่ประมาณ 32 ถึง 33 บาทต่อลิตร ซึ่งยังคงเป็นระดับราคาที่สูงกว่าช่วงก่อนสถานการณ์ความขัดแย้งที่เคยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 30 บาทต่อลิตร และจากการประเมินเบื้องต้น คาดว่ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจะต้องใช้ระยะเวลายาวนานไปจนถึงช่วงต้นปี 2571 จึงจะสามารถบริหารจัดการและเคลียร์ภาระหนี้ก้อนนี้ได้หมดสิ้น</p>



<p><strong>ภาพจำลองกลไกพลังงานไทย กับทิศทางราคาน้ำมันดีเซลและการฟื้นฟูเสถียรภาพกองทุนน้ำมันฯ (ปี 2565-2570)&nbsp;</strong></p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img decoding="async" width="1024" height="499" src="https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/07/image-3-1024x499.png" alt="เจาะลึกเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลัง 69 รับคลื่น AI และน้ำมันลง โอกาสลงทุนอยู่ที่ไหน?" class="wp-image-5781" title="เจาะลึกเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลัง 69 รับคลื่น AI และน้ำมันลง โอกาสลงทุนอยู่ที่ไหน?" srcset="https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/07/image-3-1024x499.png 1024w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/07/image-3-300x146.png 300w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/07/image-3-768x374.png 768w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/07/image-3-750x366.png 750w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/07/image-3-1140x556.png 1140w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/07/image-3.png 1510w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>
</div>


<p>ในกราฟนี้ จะอธิบายให้เข้าใจว่า ทำไมราคาน้ำมันในประเทศถึงไม่สามารถปรับลดลงได้ทันทีแม้ราคาตลาดโลกจะผ่อนคลายลงแล้ว ดังนี้</p>



<ul class="wp-block-list">
<li><strong>เส้นกราฟสีน้ำเงินเข้ม :</strong> แสดงให้เห็นถึงความผันผวนของราคาน้ำมันดีเซล โดยมีจุดที่ราคาพุ่งสูงขึ้นทะลุระดับ 40 บาทต่อลิตรในช่วงที่มีความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ก่อนที่จะค่อยๆ ปรับตัวลดลง ทว่าจุดที่น่าสนใจและสอดคล้องกับบทความที่สุดคือ <strong>การทรงตัวของเส้นกราฟในช่วงปี 2569-2570 ที่ระดับประมาณ 32 ถึง 33 บาทต่อลิตร</strong> ซึ่งสูงกว่าฐานเดิมก่อนเกิดความขัดแย้งที่เคยอยู่ราว 30 บาทต่อลิตรอย่างชัดเจน</li>



<li><strong>กราฟแท่งสีฟ้า :</strong> พื้นที่สีฟ้าที่ดิ่งลงต่ำกว่าเส้นศูนย์ (ติดลบ) เป็นตัวแทนของ &#8220;ภาระหนี้สะสม&#8221; ที่กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงต้องแบกรับจากการเข้าไปอุดหนุนราคาเพื่อพยุงค่าครองชีพประชาชน (ซึ่งในบทความระบุตัวเลขไว้ที่กว่า 5.7 หมื่นล้านบาท) กราฟแสดงให้เห็นชัดเจนว่า แม้ราคาพลังงานโลกจะลดลง แต่แท่งสีฟ้ายังคงอยู่ในแดนลบ และต้องใช้ระยะเวลาในการไต่ระดับฟื้นตัวกลับขึ้นมา</li>



<li><strong>จุดตัดแห่งความสมดุล :</strong> กราฟนี้ช่วยยืนยันว่า &#8220;ภาครัฐมีความจำเป็นต้องเก็บเงินสำรองเพื่อนำส่งคืนสมทบกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง&#8230; และคาดว่ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจะต้องใช้ระยะเวลายาวนานไปจนถึงช่วงต้นปี 2571 จึงจะสามารถบริหารจัดการภาระหนี้ดังกล่าวได้หมดสิ้น&#8221; เพราะกราฟแท่งสีฟ้าเพิ่งจะเริ่มแตะเส้นศูนย์ในช่วงปลายปี 2570 เท่านั้น</li>
</ul>



<p><strong>3.การฟื้นตัว ด้วยแรงหนุนจากเทคโนโลยี AI</strong></p>



<p>ความก้าวหน้าและการทุ่มงบประมาณลงทุนทางด้านโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI Infrastructure) ในระนาบสากล ส่งผลดีอย่างมหาศาลต่อกลุ่มธุรกิจที่ได้เตรียมความพร้อมและมีความยืดหยุ่นสูงในการปรับตัว ทว่าประโยชน์ที่ประเทศไทยได้รับกลับมีทิศทางที่จำกัดอยู่เฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมบางประเภทเท่านั้น ทำให้ภาพรวมการเติบโตของภาคการผลิตมีลักษณะการฟื้นตัวแบบ K-Shape อย่างชัดเจน</p>



<p><strong>ภาพสะท้อนการเติบโตแบบ K-Shape และทิศทางดุลบัญชีเดินสะพัด</strong></p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-full"><img decoding="async" width="742" height="684" src="https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/07/image-4.png" alt="เจาะลึกเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลัง 69 รับคลื่น AI และน้ำมันลง โอกาสลงทุนอยู่ที่ไหน?" class="wp-image-5780" title="เจาะลึกเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลัง 69 รับคลื่น AI และน้ำมันลง โอกาสลงทุนอยู่ที่ไหน?" srcset="https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/07/image-4.png 742w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/07/image-4-300x277.png 300w" sizes="(max-width: 742px) 100vw, 742px" /></figure>
</div>


<p>จากรูปนำเสนอข้อมูลเชิงลึกซึ่งมีความสำคัญระดับเจาะลึก (Deep Dive) ในการอธิบายโครงสร้างเศรษฐกิจไทยยุคใหม่ โดยกราฟนี้ทำหน้าที่เชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่าง <strong>&#8220;ดัชนีการส่งออกรายสินค้า&#8221;</strong> และ <strong>&#8220;ภาพรวมของดุลบัญชีเดินสะพัด&#8221;</strong> ได้อย่างสมบูรณ์แบบ สิ่งที่น่าสนใจคือความขัดแย้งที่แฝงอยู่ในภาพ ซึ่งสะท้อนบริบทการฟื้นตัวแบบแบ่งแยกทิศทางได้อย่างชัดเจน โดยมีรายละเอียด ดังนี้</p>



<ul class="wp-block-list">
<li><strong>กลุ่มที่ขยายตัวอย่างโดดเด่น (Upward Path) :</strong> ได้แก่ กลุ่มผู้ผลิตและส่งออกอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ (HDD) และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่มีความเกี่ยวโยงโดยตรงกับห่วงโซ่อุปทานของการพัฒนา AI อุตสาหกรรมเหล่านี้ได้รับอานิสงส์เต็มที่จากยอดสั่งซื้อที่ทะลักเข้ามาจากทั่วโลก</li>



<li><strong>กลุ่มที่ต้องเร่งปรับตัว (Downward Path) :</strong> ในทางกลับกัน กลุ่มอุตสาหกรรมรูปแบบดั้งเดิมที่เป็นรากฐานของไทยมายาวนาน เช่น กลุ่มยานยนต์ กลุ่มปิโตรเคมี และกลุ่มเฟอร์นิเจอร์ ยังคงต้องรับมือกับความท้าทายเชิงลึกในการปรับตัวให้เท่าทันกระแสการแข่งขันในระดับสากล การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคและการก้าวเข้ามาของเทคโนโลยีพลังงานสะอาด ทำให้กลุ่มนี้ต้องเหนื่อยมากขึ้น ด้วยเหตุนี้ แม้ว่าตัวเลขภาคการส่งออกในบางส่วนจะส่งสัญญาณเติบโตอย่างงดงาม แต่ภาพรวมในแง่ของปริมาณการผลิตภาคอุตสาหกรรม (Manufacturing Production) ในวงกว้างจึงยังคงขยายตัวได้ไม่เต็มศักยภาพนัก</li>
</ul>



<p><strong>สัญญาณเตือนและการเปลี่ยนผ่านของภาคการผลิตไทย</strong></p>



<figure class="wp-block-gallery aligncenter has-nested-images columns-default is-cropped wp-block-gallery-2 is-layout-flex wp-block-gallery-is-layout-flex"><div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img decoding="async" width="508" height="508" data-id="5906" src="https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/07/Screen-Shot-2569-07-07-at-14.29.30.png" alt="เจาะลึกเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลัง 69 รับคลื่น AI และน้ำมันลง โอกาสลงทุนอยู่ที่ไหน?" class="wp-image-5906" title="เจาะลึกเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลัง 69 รับคลื่น AI และน้ำมันลง โอกาสลงทุนอยู่ที่ไหน?" srcset="https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/07/Screen-Shot-2569-07-07-at-14.29.30.png 508w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/07/Screen-Shot-2569-07-07-at-14.29.30-300x300.png 300w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/07/Screen-Shot-2569-07-07-at-14.29.30-150x150.png 150w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/07/Screen-Shot-2569-07-07-at-14.29.30-75x75.png 75w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/07/Screen-Shot-2569-07-07-at-14.29.30-350x350.png 350w" sizes="(max-width: 508px) 100vw, 508px" /></figure>
</div></figure>



<p>จากภาพได้สะท้อนดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (Manufacturing Production Index &#8211; MPI) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการอธิบายภาพรวมของภาคการผลิตไทยตั้งแต่ปี 2024 ไปจนถึงการคาดการณ์ในกลางปี 2026 กราฟนี้คือจิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้ายที่เข้ามาเติมเต็มคำอธิบายเรื่อง <strong>&#8220;การฟื้นตัวแบบ K-Shape&#8221;</strong> ให้เห็นภาพเชิงประจักษ์อย่างสมบูรณ์แบบ โดยมีรายละเอียดที่สอดคล้องกับเนื้อหา ดังนี้</p>



<ul class="wp-block-list">
<li><strong>วิกฤตอุตสาหกรรมยานยนต์ (เส้นสีฟ้าอ่อนล่างสุด &#8211; Motor Vehicle) :</strong> กราฟเส้นนี้ดิ่งลงอย่างน่าตกใจตั้งแต่ช่วงต้นปี 2024 และจมอยู่ในระดับต่ำสุด (ดัชนีราว 80-83) ลากยาวไปจนถึงปี 2026 ภาพนี้คือ บงชี้ว่า <em>&#8220;กลุ่มอุตสาหกรรมรูปแบบดั้งเดิม เช่น กลุ่มยานยนต์&#8230; ยังคงต้องรับมือกับความท้าทายเชิงลึกในการปรับตัว&#8221;</em> ซึ่งเป็นผลพวงจากการเปลี่ยนผ่านไปสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และขีดความสามารถในการแข่งขันที่ลดลง</li>



<li><strong>ดาวรุ่งแห่งยุคดิจิทัล (เส้นสีน้ำเงินเข้มบนสุด &#8211; HDD) :</strong> ในทางตรงกันข้าม เส้นดัชนีการผลิตฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ (HDD) กลับพุ่งทะยานสวนกระแสเศรษฐกิจโดยรวม สะท้อนให้เห็นถึงอานิสงส์ที่ไทยได้รับจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI ทั่วโลกที่ต้องการแหล่งบันทึกข้อมูลมหาศาล</li>



<li><strong>ภาพรวมที่ตึงตัว (เส้นสีดำหนาตรงกลาง &#8211; Overall MPI) :</strong> เมื่อนำทุกอุตสาหกรรมมาหาค่าเฉลี่ย จะพบว่า เส้นดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมโดยรวมแทบจะขนานไปกับเส้นฐาน (ทรงตัวระดับ 100) ซึ่งชี้ว่า <em>&#8220;ภาพรวมในแง่ของปริมาณการผลิตภาคอุตสาหกรรมในวงกว้างจึงยังคงขยายตัวได้ไม่เต็มที่นัก&#8221;</em> เพราะอุตสาหกรรมที่เติบโต (HDD) ถูกหักล้างด้วยอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่กำลังหดตัว (ยานยนต์ ปิโตรเคมี เฟอร์นิเจอร์)</li>
</ul>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>โครงสร้างเศรษฐกิจและการบริหารจัดการนโยบายการเงินปี 2569</strong></h3>



<p>การวางแผนการลงทุนและการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ทางธุรกิจในยุคปัจจุบัน จำเป็นต้องอาศัยการมองภาพรวมอย่างรอบด้านและลึกซึ้ง โดยเฉพาะประเด็นด้านดุลการบัญชีของประเทศและทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งเป็นเข็มทิศชี้วัดต้นทุนทางการเงิน</p>



<p><strong>ดุลบัญชีเดินสะพัดที่ยังคงเผชิญความตึงตัว</strong></p>



<p>แม้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ย่อตัวลงจะเข้ามาช่วยลดต้นทุนและมูลค่าการนำเข้าพลังงานของไทยได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ แต่ภาพรวมของดุลบัญชีเดินสะพัดปี 2569 ของประเทศไทย คาดว่าจะยังคงอยู่ในภาวะขาดดุลเล็กน้อย โดยมีสาเหตุมาจากปัจจัยเชิงโครงสร้าง 3 ประเด็นหลักที่สอดประสานกัน ดังนี้</p>



<ol class="wp-block-list">
<li><strong>รายได้จากภาคบริการและการท่องเที่ยว :</strong> แม้ตัวเลขนักท่องเที่ยวจะมีทิศทางที่เติบโตดีขึ้น แต่ปริมาณเม็ดเงินรวมที่จับจ่ายใช้สอยยังไม่สามารถเทียบเท่ากับช่วงยุคทองก่อนการแพร่ระบาดของโควิดได้อย่างสมบูรณ์ ประกอบกับพฤติกรรมของคนในประเทศที่มีการนำเข้าบริการในรูปแบบอื่นๆ จากแพลตฟอร์มต่างประเทศเพิ่มสูงขึ้น</li>



<li><strong>ความจำเป็นในการนำเข้าสินค้าทุน :</strong> เพื่อที่จะยกระดับ พัฒนา และอัปเกรดอุตสาหกรรมในประเทศให้สอดรับกับนวัตกรรมและเทคโนโลยี AI ประเทศไทยมีความจำเป็นต้องนำเข้าเครื่องจักร อุปกรณ์เทคโนโลยีชั้นสูง และสินค้าทุนจากต่างประเทศเพิ่มมากขึ้น ซึ่งถือเป็นปัจจัยที่เข้ามากดดันดุลบัญชีในระยะสั้น แต่เป็นผลดีในระยะยาว</li>



<li><strong>ความสามารถทางการแข่งขันในอุตสาหกรรมหลัก :</strong> โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งเคยเป็นฟันเฟืองสำคัญและพระเอกในภาคการส่งออกของไทยในอดีต ขณะนี้กำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างและการเปลี่ยนแปลงรูปแบบความต้องการซื้อยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ในเวทีระดับโลก</li>
</ol>



<p><strong>เจาะลึกโครงสร้างดุลบัญชีเดินสะพัด</strong></p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img decoding="async" width="1024" height="610" src="https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/07/image-2-1024x610.png" alt="เจาะลึกเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลัง 69 รับคลื่น AI และน้ำมันลง โอกาสลงทุนอยู่ที่ไหน?" class="wp-image-5778" title="เจาะลึกเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลัง 69 รับคลื่น AI และน้ำมันลง โอกาสลงทุนอยู่ที่ไหน?" srcset="https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/07/image-2-1024x610.png 1024w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/07/image-2-300x179.png 300w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/07/image-2-768x457.png 768w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/07/image-2-750x447.png 750w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/07/image-2-1140x679.png 1140w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/07/image-2.png 1390w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>
</div>


<p>จากกราฟแท่งผสมกราฟเส้น <strong>&#8220;ดุลบัญชีเดินสะพัด &#8220;</strong> ตั้งแต่ไตรมาสแรกของปี 2557 (1Q14) ยาวไปจนถึงตัวเลขคาดการณ์ในไตรมาสที่สามของปี 2570 (3Q27) ดังนี้</p>



<ul class="wp-block-list">
<li><strong>องค์ประกอบที่ดึงกราฟขึ้น :</strong> แถบสีน้ำเงินเข้ม (Goods &#8211; ดุลการค้า/สินค้า) และแถบสีฟ้าอ่อน (Services &#8211; ดุลบริการ) แสดงให้เห็นว่า ประเทศไทยยังคงมีรายได้จากการส่งออกสินค้าและการท่องเที่ยวเข้ามาหล่อเลี้ยงระบบ</li>



<li><strong>แรงฉุดที่ซ่อนอยู่ :</strong> แถบสีส้ม (Income Balance &#8211; ดุลรายได้และเงินโอน) ที่จมอยู่ใต้เส้นศูนย์มาโดยตลอด เป็นตัวแทนของการส่งผลกำไรกลับประเทศของบริษัทข้ามชาติ รวมถึงค่าใช้จ่ายทรัพย์สินทางปัญญาต่างๆ</li>



<li><strong>เส้นดุลบัญชีเดินสะพัด (เส้นสีเขียวอมฟ้า) :</strong> เมื่อนำองค์ประกอบทั้งหมดมารวมกัน จะเห็นว่าในช่วงพื้นที่แรเงาสีเทาด้านขวามือ (ช่วงปี 2569-2570) เส้นกราฟนี้พยายามเชิดหัวขึ้นจากจุดต่ำสุด แต่ก็ยังคง <strong>&#8220;ทรงตัวอยู่ใต้เส้นศูนย์หรือติดลบเล็กน้อย&#8221;</strong></li>
</ul>



<p>กราฟนี้ คือ แสดงให้เห็นว่า แม้ภาคการท่องเที่ยวจะฟื้นตัวและการส่งออกกลุ่มเทคโนโลยีจะทำได้ดี แต่ด้วยความจำเป็นที่ไทยต้องนำเข้าสินค้าทุน (เครื่องจักร/อุปกรณ์ AI) จำนวนมาก ประกอบกับรายได้จากการท่องเที่ยวยังไม่กลับไปจุดสูงสุด ทำให้ภาพรวมดุลบัญชีเดินสะพัดยังคงเผชิญความตึงตัวและขาดดุลเล็กน้อย</p>



<p><strong>ทิศทางอัตราเงินเฟ้อและการดำเนินนโยบายทางการเงิน</strong></p>



<p>จากอานิสงส์ของต้นทุนค่าไฟฟ้า ภาคการขนส่ง และพลังงานเชื้อเพลิงที่ผ่อนคลายตัวลงอย่างรวดเร็ว ทำให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไป (Headline Inflation) เฉลี่ยในปี 2569 ถูกปรับประเมินลงมาอยู่ที่ระดับ 2.4% จากเดิมที่เคยคาดการณ์ไว้ค่อนข้างสูงที่ 3.0% การปรับลดลงนี้ช่วยบรรเทาความตึงตัวด้านราคาสินค้าอุปโภคบริโภคไปได้ในระดับหนึ่ง ในขณะเดียวกัน อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core Inflation) ซึ่งสะท้อนกำลังซื้อที่แท้จริง ยังคงทรงตัวอยู่ในระดับต่ำตามแรงซื้อและอุปสงค์ภายในประเทศที่ยังคงฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป</p>



<p><strong>เส้นทางเงินเฟ้อและเสถียรภาพกำลังซื้อ</strong></p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img decoding="async" width="1024" height="524" src="https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/07/image-1-1024x524.png" alt="เจาะลึกเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลัง 69 รับคลื่น AI และน้ำมันลง โอกาสลงทุนอยู่ที่ไหน?" class="wp-image-5779" title="เจาะลึกเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลัง 69 รับคลื่น AI และน้ำมันลง โอกาสลงทุนอยู่ที่ไหน?" srcset="https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/07/image-1-1024x524.png 1024w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/07/image-1-300x154.png 300w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/07/image-1-768x393.png 768w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/07/image-1-750x384.png 750w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/07/image-1-1140x584.png 1140w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/07/image-1.png 1394w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>
</div>


<p>จากรูปในมิติของ <strong>&#8220;นโยบายการเงินและค่าครองชีพ&#8221; </strong>แสดงให้เห็นถึงการเคลื่อนไหวของ <strong>&#8220;อัตราเงินเฟ้อทั่วไป ( เส้นสีน้ำเงินเข้ม)&#8221;</strong> และ <strong>&#8220;อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน ( เส้นสีฟ้าอ่อน)&#8221;</strong> ตั้งแต่ไตรมาสแรกของปี 2018 ลากยาวไปจนถึงการคาดการณ์ในไตรมาสที่สามของปี 2027</p>



<p>สำหรับกราฟนี้สอดคล้องและช่วยขยายความมิติทางเศรษฐกิจ ดังนี้</p>



<ul class="wp-block-list">
<li><strong>แรงเหวี่ยงระยะสั้นที่ต้องจับตา :</strong> แม้ว่าค่าเฉลี่ยเงินเฟ้อทั่วไปทั้งปี 2569 จะอยู่ที่ 2.4% แต่กราฟเส้นสีน้ำเงินเข้ม แสดงให้เห็นว่า ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2569 (4Q26) อาจมีปัจจัยเฉพาะฤดูกาลหรือแรงกระเพื่อมชั่วคราวที่ดันให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปดีดตัวขึ้นไปแตะระดับสูงสุด (Peak) ที่ 4% ก่อนที่จะทิ้งตัวลงอย่างรวดเร็วในปี 2570</li>



<li><strong>เสถียรภาพที่แท้จริงของกำลังซื้อ :</strong> เมื่อหันมามองเส้นสีฟ้าอ่อน (เงินเฟ้อพื้นฐาน ซึ่งหักราคาอาหารสดและพลังงานที่มีความผันผวนออกไป) จะพบว่า เส้นนี้ลากขนานไปกับแกนนอนอย่างมีเสถียรภาพที่ระดับประมาณ 1% ตลอดช่วงปี 2569-2570 สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่า<strong> &#8220;กำลังซื้อที่แท้จริงและอุปสงค์ภายในประเทศ&#8221;</strong> ไม่ได้ร้อนแรงจนเกินไป และยังคงอยู่ในเกณฑ์ที่สามารถบริหารจัดการได้</li>



<li><strong>การเชื่อมโยงกับนโยบายดอกเบี้ย :</strong> กราฟนี้ชี้ให้เห็นว่า ทำไมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง) จึงเลือกที่จะ &#8220;คงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 1.00%&#8221; เพราะธนาคารกลางมองเห็นแนวโน้มการพุ่งขึ้นชั่วคราวของเส้นสีน้ำเงินเข้มในช่วงปลายปี การคงดอกเบี้ยจึงเป็นเสมือนเกราะป้องกันไม่ให้เงินเฟ้อหลุดกรอบเป้าหมายนั่นเอง</li>
</ul>



<p>ภายใต้ปัจจัยแวดล้อมและข้อมูลนี้ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีแนวโน้มที่จะพิจารณาภาพรวมเศรษฐกิจในระยะยาวอย่างระมัดระวัง และประเมินว่า ควรคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายเอาไว้ที่ระดับ 1.00% ต่อเนื่องไปอีกอย่างน้อย 12 เดือนข้างหน้า เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการทำธุรกิจ และสร้างความสม่ำเสมอในการเติบโตของภาคการเงิน อย่างไรก็ตาม แนวทางการปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยนโยบายยังคงเปิดช่องว่างความยืดหยุ่นไว้ในสองทิศทางหลัก ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต</p>



<ul class="wp-block-list">
<li><strong>โอกาสในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย :</strong> จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่ออัตราเงินเฟ้อกลับมาเร่งตัวสูงเกินกว่าที่คาดการณ์ไว้ ซึ่งอาจมีสาเหตุมาจากประเด็นภูมิรัฐศาสตร์หรือความตึงเครียดของสงครามในเวทีโลกที่กลับมาปะทุขึ้นอีกระลอก หรือในกรณีที่ส่วนต่างดอกเบี้ยระหว่างประเทศไทยกับธนาคารกลางหลักของโลกมีความกว้างมากเกินไป จนส่งผลกระทบต่อเงินทุนเคลื่อนย้ายและทำให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงอย่างรวดเร็วเกินความจำเป็น</li>



<li><strong>โอกาสในการปรับลดอัตราดอกเบี้ย :</strong> คาดว่า อาจจะมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้นในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2570 เป็นต้นไป หากสถานการณ์เศรษฐกิจภายในประเทศยังคงต้องการแรงขับเคลื่อนและมาตรการกระตุ้นเพิ่มเติม รวมถึงต้องพิจารณาประกอบกับจังหวะเวลาที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลทั่วโลกผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว และแรงกดดันที่มีต่อค่าเงินบาทเมื่อเทียบกับค่าเงินสกุลอื่นๆ ในภูมิภาคปรับตัวเข้าสู่สมดุลที่ดีขึ้นตามลำดับ</li>
</ul>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ตารางสรุปภาพรวมและตัวเลขคาดการณ์ทางเศรษฐกิจ (2568-2570)</strong></h3>



<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" width="1024" height="626" src="https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/07/image-5-1024x626.png" alt="เจาะลึกเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลัง 69 รับคลื่น AI และน้ำมันลง โอกาสลงทุนอยู่ที่ไหน?" class="wp-image-5784" title="เจาะลึกเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลัง 69 รับคลื่น AI และน้ำมันลง โอกาสลงทุนอยู่ที่ไหน?" srcset="https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/07/image-5-1024x626.png 1024w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/07/image-5-300x183.png 300w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/07/image-5-768x469.png 768w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/07/image-5-750x458.png 750w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/07/image-5.png 1039w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h4 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>เครื่องชี้วัดทางเศรษฐกิจหลัก&nbsp;</strong></h4>



<figure class="wp-block-table"><table class="has-fixed-layout"><tbody><tr><td><strong>เครื่องชี้วัดทางเศรษฐกิจ</strong></td><td><strong>ปี 2568 (ฐานข้อมูลจริง)</strong></td><td><strong>ปี 2569 (ประมาณการเดิม)</strong></td><td><strong>ปี 2569 (ประมาณการใหม่)</strong></td><td><strong>ปี 2570 (ประมาณการเดิม)</strong></td><td><strong>ปี 2570 (ประมาณการใหม่)</strong></td></tr><tr><td>อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (Real GDP %)</td><td>2.4</td><td>1.9</td><td>2.1</td><td>2.1</td><td>2.2</td></tr><tr><td>การบริโภคภาคเอกชน (Private Consumption %)</td><td>2.7</td><td>2.5</td><td>2.6</td><td>2.0</td><td>2.2</td></tr><tr><td>การบริโภคภาครัฐ (Government Consumption %)</td><td>0.6</td><td>2.9</td><td>2.9</td><td>3.2</td><td>3.2</td></tr><tr><td>การลงทุนรวมในระบบเศรษฐกิจ (GFCF %)</td><td>4.9</td><td>9.4</td><td>9.4</td><td>5.4</td><td>5.4</td></tr><tr><td>&#8211; การลงทุนภาคเอกชน (Private % Investment)</td><td>3.5</td><td>9.4</td><td>9.4</td><td>5.2</td><td>5.2</td></tr><tr><td>&#8211; การลงทุนภาครัฐ (Public % Investment)</td><td>8.9</td><td>8.8</td><td>8.8</td><td>5.9</td><td>5.9</td></tr><tr><td>การส่งออกสินค้าของไทย (Exports of Goods %)</td><td>11.9</td><td>12.5</td><td>12.5</td><td>3.3</td><td>3.3</td></tr><tr><td>การส่งออกภาคบริการ (Exports of Services %)</td><td>-1.5</td><td>-1.2</td><td>1.3</td><td>9.9</td><td>8.9</td></tr><tr><td>การนำเข้าสินค้าเข้าประเทศ (Imports of Goods %)</td><td>9.8</td><td>17.4</td><td>17.5</td><td>7.2</td><td>7.3</td></tr><tr><td>การนำเข้าภาคบริการ (Imports of Services %)</td><td>-4.7</td><td>7.4</td><td>7.4</td><td>3.5</td><td>3.5</td></tr><tr><td>ดุลบัญชีเดินสะพัด (Current Account &#8211; พันล้านดอลลาร์)</td><td>15.9</td><td>-4.3</td><td>-1.3</td><td>-0.2</td><td>0.5</td></tr><tr><td>สัดส่วนดุลบัญชีเดินสะพัดเทียบกับจีดีพี (% of GDP)</td><td>2.7</td><td>-0.7</td><td>-0.2</td><td>-0.0</td><td>0.1</td></tr><tr><td>อัตราเงินเฟ้อทั่วไป (Headline CPI %)</td><td>-0.1</td><td>3.0</td><td>2.4</td><td>0.3</td><td>0.1</td></tr><tr><td>อัตราดอกเบี้ยนโยบาย (% Policy Rate)</td><td>1.00</td><td>1.00</td><td>1.00</td><td>0.75</td><td>1.00</td></tr><tr><td>จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ (ล้านคน)</td><td>33.0</td><td>31.8</td><td>32.7</td><td>34.1</td><td>34.9</td></tr></tbody></table></figure>



<p><strong>แหล่งข้อมูลอ้างอิงเชิงวิชาการ :</strong> ข้อมูลข้างต้นรวบรวมจากการวิเคราะห์ของ KKP Research โดยประมวลผลจากแหล่งข้อมูลทางการระดับประเทศ ซึ่งประกอบด้วย สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, กระทรวงพาณิชย์, ธนาคารแห่งประเทศไทย และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เพื่อความแม่นยำสูงสุดในการประเมินสถานการณ์</p>



<h4 class="wp-block-heading alignwide has-text-align-center"><strong>ตารางสรุป : ภาพสะท้อนอุตสาหกรรมการส่งออกและการท่องเที่ยวปี 2569</strong></h4>



<p>ตารางนี้เป็นการสรุปข้อมูลแนวโน้มรายอุตสาหกรรมแบบสังเขป เพื่อฉายภาพความเคลื่อนไหวทางธุรกิจและการเดินทางอย่างรัดกุม</p>



<p><strong>แนวโน้มอุตสาหกรรมและกลุ่มตลาดท่องเที่ยว</strong></p>



<figure class="wp-block-table"><table class="has-fixed-layout"><tbody><tr><td><strong>กลุ่มหมวดหมู่หลัก</strong></td><td><strong>อุตสาหกรรมย่อย / ตลาดสำคัญ</strong></td><td><strong>ทิศทางและแนวโน้มการเติบโตในปี 2569</strong></td></tr><tr><td><strong>อุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง</strong></td><td>อุปกรณ์คอมพิวเตอร์, HDD, ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์</td><td>เติบโตอย่างเด่นชัด ได้อานิสงส์เชิงบวกโดยตรงจากการลงทุน AI ทั่วโลก</td></tr><tr><td><strong>อุตสาหกรรมดั้งเดิม</strong></td><td>ยานยนต์, ปิโตรเคมี, เฟอร์นิเจอร์</td><td>เผชิญความท้าทายในตลาดส่งออกและขีดความสามารถการแข่งขันเชิงโครงสร้าง</td></tr><tr><td><strong>กลุ่มตลาดท่องเที่ยวเชิงรุก</strong></td><td>นักท่องเที่ยวจีน และ ตลาดนักท่องเที่ยวในแถบยุโรป</td><td>ฟื้นตัวเด่นชัดขึ้น โดยเฉพาะตลาดยุโรปที่จะคึกคักเป็นพิเศษในช่วงปลายปี</td></tr><tr><td><strong>กลุ่มตลาดท่องเที่ยวเฝ้าระวัง</strong></td><td>กลุ่มประเทศในภูมิภาคอาเซียน และ ตะวันออกกลาง</td><td>ตัวเลขชะลอตัวลงเล็กน้อย โดยอาเซียนได้รับแรงกดดันจากกรณีชายแดนกัมพูชา</td></tr></tbody></table></figure>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>บทสรุป</strong></h3>



<p>แม้แนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี 2569 จะมีสัญญาณเชิงบวกมากขึ้นจากแรงสนับสนุนของราคาพลังงานที่ผ่อนคลาย การลงทุนด้าน AI และการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยว แต่การเติบโตยังมีลักษณะไม่ทั่วถึง หลายอุตสาหกรรมยังต้องเผชิญความท้าทายจากการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้าง การแข่งขันที่รุนแรง และกำลังซื้อภายในประเทศที่ฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป</p>



<p>ในระยะข้างหน้า ความสามารถในการยกระดับศักยภาพของภาคการผลิต ดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต และรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ จะเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดทิศทางการเติบโตของประเทศไทย ท่ามกลางโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การติดตามข้อมูลเศรษฐกิจและปรับกลยุทธ์ให้สอดรับกับบริบทใหม่ จึงเป็นกุญแจสำคัญสำหรับทั้งภาคธุรกิจ นักลงทุน และผู้กำหนดนโยบายในการสร้างโอกาสจากความเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้น</p>



<h4 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>ตารางสรุป : ทิศทางเศรษฐกิจไทยครึ่งปี 69 ใครรุ่ง ใครต้องระวัง?</strong></h4>



<figure class="wp-block-table"><table class="has-fixed-layout"><tbody><tr><td><strong>📌 ปัจจัยชี้วัด</strong></td><td><strong>📊 สถานการณ์ / แนวโน้มครึ่งปีหลัง 2569</strong></td><td><strong>💡 ผลกระทบและโอกาส</strong></td></tr><tr><td><strong>🛢️ ราคาน้ำมันโลก</strong></td><td>ผ่อนคลายลงเฉลี่ย 85 USD/บาร์เรล</td><td>ลดต้นทุนขนส่ง-โลจิสติกส์ แต่ดีเซลหน้าปั๊มไทยยังทรงตัว 32-33 บาท</td></tr><tr><td><strong>🤖 อุตสาหกรรม AI</strong></td><td>โตระเบิด! เงินลงทุนไหลเข้า Data Center &amp; ฮาร์ดดิสก์</td><td>โอกาสทองของธุรกิจและแรงงานสายเทคโนโลยี</td></tr><tr><td><strong>✈️ การท่องเที่ยว</strong></td><td>ฟื้นตัวแรง คาดนักท่องเที่ยวทะลุ 32.7 ล้านคน (ยุโรป-จีนนำร่อง)</td><td>เงินสะพัด 1.56 ล้านล้านบาท ธุรกิจบริการเตรียมรับ High Season</td></tr><tr><td><strong>🏭 ภาคการผลิต</strong></td><td>เติบโตแบบ K-Shape อุตสาหกรรมดั้งเดิม (ยานยนต์, ปิโตรเคมี) หดตัว</td><td>ต้องเร่งทรานส์ฟอร์ม ใครไม่ปรับตัวอาจโดนคลื่นเทคโนโลยีดิสรัปต์</td></tr><tr><td><strong>💰 ดอกเบี้ย &amp; เงินเฟ้อ</strong></td><td>เงินเฟ้อคาดจบที่ 2.4% / ดอกเบี้ยนโยบายคงที่ 1.00%</td><td>ค่าครองชีพยังตึงตัวจากหนี้ครัวเรือน ต้องวางแผนการเงินให้รัดกุม</td></tr></tbody></table></figure>



<p>บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลข่าวสารและการศึกษาเท่านั้น มิได้เป็นการชี้นำหรือแนะนำการลงทุน ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลและทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน</p>



<p>อ้างอิงจาก <a href="https://media.kkpfg.com/document/2026/Jul/KKP%20Research_2026-GDP-update-for-war-situation-and-ai-demand.pdf" target="_blank" rel="noopener">KKP Research_2026-GDP-update-for-war-situation-and-ai-demand.pdf</a></p>



<p></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thesignals.net/thai-economy-outlook-2026-ai-trends/">เจาะลึกเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลัง 69 รับคลื่น AI และน้ำมันลง โอกาสลงทุนอยู่ที่ไหน?</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thesignals.net">The Signals</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.thesignals.net/thai-economy-outlook-2026-ai-trends/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>กนง. คงดอกเบี้ยร้อยละ 1.00 ชี้เศรษฐกิจไทยปี 2569 โตรับเทรนด์ AI โลก </title>
		<link>https://www.thesignals.net/bot-interest-rate-thai-economy-ai-trend-2026/</link>
					<comments>https://www.thesignals.net/bot-interest-rate-thai-economy-ai-trend-2026/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[กองบรรณาธิการ THE SIGNALs]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 24 Jun 2026 10:07:30 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Politics & Policy]]></category>
		<category><![CDATA[การเงินส่วนบุคคลฃ]]></category>
		<category><![CDATA[คงดอกเบี้ย]]></category>
		<category><![CDATA[ค่าครองชีพ]]></category>
		<category><![CDATA[ธุรกิจSMEs]]></category>
		<category><![CDATA[มติกนง]]></category>
		<category><![CDATA[อัตราดอกเบี้ย]]></category>
		<category><![CDATA[เงินเฟ้อ]]></category>
		<category><![CDATA[เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์]]></category>
		<category><![CDATA[เทรนด์AI]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐกิจไทย2569]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.thesignals.net/?p=5347</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา นายดอน นาครทรรพ  [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thesignals.net/bot-interest-rate-thai-economy-ai-trend-2026/">กนง. คงดอกเบี้ยร้อยละ 1.00 ชี้เศรษฐกิจไทยปี 2569 โตรับเทรนด์ AI โลก </a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thesignals.net">The Signals</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา <strong>นายดอน นาครทรรพ เลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.</strong>) ได้ออกมาแถลงผลการประชุม กนง. ครั้งที่ 3/2569 ซึ่งประเด็นสำคัญที่ทุกภาคส่วนจับตามอง คือ <strong>ทิศทางของนโยบายการเงิน</strong></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>กนง. คงดอกเบี้ยร้อยละ 1.00 ชี้เศรษฐกิจไทยปี 2569 โตรับเทรนด์ AI โลก&nbsp;</strong></h2>



<p><strong>โดยคณะกรรมการฯ มีมติเป็นเอกฉันท์ด้วยคะแนน 7-0 เสียง ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ร้อยละ 1.00 ต่อปี</strong> การตัดสินใจครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงกลยุทธ์ในการรักษาสมดุลระหว่างการพยุงเศรษฐกิจและการคุมความเสี่ยงในระบบการเงินอย่างรอบคอบ</p>



<figure class="wp-block-gallery aligncenter has-nested-images columns-default is-cropped wp-block-gallery-3 is-layout-flex wp-block-gallery-is-layout-flex"><div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img decoding="async" width="819" height="1024" data-id="5355" src="https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/06/Artboard-1_3-4-819x1024.jpg" alt="กนง. คงดอกเบี้ยร้อยละ 1.00 ชี้เศรษฐกิจไทยปี 2569 โตรับเทรนด์ AI โลก " class="wp-image-5355" title="กนง. คงดอกเบี้ยร้อยละ 1.00 ชี้เศรษฐกิจไทยปี 2569 โตรับเทรนด์ AI โลก " srcset="https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/06/Artboard-1_3-4-819x1024.jpg 819w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/06/Artboard-1_3-4-240x300.jpg 240w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/06/Artboard-1_3-4-768x960.jpg 768w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/06/Artboard-1_3-4-750x938.jpg 750w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/06/Artboard-1_3-4-1140x1425.jpg 1140w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/06/Artboard-1_3-4.jpg 1200w" sizes="(max-width: 819px) 100vw, 819px" /></figure>
</div></figure>



<p><strong>แรงส่งใหม่ของเศรษฐกิจไทยยุคดิจิทัล</strong></p>



<p>สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจไทยนั้น มีสัญญาณที่น่าสนใจและเต็มไปด้วยโอกาสใหม่ แม้ว่าตัวเลขการขยายตัวในภาพรวมอาจจะเติบโตในระดับต่ำและยังกระจายตัวไม่ทั่วถึงนัก แต่ก็มีแรงส่งที่แข็งแกร่งกว่าที่หลายฝ่ายประเมินไว้ โดยมีการคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2569 และ 2570 จะขยายตัวที่ร้อยละ 2.3 และ 1.8 ตามลำดับ</p>



<p><strong>นอกจากนี้</strong> ปัจจัยขับเคลื่อนหลักที่เข้ามาช่วยหนุนตลาดอย่างมีนัยสำคัญ คือ <strong>ภาคการส่งออกและการลงทุนที่เติบโตล้อไปกับวัฏจักรของเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI)</strong> ซึ่งสอดคล้องกับรายงานคาดการณ์แนวโน้มเศรษฐกิจโลกจากธนาคารโลก (World Bank) ที่ระบุว่าเทคโนโลยีและ AI กำลังเข้ามาเป็นฟันเฟืองสำคัญในการพลิกโฉมภาคการผลิตและช่วยผลักดันมูลค่าการค้าระหว่างประเทศให้เติบโตอย่างก้าวกระโดด</p>



<p><strong>ยิ่งไปกว่านั้น</strong> มาตรการบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตพลังงานของภาครัฐ รวมถึง สถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางที่มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น ก็เป็นอีกหนึ่งลมใต้ปีกที่ช่วยลดแรงกดดัน โดยผลกระทบของสงครามต่อภาคการผลิตและภาคการท่องเที่ยวนั้นมีน้อยกว่าที่ประเมินไว้ ซึ่งธุรกิจขนาดใหญ่สามารถปรับตัวและรับมือได้อย่างยอดเยี่ยม แม้ว่าธุรกิจ SMEs อาจจะต้องใช้เวลาปรับตัวและยังเผชิญการแข่งขันที่รุนแรง ขณะที่ครัวเรือนส่วนใหญ่ถูกกดดันจากรายได้ที่ชะลอลงและค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น ซึ่งอาจเป็นปัจจัยฉุดรั้งการบริโภคภาคเอกชนหลังมาตรการภาครัฐสิ้นสุดลง</p>



<p><strong>จับตาทิศทางเงินเฟ้อที่เริ่มส่งสัญญาณคลี่คลาย</strong></p>



<p><strong>ในส่วนของ</strong> อัตราเงินเฟ้อทั่วไป ทาง กนง. ประเมินว่าในปี 2569 และ 2570 จะอยู่ในระดับใกล้เคียงกับที่ประเมินไว้เดิม โดยเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 2.8 และ 1.4 ตามลำดับ ทั้งนี้อัตราเงินเฟ้อในช่วงที่เหลือของปี 2569 อาจจะขยับสูงกว่ากรอบเป้าหมายไปบ้างตามการส่งผ่านราคาพลังงานและต้นทุนด้านอุปทาน ก่อนที่จะทยอยปรับลดลงในปี 2570 หลังจากปัจจัยด้านอุปทานเริ่มคลี่คลายลงบวกกับผลของฐานที่สูงในปีก่อนหน้า</p>



<p><strong>ในขณะเดียวกัน</strong> อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานในปี 2569 และ 2570 ก็คาดว่า จะใกล้เคียงกับที่ประเมินไว้เดิม โดยเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 1.5 และ 1.4 ตามลำดับ ซึ่งถือว่าเงินเฟ้อคาดการณ์ในระยะปานกลางยังคงยึดเหนี่ยวอยู่ในกรอบเป้าหมายได้อย่างมั่นคง อ้างอิงจากข้อมูลพื้นฐานของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่สะท้อนว่า การควบคุมความเสี่ยงด้านราคายังบริหารจัดการได้ดี แม้จะต้องคอยติดตามการส่งผ่านราคาของผู้ประกอบการในจังหวะที่ต้นทุนยังอยู่ในระดับสูงก็ตาม</p>



<figure class="wp-block-gallery aligncenter has-nested-images columns-default is-cropped wp-block-gallery-4 is-layout-flex wp-block-gallery-is-layout-flex"><div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img decoding="async" width="1024" height="683" data-id="5356" src="https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/06/S__40435749_0-1024x683.jpg" alt="กนง. คงดอกเบี้ยร้อยละ 1.00 ชี้เศรษฐกิจไทยปี 2569 โตรับเทรนด์ AI โลก " class="wp-image-5356" title="กนง. คงดอกเบี้ยร้อยละ 1.00 ชี้เศรษฐกิจไทยปี 2569 โตรับเทรนด์ AI โลก " srcset="https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/06/S__40435749_0-1024x683.jpg 1024w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/06/S__40435749_0-300x200.jpg 300w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/06/S__40435749_0-768x512.jpg 768w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/06/S__40435749_0-1536x1024.jpg 1536w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/06/S__40435749_0-750x500.jpg 750w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/06/S__40435749_0-1140x760.jpg 1140w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/06/S__40435749_0.jpg 1566w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>
</div></figure>



<p><strong>ความเคลื่อนไหวของค่าเงินและสินเชื่อในระบบ</strong></p>



<p><strong>ทว่า</strong> สิ่งที่ต้องติดตามดูอย่างใกล้ชิด คือ <strong>ทิศทางของอัตราแลกเปลี่ยน</strong> โดยเงินบาทเทียบกับดอลลาร์ สรอ. ปรับตัวอ่อนค่าลง ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากการแข็งค่าของเงินดอลลาร์ตามทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของสหรัฐฯ</p>



<p>ด้านอัตราดอกเบี้ยในระบบสถาบันการเงินโดยรวมถือว่าทรงตัว สินเชื่อรวมขยายตัวในระดับต่ำและมาจากกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่เป็นสำคัญ ขณะที่สินเชื่อ SMEs ยังคงหดตัวต่อเนื่อง เนื่องจากสถาบันการเงินยังคงระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อให้กับลูกหนี้กลุ่มเสี่ยง สำหรับคุณภาพสินเชื่อโดยรวมยังทรงตัว แต่ทางคณะกรรมการฯ เน้นย้ำให้ติดตามความสามารถในการชำระหนี้ของ SMEs และครัวเรือนกลุ่มเปราะบาง พร้อมสนับสนุนให้สถาบันการเงินเดินหน้ามาตรการทางการเงินเฉพาะจุด เพื่อดูแลกลุ่มเปราะบางอย่างต่อเนื่องและตรงจุด</p>



<p><strong>ท้ายที่สุด </strong>ภายใต้กรอบนโยบายการเงินที่ตั้งเป้าหมายรักษาเสถียรภาพราคา ควบคู่กับการดูแลเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน และรักษาเสถียรภาพระบบการเงิน คณะกรรมการฯ มองว่าอัตราดอกเบี้ยในปัจจุบันเป็นระดับที่เหมาะสมที่สุดในการเข้ามาสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ควบคู่ไปกับการติดตามแนวโน้มและความเสี่ยงเงินเฟ้อในระยะต่อไปอย่างใกล้ชิด</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ก้าวต่อไปของพวกเรา ท่ามกลางความหวังและโอกาสที่รออยู่</strong></h3>



<p>แม้เศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้ายังต้องเผชิญความท้าทายจากกำลังซื้อที่ฟื้นตัวไม่ทั่วถึง ภาระหนี้ครัวเรือน และข้อจำกัดของธุรกิจ SMEs แต่การตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ร้อยละ 1.00 สะท้อนมุมมองของ กนง. ว่าเศรษฐกิจไทยยังสามารถขยายตัวได้ภายใต้แรงสนับสนุนจากภาคการส่งออก การลงทุน และการพัฒนาเทคโนโลยีที่กำลังมีบทบาทมากขึ้นในระบบเศรษฐกิจโลก</p>



<p>ในระยะต่อจากนี้ ภาคธุรกิจและนักลงทุนยังคงต้องติดตามปัจจัยเสี่ยงสำคัญ ทั้งทิศทางเศรษฐกิจโลก ความผันผวนของตลาดการเงิน ราคาพลังงาน และความสามารถในการฟื้นตัวของภาคครัวเรือน อย่างไรก็ตาม การที่อัตราเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ และระบบการเงินโดยรวมยังมีเสถียรภาพ ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า</p>



<p><strong>ดังนั้น การประชุม กนง. ครั้งนี้ จึงไม่เพียงสะท้อนทิศทางดอกเบี้ยของประเทศเท่านั้น แต่ยังส่งสัญญาณว่า เศรษฐกิจไทยกำลังอยู่ในช่วงปรับตัวเข้าสู่โครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี การลงทุน และการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว.</strong></p>



<p class="has-text-align-center"><strong>ตารางสรุป : ไฮไลต์ กนง. คงดอกเบี้ย 1% ทิศทางเศรษฐกิจไทยยุค AI</strong></p>



<figure class="wp-block-table"><table class="has-fixed-layout"><tbody><tr><td><strong>ประเด็นสำคัญ</strong></td><td><strong>อัปเดตข้อมูลล่าสุดจาก กนง.</strong></td></tr><tr><td><strong>มติ กนง. ล่าสุด</strong></td><td>เอกฉันท์ 7-0 เสียง ให้ <strong>&#8220;คงดอกเบี้ย&#8221;</strong> ที่ร้อยละ 1.00 ต่อปี</td></tr><tr><td><strong>GDP ไทย ปี 69-70</strong></td><td>คาดขยายตัวร้อยละ 2.3 และ 1.8 ตามลำดับ (โตแบบค่อยเป็นค่อยไป)</td></tr><tr><td><strong>แรงขับเคลื่อนใหม่</strong></td><td>การส่งออกและการลงทุนที่เติบโตตามวัฏจักร <strong>AI และเทคโนโลยีโลก</strong></td></tr><tr><td><strong>ทิศทางเงินเฟ้อทั่วไป</strong></td><td>คาดการณ์ปี 69 เฉลี่ยร้อยละ 2.8 และจะค่อยๆ ลดลงเหลือร้อยละ 1.4 ในปี 70</td></tr><tr><td><strong>ความท้าทายที่ต้องระวัง</strong></td><td>ค่าครองชีพที่สูงขึ้น หนี้ครัวเรือนกลุ่มเปราะบาง และการแข่งขันของธุรกิจ SMEs</td></tr></tbody></table></figure>



<p>อ้างอิงจาก</p>



<p><a href="https://www.bot.or.th/en/news-and-media/news/mpc/news-20260624-NVHKxr00.html" target="_blank" rel="noopener">https://www.bot.or.th/en/news-and-media/news/mpc/news-20260624-NVHKxr00.html</a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thesignals.net/bot-interest-rate-thai-economy-ai-trend-2026/">กนง. คงดอกเบี้ยร้อยละ 1.00 ชี้เศรษฐกิจไทยปี 2569 โตรับเทรนด์ AI โลก </a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thesignals.net">The Signals</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.thesignals.net/bot-interest-rate-thai-economy-ai-trend-2026/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>กกร. ปรับเป้า GDP รับเทรนด์ AI และยุทธศาสตร์พลังงานมั่นคง </title>
		<link>https://www.thesignals.net/thailand-economy-outlook-2026-ai-trends/</link>
					<comments>https://www.thesignals.net/thailand-economy-outlook-2026-ai-trends/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[กองบรรณาธิการ THE SIGNALs]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 10 Jun 2026 12:42:18 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Macroeconomics]]></category>
		<category><![CDATA[GDPไทย]]></category>
		<category><![CDATA[กกร]]></category>
		<category><![CDATA[การลงทุนต่างประเทศ]]></category>
		<category><![CDATA[การส่งออกไทย]]></category>
		<category><![CDATA[ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[วิกฤตพลังงาน]]></category>
		<category><![CDATA[อัตราเงินเฟ้อ]]></category>
		<category><![CDATA[เทรนด์AI]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐกิจไทย2569]]></category>
		<category><![CDATA[แนวโน้มเศรษฐกิจ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.thesignals.net/?p=4628</guid>

					<description><![CDATA[<p>ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของกระแสโลกที่หมุนไปอย่างรวดเร็ว [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thesignals.net/thailand-economy-outlook-2026-ai-trends/">กกร. ปรับเป้า GDP รับเทรนด์ AI และยุทธศาสตร์พลังงานมั่นคง </a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thesignals.net">The Signals</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของกระแสโลกที่หมุนไปอย่างรวดเร็ว ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าประเด็นด้านความมั่นคงทางพลังงานยังคงเป็นปัจจัยหลักที่กดดันอุณหภูมิเศรษฐกิจโลกในปีนี้&nbsp;</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>กกร. ปรับเป้า GDP รับเทรนด์ AI และยุทธศาสตร์พลังงานมั่นคง</strong></h2>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img decoding="async" width="819" height="1024" src="https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/06/กกร.GDP_-819x1024.jpg" alt="กกร. ปรับเป้า GDP รับเทรนด์ AI และยุทธศาสตร์พลังงานมั่นคง " class="wp-image-4639" style="aspect-ratio:0.7998092824251245;width:682px;height:auto" title="กกร. ปรับเป้า GDP รับเทรนด์ AI และยุทธศาสตร์พลังงานมั่นคง " srcset="https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/06/กกร.GDP_-819x1024.jpg 819w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/06/กกร.GDP_-240x300.jpg 240w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/06/กกร.GDP_-768x960.jpg 768w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/06/กกร.GDP_-750x938.jpg 750w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/06/กกร.GDP_-1140x1425.jpg 1140w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/06/กกร.GDP_.jpg 1200w" sizes="(max-width: 819px) 100vw, 819px" /></figure>
</div>


<p>สืบเนื่องจากสถานการณ์การส่งออกสินค้าพลังงานจากตะวันออกกลางผ่านช่องแคบฮอร์มุซที่ยังไม่มีทีท่าว่าจะกลับมาสู่ภาวะปกติในเร็ววัน สิ่งที่น่าจับตามอง คือ ในช่วงครึ่งหลังของปี กลุ่มประเทศ OECD มีแนวโน้มที่จะต้องเร่งนำเข้าน้ำมันดิบขนานใหญ่เพื่อทดแทนคลังน้ำมันสำรองที่หดตัวลงอย่างมาก</p>



<p>ด้วยเหตุนี้ การเสาะหาแหล่งน้ำมันดิบเพื่อทดแทนตะวันออกกลางจึงกลายเป็นโจทย์ที่ท้าทายและมีต้นทุนสูงขึ้นสำหรับหลายประเทศทั่วโลก ซึ่งส่งผลกระทบชิ่งมายังต้นทุนการผลิตสินค้าและบริการให้ทรงตัวอยู่ในระดับสูง และอาจมีทิศทางขยับขึ้นได้อีกในอนาคต อย่างไรก็ดี แม้คลื่นความท้าทายจะถาโถม แต่เศรษฐกิจไทยก็ยังคงมีช่องทางในการปรับตัวและคว้าโอกาสใหม่ๆ ได้เสมอ</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ปรากฏการณ์ K-Shape และโอกาสทองจากเมกะเทรนด์เทคโนโลยี</strong></h3>



<p>เมื่อหันมามองภาพรวมภายในประเทศ เศรษฐกิจไทยในปัจจุบันกำลังเคลื่อนตัวผ่านลักษณะที่เรียกว่า K-shape อย่างชัดเจน สิ่งที่สะท้อนภาพนี้ได้ดีที่สุด คือ ตัวเลขการส่งออกในช่วง 4 เดือนแรกของปีที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดถึง 18.9% โดยกลุ่มที่เป็นตัวชูโรง คือ สินค้าเทคโนโลยีที่พุ่งทะยานถึง 48.4% ซึ่งสอดรับกับเมกะเทรนด์ระดับโลกอย่างการลงทุนด้าน AI และ Data Center รวมถึงทิศทางการส่งออกของหลายประเทศในภูมิภาคเอเชียที่โตทะลุเป้าหมายเดิมไปมาก</p>



<p>ทว่าในอีกมิติหนึ่ง การเติบโตของกลุ่มสินค้าเทคโนโลยีอาจจะยังไม่ได้แผ่ขยายผลลัพธ์เชิงบวกไปยังรากฐานเศรษฐกิจไทยอย่างเต็มที่นัก เนื่องจากโครงสร้างการผลิตยังพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศเป็นหลัก ในขณะเดียวกัน การผลิตและการส่งออกในเซกเตอร์อื่นๆ ยังคงอยู่ในระดับทรงตัว แม้ผู้ประกอบการจะเผชิญความท้าทายด้านต้นทุนวัตถุดิบและการขาดแคลนสินค้าบางส่วน ซึ่งอาจกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันไปบ้าง ประกอบกับอุปสงค์ในประเทศที่ชะลอตัวลงจากค่าครองชีพ</p>



<p>ทางคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) จึงได้เล็งเห็นถึงความสำคัญในการเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ โดยเน้นย้ำถึงการดึงศักยภาพของธุรกิจในกลุ่ม K ขาบน ให้ทำหน้าที่เป็น “ตัวเร่ง” (Catalyst) ที่สำคัญในการสร้างมูลค่าเพิ่ม เพื่อต่อท่อเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ให้ไหลเวียนลงสู่ภาคเศรษฐกิจจริง (Real Sector) สิ่งนี้จะนำไปสู่การจ้างงานคนไทยและช่วยให้ธุรกิจทุกระดับ โดยเฉพาะบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ กว่า 300 แห่งที่กำลังปรับตัว สามารถเติบโตและได้รับประโยชน์ร่วมกันอย่างยั่งยืน</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ปลดล็อก GDP ด้วย &#8220;ไทยช่วยไทยพลัส&#8221; และยุทธศาสตร์ดึงดูดนักลงทุน</strong></h3>



<p>เพื่อเติมเชื้อไฟให้เครื่องยนต์เศรษฐกิจเดินหน้าได้อย่างเต็มกำลัง โครงการ<strong> “ไทยช่วยไทยพลัส” </strong>จึงก้าวเข้ามาเป็นฟันเฟืองสำคัญด้วยเม็ดเงินอัดฉีดราว 1.7 แสนล้านบาท ที่จะช่วยกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยภายในประเทศให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง ปัจจัยเชิงบวกเหล่านี้ทำให้ กกร. ตัดสินใจปรับเพิ่มคาดการณ์ตัวเลขทางเศรษฐกิจที่สำคัญ ดังนี้</p>



<ul class="wp-block-list">
<li><strong>GDP (ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ) :</strong> ปรับเพิ่มการขยายตัวมาอยู่ที่ 1.6% ถึง 2.0% จากเดิม 1.2% ถึง 1.6%</li>



<li><strong>อัตราเงินเฟ้อ :</strong> ปรับเป็น 2.5% ถึง 3.0% จากเดิม 2.0% ถึง 3.0%</li>



<li><strong>การส่งออก :</strong> ปรับพุ่งเป็นขยายตัว 8.0% ถึง 10.0% จากเดิมที่เคยคาดการณ์ว่าจะหดตัวในระดับติดลบ</li>
</ul>



<p>ตัวเลขที่ปรับตัวดีขึ้นนี้เป็นภาพสะท้อนของการเติบโตในกลุ่มสินค้าเทคโนโลยี นอกเหนือจากนี้ ประเทศไทยยังมีศักยภาพในการใช้เวทีโลกเพื่อดึงดูดการลงทุน โดยตั้งเป้าที่จะเป็นจุดหมายปลายทางของการย้ายฐานการผลิต รวมถึงการเป็นสำนักงาน Middle &amp; Back Office ให้กับบริษัทข้ามชาติ เพื่อก้าวขึ้นเป็น Regional Hub ด้านการผลิต การบริการ และการเงินในระดับภูมิภาค</p>



<p>ยิ่งไปกว่านั้น การจับกระแสเทรนด์โลกอย่าง AI, Data Center และ Cyber Security เพื่อนำมายกระดับอุตสาหกรรม Smart Electronics และ Advanced Manufacturing ถือเป็นก้าวเดินที่เฉียบคม การเพิ่มการใช้วัตถุดิบในประเทศ (Local Content) การพัฒนา R&amp;D รวมถึงการปรับปรุงกฎระเบียบต่างๆ จะเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยปูทางไปสู่การเป็นสมาชิก OECD ซึ่งสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ <strong>Reinvent Thailand</strong> ที่มุ่งผลักดัน 7 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ตามแนวทางของ BOI และคำแนะนำของธนาคารโลก (World Bank) เพื่อยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการและการจ้างงานในระยะยาว</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>สรุปกรอบประมาณการเศรษฐกิจปี 2569 ของ กกร. (%YoY)</strong></h3>



<figure class="wp-block-table"><table class="has-fixed-layout"><tbody><tr><td><strong>ดัชนีชี้วัด</strong></td><td><strong>ปี 2568</strong></td><td><strong>ปี 2569 (ณ ม.ค.-มี.ค. 69)</strong></td><td><strong>ปี 2569 (ณ เม.ย.-พ.ค. 69)</strong></td><td><strong>ปี 2569 (ณ มิ.ย. 69)</strong></td></tr><tr><td><strong>GDP</strong></td><td>2.4</td><td>1.6 ถึง 2.0</td><td>1.2 ถึง 1.6</td><td>1.6 ถึง 2.0</td></tr><tr><td><strong>ส่งออก</strong></td><td>12.9</td><td>-1.5 ถึง -0.5</td><td>-1.5 ถึง -0.5</td><td>8.0 ถึง 10.0</td></tr><tr><td><strong>เงินเฟ้อ</strong></td><td>-0.1</td><td>0.2 ถึง 0.7</td><td>2.0 ถึง 3.0</td><td>2.5 ถึง 3.0</td></tr></tbody></table></figure>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>โอกาสแห่งการสร้างความเชื่อมั่น</strong></h3>



<p>ก้าวต่อไปที่น่าตื่นเต้นคือการที่ประเทศไทยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพการจัดงานระดับนานาชาติมากมาย ซึ่งถือเป็นสปอตไลต์ดวงใหญ่ที่ฉายภาพศักยภาพของไทยสู่สายตาประชาคมโลก ไม่ว่าจะเป็น การประชุม ABAC 2026 ครั้งที่ 3, การประชุม Gastech 2026 ที่รวมสุดยอดเทคโนโลยีด้านพลังงานระดับโลก, งาน Thailand-US Trade &amp; Investment Forum 2026 และไฮไลต์สำคัญอย่างการประชุม IMF-World Bank Annual Meeting ในช่วงเดือนตุลาคม</p>



<p>การจัดงานเหล่านี้เป็นจังหวะที่ดีเยี่ยมในการโชว์โมเดลเศรษฐกิจใหม่ที่เน้นนวัตกรรมและการผลิตสมัยใหม่ สอดรับกับการที่ธนาคารโลกกำลังจัดทำรายงาน Flagship Report ภายใต้ชื่อ <strong>“Building Thailand’s Future Today”</strong> ซึ่งจะเป็นฐานข้อมูลชั้นเลิศในการสื่อสารจุดแข็งของไทยและเชื่อมโยงกับโปรเจกต์ Reinvent Thailand เพื่อดึงดูดพันธมิตรและกระตุ้น Affiliate Program ต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ความมั่นคงด้านพลังงาน และโรดแมป PDP 2026</strong></h3>



<p>แม้สถานการณ์ในตะวันออกกลางจะยังคงมีความไม่แน่นอน แต่ กกร. ขอยืนยันเพื่อสร้างความมั่นใจว่า ประเทศไทยมีเสถียรภาพทางพลังงานที่แข็งแกร่ง ปัจจุบันเรามีปริมาณน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูปรวมกันสูงถึง 13,384 ล้านลิตร ซึ่งเพียงพอต่อการหล่อเลี้ยงประเทศได้ยาวนานถึง 109 วัน โดยไม่มีสัญญาณของภาวะขาดแคลนแต่อย่างใด</p>



<p>สิ่งที่น่าชื่นชมคือไหวพริบของกลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่นที่ได้บริหารความเสี่ยงอย่างรวดเร็ว โดยมีการกระจายพอร์ตความเสี่ยง ลดการพึ่งพาน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางจาก 55% ลงมาเหลือเพียง 27% และหันไปดึงซัพพลายจากแหล่งอื่นเพิ่มขึ้นเป็น 73% ถือเป็นการสร้างความยืดหยุ่นให้ห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) และภาคการผลิตของประเทศเดินหน้าต่อไปได้แบบไม่มีสะดุด</p>



<p>พร้อมกันนี้ ภาคเอกชนยังฝากความหวังไว้ที่แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ หรือ <strong>PDP 2026</strong> ที่คาดว่าจะประกาศใช้ได้ภายในเดือนสิงหาคมนี้ ซึ่งแผนดังกล่าวจะเป็นเสาหลักในการวางโครงสร้างพลังงานระยะยาว ทั้งเรื่องการส่งเสริมเชื้อเพลิงชีวภาพ (Biofuel) การสกัดกั้นต้นทุนค่าไฟ และการผลักดันพลังงานสะอาด เพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทยในอนาคต</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>เชิดชูสุดยอดผู้นำ โครงการ CEO Econmass Awards 2026</strong></h3>



<p>ท้ายที่สุดนี้ เพื่อเป็นการส่งเสริมระบบนิเวศทางธุรกิจให้แข็งแกร่งจากภายใน กกร. ได้จับมือกับสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ ลงนาม MOU เดินหน้าโครงการ <strong>CEO Econmass Awards 2026</strong> ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 เพื่อยกย่องผู้บริหารที่เป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ โดยแบ่งรางวัลเป็น 3 ระดับ ได้แก่</p>



<ul class="wp-block-list">
<li><strong>Large Enterprise :</strong> สำหรับซีอีโอรุ่นใหญ่ที่สร้างคุณูปการระดับชาติ</li>



<li><strong>Medium Enterprise :</strong> สำหรับซีอีโอรุ่นกลางที่มีวิสัยทัศน์ยกระดับการแข่งขัน</li>



<li><strong>Small Enterprise :</strong> สำหรับซีอีโอรุ่นเล็กที่โดดเด่นด้านนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์</li>
</ul>



<p>โครงการนี้ไม่ใช่แค่การมอบรางวัล แต่คือการจุดประกายแรงบันดาลใจให้ภาคธุรกิจไทยลุกขึ้นมาพัฒนาตัวเองอย่างไม่หยุดยั้ง</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ความหวังกับก้าวต่อไปของไทยที่ทุกคนต้องจับมือเดินไปพร้อมกัน</strong></h3>



<p>หากเรามองย้อนกลับไป ประเทศไทยผ่านบททดสอบทางเศรษฐกิจมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน และทุกครั้งเราก็สามารถหยัดยืนขึ้นมาได้เสมอ ภาพรวมเศรษฐกิจในปี 2569 นี้ เปรียบเสมือนรุ่งอรุณของวันใหม่ที่สาดแสงแห่งโอกาสมาตรึงอยู่ตรงหน้าเรา ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและภูมิรัฐศาสตร์โลก นี่ไม่ใช่เวลาของการนั่งรอให้โอกาสเดินเข้ามาหา แต่เป็นช่วงเวลาทองที่เราต้องเร่งเครื่องปรับโครงสร้าง ดึงศักยภาพจากกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่มาโอบอุ้มและเชื่อมโยงกับธุรกิจฐานราก</p>



<p>การผนึกกำลังร่วมกันระหว่างภาครัฐที่พร้อมอัดฉีดนโยบาย ภาคเอกชนที่ว่องไวต่อการปรับตัว และประชาชนที่มีความพร้อมในการเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ จะเป็นรากฐานที่ทรงพลังที่สุดในการสร้างความยืดหยุ่น (Resilience) ให้กับประเทศ ท้ายที่สุดแล้ว การเติบโตที่เป็นเพียงตัวเลขบนหน้ากระดาษย่อมไม่มีความหมาย หากความมั่งคั่งนั้นไม่ถูกกระจายลงสู่มือของคนไทยอย่างแท้จริง มาร่วมกันสร้างอนาคตที่ทุกคนสามารถก้าวข้ามทุกข้อจำกัด และเติบโตไปพร้อมกันอย่างมั่นคงและยั่งยืน</p>



<p><strong>ตารางสรุปเป้าเศรษฐกิจไทย 2569 ก้าวข้ามวิกฤตด้วย AI</strong></p>



<figure class="wp-block-table"><table class="has-fixed-layout"><tbody><tr><td><strong>ดัชนีชี้วัด</strong></td><td><strong>ปี 2568</strong></td><td><strong>ปี 2569 (เป้าหมายใหม่ล่าสุด)</strong></td></tr><tr><td><strong>GDP</strong></td><td>2.4</td><td><strong>1.6 ถึง 2.0</strong></td></tr><tr><td><strong>การส่งออก</strong></td><td>12.9</td><td><strong>8.0 ถึง 10.0</strong></td></tr><tr><td><strong>เงินเฟ้อ</strong></td><td>-0.1</td><td><strong>2.5 ถึง 3.0</strong></td></tr></tbody></table></figure>



<p></p>



<p></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thesignals.net/thailand-economy-outlook-2026-ai-trends/">กกร. ปรับเป้า GDP รับเทรนด์ AI และยุทธศาสตร์พลังงานมั่นคง </a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thesignals.net">The Signals</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.thesignals.net/thailand-economy-outlook-2026-ai-trends/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เปิดอินไซต์แรงงานไทยปี 2569 เงินเดือนต้องพอ AI ต้องเป็น!</title>
		<link>https://www.thesignals.net/thai-workforce-insights-2026-ai-skills-salary/</link>
					<comments>https://www.thesignals.net/thai-workforce-insights-2026-ai-skills-salary/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[กองบรรณาธิการ THE SIGNALs]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 08 May 2026 03:39:36 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Macroeconomics]]></category>
		<category><![CDATA[ค่าครองชีพสูง]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญญาประดิษฐ์กับการทำงาน]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญหาวัยทำงาน]]></category>
		<category><![CDATA[พัฒนาทักษะAI]]></category>
		<category><![CDATA[สวัสดิการพนักงาน]]></category>
		<category><![CDATA[อัปสกิลAI]]></category>
		<category><![CDATA[เลิกจ้าง2569]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐกิจไทย2569]]></category>
		<category><![CDATA[แนวโน้มการจ้างงาน]]></category>
		<category><![CDATA[แรงงานไทย2569]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.thesignals.net/?p=3124</guid>

					<description><![CDATA[<p>ปี 2569 ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลกที่หมุนไปอย่าง [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thesignals.net/thai-workforce-insights-2026-ai-skills-salary/">เปิดอินไซต์แรงงานไทยปี 2569 เงินเดือนต้องพอ AI ต้องเป็น!</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thesignals.net">The Signals</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">ปี 2569 ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลกที่หมุนไปอย่างรวดเร็ว ทั้งในมิติของเศรษฐกิจระดับมหภาคและเทคโนโลยีที่ก้าวกระโดด สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นตัวแปรสำคัญที่เข้ามาเขย่าโครงสร้างการทำงานในยุคปัจจุบัน </span><b>คำถามที่น่าสนใจ คือ คนทำงานไทยกำลังคิด รู้สึก และต้องการอะไรมากที่สุดเพื่อรับมือกับคลื่นความเปลี่ยนแปลงนี้?</b></p>
<h2><b>เปิดอินไซต์แรงงานไทยปี 2569 เงินเดือนต้องพอ AI ต้องเป็น!</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;"><img decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-3310" src="https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/05/382690_0-819x1024.jpg" alt="เปิดอินไซต์แรงงานไทยปี 2569 เงินเดือนต้องพอ AI ต้องเป็น!" width="819" height="1024" title="เปิดอินไซต์แรงงานไทยปี 2569 เงินเดือนต้องพอ AI ต้องเป็น!" srcset="https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/05/382690_0-819x1024.jpg 819w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/05/382690_0-240x300.jpg 240w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/05/382690_0-768x960.jpg 768w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/05/382690_0-750x938.jpg 750w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/05/382690_0-1140x1425.jpg 1140w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/05/382690_0.jpg 1200w" sizes="(max-width: 819px) 100vw, 819px" /></span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">วันนี้ <strong>The Signals</strong> จะมาเจาะลึกข้อมูลอินไซต์ ที่สะท้อนเสียงที่แท้จริงของคนทำงาน เพื่อให้องค์กรและคนทำงานได้นำไปปรับใช้และก้าวเดินไปข้างหน้าด้วยกันอย่างแข็งแกร่ง</span></p>
<h3><b>บริบทเศรษฐกิจและภาพรวมตลาดแรงงาน ความท้าทายที่ต้องพร้อมรับมือ</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ก่อนอื่น หากเรามองดูภาพรวมของเศรษฐกิจไทยในปี 2569 ข้อมูลจากการคาดการณ์ของ </span><b>ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)</b><span style="font-weight: 400;"> ระบุว่า เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มที่จะเติบโตอยู่ที่ประมาณ 1.5% ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นถึงภาวะเศรษฐกิจที่เติบโตแบบชะลอตัว ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากปัจจัยเสี่ยงรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนพลังงานในภาคการผลิต ยิ่งไปกว่านั้น ปัญหาภาระหนี้ครัวเรือนที่ยังคงอยู่ในระดับสูงก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่กดดันให้กำลังซื้อภายในประเทศชะลอตัวลงตามไปด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากนี้ การเข้ามาของเทคโนโลยี (Tech Disruption) ยังได้เข้ามาเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการจ้างงานอย่างมีนัยสำคัญ ข้อมูลจาก </span><b>สำนักงานสถิติแห่งชาติ</b><span style="font-weight: 400;"> เปิดเผยสถิติที่น่าสนใจว่า ในปี 2568 ที่ผ่านมา มีผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ของกฎหมายประกันสังคม ถูกเลิกจ้างจำนวน 531,779 คน ซึ่งตัวเลขนี้เพิ่มขึ้น 20% จากปี 2567 (หรือคิดเป็นค่าเฉลี่ยประมาณ 40,000 คนต่อเดือน)</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สถิติดังกล่าวยังชี้ให้เห็นถึงแนวโน้มการเลิกจ้างที่เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 7% ต่อปี ในช่วงระหว่างปี 2565-2568 โดย ณ ปี 2568 มีจำนวนผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ในระบบทั้งหมด 12.18 ล้านคน ซึ่งไม่ได้บอกให้เราตื่นตระหนก แต่เป็นสัญญาณเตือนให้ทุกภาคส่วนต้องตื่นตัวและเตรียมพร้อมสำหรับการปรับโครงสร้างทักษะแรงงานขนานใหญ่</span></p>
<h3><b>ถอดรหัสเสียงสะท้อน 5 ความต้องการสูงสุดของคนทำงานยุคใหม่</b></h3>
<p><img decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-3128" src="https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/05/02_11zon.webp" alt="เปิดอินไซต์แรงงานไทยปี 2569 เงินเดือนต้องพอ AI ต้องเป็น!" width="1134" height="1134" title="เปิดอินไซต์แรงงานไทยปี 2569 เงินเดือนต้องพอ AI ต้องเป็น!" srcset="https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/05/02_11zon.webp 1134w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/05/02_11zon-300x300.webp 300w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/05/02_11zon-1024x1024.webp 1024w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/05/02_11zon-150x150.webp 150w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/05/02_11zon-768x768.webp 768w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/05/02_11zon-75x75.webp 75w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/05/02_11zon-350x350.webp 350w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/05/02_11zon-750x750.webp 750w" sizes="(max-width: 1134px) 100vw, 1134px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เพื่อทำความเข้าใจความรู้สึกนึกคิดของคนทำงานให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ทาง </span><b>“เรียลวอทช์ แล็บ (RealWatch Lab)”</b><span style="font-weight: 400;"> ซึ่งเป็นส่วนวิจัยและวิเคราะห์ข้อมูล (Research and Data Analytics) จากบริษัท เรียล สมาร์ท จำกัด (มหาชน) ผู้เชี่ยวชาญด้าน AI-Data Driven Technology ได้ทำการสำรวจความคิดเห็นของแรงงานไทยทุกระดับ ตั้งแต่พนักงานออฟฟิศ (White Collar) ไปจนถึงแรงงานในภาคอุตสาหกรรม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การสำรวจนี้รวบรวมข้อความจำนวน 7,014 ข้อความ จากแพลตฟอร์ม Social Media ทุกช่องทาง ระหว่างวันที่ 1 มกราคม &#8211; 30 เมษายน 2569 โดยเจาะลึกถึงความต้องการในปี 2569 ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้มีความน่าสนใจ ดังนี้</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>อันดับ 1 (52%) : โหยหาผลตอบแทนที่เป็นธรรมและสวัสดิการที่มั่นคง</b><span style="font-weight: 400;"> ประเด็นนี้ ครองใจคนทำงานเกินครึ่ง โดยส่วนใหญ่ระบุว่า ต้องการการปรับฐานเงินเดือนให้สอดคล้องกับค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น รวมถึงมองหาสวัสดิการที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตจริง เพื่อสร้างความมั่นคงในระยะยาว</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>อันดับ 2 (30%) : กระหายการอัปสกิล AI เพื่อความอยู่รอดและเติบโต</b><span style="font-weight: 400;"> แรงงานยุคนี้ตระหนักดีว่าโลกเปลี่ยนไปแล้ว คนทำงานมีการโพสต์ข้อความเชิงตื่นตัวว่า <strong>“เมื่อบริษัทปรับตัว พนักงานก็ต้องปรับตัว”</strong> พวกเขาต้องการเรียนรู้การใช้ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence : AI) เข้ามาเสริมประสิทธิภาพการทำงาน เพื่อป้องกันปัญหาการตกงานและเพิ่มมูลค่าให้ตัวเอง </span><i><span style="font-weight: 400;">(ซึ่งสอดคล้องกับรายงาน Future of Jobs Report จาก World Economic Forum ที่ระบุว่าทักษะด้าน AI และ Big Data จะเป็นทักษะที่เป็นที่ต้องการสูงสุดและสร้างโอกาสในสายงานใหม่ๆ ทั่วโลก)</span></i></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>อันดับ 3 (7%) : ต้องการความก้าวหน้าและความเท่าเทียม</b><span style="font-weight: 400;"> คนทำงานคาดหวังสภาพแวดล้อมที่เปิดโอกาสให้ทุกคนอย่างเท่าเทียม โดยเฉพาะการเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ได้แสดงศักยภาพและเติบโตในสายอาชีพอย่างโปร่งใส</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>อันดับ 4 (6%) : ถามหาความยืดหยุ่นและอิสระในการทำงาน (Flexibility)</b><span style="font-weight: 400;"> รูปแบบการทำงานที่สามารถทำจากที่ไหนก็ได้ (Work from Anywhere) ยังคงเป็นที่ต้องการ เพราะช่วยประหยัดค่าเดินทางและช่วยให้พนักงานบริหารจัดการเวลาจนเกิดประสิทธิภาพสูงสุดได้</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>อันดับ 5 (5%) : ให้ความสำคัญกับสุขภาวะทางจิตใจ (Mental Health)</b><span style="font-weight: 400;"> สิ่งแวดล้อมการทำงานที่ดี ปราศจากแรงกดดันที่เกินพอดี (Toxic Workplace) และวัฒนธรรมองค์กรที่เกื้อกูลกัน เป็นสิ่งที่แรงงานยุคนี้มองหาเพื่อรักษาความสมดุลระหว่างงานและชีวิต</span></li>
</ul>
<h3><b>เจาะลึก 5 ความกังวลที่ซ่อนอยู่ในใจแรงงานไทย</b></h3>
<p><img decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-3127" src="https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/05/01_11zon.webp" alt="เปิดอินไซต์แรงงานไทยปี 2569 เงินเดือนต้องพอ AI ต้องเป็น!" width="1134" height="1134" title="เปิดอินไซต์แรงงานไทยปี 2569 เงินเดือนต้องพอ AI ต้องเป็น!" srcset="https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/05/01_11zon.webp 1134w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/05/01_11zon-300x300.webp 300w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/05/01_11zon-1024x1024.webp 1024w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/05/01_11zon-150x150.webp 150w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/05/01_11zon-768x768.webp 768w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/05/01_11zon-75x75.webp 75w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/05/01_11zon-350x350.webp 350w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/05/01_11zon-750x750.webp 750w" sizes="(max-width: 1134px) 100vw, 1134px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในทางกลับกัน เมื่อมองมุมของความกังวลใจ ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ข้อมูลจากการสำรวจชุดเดียวกันได้เปิดเผยสิ่งที่สร้างความหนักใจให้กับคนทำงาน ดังนี้</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>อันดับ 1 (35%) : วิตกเรื่องค่าครองชีพที่พุ่งสูง</b><span style="font-weight: 400;"> ความกังวลอันดับหนึ่ง คือ รายได้ที่ได้รับไม่สอดคล้องกับรายจ่ายที่ทะยานขึ้น หลายคนกังวลว่าการปรับขึ้นเงินเดือนประจำปีจะไม่ทันกับราคาสินค้าที่แพงขึ้นอย่างรวดเร็ว</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>อันดับ 2 (25%) : กังวลเรื่องความมั่นคงในหน้าที่การงาน</b><span style="font-weight: 400;"> ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจและการนำ AI เข้ามาทดแทนกระบวนการทำงานบางส่วน ทำให้เกิดความกลัวเรื่องการถูกเลิกจ้าง รวมถึงความกังวลของนักศึกษาจบใหม่ที่ใช้เวลาหางานนานขึ้น (เช่น จบมา 1 ปีแล้วยังไม่ได้งาน)</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>อันดับ 3 (22%) : ข้อจำกัดของกฎหมายแรงงาน</b><span style="font-weight: 400;"> คนทำงานรู้สึกว่าโครงสร้างการคุ้มครองแรงงานในปัจจุบันอาจยังไม่ครอบคลุมเพียงพอ มีการแสดงความเห็นว่าหากมีการปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม ก็ควรเพิ่มสิทธิในการหักค่าใช้จ่ายให้สมดุล รวมถึงต้องการความมั่นใจด้านความปลอดภัยและสวัสดิการขั้นพื้นฐาน</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>อันดับ 4 และ 5 (สัดส่วน 9% เท่ากัน) : ภาวะหมดไฟ (Burnout) และช่องว่างทางทักษะ (Skill Gap)</b><span style="font-weight: 400;"> ความกังวลในกลุ่มนี้แบ่งเป็นสองส่วนที่เชื่อมโยงกัน คือ คุณภาพชีวิตการทำงานที่ลดลงจากการทำงานหนักเกินพอดี (หากไม่ทำก็กลัวโดนเลิกจ้าง) และความกังวลของคนกลุ่ม Gen Z รวมถึงวัย ทำงานอื่นๆ ที่รู้สึกว่างานพื้นฐานเริ่มถูก AI แย่งชิงไป ทำให้การ Upskill เรื่อง AI ถูกมองว่าเป็น &#8220;วาระแห่งชาติ&#8221; ที่ต้องเร่งลงมือทำ</span></li>
</ul>
<h3><b>เปลี่ยนความท้าทายให้เป็นก้าวที่แข็งแกร่ง</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">จากผลการสำรวจ สะท้อนให้เห็นภาพที่ชัดเจนว่า </span><b>การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจและเทคโนโลยี ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อวิธีคิดและกระบวนการทำงานของแรงงานไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในมิติของเศรษฐกิจ ความกังวลเรื่องค่าครองชีพและการถูกเลิกจ้างเป็นสิ่งที่เข้าใจได้และต้องได้รับการดูแลแก้ไขร่วมกันระหว่างนายจ้างและนโยบายระดับประเทศ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่ายินดีและถือเป็นจุดแข็งของแรงงานไทยในยุคนี้ คือ </span><b>&#8220;ความตื่นตัวและการไม่ยอมแพ้&#8221;</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แรงงานจำนวนมากไม่ได้มองว่า AI เป็นเพียงภัยคุกคาม แต่มองเห็นว่า เป็นเครื่องมือชิ้นใหม่ที่จะช่วยยกระดับการทำงานหากพวกเขาใช้งานมันเป็น การให้ความสำคัญกับการเรียนรู้และการพัฒนาศักยภาพ (Upskill &amp; Reskill) เพื่อทำงานร่วมกับเทคโนโลยี กลายเป็นเกราะป้องกันชั้นดีที่จะสร้างความมั่นคงในระยะยาว</span></p>
<p><b>สิ่งที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้</b><span style="font-weight: 400;"> ตามพื้นฐานความเป็นจริงที่เรากำลังก้าวเดินไป โมเดลการทำงานในอนาคตอันใกล้จะเป็นรูปแบบของการผสานความร่วมมือระหว่าง </span><b>“มนุษย์และปัญญาประดิษฐ์ (Human-AI Collaboration)”</b><span style="font-weight: 400;"> องค์กรที่จะอยู่รอดและเติบโตได้ ไม่ใช่องค์กรที่ใช้ AI แทนคนร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่คือ องค์กรที่ลงทุนในการพัฒนาคนของตนเองให้ใช้ AI ได้อย่างชาญฉลาดที่สุด ในขณะเดียวกัน ผู้ที่กุมทักษะแห่งอนาคตและสามารถรักษาสมดุลทางอารมณ์ (Soft Skills) ซึ่งเป็นสิ่งที่ AI ลอกเลียนแบบไม่ได้ จะกลายเป็นบุคลากรที่เป็นที่ต้องการตัวสูงสุดในตลาดแรงงาน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การรับฟังเสียงของพนักงาน มอบสวัสดิการที่ตอบโจทย์ชีวิตจริง และสนับสนุนการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ จึงไม่ใช่แค่ <strong>&#8220;ทางเลือก&#8221;</strong> อีกต่อไป แต่คือ <strong>&#8220;ทางรอด&#8221;</strong> ที่จะพาทุกภาคส่วนก้าวข้ามทุกความท้าทายของปี 2569 ไปได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน</span></p>
<h4 style="text-align: center;"><strong>ภาพรวม 5 ความต้องการ VS 5 ความกังวล ของแรงงานไทยยุค AI ปี 2569</strong></h4>
<table class=" aligncenter">
<tbody>
<tr>
<td><b>อันดับ</b></td>
<td><b>🎯 สิ่งที่แรงงานไทย &#8220;ต้องการ&#8221; มากที่สุด (Priorities)</b></td>
<td><b>⚠️ สิ่งที่แรงงานไทย &#8220;กังวล&#8221; มากที่สุด (Pain Points)</b></td>
</tr>
<tr>
<td><b>1</b></td>
<td><b>52%</b><span style="font-weight: 400;"> รายได้ที่เป็นธรรมและสวัสดิการที่มั่นคง</span></td>
<td><b>35%</b><span style="font-weight: 400;"> ค่าครองชีพพุ่งสูง แต่รายได้ไม่สอดคล้องกับรายจ่าย</span></td>
</tr>
<tr>
<td><b>2</b></td>
<td><b>30%</b><span style="font-weight: 400;"> อัปสกิล AI เพื่อยกระดับและสร้างความมั่นคงในอาชีพ</span></td>
<td><b>25%</b><span style="font-weight: 400;"> ความไม่แน่นอนในหน้าที่การงานและกลัวถูกเลิกจ้าง</span></td>
</tr>
<tr>
<td><b>3</b></td>
<td><b>7%</b><span style="font-weight: 400;"> ความก้าวหน้าในสายอาชีพและความเท่าเทียม</span></td>
<td><b>22%</b><span style="font-weight: 400;"> กฎหมายแรงงานที่ไม่คุ้มครองสวัสดิการมากพอ</span></td>
</tr>
<tr>
<td><b>4</b></td>
<td><b>6%</b><span style="font-weight: 400;"> อิสระและความยืดหยุ่นในการทำงาน (Work from Anywhere)</span></td>
<td><b>9%</b><span style="font-weight: 400;"> ภาวะหมดไฟ (Burnout) และคุณภาพชีวิตการทำงานแย่</span></td>
</tr>
<tr>
<td><b>5</b></td>
<td><b>5%</b><span style="font-weight: 400;"> สุขภาวะทางจิตใจที่ดีและวัฒนธรรมองค์กรที่เกื้อกูล</span></td>
<td><b>9%</b><span style="font-weight: 400;"> ช่องว่างทางทักษะ ตามเทคโนโลยีและ AI ไม่ทันคนอื่น</span></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thesignals.net/thai-workforce-insights-2026-ai-skills-salary/">เปิดอินไซต์แรงงานไทยปี 2569 เงินเดือนต้องพอ AI ต้องเป็น!</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thesignals.net">The Signals</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.thesignals.net/thai-workforce-insights-2026-ai-skills-salary/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เจาะลึก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน กู้วิกฤตพลังงานลดค่าครองชีพประชาชน รอดหรือร่วง?</title>
		<link>https://www.thesignals.net/400-billion-baht-loan-decree/</link>
					<comments>https://www.thesignals.net/400-billion-baht-loan-decree/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[กองบรรณาธิการ THE SIGNALs]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 05 May 2026 07:50:09 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Politics & Policy]]></category>
		<category><![CDATA[กู้เงิน4แสนล้าน]]></category>
		<category><![CDATA[พ.ร.ก.กู้เงิน]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงานทดแทน]]></category>
		<category><![CDATA[มติครมล่าสุด]]></category>
		<category><![CDATA[ลดค่าครองชีพ]]></category>
		<category><![CDATA[วิกฤตพลังงาน]]></category>
		<category><![CDATA[หนี้สาธารณะ]]></category>
		<category><![CDATA[อนุทินชาญวีรกูล]]></category>
		<category><![CDATA[เงินเฟ้อไทย]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐกิจไทย2569]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.thesignals.net/?p=3115</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อเร็วๆ นี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมน [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thesignals.net/400-billion-baht-loan-decree/">เจาะลึก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน กู้วิกฤตพลังงานลดค่าครองชีพประชาชน รอดหรือร่วง?</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thesignals.net">The Signals</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อเร็วๆ นี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้แถลงมติการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อรายงานให้ประชาชนทั่วประเทศได้รับทราบถึงการตัดสินใจครั้งใหญ่ของรัฐบาล นั่นคือการไฟเขียวออก &#8220;พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน&#8221; หรือที่เรียกกันสั้นๆ ว่า </span><b>พ.ร.ก.กู้เงิน</b><span style="font-weight: 400;"> ในวงเงิน 4 แสนล้านบาท</span></p>
<h2><b>เจาะลึก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน กู้วิกฤตพลังงานลดค่าครองชีพประชาชน รอดหรือร่วง?</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;"><img decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-3122" src="https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/05/Artboard-1-copy-3_1-819x1024.jpg" alt="เจาะลึก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน กู้วิกฤตพลังงานลดค่าครองชีพประชาชน รอดหรือร่วง?" width="819" height="1024" title="เจาะลึก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน กู้วิกฤตพลังงานลดค่าครองชีพประชาชน รอดหรือร่วง?" srcset="https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/05/Artboard-1-copy-3_1-819x1024.jpg 819w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/05/Artboard-1-copy-3_1-240x300.jpg 240w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/05/Artboard-1-copy-3_1-768x960.jpg 768w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/05/Artboard-1-copy-3_1-750x938.jpg 750w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/05/Artboard-1-copy-3_1-1140x1425.jpg 1140w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/05/Artboard-1-copy-3_1.jpg 1200w" sizes="(max-width: 819px) 100vw, 819px" /></span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เป้าหมายสำคัญของการเดินหมากครั้งนี้ คือ การนำเม็ดเงินเข้ามาแก้ไขปัญหาผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน และขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศ เพื่อรับมือกับความผันผวนของโลกที่กำลังส่งแรงกระเพื่อมมาถึงไทย</span></p>
<h3><b>เจาะสาเหตุสำคัญ ทำไมต้องออก พ.ร.ก.กู้เงิน แบบเร่งด่วน?</b></h3>
<p><b>สืบเนื่องจาก</b><span style="font-weight: 400;"> สถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ยังคงคุกรุ่น ได้ส่งผลกระทบชิ่งมาถึงราคาพลังงานและกิจกรรมทางเศรษฐกิจทั่วโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ </span><b>นอกจากนี้</b><span style="font-weight: 400;"> เมื่อต้นทุนพลังงานพุ่งสูงขึ้น สิ่งที่ตามมา คือ ราคาอาหารที่ปรับตัวแพงขึ้นตามไปด้วย สถานการณ์เหล่านี้กำลังกดดันค่าครองชีพของประชาชนอย่างหนัก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">รัฐบาลได้ประเมินอย่างถี่ถ้วนแล้วว่า นี่ไม่ใช่สถานการณ์ปกติ และไม่ใช่ช่วงเวลาที่จะสามารถรอคอยได้ หน้าที่หลักของรัฐบาลในเวลานี้ คือ ต้อง <strong>&#8220;หยุดความเสี่ยง&#8221;</strong> ไม่ให้เศรษฐกิจไทยถลำลึกเข้าสู่ภาวะ </span><b>Stagflation</b><span style="font-weight: 400;"> หรือภาวะที่เงินเฟ้อสูง แต่เศรษฐกิจกลับชะลอตัว </span><b>ดังนั้น</b><span style="font-weight: 400;"> การจัดการปัญหาจึงต้องเกิดขึ้นอย่างทันท่วงที รัฐบาลจึงมีความจำเป็นต้องงัดเครื่องมือพิเศษมาใช้ ผ่านการออก พ.ร.ก. ภายใต้ข้อกฎหมายที่ระบุชัดเจนว่า นี่คือ <strong>&#8220;กรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นเร่งด่วนอันมิอาจเลี่ยงได้&#8221;</strong></span></p>
<h3><b><img decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-3143" src="https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/05/1-1024x573.png" alt="เจาะลึก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน กู้วิกฤตพลังงานลดค่าครองชีพประชาชน รอดหรือร่วง?" width="1024" height="573" title="เจาะลึก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน กู้วิกฤตพลังงานลดค่าครองชีพประชาชน รอดหรือร่วง?" srcset="https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/05/1-1024x573.png 1024w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/05/1-300x168.png 300w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/05/1-768x430.png 768w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/05/1-1536x859.png 1536w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/05/1-2048x1146.png 2048w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/05/1-750x420.png 750w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/05/1-1140x638.png 1140w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></b></h3>
<h3><b>กางแผนการใช้เงิน : พุ่งเป้าอุ้มคนรายได้น้อย-เกษตรกร-SME</b></h3>
<p><b>โดย</b><span style="font-weight: 400;">วัตถุประสงค์หลักของ พ.ร.ก.ฉบับนี้ นายกรัฐมนตรี ได้อธิบายไว้อย่างชัดเจนว่า มุ่งเน้นไปที่การบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน และประคองกิจกรรมทางเศรษฐกิจไม่ให้เกิดการสะดุดหรือหยุดชะงัก โดยมาตรการต่างๆ ภายใต้ร่มของ พ.ร.ก. จะพุ่งเป้าไปที่กลุ่มคนที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนที่สุด ได้แก่</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>ประชาชนผู้มีรายได้น้อยและปานกลาง :</b><span style="font-weight: 400;"> เพื่อช่วยพยุงค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันที่สูงขึ้น</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>กลุ่มเกษตรกร :</b><span style="font-weight: 400;"> มุ่งเน้นการลดต้นทุนการผลิตโดยตรง ผ่านการจัดหาปุ๋ยและปัจจัยการผลิตที่จำเป็น</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>ผู้ประกอบการรายเล็ก และภาคธุรกิจ :</b><span style="font-weight: 400;"> ที่ได้รับผลกระทบจากบิลค่าพลังงานที่แพงขึ้นโดยตรง</span></li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 400;">มาตรการเหล่านี้จะทำงานสอดประสานกัน เพื่อลดภาระค่าครองชีพของประชาชนไปพร้อมๆ กับการกดต้นทุนการผลิตไม่ให้พุ่งสูงจนเกินรับไหว</span></p>
<h3><b>มากกว่าการเยียวยา คือ การเปลี่ยนผ่านสู่ &#8220;ยุคพลังงานสมัยใหม่&#8221;</b></h3>
<p><b>นอกเหนือจาก</b>ก<span style="font-weight: 400;">ารแก้ปัญหาเฉพาะหน้าแล้ว เม็ดเงินกู้ก้อนนี้ยังมีอีกหนึ่งโครงการสำคัญรองรับอยู่ นั่นคือ การนำไปสนับสนุน<strong> &#8220;การปรับโครงสร้างเพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคพลังงานสมัยใหม่&#8221;</strong> เพื่อลดความเปราะบางและตอบโจทย์การแก้ปัญหาระยะยาวของประเทศ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แผนการ คือ การเร่งปรับโครงสร้างการใช้พลังงาน ลดการพึ่งพาและการผลิตพลังงานจากฟอสซิล เพื่อให้ประเทศไทยมีต้นทุนด้านพลังงานที่มั่นคง สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ และไม่ต้องกลับมาเผชิญกับวงจรความผันผวนแบบเดิมๆ อีก </span><b>ยิ่งไปกว่านั้น</b><span style="font-weight: 400;"> รัฐบาลยังเตรียมงบประมาณสำหรับการพัฒนาทรัพยากรบุคคล ผ่านการ <strong>&#8220;อัพสกิล-รีสกิล&#8221; (Up-skill &amp; Re-skill) </strong>ให้กับแรงงานในภาคการผลิต เพื่อยกระดับศักยภาพให้สอดรับกับบริบทการแข่งขันที่เปลี่ยนแปลงไป</span></p>
<h3><b><img decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-3146" src="https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/05/2-1024x575.png" alt="เจาะลึก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน กู้วิกฤตพลังงานลดค่าครองชีพประชาชน รอดหรือร่วง?" width="1024" height="575" title="เจาะลึก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน กู้วิกฤตพลังงานลดค่าครองชีพประชาชน รอดหรือร่วง?" srcset="https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/05/2-1024x575.png 1024w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/05/2-300x169.png 300w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/05/2-768x431.png 768w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/05/2-1536x863.png 1536w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/05/2-2048x1151.png 2048w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/05/2-750x421.png 750w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/05/2-1140x640.png 1140w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></b></h3>
<h3><b>&#8216;รักษาวินัยการคลัง&#8217; เดินหน้าสู้ปัญหาเคียงข้างประชาชน</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">นายอนุทิน เน้นย้ำว่า พ.ร.ก.ฉบับนี้ จะเป็นเสมือนเครื่องมือสำคัญที่จะพาประเทศไทยฝ่าทะลุวิกฤต และช่วยลดความเสี่ยงทางเศรษฐกิจในอนาคต โดยรัฐบาลจะยังคงให้ความสำคัญกับการรักษาวินัยการเงินการคลังอย่างเคร่งครัด</span></p>
<p><b>แม้ว่า</b><span style="font-weight: 400;"> แนวทางการกู้เงินครั้งนี้ จะไม่ได้เสกให้ปัญหาหรือวิกฤตระดับโลกมลายหายไปในพริบตา แต่เป้าหมายที่แท้จริง คือ การทำให้คนไทย &#8220;มีแรง&#8221; และมีสายป่านที่ยาวพอในการรับมือกับปัญหาได้ดีขึ้น เป็นการรักษาประชาชนที่มีกำลังให้ก้าวข้ามวิกฤตครั้งนี้ไปได้ ซึ่งจะส่งผลให้ประเทศไทยมีความเข้มแข็งและมีความพร้อมสูงสุด ในการรับมือกับความท้าทายใหม่ๆ ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้</span></p>
<p><b>ในตอนท้ายของการแถลง</b><span style="font-weight: 400;"> นายกรัฐมนตรีได้กล่าวย้ำถึงจุดยืนของ ครม.ว่า รัฐบาลความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะยืนเคียงข้างประชาชนในการฝ่าฟันปัญหาจากความผันผวนของโลก พร้อมจะทำทุกอย่างจนสุดความสามารถที่มี เพื่อแก้ไขปัญหาและพาประชาชนผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปให้ได้ด้วยดีด้วยกัน</span></p>
<p><b>ทั้งนี้</b><span style="font-weight: 400;"> สำหรับรายละเอียดเชิงลึกเกี่ยวกับขั้นตอนและเงื่อนไขต่างๆ ทางด้าน นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระบุว่า </span>คณะรัฐมนตรีจึงได้มีมติเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 อนุมัติร่างพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. &#8230;. (ร่าง พ.ร.ก. กู้เงินฯ) ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ ซึ่งเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้เพื่อประโยชน์ในอันที่จะรักษาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ</p>
<p>โดยเป็นการตราพระราชกำหนดตามมาตรา 172 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และสอดคล้องกับมาตรา 53 แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 พร้อมทั้งให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ตรวจพิจารณาเป็นเรื่องด่วน</p>
<h3>โดยสรุปสาระสำคัญของร่าง พ.ร.ก. กู้เงินฯ </h3>
<ol>
<li>ให้กระทรวงการคลังโดยอนุมัติคณะรัฐมนตรีมีอำนาจกู้เงิน<strong>ไม่เกิน 400</strong><strong>,</strong><strong>000 ล้านบาท</strong></li>
<li>วัตถุประสงค์ในการใช้จ่ายเงินกู้ เพื่อบรรเทาผลกระทบอย่างตรงจุดในการช่วยเหลือประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการ และปรับโครงสร้างพลังงานซึ่งเป็นประเด็นที่มีผลต่อวิกฤตโดยตรง โดยให้นำไปใช้จ่ายได้ตามที่กำหนดไว้ในบัญชีท้ายร่าง พ.ร.ก. กู้เงินฯ ประกอบด้วย 2 แผนงานหลัก ดังนี้</li>
</ol>
<p><strong>      </strong><strong>แผนงานที่ </strong><strong>1 : </strong><strong>มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือภาคประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการ ซึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน</strong> <strong>วงเงิน </strong><strong>200,000</strong><strong> ล้านบาท</strong> เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนและประคองกิจกรรมทางเศรษฐกิจไม่ให้หยุดชะงัก โดยมุ่งตรงไปยังกลุ่มเป้าหมายสำคัญ คือ ประชาชนผู้มีรายได้น้อยและปานกลาง เกษตรกร ผู้ประกอบการ SME รวมทั้ง ลดต้นทุนให้กับภาคการเกษตรเพื่อให้เกษตรกรสามารถประกอบอาชีพต่อไปได้โดยไม่ถูกผลกระทบซ้ำจากต้นทุนที่สูงขึ้น และช่วยเหลือผู้ประกอบการให้สามารถประกอบอาชีพหรือดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง</p>
<p><strong>       แผนงานที่ </strong><strong>2 : </strong><strong>มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการใช้พลังงานให้เกิดประสิทธิภาพ รองรับการเปลี่ยนผ่านการพึ่งพิงการใช้พลังงานฟอสซิลไปสู่การใช้เทคโนโลยีพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก และพัฒนาทักษะของประชาชนและนวัตกรรม วงเงิน 200</strong><strong>,</strong><strong>000 ล้านบาท</strong></p>
<p>                             2.1 กิจกรรมที่มีวัตถุประสงค์ เพื่อลดการใช้พลังงานฟอสซิล การใช้พลังงานให้มีประสิทธิภาพ ส่งเสริมการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และสร้างรายได้จากคาร์บอนเครดิต</p>
<p><strong>            </strong>                 2.2 การใช้ยานพาหนะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ลดการใช้พลังงานฟอสซิล ทำให้การใช้พลังงานมีประสิทธิภาพ หรือส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนหรือพลังงานทางเลือก รวมทั้งสนับสนุนการติดตั้งสถานีบรรจุไฟฟ้า</p>
<p>                             2.3 การพัฒนาทักษะของประชาชนและนวัตกรรมสำหรับรองรับการปรับโครงสร้างพลังงานและการสร้างเศรษฐกิจใหม่</p>
<p><strong>    3.ให้มีคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้</strong> โดยมีปลัดกระทรวงการคลัง (ประธานกรรมการ) เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ อธิบดีกรมบัญชีกลาง ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ผู้ทรงคุณวุฒิที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แต่งตั้งไม่เกิน 3 คน (กรรมการ) และผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (กรรมการและเลขานุการ) ผู้แทน สศช. และ สศค. (ผู้ช่วยเลขานุการร่วม) และเพื่อให้การใช้จ่ายเงินกู้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของร่าง พ.ร.ก. กู้เงินฯ</p>
<p><strong>กระทรวงการคลังยังได้กำหนดหลักการใช้จ่ายเงินกู้ภายใต้หลักการ 5</strong><strong>T</strong> ได้แก่ Target ตรงจุด ใช้เงินตรงเป้าหมาย Transition เร่งรัดการเปลี่ยนผ่าน ลดความเปราะบางทางพลังงาน Transformation เปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างเน้นการลงทุนที่ช่วยให้เศรษฐกิจสามารถฟื้นตัว Transparent โปร่งใส ตรวจสอบได้ Together ขับเคลื่อนร่วมกันทุกภาคส่วน เพื่อให้เงินทุกบาทที่ใช้สร้างคุณค่าสูงสุดแก่ประชาชนและประเทศ</p>
<p>ทั้งนี้ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า “การตราร่าง พ.ร.ก. กู้เงินฯ จะช่วยประคับประคองเศรษฐกิจระยะสั้น และผลจากการปรับโครงสร้างทางพลังงานจะช่วยลดต้นทุนให้กับภาคธุรกิจและครัวเรือน เพิ่มความมั่นคงทางพลังงาน และสามารถดึงดูดการลงทุน สู่ระบบเศรษฐกิจได้อีกด้วย จึงถือเป็นการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างไปพร้อมกับการบรรเทาทุกข์ของประชาชน”</p>
<p>สำหรับผลกระทบต่อหนี้สาธารณะและความยั่งยืนทางการคลัง แม้จะมีการกู้เงินเพิ่มเติม แต่สถานะทางการคลังของไทยยังอยู่ในกรอบที่บริหารจัดการได้ หลังการกู้เงินตามร่าง พ.ร.ก. นี้ แม้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP จะเพิ่มขึ้นแต่ก็ยังต่ำกว่าเพดานตามกฎหมายที่ร้อยละ 70 ซึ่งยังอยู่ภายใต้กรอบการบริหารหนี้สาธารณะตามพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 รวมทั้งอัตราดอกเบี้ยยังอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ มีแผนการชำระหนี้ที่ชัดเจนและโปร่งใส และที่สำคัญคือการดำเนินการทุกประการยังอยู่ภายใต้กรอบความรับผิดชอบทางการคลัง</p>
<h3><b><img decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-3149" src="https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/05/3png-1024x575.png" alt="เจาะลึก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน กู้วิกฤตพลังงานลดค่าครองชีพประชาชน รอดหรือร่วง?" width="1024" height="575" title="เจาะลึก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน กู้วิกฤตพลังงานลดค่าครองชีพประชาชน รอดหรือร่วง?" srcset="https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/05/3png-1024x575.png 1024w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/05/3png-300x169.png 300w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/05/3png-768x431.png 768w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/05/3png-1536x863.png 1536w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/05/3png-2048x1151.png 2048w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/05/3png-750x421.png 750w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/05/3png-1140x640.png 1140w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></b></h3>
<h3><b>วิเคราะห์การออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ทางรอดวิกฤตพลังงานหรือความท้าทายระยะยาวของไทย</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การประกาศมติคณะรัฐมนตรีในการเตรียมออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินวงเงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อรับมือกับวิกฤตพลังงานและบรรเทาปัญหาค่าครองชีพ ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของนโยบายการคลังไทยในสภาวะที่เศรษฐกิจโลกเผชิญความผันผวนขั้นสุด เมื่อพิจารณาบนพื้นฐานของหลักเศรษฐศาสตร์มหภาคและบทวิเคราะห์จากสถาบันวิจัยทางเศรษฐกิจชั้นนำ นโยบายดังกล่าวมีนัยยะสำคัญที่อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยทั้งในระยะสั้นและระยะยาวหลายประการ</span></p>
<ul>
<li aria-level="1"><b>การสกัดกั้นภาวะ Stagflation </b></li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 400;">เป้าหมายหลักของการออก พ.ร.ก.กู้เงิน ในครั้งนี้ คือ การอัดฉีดสภาพคล่องเพื่อป้องกันไม่ให้เศรษฐกิจไทยเข้าสู่ภาวะ Stagflation (ภาวะเงินเฟ้อสูงร่วมกับเศรษฐกิจชะลอตัว) ในระยะสั้น เม็ดเงินที่มุ่งเป้าไปยังกลุ่มผู้มีรายได้น้อย เกษตรกร และผู้ประกอบการรายย่อย (SMEs) จะทำหน้าที่เป็น &#8220;เบาะรองรับ&#8221; (Shock Absorber) ลดแรงกระแทกจากต้นทุนการผลิตและค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สถาบันวิจัยเศรษฐกิจหลายแห่ง อาทิ ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC) และ Krungthai COMPASS มักมีมุมมองสอดคล้องกันในกรณีการแทรกแซงราคาพลังงานว่า การอุดหนุนแบบเจาะจงกลุ่มเป้าหมาย (Targeted Subsidy) เป็นมาตรการที่มีความจำเป็นในยามวิกฤต เพื่อรักษาพลวัตของการบริโภคภายในประเทศไม่ให้หดตัวรุนแรง อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น คือ เม็ดเงินดังกล่าวอาจกลายเป็นการกระตุ้นอุปสงค์ (Demand) ในช่วงที่ปัญหาแท้จริงมาจากฝั่งอุปทาน (Supply Shock) ซึ่งหากการจัดการสายพานการผลิตไม่ดีพอ อาจนำไปสู่แรงกดดันเงินเฟ้อระลอกใหม่ที่เกิดจากสภาพคล่องที่ล้นระบบได้เช่นกัน</span></p>
<ul>
<li aria-level="1"><b>ความท้าทายในการเปลี่ยนผ่านพลังงาน</b></li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 400;">ประเด็นที่น่าสนใจที่สุดจากแถลงการณ์ของรัฐบาล คือ การแบ่งสัดส่วนเงินกู้เพื่อใช้ในการปรับโครงสร้างสู่ยุคพลังงานสมัยใหม่ ซึ่งเป็นเจตนารมณ์ที่ดีและสอดคล้องกับทิศทางโลก ทว่าในทางปฏิบัติ การใช้เม็ดเงินจาก พ.ร.ก.กู้เงิน เพื่อดำเนินโครงการโครงสร้างพื้นฐานระยะยาวนั้น เป็นความท้าทายอย่างยิ่ง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ได้เคยให้ข้อสังเกตเชิงโครงสร้างไว้ในหลายวาระว่า การปฏิรูปพลังงานต้องอาศัยการปรับปรุงกฎระเบียบและการเปิดเสรีตลาดควบคู่ไปกับการลงทุน หากเงินกู้ 4 แสนล้านบาท ถูกนำไปใช้เพียงเพื่อพยุงราคาพลังงานฟอสซิลเดิมเป็นหลัก สัดส่วนเม็ดเงินที่จะนำไปใช้สร้างขีดความสามารถด้านพลังงานสะอาด (Green Energy) อาจถูกเบียดบัง ผลลัพธ์ที่อาจเกิดขึ้น คือ ประเทศไทยจะยังคงติดกับดักความเปราะบางทางพลังงานเช่นเดิมเมื่อ พ.ร.ก.กู้เงิน สิ้นสุดลง ดังนั้น ความโปร่งใสในการจัดสรรงบประมาณแยกส่วนระหว่าง<strong> &#8220;การเยียวยา&#8221;</strong> และ <strong>&#8220;การลงทุนปรับโครงสร้าง&#8221;</strong> จึงเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จที่แท้จริงของนโยบายนี้</span></p>
<ul>
<li aria-level="1"><b>เสถียรภาพทางการคลังและเพดานหนี้สาธารณะ</b></li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 400;">ปัจจัยที่ไม่อาจละเลยได้เมื่อมีการใช้เครื่องมืออย่าง พ.ร.ก.กู้เงิน คือ พื้นที่ทางการคลัง (Fiscal Space) ของประเทศ แม้รัฐบาลจะยืนยันถึงการรักษาวินัยการเงินการคลังอย่างเคร่งครัด แต่การก่อหนี้เพิ่มระดับ 4 แสนล้านบาท ย่อมส่งผลให้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ขยับตัวสูงขึ้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และหน่วยงานจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับสากล ให้ความสำคัญอย่างมากกับความสามารถในการชำระหนี้ของภาครัฐ หากพิจารณาตามความเป็นจริง ภาระหนี้ที่เพิ่มขึ้นจะส่งผลให้งบประมาณรายจ่ายประจำปีในอนาคตต้องถูกกันไว้สำหรับการชำระดอกเบี้ยและเงินต้นมากขึ้น ซึ่งอาจไปลดทอนขีดความสามารถของภาครัฐในการลงทุนด้านสาธารณสุข การศึกษา และโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆ ในระยะยาว นอกเสียจากว่าเม็ดเงิน 4 แสนล้านบาทนี้ จะสามารถสร้างตัวคูณทางเศรษฐกิจ (Fiscal Multiplier) ได้สูงจนทำให้ GDP ขยายตัวในอัตราที่เร็วกว่าการเติบโตของหนี้สาธารณะ</span></p>
<p><b>บทสรุปและทิศทางที่ควรจับตามอง</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การตัดสินใจออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อแก้วิกฤตพลังงานและค่าครองชีพ เป็นเครื่องสะท้อนให้เห็นว่า รัฐบาลกำลังใช้กระสุนนัดใหญ่ในการรักษาสมดุลทางเศรษฐกิจ ทว่าเมื่อประเมินจากหลักการทางเศรษฐศาสตร์ ความสำเร็จของนโยบายนี้ ไม่ได้อยู่ที่จำนวนเงินที่อัดฉีดเข้าสู่ระบบเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ประสิทธิภาพในการส่งผ่านเม็ดเงินไปยังภาคการผลิตจริง และความเด็ดขาดในการผลักดันการเปลี่ยนผ่านพลังงานให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากทำได้ตามกรอบที่วางไว้ ประเทศไทยจะสามารถก้าวข้ามวิกฤตความผันผวนพร้อมกับได้โครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ที่แข็งแกร่งขึ้น แต่หากการดำเนินการขาดความรัดกุม รัฐบาลอาจทิ้งมรดกเป็นภาระหนี้สาธารณะก้อนใหญ่ โดยที่โครงสร้างความเปราะบางด้านพลังงานของเศรษฐกิจไทยยังคงไม่ได้รับการแก้ไขอย่างแท้จริง</span></p>
<p style="text-align: center;"><span style="font-weight: 400;">ตารางชำแหละ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน : ใครรอด ใครรับจบ?</span></p>
<table>
<tbody>
<tr>
<td><b>ประเด็นหลัก</b></td>
<td><b>รายละเอียดการใช้เงิน</b></td>
<td><b>ผลกระทบและความท้าทาย (มองมุมเศรษฐศาสตร์)</b></td>
</tr>
<tr>
<td><b>1. อุ้มค่าครองชีพ (ระยะสั้น)</b></td>
<td><span style="font-weight: 400;">ช่วยผู้มีรายได้น้อย, จัดหาปุ๋ยให้เกษตรกร, พยุงต้นทุน SME</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">เป็น &#8220;เบาะรองรับ&#8221; สกัด Stagflation แต่ระวังเงินเฟ้อพุ่งหากอัดฉีดเงินล้นระบบ</span></td>
</tr>
<tr>
<td><b>2. เปลี่ยนผ่านพลังงาน (ระยะยาว)</b></td>
<td><span style="font-weight: 400;">ลดพึ่งพาพลังงานฟอสซิล, สร้างพลังงานสะอาด, รีสกิลแรงงาน</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">เสี่ยงถูกนำไปใช้แค่พยุงราคาพลังงานเดิม มากกว่าลงทุนโครงสร้างพื้นฐานใหม่จริง</span></td>
</tr>
<tr>
<td><b>3. วินัยการคลัง (หนี้สาธารณะ)</b></td>
<td><span style="font-weight: 400;">กระทรวงการคลังกู้เงินเพิ่ม 4 แสนล้านบาท</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">หนี้พุ่ง! อาจเบียดบังงบประมาณประเทศด้านสาธารณสุขและการศึกษาในอนาคต</span></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><span style="font-weight: 400;">อ้างอิงจาก</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://www.thaigov.go.th/th/news/163713" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://www.thaigov.go.th/th/news/163713</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://www.mof.go.th" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://www.mof.go.th</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://www.bot.or.th" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://www.bot.or.th</span></a></li>
</ul>


<p></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thesignals.net/400-billion-baht-loan-decree/">เจาะลึก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน กู้วิกฤตพลังงานลดค่าครองชีพประชาชน รอดหรือร่วง?</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thesignals.net">The Signals</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.thesignals.net/400-billion-baht-loan-decree/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เจาะลึกงบ BBL ไตรมาส 1/69 ทำกำไรหมื่นล้าน แบงก์ไทยรอดไหม? </title>
		<link>https://www.thesignals.net/bbl-q1-2026-earnings-analysis/</link>
					<comments>https://www.thesignals.net/bbl-q1-2026-earnings-analysis/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[กองบรรณาธิการ THE SIGNALs]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 22 Apr 2026 13:04:23 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Business]]></category>
		<category><![CDATA[NPLธนาคาร]]></category>
		<category><![CDATA[กำไรBBL]]></category>
		<category><![CDATA[งบธนาคารกรุงเทพ]]></category>
		<category><![CDATA[ทิศทางเศรษฐกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[ผลประกอบการBBL]]></category>
		<category><![CDATA[วิเคราะห์งบการเงิน]]></category>
		<category><![CDATA[หุ้นBBL]]></category>
		<category><![CDATA[หุ้นกลุ่มธนาคาร]]></category>
		<category><![CDATA[อัตราดอกเบี้ย]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐกิจไทย2569]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.thesignals.net/?p=2608</guid>

					<description><![CDATA[<p>หากเรากางตัวเลขผลประกอบการล่าสุดของกลุ่มธุรกิจธนาคาร สิ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thesignals.net/bbl-q1-2026-earnings-analysis/">เจาะลึกงบ BBL ไตรมาส 1/69 ทำกำไรหมื่นล้าน แบงก์ไทยรอดไหม? </a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thesignals.net">The Signals</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">หากเรากางตัวเลขผลประกอบการล่าสุดของกลุ่มธุรกิจธนาคาร สิ่งที่นักลงทุนและคนในแวดวงการเงินจับตามองเป็นอันดับต้นๆ ย่อมหนีไม่พ้นพี่ใหญ่อย่างธนาคารกรุงเทพ โดยรายงานล่าสุดระบุว่า ธนาคารกรุงเทพและบริษัทย่อยรายงานกำไรสุทธิสำหรับไตรมาส 1 ปี 2569 จำนวน 10,994 ล้านบาท ซึ่งตัวเลขนี้ไม่ได้สะท้อนแค่เพียงความสามารถในการทำกำไร แต่ยังเป็นเสมือนกระจกบานใหญ่ที่สะท้อนภาพรวมของเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันได้อย่างชัดเจน</span></p>
<h3><b>เจาะลึกงบ BBL ไตรมาส 1/69 ทำกำไรหมื่นล้าน แบงก์ไทยรอดไหม? </b></h3>
<p style="text-align: center;"><span style="font-weight: 400;"><img decoding="async" class="alignnone size-large wp-image-2658" src="https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/04/IMG_1700-819x1024.jpeg" alt="เจาะลึกงบ BBL ไตรมาส 1/69 ทำกำไรหมื่นล้าน แบงก์ไทยรอดไหม? " width="819" height="1024" title="เจาะลึกงบ BBL ไตรมาส 1/69 ทำกำไรหมื่นล้าน แบงก์ไทยรอดไหม? " srcset="https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/04/IMG_1700-819x1024.jpeg 819w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/04/IMG_1700-240x300.jpeg 240w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/04/IMG_1700-768x960.jpeg 768w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/04/IMG_1700-750x938.jpeg 750w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/04/IMG_1700-1140x1425.jpeg 1140w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/04/IMG_1700.jpeg 1200w" sizes="(max-width: 819px) 100vw, 819px" />บทความนี้เราจะพาไปเจาะลึกข้อมูลจากรายงานผลประกอบการแบบบรรทัดต่อบรรทัด พร้อมวิเคราะห์ทิศทางที่ธนาคารกำลังก้าวเดิน ท่ามกลางกระแสความเปลี่ยนแปลงของโลกที่คาดเดาได้ยาก</span></p>
<h3><b>บริบทเศรษฐกิจไทย แรงกดดันจากภูมิรัฐศาสตร์และข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ในไตรมาส 1 ปี 2569 เศรษฐกิจไทยยังคงเผชิญแรงกดดันจากทั้งปัจจัยภายนอกและข้อจำกัดเชิงโครงสร้างภายในประเทศ ข้อมูลนี้สอดคล้องกับการประเมินของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ที่เคยชี้ให้เห็นถึงปัญหาเชิงโครงสร้างที่ส่งผลกระทบต่อภาคการผลิตและการส่งออกของไทยมาอย่างต่อเนื่อง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สิ่งที่เห็นได้ชัด คือ ความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางและการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ซึ่งกระทบต่อความเชื่อมั่นและการลงทุนของภาคเอกชนโดยตรง แม้ภาคการส่งออกจะยังขยายตัวได้จากอุปสงค์ของประเทศคู่ค้าหลัก ทว่าแรงส่งกลับเริ่มชะลอลงเมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า</span></p>
<p><b>นอกจากนี้</b><span style="font-weight: 400;"> ภาคการท่องเที่ยวยังฟื้นตัวต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดยเฉพาะตลาดนักท่องเที่ยวจีนที่กลับมาไม่เต็มที่ ยิ่งไปกว่านั้น ค่าเงินบาทที่ผันผวนในบางช่วงยังส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันด้านราคาของไทยบนเวทีโลก ขณะเดียวกัน ราคาน้ำมันโลกที่ปรับตัวสูงขึ้นได้เริ่มส่งผ่านไปยังต้นทุนในระบบเศรษฐกิจ ทำให้แรงกดดันด้านเงินเฟ้อมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในระยะข้างหน้า</span></p>
<p><b>ในขณะเดียวกัน</b><span style="font-weight: 400;"> นโยบายการคลังของภาครัฐก็ยังมีข้อจำกัดจากกรอบงบประมาณและระดับหนี้สาธารณะ ทำให้ความสามารถในการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมีจำกัด ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้ายังคงฟื้นตัวอย่างเปราะบางและต้องเผชิญความเสี่ยงจากทั้งภายนอกและภายในประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้</span></p>
<h3><b>จุดยืนแบงก์กรุงเทพ ยืนหยัดเคียงข้างในฐานะ “เพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้าน”</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญได้เพิ่มความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อในระยะข้างหน้า และสร้างแรงกดดันรอบใหม่ต่อภาคธุรกิจ ทั้งในด้านต้นทุนและความสามารถในการแข่งขัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ธนาคารกรุงเทพตระหนักถึงความท้าทายจากความเสี่ยงที่กระจายตัวกว้างและยากต่อการประเมินนี้เป็นอย่างดี ในสถานการณ์เช่นนี้ ธนาคารจึงยังคงให้ความสำคัญอย่างยิ่งในการดูแลและให้คำปรึกษากับลูกค้า พร้อมยืนเคียงข้างในฐานะ “เพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้าน” โดยเน้นไปที่การเสริมสร้างสภาพคล่องให้เหมาะสมกับแต่ละกิจการ เพื่อให้ธุรกิจสามารถขับเคลื่อนต่อไปได้ท่ามกลางความผันผวนของตลาด</span></p>
<p><b>อย่างไรก็ตาม</b><span style="font-weight: 400;"> ธนาคารยังคงดำเนินธุรกิจตามหลักความระมัดระวังรอบคอบ และให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ควบคู่ไปกับการรักษาเสถียรภาพฐานะการเงิน สภาพคล่อง และเงินกองทุนให้อยู่ในระดับที่แข็งแกร่ง เพื่อรองรับความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจและสร้างความเชื่อมั่นในการประคองลูกค้าให้ก้าวผ่านช่วงเวลาที่ท้าทายนี้ไปด้วยกัน</span></p>
<h3><b>เจาะลึกตัวเลขงบการเงิน ไตรมาส 1/2569</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ธนาคารกรุงเทพและบริษัทย่อยรายงานกำไรสุทธิสำหรับไตรมาส 1 ปี 2569 จำนวน 10,994 ล้านบาท ลดลง 12.9% เทียบกับไตรมาสเดียวกันปีก่อน ซึ่งเป็นผลมาจากรายได้จากการดำเนินงานที่ปรับตัวลง โดยมีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>รายได้และส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย</b><span style="font-weight: 400;"> รายได้ดอกเบี้ยสุทธิลดลงร้อยละ 12.3 ตามการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคาร ส่งผลให้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) อยู่ที่ 2.49%</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย </b><span style="font-weight: 400;">ลดลง 6.6% ส่วนใหญ่เป็นผลมาจากกำไรสุทธิจากเงินลงทุนและค่าธรรมเนียมการอำนวยสินเชื่อที่ลดลง ขณะที่รายได้จากเงินปันผลและค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจหลักทรัพย์นั้นมีการปรับตัวเพิ่มขึ้น</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>การบริหารจัดการต้นทุน</b><span style="font-weight: 400;"> ค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานลดลง 12.0% และมีอัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้จากการดำเนินงาน (Cost to Income Ratio) อยู่ที่ 44.7% แสดงให้เห็นว่า ธนาคารยังคงให้ความสำคัญกับการพัฒนาและยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการบริหารค่าใช้จ่ายอย่างเหมาะสม</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>การตั้งสำรอง</b><span style="font-weight: 400;"> ในไตรมาสนี้ธนาคารพิจารณาตั้งผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจำนวน 9,003 ล้านบาท ภายใต้หลักความระมัดระวังอย่างต่อเนื่อง เพื่อเตรียมพร้อมรองรับความท้าทายทางเศรษฐกิจที่เพิ่มสูงขึ้น</span></li>
</ul>
<h3><b>พอร์ตสินเชื่อและฐานะการเงินที่แข็งแกร่ง</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2569 ธนาคารมีเงินให้สินเชื่อจำนวน 2,661,368 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.0% จากสิ้นปีก่อน โดยส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการเติบโตของสินเชื่อลูกค้าธุรกิจรายใหญ่</span></p>
<p><b>สิ่งที่น่าสนใจ คือ</b><span style="font-weight: 400;"> การบริหารจัดการคุณภาพหนี้ยังทำได้ดี โดยจะเห็นได้จากอัตราส่วนเงินให้สินเชื่อที่มีการด้อยค่าด้านเครดิตต่อเงินให้สินเชื่อรวม (NPL) อยู่ที่ 3.1% ซึ่งอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ และอัตราส่วนค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตต่อเงินให้สินเชื่อที่มีการด้อยค่าด้านเครดิต (Coverage Ratio) อยู่ในระดับแข็งแกร่งที่ 318.1% เป็นผลจากการที่ธนาคารยึดหลักการตั้งสำรองด้วยความระมัดระวังและรอบคอบอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทางด้านสภาพคล่อง ธนาคารมีเงินรับฝาก ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2569 จำนวน 3,223,560 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.9% จากสิ้นปีก่อน และมีอัตราส่วนเงินให้สินเชื่อต่อเงินรับฝาก (Loan to Deposit Ratio) อยู่ที่ 82.6%</span></p>
<p><b>สุดท้าย ในส่วนของ</b><span style="font-weight: 400;">อัตราส่วนเงินกองทุนทั้งสิ้น อัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 และอัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 ที่เป็นส่วนของเจ้าของต่อสินทรัพย์เสี่ยงของธนาคารและบริษัทย่อยอยู่ที่ 20.95%  16.4% และ 16.4% ตามลำดับ ซึ่งอยู่ในระดับที่สูงกว่าอัตราส่วนเงินกองทุนขั้นต่ำตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กำหนดไว้อย่างมาก สะท้อนถึงเกราะป้องกันที่แน่นหนาของธนาคาร</span></p>
<h3><b>มองไปข้างหน้า แบงก์ไทยในยุคแห่งความท้าทาย</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อเรามองภาพรวมจากตัวเลขและบริบททางเศรษฐกิจทั้งหมด มีความเป็นไปได้สูงว่าในช่วงที่เหลือของปี 2569 สถาบันการเงินส่วนใหญ่จะยังคงต้องเผชิญกับบททดสอบด้านคุณภาพสินทรัพย์ และต้องงัดกลยุทธ์การบริหารจัดการหนี้เสียอย่างรัดกุม การตั้งสำรองในระดับที่สูงจะยังคงเป็น &#8220;New Normal&#8221; หรือมาตรฐานใหม่ที่ทุกธนาคารต้องรักษาไว้ เพื่อเป็นเบาะรองรับแรงกระแทกจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในฝั่งของการเติบโต ธนาคารขนาดใหญ่อย่างกรุงเทพที่มีความพร้อมด้านเงินทุน ย่อมมีข้อได้เปรียบในการปรับตัวเข้าสู่สมรภูมิรบยุคดิจิทัล (Digital Transformation) อย่างเต็มรูปแบบ การนำ Data Analytics และ A.I. เข้ามาช่วยวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้าจะกลายเป็นหัวใจสำคัญในการปล่อยสินเชื่อที่มีประสิทธิภาพ พร้อมๆ กับการขยายฐานรายได้ค่าธรรมเนียมรูปแบบใหม่ๆ เพื่อชดเชยส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยที่มีแนวโน้มถูกบีบแคบลง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ท้ายที่สุด แม้ตัวเลขกำไรอาจมีการชะลอตัวลงบ้างตามวัฏจักรเศรษฐกิจ แต่ด้วยรากฐานที่แข็งแกร่งและการบริหารความเสี่ยงเชิงรุก เชื่อได้ว่าธนาคารขนาดใหญ่จะสามารถประคองตัวและเป็นเสาหลักที่ช่วยพยุงภาคธุรกิจไทยให้ก้าวข้ามผ่านพายุเศรษฐกิจระลอกนี้ไปได้อย่างมั่นคงแน่นอน</span></p>
<p style="text-align: center;"><b>สรุปงบการเงิน BBL ไตรมาส 1/2569 โตท้าชนความผันผวน</b></p>
<table class=" aligncenter">
<tbody>
<tr>
<td><b>ตัวชี้วัดสำคัญทางการเงิน</b></td>
<td><b>ตัวเลขผลประกอบการ (ไตรมาส 1/2569)</b></td>
<td><b>การเปลี่ยนแปลง / นัยยะสำคัญ</b></td>
</tr>
<tr>
<td><b>กำไรสุทธิ</b></td>
<td><span style="font-weight: 400;">10,994 ล้านบาท</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">ลดลง 12.9% (YoY) จากรายได้การดำเนินงาน</span></td>
</tr>
<tr>
<td><b>ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (NIM)</b></td>
<td><span style="font-weight: 400;">2.49%</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">ปรับตัวตามทิศทางดอกเบี้ยนโยบาย</span></td>
</tr>
<tr>
<td><b>เงินให้สินเชื่อรวม</b></td>
<td><span style="font-weight: 400;">2,661,368 ล้านบาท</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">เพิ่มขึ้น 2.0% โตจากกลุ่มลูกค้าธุรกิจรายใหญ่</span></td>
</tr>
<tr>
<td><b>เงินรับฝากรวม</b></td>
<td><span style="font-weight: 400;">3,223,560 ล้านบาท</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">เพิ่มขึ้น 0.9% สภาพคล่องยังคงแข็งแกร่ง</span></td>
</tr>
<tr>
<td><b>หนี้เสีย (NPL)</b></td>
<td><span style="font-weight: 400;">3.1%</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">บริหารจัดการได้ดี อยู่ในระดับที่ควบคุมได้</span></td>
</tr>
<tr>
<td><b>อัตราส่วนค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ</b></td>
<td><span style="font-weight: 400;">318.1%</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">ตั้งสำรองสูงมาก (Coverage Ratio) รองรับความเสี่ยง</span></td>
</tr>
<tr>
<td><b>อัตราส่วนเงินกองทุนทั้งสิ้น (CAR)</b></td>
<td><span style="font-weight: 400;">20.9%</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">สูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำของ ธปท. อย่างมีนัยสำคัญ</span></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thesignals.net/bbl-q1-2026-earnings-analysis/">เจาะลึกงบ BBL ไตรมาส 1/69 ทำกำไรหมื่นล้าน แบงก์ไทยรอดไหม? </a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thesignals.net">The Signals</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.thesignals.net/bbl-q1-2026-earnings-analysis/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ถอดรหัสกำไรกรุงศรี Q1/69 ทะลุ 8.6 พันล้าน โตสวนกระแสเศรษฐกิจยังไง?</title>
		<link>https://www.thesignals.net/krungsri-bay-q1-2026-earnings-analysis/</link>
					<comments>https://www.thesignals.net/krungsri-bay-q1-2026-earnings-analysis/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[กองบรรณาธิการ THE SIGNALs]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 22 Apr 2026 10:42:28 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Business]]></category>
		<category><![CDATA[กำไรกรุงศรี]]></category>
		<category><![CDATA[ข่าวการเงิน]]></category>
		<category><![CDATA[งบกรุงศรี]]></category>
		<category><![CDATA[ธนาคารกรุงศรีอยุธยา]]></category>
		<category><![CDATA[ผลประกอบการไตรมาส1]]></category>
		<category><![CDATA[ลงทุนหุ้นแบงก์]]></category>
		<category><![CDATA[วิเคราะห์หุ้นธนาคาร]]></category>
		<category><![CDATA[หุ้นBAY]]></category>
		<category><![CDATA[เงินติดล้อTIDLOR]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐกิจไทย2569]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.thesignals.net/?p=2567</guid>

					<description><![CDATA[<p>เปิดศักราชปี 2569 มาได้ไม่นาน แวดวงการเงินและการลงทุนก็ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thesignals.net/krungsri-bay-q1-2026-earnings-analysis/">ถอดรหัสกำไรกรุงศรี Q1/69 ทะลุ 8.6 พันล้าน โตสวนกระแสเศรษฐกิจยังไง?</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thesignals.net">The Signals</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">เปิดศักราชปี 2569 มาได้ไม่นาน แวดวงการเงินและการลงทุนก็มีสตอรี่ที่น่าสนใจให้เราต้องติดตามกันต่อ โดยเฉพาะภาพรวมของกลุ่มธนาคารพาณิชย์ ล่าสุดทาง </span><b>กรุงศรี</b><span style="font-weight: 400;"> (ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) และบริษัทในเครือ) ได้กางงบการเงินไตรมาสแรกของปีออกมาให้เห็นกันแล้ว ซึ่งตัวเลขที่ออกมาสะท้อนให้เห็นถึงกลยุทธ์การตั้งรับและบุกไปข้างหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ ท่ามกลางความท้าทายของเศรษฐกิจโลกและในประเทศ</span></p>
<h2><b>ถอดรหัสกำไรกรุงศรี Q1/69 ทะลุ 8.6 พันล้าน โตสวนกระแสเศรษฐกิจยังไง?</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">วันนี้เราจะมาเจาะลึกกันว่า ตัวเลขกำไรสุทธิ 8.62 พันล้านบาทนั้น มีที่มาที่ไปอย่างไร และกรุงศรีวางหมากอย่างไรถึงยังคงรักษาระดับการเติบโตไว้ได้อย่างน่าประทับใจ</span></p>
<h3 style="text-align: center;"><b><img decoding="async" class="alignnone size-large wp-image-2638" src="https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/04/IMG_1692-819x1024.jpeg" alt="ถอดรหัสกำไรกรุงศรี Q1/69 ทะลุ 8.6 พันล้าน โตสวนกระแสเศรษฐกิจยังไง?" width="819" height="1024" title="ถอดรหัสกำไรกรุงศรี Q1/69 ทะลุ 8.6 พันล้าน โตสวนกระแสเศรษฐกิจยังไง?" srcset="https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/04/IMG_1692-819x1024.jpeg 819w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/04/IMG_1692-240x300.jpeg 240w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/04/IMG_1692-768x960.jpeg 768w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/04/IMG_1692-750x938.jpeg 750w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/04/IMG_1692-1140x1425.jpeg 1140w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/04/IMG_1692.jpeg 1200w" sizes="(max-width: 819px) 100vw, 819px" />ทะลวงยอดกำไร 8.62 พันล้านบาท แรงหนุนจากดอกเบี้ยและพลังของ TIDLOR</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เริ่มต้นด้วยไฮไลต์สำคัญที่สุด นั่นคือ กำไรสุทธิในไตรมาส 1 ปี 2569 ที่ทำตัวเลขไปได้ถึง </span><b>8,618 ล้านบาท</b><span style="font-weight: 400;"> ซึ่งถ้าเรามองย้อนกลับไปเทียบกับไตรมาสแรกของปี 2568 จะพบว่ามีการเติบโตขึ้นถึง </span><b>14.4%</b><span style="font-weight: 400;"> หรือคิดเป็นเม็ดเงินที่เพิ่มขึ้น 1,085 ล้านบาท</span></p>
<p><b>นอกจากนี้</b><span style="font-weight: 400;"> ปัจจัยหลักที่เข้ามาเป็นพระเอกขับเคลื่อนกำไรในรอบนี้ คือ &#8220;รายได้ดอกเบี้ยสุทธิ&#8221; และ &#8220;รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย&#8221; ที่ยังคงเดินหน้าเติบโตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่วนสำคัญมาจากจิ๊กซอว์ชิ้นใหญ่อย่างการรวมงบการเงินของ บริษัท เงินติดล้อ จำกัด (มหาชน) หรือ TIDLOR เข้ามา ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนเงินให้สินเชื่อสูงขึ้นจากการปรับโครงสร้างพอร์ต ควบคู่ไปกับการบริหารจัดการสภาพคล่องและต้นทุนทางการเงินที่ทำได้เป๊ะขึ้น</span></p>
<h3><b>เจาะลึกโครงสร้างสินเชื่อและเงินฝาก ปรับตัวเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ</b></h3>
<p><b>อย่างไรก็ตาม</b><span style="font-weight: 400;"> เมื่อเรากางดูพอร์ตเงินให้สินเชื่อรวมในไตรมาสนี้ พบว่ามีการปรับตัวลดลง </span><b>1.2%</b><span style="font-weight: 400;"> ลดลง 22,805 ล้านบาท จากสิ้นเดือนธันวาคม 2568 สาเหตุหลักๆ มาจากรอบฤดูกาลที่ลูกค้ามักจะนำเงินมาชำระคืนสินเชื่อเพิ่มขึ้น ผนวกกับความต้องการสินเชื่อภายในประเทศที่ค่อนข้างซึมลงตามภาวะเศรษฐกิจ ทำให้พอร์ตสินเชื่อในบ้านเราลดลงไป 1.4%</span></p>
<p><b>แต่ในขณะเดียวกัน</b><span style="font-weight: 400;"> เกมรุกนอกบ้านของกรุงศรีกลับทำผลงานได้โดดเด่นมาก ธุรกิจในภูมิภาคอาเซียนเติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยตัวเลขสินเชื่อขยายตัวได้ถึง </span><b>2.5%</b><span style="font-weight: 400;"> เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า นี่คือ ข้อดีของการกระจายความเสี่ยงออกไปเติบโตในภูมิภาค (Geographic Diversification) ซึ่งเข้ามาช่วยอุดรอยรั่วและชดเชยอุปสงค์ในประเทศที่ยังอ่อนแอได้อย่างพอดิบพอดี</span></p>
<p><b>ในส่วนของ</b><span style="font-weight: 400;"> เงินรับฝากก็มีการปรับลดลง </span><b>1.8%</b><span style="font-weight: 400;"> (ลดลง 31,773 ล้านบาท) ซึ่งมองผิวเผินอาจดูเหมือนเงินหายไป แต่ความจริงแล้วนี่คือ &#8220;กลยุทธ์เชิงรุก&#8221; ของธนาคารที่จงใจลดสัดส่วนเงินฝากประจำที่มีต้นทุนสูงลง และหันไปโฟกัสการเพิ่มเงินฝากประเภทออมทรัพย์และจ่ายคืนเมื่อทวงถาม (CASA) แทน ผลลัพธ์คือธนาคารสามารถคุมต้นทุนทางการเงินได้ดีขึ้น และรักษากำไรไว้ได้ในสภาวะที่ดอกเบี้ยเป็นขาลง</span></p>
<h3><b>ส่องดัชนีชี้วัดทางการเงิน (Financial Indicators) ที่สายลงทุนต้องรู้</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เพื่อความครบถ้วน เรามาดูตัวเลขสำคัญอื่นๆ ที่สะท้อนสุขภาพทางการเงินของกรุงศรีในไตรมาสนี้กัน</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM)</b><span style="font-weight: 400;"> พุ่งขึ้นมาอยู่ที่ </span><b>4.61%</b><span style="font-weight: 400;"> ปรับตัวดูดีขึ้นมากเมื่อเทียบกับ 4.10% ในไตรมาส 1/2568 แน่นอนว่าอานิสงส์หลักมาจากการรวมพอร์ตสินเชื่อผลตอบแทนสูงของ TIDLOR</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย </b><span style="font-weight: 400;">โตกระโดดถึง </span><b>18.4%</b><span style="font-weight: 400;"> (เพิ่มขึ้น 2,179 ล้านบาท) ได้แรงหนุนจากค่าธรรมเนียม บริการ กำไรจากเครื่องมือทางการเงิน รวมถึงหนี้สูญรับคืนจากโครงการ &#8220;ปิดหนี้ไว ไปต่อได้&#8221;</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>อัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้ (Cost-to-Income)</b><span style="font-weight: 400;"> คุมได้อยู่หมัด ลดลงมาอยู่ที่ </span><b>45.2%</b><span style="font-weight: 400;"> (จาก 45.7% ในปีก่อน) สะท้อนวินัยการคุมค่าใช้จ่ายที่เข้มงวด</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>คุณภาพสินทรัพย์และ NPL</b><span style="font-weight: 400;"> อัตราส่วนสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL Ratio) ทรงตัวอยู่ที่ </span><b>3.34%</b><span style="font-weight: 400;"> โดยมีการตั้งอัตราส่วนผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นต่อสินเชื่อรวมที่ 240 เบสิสพอยท์ (เทียบกับ 211 เบสิสพอยท์ในปี 2568) และมีอัตราส่วนเงินสำรองต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพ (Coverage Ratio) แข็งแกร่งในระดับ 132.3%</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>ความแข็งแกร่งของเงินกองทุน </b><span style="font-weight: 400;">อัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS Ratio) ยืนเด่นอยู่ที่ </span><b>20.65%</b></li>
</ul>
<p> </p>
<h3><strong>วิสัยทัศน์ผู้บริหาร มองเศรษฐกิจไทยปี 2569 ขยายตัว 1.5-1.7%</strong></h3>
<p><b>ยิ่งไปกว่านั้น</b><span style="font-weight: 400;"> มุมมองจากแม่ทัพใหญ่อย่าง นายเคนอิจิ ยามาโตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กรุงศรี ได้ให้ภาพรวมที่น่าสนใจว่า แม้ธนาคารจะเจอแรงกดดันทั้งจากเศรษฐกิจโลก ความเปราะบางเชิงโครงสร้างในประเทศ และแรงกดดันจากส่วนต่างดอกเบี้ยหลังนโยบายปรับลดดอกเบี้ยหลายระลอก แต่กรุงศรียังส่งมอบผลงานที่น่าพอใจได้ เพราะยึดมั่นใน &#8220;วินัย&#8221; ทั้งการปล่อยสินเชื่ออย่างมีคุณภาพ คุมรายจ่าย และบริหารความเสี่ยงแบบรอบคอบ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คุณเคนอิจิ ยังประเมินด้วยว่า เศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้ายังมีโจทย์ท้าทายรออยู่ ทั้งความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ นโยบายภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ข้อจำกัดทางการคลัง และปัญหาหนี้ครัวเรือนที่ยังปริ่มน้ำ ซึ่งปัจจัยเหล่านี้อาจเป็นความเสี่ยงขาลง (Downside Risk) ในช่วงที่เหลือของปี โดยคาดการณ์ว่าจีดีพี (GDP) ของไทยในปี 2569 น่าจะขยายตัวอยู่ที่ </span><b>1.5-1.7%</b><span style="font-weight: 400;"> และเพื่อความไม่ประมาทกับสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง กรุงศรีจึงได้ตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิต (ECL) แบบเผื่อเหลือเผื่อขาด (Management Overlays) ไว้เรียบร้อยแล้วตั้งแต่ไตรมาสแรก เพื่อเป็นกันชนรองรับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น</span></p>
<h3><b>สรุปจุดยืนกรุงศรี ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลง</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อภาพรวมตัวเลขทั้งหมดถูกกางออก ณ วันที่ 31 มีนาคม 2569 กรุงศรีได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความเป็นสถาบันการเงินที่มีความสำคัญเชิงระบบ (D-SIB) และรั้งตำแหน่งกลุ่มธุรกิจการเงินที่ใหญ่เป็นอันดับห้าของไทยอย่างสมศักดิ์ศรี ด้วยฐานสินทรัพย์รวมมหาศาลถึง </span><b>2.61 ล้านล้านบาท</b><span style="font-weight: 400;"> พอร์ตสินเชื่อรวม </span><b>1.91 ล้านล้านบาท</b><span style="font-weight: 400;"> และเงินรับฝาก </span><b>1.70 ล้านล้านบาท</b><span style="font-weight: 400;"> พร้อมด้วยเงินกองทุนที่แข็งแกร่งถึง </span><b>336.02 พันล้านบาท</b><span style="font-weight: 400;"> (เป็นเงินกองทุนชั้นที่ 1 ที่เป็นส่วนของเจ้าของ 16.37%)</span></p>
<p><b>ท้ายที่สุดนี้</b><span style="font-weight: 400;"> หากเรามองไปข้างหน้าบนพื้นฐานความเป็นจริงในยุคที่เทรนด์เศรษฐกิจหมุนไว การที่กรุงศรีเลือกใช้กลยุทธ์ &#8220;ตั้งรับในบ้าน และรุกคืบในอาเซียน&#8221; พร้อมกับการดึงศักยภาพของเครือข่ายอย่าง TIDLOR มาใช้อย่างเต็มที่ ถือเป็นการเดินหมากที่ฉลาดและมีภูมิคุ้มกันที่ดี แม้ตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจภาพรวมอาจจะไม่ได้หวือหวามากนัก แต่การเติบโตอย่างมีคุณภาพและรักษากำไรสุทธิไว้ได้ในระดับนี้ ย่อมสะท้อนให้เห็นว่า กรุงศรีพร้อมที่จะรับมือและไปต่อได้ในทุกสภาพอากาศทางเศรษฐกิจอย่างแน่นอน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">งบกรุงศรี, ธนาคารกรุงศรีอยุธยา, หุ้นBAY, กำไรกรุงศรี, ผลประกอบการไตรมาส1, ข่าวการเงิน, วิเคราะห์หุ้นธนาคาร, เงินติดล้อTIDLOR, เศรษฐกิจไทย2569, ลงทุนหุ้นแบงก์</span></p>
<p style="text-align: center;"><span style="font-weight: 400;">ตารางสแกนไฮไลต์งบการเงิน กรุงศรี (BAY) โค้งแรก Q1/2569</span></p>
<table class=" aligncenter">
<tbody>
<tr>
<td><b>ดัชนีชี้วัดที่สำคัญ (Key Metrics)</b></td>
<td><b>ผลลัพธ์ Q1/2569</b></td>
<td><b>บทวิเคราะห์ / เทียบปีก่อน (YoY)</b></td>
</tr>
<tr>
<td><b>กำไรสุทธิ</b></td>
<td><span style="font-weight: 400;">8,618 ล้านบาท</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">โต 14.4% (รับแรงหนุนจากดอกเบี้ยและ TIDLOR)</span></td>
</tr>
<tr>
<td><b>สินเชื่อรวมในภูมิภาคอาเซียน</b></td>
<td><span style="font-weight: 400;">เติบโต 2.5%</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">โดดเด่น ชดเชยตลาดในประเทศที่ปรับลดลง 1.4%</span></td>
</tr>
<tr>
<td><b>ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM)</b></td>
<td><span style="font-weight: 400;">4.61%</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">พุ่งขึ้นจาก 4.10% (พอร์ตผลตอบแทนสูงทำงาน)</span></td>
</tr>
<tr>
<td><b>รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย</b></td>
<td><span style="font-weight: 400;">เพิ่มขึ้น 2,179 ล้านบาท</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">โตแรง 18.4% (จากค่าธรรมเนียมและหนี้สูญรับคืน)</span></td>
</tr>
<tr>
<td><b>อัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้</b></td>
<td><span style="font-weight: 400;">45.2%</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">ลดลงจาก 45.7% (สะท้อนการคุมต้นทุนเฉียบขาด)</span></td>
</tr>
<tr>
<td><b>ความแข็งแกร่งเงินกองทุน (BIS)</b></td>
<td><span style="font-weight: 400;">20.65%</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">ฐานะการเงินปึ้ก รับมือความเสี่ยงได้สบาย</span></td>
</tr>
</tbody>
</table>


<p></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thesignals.net/krungsri-bay-q1-2026-earnings-analysis/">ถอดรหัสกำไรกรุงศรี Q1/69 ทะลุ 8.6 พันล้าน โตสวนกระแสเศรษฐกิจยังไง?</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thesignals.net">The Signals</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.thesignals.net/krungsri-bay-q1-2026-earnings-analysis/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>สหรัฐฯ ปะทะ อิหร่าน กับจุดเริ่มต้น ผลกระทบโลก และเศรษฐกิจไทยหลังจากนี้</title>
		<link>https://www.thesignals.net/%e0%b8%aa%e0%b8%ab%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%90%e0%b8%af-%e0%b8%9b%e0%b8%b0%e0%b8%97%e0%b8%b0-%e0%b8%ad%e0%b8%b4%e0%b8%ab%e0%b8%a3%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%99/</link>
					<comments>https://www.thesignals.net/%e0%b8%aa%e0%b8%ab%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%90%e0%b8%af-%e0%b8%9b%e0%b8%b0%e0%b8%97%e0%b8%b0-%e0%b8%ad%e0%b8%b4%e0%b8%ab%e0%b8%a3%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%99/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[กองบรรณาธิการ THE SIGNALs]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 03 Mar 2026 12:48:30 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Business]]></category>
		<category><![CDATA[ช่องแคบฮอร์มุซ]]></category>
		<category><![CDATA[ทองคำแสนบาท]]></category>
		<category><![CDATA[ปฏิบัติการEpicFury]]></category>
		<category><![CDATA[ราคาน้ำมันพุ่ง]]></category>
		<category><![CDATA[สงครามสหรัฐอิหร่าน]]></category>
		<category><![CDATA[เงินเฟ้อโลก]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐกิจไทย2569]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.thesignals.net/wp/?p=761</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 สหรัฐอเมริกาและอิสราเอลร [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thesignals.net/%e0%b8%aa%e0%b8%ab%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%90%e0%b8%af-%e0%b8%9b%e0%b8%b0%e0%b8%97%e0%b8%b0-%e0%b8%ad%e0%b8%b4%e0%b8%ab%e0%b8%a3%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%99/">สหรัฐฯ ปะทะ อิหร่าน กับจุดเริ่มต้น ผลกระทบโลก และเศรษฐกิจไทยหลังจากนี้</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thesignals.net">The Signals</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 สหรัฐอเมริกาและอิสราเอลร่วมกันเปิดฉากปฏิบัติการทางทหารครั้งใหญ่ที่สุดในตะวันออกกลางนับตั้งแต่การบุกอิรักปี 2546 ภายใต้ชื่อ &#8220;Operation Epic Fury&#8221; โลกทั้งใบกลั้นหายใจ ราคาทองคำซึ่งพุ่งทะลุระดับ 5,300 ดอลลาร์ต่อออนซ์ไปแล้วตั้งแต่วันที่ 28 มกราคม 2569 ท่ามกลางความกังวลเรื่องดอลลาร์อ่อนค่าและความเป็นอิสระของธนาคารกลางสหรัฐฯ ยิ่งพุ่งสูงต่อเนื่องอีกครั้งนับตั้งแต่ปฏิบัติการ Epic Fury เริ่มต้นขึ้น และคำถามที่ทุกคนถามพร้อมกันคือ &#8211; แล้วเราในฐานะคนไทยจะได้รับผลกระทบมากแค่ไหน?</span></p>
<h2><b>สหรัฐฯ ปะทะ อิหร่าน กับจุดเริ่มต้น ผลกระทบโลก และเศรษฐกิจไทยหลังจากนี้</b></h2>
<p><img decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-757" src="https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/03/03_3_11zon.webp" alt="สหรัฐฯ ปะทะ อิหร่าน กับจุดเริ่มต้น ผลกระทบโลก และเศรษฐกิจไทยหลังจากนี้" width="1200" height="1500" title="สหรัฐฯ ปะทะ อิหร่าน กับจุดเริ่มต้น ผลกระทบโลก และเศรษฐกิจไทยหลังจากนี้" srcset="https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/03/03_3_11zon.webp 1200w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/03/03_3_11zon-240x300.webp 240w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/03/03_3_11zon-819x1024.webp 819w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/03/03_3_11zon-768x960.webp 768w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/03/03_3_11zon-750x938.webp 750w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/03/03_3_11zon-1140x1425.webp 1140w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สงครามสหรัฐฯ อิหร่าน 2569 คือ ความขัดแย้งทางทหารที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 หลังจากสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีโครงสร้างพื้นฐานทางทหาร ศูนย์นิวเคลียร์ และผู้นำอิหร่านพร้อมกันใน 6 เมืองหลัก โดยมีวัตถุประสงค์หลักในการป้องกันไม่ให้อิหร่านครอบครองอาวุธนิวเคลียร์​</span></p>
<h3><span style="font-weight: 400;">ทำไมสหรัฐฯ ถึงต้องรบกับอิหร่าน?  47 ปีแห่งความขัดแย้ง</span></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านไม่ได้เริ่มต้นขึ้นในคืนวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 การมองเพียงเหตุการณ์ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาย่อมไม่เพียงพอ เพราะรากของความเป็นปฏิปักษ์ระหว่างสองประเทศนี้ฝังลึกมากกว่านั้นมาก และในหลายช่วงเวลา ทั้งสองฝ่ายก็ไม่ได้เป็นศัตรูกันเสมอไป</span></p>
<h3><strong>จุดเริ่มต้นที่ไม่มีใครพูดถึง  ปี 2496</strong></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ก่อนที่อิหร่านจะกลายเป็นชื่อที่ฝ่ายตะวันตกมักออกเสียงด้วยความระแวดระวัง อิหร่านและสหรัฐฯ เคยมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกันมากในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ทว่าปี 2496 คือจุดเปลี่ยนที่หลายคนเลือกจะลืม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในปีนั้น สำนักข่าวกรองกลาง (CIA) ของสหรัฐฯ และหน่วยข่าวกรอง MI6 ของอังกฤษ ร่วมกันวางแผนรัฐประหารโค่นล้มนายกรัฐมนตรีโมฮัมหมัด มอซาดเดก ซึ่งเป็นผู้นำที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย สาเหตุหลักคือนายกรัฐมนตรีมอซาดเดกต้องการยึดกิจการน้ำมันกลับเป็นของรัฐอิหร่าน แทนที่จะปล่อยให้บริษัท Anglo-Iranian Oil Company ของอังกฤษถือครองผลประโยชน์ต่อไป ผลของรัฐประหารครั้งนั้นคือการคืนอำนาจให้แก่ชาห์ โมฮัมหมัด เรซา ปาห์ลาวี ซึ่งปกครองอิหร่านภายใต้อิทธิพลของสหรัฐฯ มาอีกนานกว่า 25 ปี​</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้ในขณะเดียวกัน ความสัมพันธ์ด้านวิทยาศาสตร์กลับพัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะในปี 2510 สหรัฐฯ ภายใต้โครงการ &#8220;Atoms for Peace&#8221; ได้ส่งมอบเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์วิจัยและยูเรเนียมเชื้อเพลิงให้แก่อิหร่าน ซึ่งก็คือพื้นฐานทางเทคนิคที่อิหร่านจะนำไปพัฒนาต่อยอดจนกลายเป็นปัญหานิวเคลียร์ที่โลกถกเถียงกันมาหลายทศวรรษ​</span></p>
<h3><b>ปี 2522 วันที่สัมพันธ์ขาดสะบั้น และไม่เคยเย็บกลับได้สนิท</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">วันที่ 4 พฤศจิกายน 2522 นักศึกษาอิหร่านกลุ่มหนึ่งบุกยึดสถานทูตสหรัฐฯ ในกรุงเตหะราน จับชาวอเมริกัน 66 คนเป็นตัวประกัน โดยมีเป้าหมายกดดันให้สหรัฐฯ ส่งตัวชาห์ที่หนีออกนอกประเทศกลับมาเพื่อรับการพิจารณาคดี ตัวประกัน 52 คนถูกกักขังนานถึง 444 วัน ก่อนจะได้รับการปล่อยตัวในวันที่ประธานาธิบดีเรแกนสาบานตนเข้ารับตำแหน่ง ตามข้อตกลง Algiers Accords ที่มีแอลจีเรียทำหน้าที่เป็นตัวกลาง​</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ตามข้อมูลจาก Council on Foreign Relations ผลจากวิกฤตครั้งนั้น สหรัฐฯ ตัดความสัมพันธ์ทางการทูตกับอิหร่านทันที คว่ำบาตรการนำเข้าน้ำมัน และอายัดสินทรัพย์อิหร่านในสหรัฐฯ ไว้เป็นมูลค่ามหาศาล นั่นคือจุดเริ่มต้นของ &#8220;ความเป็นปฏิปักษ์&#8221; ที่ยังคงดำเนินมาจนปัจจุบัน​</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากนี้ การปฏิวัติอิสลามในปีเดียวกันยังส่งผลให้อิหร่านหันมาสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธในภูมิภาคอย่างเป็นระบบ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มฮิซบอลลอฮ์ในเลบานอน กองกำลังชีอะห์ในอิรัก และกลุ่มฮูตีในเยเมน ซึ่งสหรัฐฯ มองว่าเป็นการใช้กลุ่มพร็อกซีขยายอิทธิพลคุกคามพันธมิตรในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะอิสราเอล​</span></p>
<h3><b>ปี 2545-2558  จากแกนแห่งความชั่วร้ายสู่ข้อตกลงที่ไม่มีวันราบรื่น</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ในปี 2545 ประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช ใช้คำว่า &#8220;แกนแห่งความชั่วร้าย&#8221; (Axis of Evil) กล่าวหาอิหร่าน อิรัก และเกาหลีเหนือต่อหน้ารัฐสภา จากนั้นโครงการนิวเคลียร์อิหร่านก็กลายเป็นประเด็นกลางของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และชุมชนโลกเริ่มคว่ำบาตรอิหร่านอย่างเข้มข้น ส่งผลต่อการส่งออกน้ำมันและเศรษฐกิจโดยรวม​</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">กระทั่งปี 2556-2558 ประธานาธิบดีบารัก โอบามา ริเริ่มเจรจากับอิหร่านจนบรรลุข้อตกลงนิวเคลียร์ที่เรียกว่า JCPOA (Joint Comprehensive Plan of Action) โดยอิหร่านตกลงจำกัดกิจกรรมนิวเคลียร์แลกกับการผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตร นักวิเคราะห์หลายคนมองว่า JCPOA คือหน้าต่างบานเดียวที่อาจนำไปสู่ความสัมพันธ์ปกติ แต่ ทว่าในปี 2561 ประธานาธิบดีทรัมป์ในสมัยแรกก็ถอนตัวออกจากข้อตกลงฉบับนี้อย่างสิ้นเชิง และประกาศกลับมาใช้มาตรการคว่ำบาตรสูงสุด (Maximum Pressure) กับอิหร่านอีกครั้ง</span></p>
<h3><b>ปี 2568-2569  สามรอบการเจรจาที่ล้มเหลว และชนวนสู่ Epic Fury</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ตามรายงานของ Army Recognition และ CSIS เส้นทางสู่ปฏิบัติการ Epic Fury เริ่มต้นอย่างเป็นรูปธรรมในกลางปี 2568 เมื่อสหรัฐฯ ร่วมกับอิสราเอลเปิดปฏิบัติการ &#8220;Midnight Hammer&#8221; โจมตีโรงงานนิวเคลียร์สำคัญ 3 แห่งของอิหร่านในเดือนมิถุนายน 2568 การโจมตีครั้งนั้นมีขอบเขตจำกัด แต่ก็เป็นสัญญาณชัดเจนว่าสหรัฐฯ เลือกสลับเกียร์จากการเจรจาสู่การใช้กำลัง​</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ถัดมา ระหว่างปลายปี 2568 ถึงต้นปี 2569 สหรัฐฯ และอิหร่านพยายามกลับมาที่โต๊ะเจรจาอีก 3 รอบ โดยมีประเด็นหลักคือ ระดับการเสริมสมรรถนะยูเรเนียม การจำกัดการใช้เครื่องหมุนเหวี่ยงขั้นสูง และการควบคุมขีปนาวุธพิสัยไกล ทั้ง 3 รอบ ล้มเหลวโดยไม่มีกรอบข้อตกลงใดออกมา เพราะฝ่ายอิหร่านปฏิเสธเงื่อนไขที่สามารถตรวจสอบได้อย่างอิสระ​</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จากนั้น ในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวสุนทรพจน์ State of the Union ต่อรัฐสภา กล่าวหาโดยตรงว่าอิหร่านกลับมาเร่งพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์อีกครั้ง และแจ้งเตือนว่าหากอิหร่านยังไม่ยอมละทิ้งเส้นทางนั้น สหรัฐฯ จะไม่รีรอ​</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เพียง 4 วันต่อมา วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 หลังจากอิหร่านยิงขีปนาวุธเข้าสู่ดินแดนอิสราเอล สหรัฐฯ และอิสราเอลก็เปิดฉากปฏิบัติการ Epic Fury ด้วยการโจมตีพร้อมกันในหลายมิติ ครอบคลุมศูนย์บัญชาการ คลังขีปนาวุธ โรงงานนิวเคลียร์ ระบบป้องกันภัยทางอากาศ และเป้าหมายที่อยู่ใกล้สำนักงานของ อยาตอลเลาะห์ คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่านอีกด้วย​</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ตามการวิเคราะห์ของ CSIS ปฏิบัติการครั้งนี้แตกต่างจากการโจมตีใดๆ ที่ผ่านมา เพราะไม่ใช่การตอบโต้เพียงครั้งเดียว แต่เป็นการออกแบบให้ &#8220;ทำลายเสาหลัก 4 ต้น&#8221; ของอำนาจยับยั้งของอิหร่านพร้อมกัน ได้แก่ อาวุธนิวเคลียร์ ขีปนาวุธ กองทัพเรือ และเครือข่ายพร็อกซีทั่วภูมิภาค</span></p>
<h3><b>สรุปเส้นเวลาสำคัญ  70 ปีสู่วันแตกหัก</b></h3>
<table>
<tbody>
<tr>
<td><span style="font-weight: 400;">ปี</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">เหตุการณ์สำคัญ</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">ผลที่ตามมา</span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="font-weight: 400;">2496</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">สหรัฐฯ และอังกฤษหนุนรัฐประหารโค่นนายกฯ มอซาดเดก</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">เพาะเมล็ดความไม่ไว้วางใจในหมู่ชาวอิหร่าน</span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="font-weight: 400;">2510</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">สหรัฐฯ มอบเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์วิจัยให้อิหร่าน</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">รากฐานทางเทคนิคของโครงการนิวเคลียร์อิหร่าน</span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="font-weight: 400;">2522</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">วิกฤตตัวประกัน 444 วัน และการปฏิวัติอิสลาม</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">ตัดความสัมพันธ์ทางการทูต คว่ำบาตรครั้งแรก</span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="font-weight: 400;">2545</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">บุชประกาศ &#8220;แกนแห่งความชั่วร้าย&#8221;</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">เพิ่มแรงกดดันโครงการนิวเคลียร์ คว่ำบาตรหนักขึ้น</span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="font-weight: 400;">2558</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">ข้อตกลง JCPOA ภายใต้โอบามา</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">ผ่อนคลายชั่วคราว แต่ไม่ยั่งยืน</span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="font-weight: 400;">2561</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">ทรัมป์ถอนตัวจาก JCPOA ประกาศ Maximum Pressure</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">อิหร่านกลับมาเสริมสมรรถนะยูเรเนียม</span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="font-weight: 400;">มิ.ย. 2568</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">ปฏิบัติการ Midnight Hammer โจมตีนิวเคลียร์อิหร่าน</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">สัญญาณว่าสหรัฐฯ พร้อมใช้กำลัง</span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="font-weight: 400;">ก.ย. 2568-ก.พ. 2569</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">การเจรจา 3 รอบล้มเหลว</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">ไม่มีกรอบข้อตกลงใดออกมา</span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="font-weight: 400;">28 ก.พ. 2569</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">ปฏิบัติการ Epic Fury เริ่มต้น</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">สงครามเต็มรูปแบบ</span></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><span style="font-weight: 400;">สรุปสงครามสหรัฐฯ อิหร่านในปี 2569 ไม่ได้เกิดจากเหตุการณ์เดี่ยวๆ แต่เป็นผลสะสมของความไม่ไว้วางใจและผลประโยชน์ที่ขัดกันมาตลอด 7 ทศวรรษ ซึ่งนักวิเคราะห์จาก Council on Foreign Relations บรรยายไว้ว่า &#8220;สหรัฐฯ และอิหร่านคือ &#8216;พันธมิตรในอดีต&#8217; ที่ความตึงเครียดพอกพูนขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าทุกรุ่นประธานาธิบดีนับตั้งแต่การปฏิวัติอิสลาม&#8221; และในที่สุด การสะสมนั้นก็ถึงจุดที่ไม่มีทางกลับแล้ว</span></p>
<h3><b>ผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก  เมื่อช่องแคบแคบที่สุดในโลก กลายเป็นจุดที่เศรษฐกิจโลกหายใจได้ยากที่สุด</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ในบรรดาผลกระทบทั้งหมดที่นักวิเคราะห์ประเมินจากปฏิบัติการ Epic Fury ไม่มีประเด็นใดที่ตลาดการเงินโลกจับตาอย่างใกล้ชิดเท่ากับสถานการณ์ของ ช่องแคบฮอร์มุซ เพราะนั่นคือเส้นเลือดหลักที่หล่อเลี้ยงพลังงานให้แก่เศรษฐกิจโลกมากว่าครึ่งศตวรรษ​</span></p>
<p><b>ช่องแคบกว้างเพียง 33 กิโลเมตร ที่น้ำมัน 20% ของโลกต้องผ่าน</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ช่องแคบฮอร์มุซ ตั้งอยู่ระหว่างอิหร่านและโอมาน มีความกว้างของตัวช่องแคบเพียงประมาณ 33–39 กิโลเมตรในจุดที่แคบที่สุด โดยเส้นทางเดินเรือที่ใช้งานได้จริงกว้างเพียงฝั่งละประมาณ 3 กิโลเมตรเท่านั้น ทว่าทุกวันมีน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมรวมกว่า 20 ล้านบาร์เรล ไหลผ่านจุดนี้ คิดเป็นประมาณ หนึ่งในห้า ของน้ำมันที่ซื้อขายในตลาดโลกทั้งหมด ไม่เพียงเท่านั้น น้ำมันดิบจากซาอุดีอาระเบีย อิรัก สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ คูเวต และกาตาร์ ซึ่งรวมกันมากกว่า 20 ล้านบาร์เรล ต่างต้องอาศัยเส้นทางนี้ในการส่งออกไปยังตลาดทั่วโลก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ด้วยเหตุนี้ การที่อิหร่านตั้งอยู่บนชายฝั่งด้านหนึ่งของช่องแคบ จึงทำให้อิหร่านมีขีดความสามารถในการรบกวนหรือปิดกั้นเส้นทางนี้ได้หลายรูปแบบ ทั้งการวางทุ่นระเบิด การส่งเรือโจมตีเร็ว ตลอดจนการใช้ขีปนาวุธต่อต้านเรือ ซึ่งนักวิเคราะห์จาก CSIS ระบุว่าในสถานการณ์ปัจจุบัน ความเสี่ยงของการรบกวนเส้นทางพลังงานสูงกว่าการสู้รบในปีที่ผ่านมาอย่างมีนัยสำคัญ​</span></p>
<p><b>ราคาน้ำมันจะไปได้ไกลแค่ไหน  ถอดมุมมองจากนักวิเคราะห์</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ก่อนปฏิบัติการ Epic Fury จะเริ่มต้น น้ำมันดิบ Brent ปิดตลาดที่ 72.48 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในวันศุกร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 ขณะที่น้ำมันดิบ WTI อยู่ที่ 62.02 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และในช่วงหลังปฏิบัติการ นักวิเคราะห์จาก Bloomberg ประเมินว่าราคา Brent น่าจะซื้อขายในช่วง 80-90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ตลอดสัปดาห์ จากการคำนวณค่าพรีเมียมความเสี่ยงสงครามที่เพิ่มขึ้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ตาม ระดับ 80-90 ดอลลาร์นั้นเป็นเพียงฉากทัศน์กลาง ในกรณีที่สถานการณ์ทวีความรุนแรง Robert McNally ประธานบริษัท Rapidan Energy Group ซึ่งแจ้งเตือนลูกค้าถึงโอกาสเกิดสงครามที่ 75% ล่วงหน้าก่อนหน้านี้ ให้ความเห็นว่า &#8220;นี่คือสถานการณ์ที่ร้ายแรงมากสำหรับตลาดน้ำมันและก๊าซโลก เพราะห่วงโซ่อุปทานพลังงานทั้งหมดขึ้นอยู่กับการผ่านช่องแคบฮอร์มุซ&#8221; และเสริมว่า &#8220;การปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างยาวนานจะนำไปสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้&#8221;​</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สอดคล้องกับ มุมมองของ Saul Kavonic หัวหน้าฝ่ายวิจัย MST Marquee ที่ประเมินว่าหากอิหร่านมองว่าตัวเองกำลังเผชิญภัยคุกคามต่อการดำรงอยู่ของระบอบ การพยายามปิดช่องแคบย่อมเป็นไปได้ และในกรณีนั้น ราคาน้ำมันจะพุ่งขึ้นอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน &#8220;นี่อาจเลวร้ายกว่าวิกฤตน้ำมันในทศวรรษ 1970 ถึงสามเท่า และอาจผลักราคาน้ำมันเข้าสู่สามหลักพร้อมกับราคา LNG ที่อาจกลับไปทำสถิติสูงสุดในปี 2565 อีกครั้ง&#8221; Kavonic กล่าว​</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในทางเดียวกัน Wood Mackenzie สถาบันวิเคราะห์พลังงานชั้นนำ ระบุว่าราคาน้ำมันอาจทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลหากการเดินเรือขนถ่ายน้ำมันผ่านช่องแคบไม่ได้รับการฟื้นฟูในเวลาอันสั้น โดยชี้ให้เห็นว่าปัญหาที่ซับซ้อนกว่าน้ำมันอิหร่านคือ &#8220;กำลังการผลิตสำรองของ OPEC+ ที่ปกติใช้รักษาเสถียรภาพตลาดโลกก็จะถูกตัดขาดพร้อมกัน ตราบเท่าที่ช่องแคบยังอยู่ในสภาวะวิกฤต&#8221;​</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากนั้น Goldman Sachs ยังระบุในรายงานของนักวิเคราะห์ว่า &#8220;ราคาน้ำมันอาจปรับขึ้นสูงกว่านี้อีกอย่างมีนัยสำคัญ หากตลาดต้องคำนวณค่าพรีเมียมสำหรับความเสี่ยงของการหยุดชะงักทางอุปทานที่ยาวนาน&#8221;​</span></p>
<p><b>ผลพวงต่อเงินเฟ้อโลก  เมื่อราคาน้ำมันบวกกับความกลัวไม่ใช่แค่ตัวเลข</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผลกระทบของสงครามสหรัฐฯ-อิหร่านต่อเศรษฐกิจโลกไม่ได้จำกัดอยู่แค่ราคาพลังงาน Hamad Hussain นักเศรษฐศาสตร์ด้านสินค้าโภคภัณฑ์และภูมิอากาศจาก Capital Economics อธิบายว่าราคาน้ำมันที่ปรับขึ้นในระดับสูงและค้างอยู่นานจะส่งแรงกดดันต่อเงินเฟ้อทั่วโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยประเมินไว้ชัดเจนว่า &#8220;หากราคาน้ำมันดิบไปอยู่ที่ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลและค้างอยู่นาน อัตราเงินเฟ้อโลกจะเพิ่มขึ้นอีก 0.60 เปอร์เซ็นต์&#8221; และยังเสริมว่าราคาก๊าซธรรมชาติก็จะถีบตัวสูงขึ้นตามมาด้วย​</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ตัวเลขดังกล่าวสอดคล้องกับ ผลสำรวจของ Reuters ที่รวบรวมมุมมองจากนักวิเคราะห์และนักเศรษฐศาสตร์ 34 คน ซึ่งระบุว่าหากความขัดแย้งยืดเยื้อและส่งผลต่อการผลิตน้ำมันในวงกว้าง ราคาน้ำมันอาจไปแตะ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล พร้อมกับแรงกดดันเงินเฟ้อโลกที่เพิ่มขึ้นอีก 0.6-0.7% ในขณะที่นักวิเคราะห์กลุ่มเดียวกันยังปรับเพิ่มประมาณการราคา Brent เฉลี่ยทั้งปี 2569 ขึ้นมาอยู่ที่ 63.85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จาก 62.02 ดอลลาร์ในเดือนมกราคม สะท้อนค่าพรีเมียมความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ตลาดได้รวมไว้แล้วอย่างน้อย 4-10 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ยิ่งไปกว่านั้น งานวิจัยของ World Bank พบว่าการปรับขึ้นของราคาน้ำมัน 10% จะดันเงินเฟ้อโลกเพิ่มขึ้น 0.35%% ภายในหนึ่งปี โดย World Bank ระบุว่าการปรับขึ้นของราคาน้ำมันเป็นปัจจัยเดี่ยวที่ส่งผลต่อความผันแปรของเงินเฟ้อโลกมากที่สุดในรอบ 50 ปีที่ผ่านมา ขณะที่ OECD ออกคำเตือนไว้แยกต่างหากว่าความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคผู้ผลิตน้ำมันอาจผลักดันให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่สูงกว่าที่ควรจะเป็นในช่วงที่เหลือของปี​</span></p>
<p><b>ภาวะ Stagflation กลับมา ธนาคารกลางในสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ความกังวลระดับลึกของนักเศรษฐศาสตร์ไม่ใช่แค่เรื่องราคาน้ำมันที่สูงขึ้น แต่คือการกลับมาของ &#8220;Stagflation&#8221; ซึ่งเป็นสภาวะที่เศรษฐกิจชะลอตัวในเวลาเดียวกับที่เงินเฟ้อพุ่งสูง ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่นโยบายการเงินแบบมาตรฐานจัดการได้ยากที่สุด บทวิเคราะห์ของ Policy Circle ซึ่งอ้างอิงข้อมูล IMF สรุปว่า โลกเข้าสู่ปี 2569 ด้วยการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงอยู่แล้วที่ 3.3% ตามประมาณการ IMF World Economic Outlook เดือนตุลาคม 2568 พร้อมกับภาระจากความขัดแย้งทางการค้าและความเปราะบางทางการคลัง และหากวิกฤตพลังงานซ้ำเติมเข้าไปอีก กระบวนการลดเงินเฟ้อที่ธนาคารกลางหลายแห่งพยายามรักษาไว้จะถูกรบกวนอย่างหนัก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สำหรับ IMF ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยกล่าวในงานแถลงข่าว World Economic Outlook ว่า &#8220;หากการส่งออกน้ำมันจากอิหร่านหรือจากภูมิภาคถูกรบกวน ผลกระทบต่อราคาน้ำมันและเงินเฟ้อจะเกิดขึ้นแน่นอน โดยเฉพาะในฉากทัศน์ที่เลวร้ายซึ่งการไหลเวียนของน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้รับผลกระทบด้วย นั่นจะนำมาซึ่งการปรับขึ้นของราคาน้ำมันที่รุนแรงกว่ามาก&#8221;​</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในมุมมองของ Andy Lipow แห่ง Lipow Oil Associates ซึ่งประเมินโอกาสการปิดช่องแคบฮอร์มุซทั้งหมดไว้ที่ 33% นั้น สถานการณ์เลวร้ายสุดคือการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานของซาอุดีอาระเบียตามมาด้วยการปิดช่องแคบ ซึ่งในกรณีนั้นราคาน้ำมันจะไปถึง 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และค่าน้ำมันเบนซินในสหรัฐฯ จะเพิ่มขึ้น 75 เซนต์ต่อแกลลอน ทันที พร้อมกับสัญญาณเงินเฟ้อที่จะกดดัน Fed ให้ไม่สามารถลดดอกเบี้ยได้ตามที่ตลาดคาดหวัง​</span></p>
<p><b>ผลกระทบต่อตลาดการเงินและห่วงโซ่อุปทานโลก</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกเหนือจากราคาพลังงาน Ali Vaez ผู้อำนวยการโครงการอิหร่านของ International Crisis Group อธิบายผลกระทบในระดับที่กว้างกว่าว่า &#8220;การปิดช่องแคบฮอร์มุซจะรบกวนน้ำมันราวหนึ่งในห้าของที่ซื้อขายในตลาดโลกในทันที ราคาจะไม่แค่ปรับขึ้น แต่จะพุ่งอย่างรุนแรงจากความกลัวเพียงอย่างเดียว และแรงสั่นสะเทือนนั้นจะไม่หยุดอยู่แค่ตลาดพลังงาน แต่จะกระชับสภาวะการเงิน เร่งเงินเฟ้อ และผลักเศรษฐกิจที่เปราะบางเข้าสู่ภาวะถดถอยภายในไม่กี่สัปดาห์&#8221;​</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้ ผลกระทบที่มักถูกมองข้าม คือ  ต้นทุนค่าขนส่งและค่าประกันภัยทางทะเล ซึ่ง Policy Circle ชี้ว่าจะพุ่งสูงขึ้นพร้อมกับราคาพลังงาน กดต้นทุนของภาคอุตสาหกรรมทั่วโลก และในท้ายที่สุด บทวิเคราะห์สรุปว่า &#8220;ผลกระทบจากสงครามสหรัฐฯ-อิหร่านหากยืดเยื้อ จะไม่ถูกจดจำเพียงแค่ในฐานะวิกฤตน้ำมัน แต่จะถูกจดจำในฐานะช่วงเวลาที่ภูมิรัฐศาสตร์เอาชนะเศรษฐศาสตร์อีกครั้งหนึ่ง&#8221;</span></p>
<h3><b>ตารางสรุปผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกตามฉากทัศน์ กลับ</b><b>เส้นทางข้างหน้าในอีก 90 วัน</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">Gunee Yildiz นักวิเคราะห์จาก Forbes ร่วมกับ Columbia Center on Energy Policy วิเคราะห์ไว้ 3 ฉากทัศน์สำหรับช่วง 90 วันข้างหน้า</span></p>
<table>
<tbody>
<tr>
<td><span style="font-weight: 400;">ตัวชี้วัด</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">ฉากทัศน์ A &#8211; หยุดยิงเร็ว</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">ฉากทัศน์ B &#8211; ขัดแย้งยืดเยื้อ</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">ฉากทัศน์ C &#8211; ปิดฮอร์มุซ</span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="font-weight: 400;">ราคา Brent ($/บาร์เรล)</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">80-90</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">100+</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">100-140+</span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="font-weight: 400;">ผลต่อเงินเฟ้อโลก</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">+0.2-0.35%</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">+0.6-0.7%</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">+1.0%+</span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="font-weight: 400;">ความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอย</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">ต่ำ</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">ปานกลาง</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">สูงมาก</span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="font-weight: 400;">ทิศทางอัตราดอกเบี้ย</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">ธนาคารกลางอาจลดได้ตามแผน</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">ชะลอการลดดอกเบี้ย</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">บังคับคงสูงเพื่อสู้เงินเฟ้อ</span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="font-weight: 400;">ค่าขนส่ง-ประกันทางเรือ</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">ปรับขึ้นเล็กน้อย</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">+50%</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">+100-140%</span></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><span style="font-weight: 400;">นักวิเคราะห์จาก International Institute for Strategic Studies (IISS) ตั้งข้อสังเกตก่อนการโจมตีว่า &#8220;หากระบอบรู้สึกว่าตัวเองกำลังจะล้ม ทำไมพวกเขาจะยับยั้งการตอบโต้?&#8221; &#8211; ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการตอบสนองของอิหร่านอาจสุดขีดกว่าที่คาด</span></p>
<h3><b>ราคาน้ำมันจะพุ่งไปแค่ไหน?</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ในช่วงสัปดาห์แรกของเดือนมีนาคม 2569 ไม่มีตัวเลขใดที่นักลงทุน นักธุรกิจ และประชาชนทั่วไปจับตามองมากกว่าราคาน้ำมัน เพราะราคาน้ำมันไม่ใช่แค่ตัวชี้วัดตลาดพลังงาน แต่เป็นสัญญาณเตือนภัยของทั้งระบบเศรษฐกิจโลก และในขณะนี้ สัญญาณนั้นกำลังส่งเสียงดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง​</span></p>
<p><b>ราคาน้ำมันอยู่ที่ไหน ก่อนสงครามจะเริ่ม</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เพื่อให้เห็นภาพการเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันอย่างชัดเจน จำเป็นต้องย้อนกลับไปดูจุดตั้งต้นก่อน ในวันศุกร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายก่อนปฏิบัติการ Epic Fury จะเริ่มขึ้น น้ำมันดิบ Brent ปิดตลาดที่ 72.48 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่น้ำมันดิบ WTI ของสหรัฐฯ ปิดที่ 62.02 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ทั้งสองตัวเลขนี้ปรับขึ้นมาแล้วกว่า 16-19% นับตั้งแต่ต้นปี 2569 เพราะตลาดรับรู้ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ล่วงหน้าผ่านค่าพรีเมียมสงครามราว 4-10 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ตามผลสำรวจของ Reuters จากนักเศรษฐศาสตร์และนักวิเคราะห์ 34 คน ทั่วโลก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ตาม ตัวเลขเหล่านั้นเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญในชั่วข้ามคืน เมื่อข่าวการเสียชีวิตของผู้นำสูงสุดอิหร่านและคำเตือนของเตหะรานต่อเรือสินค้าที่จะแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซแพร่กระจายออกไป โดยในเช้าวันที่ 2 มีนาคม 2569 ราคาน้ำมัน WTI พุ่งขึ้น กว่า 8% ในทันที ขณะที่ Brent กระโดดขึ้นเกือบ 10% และบริษัทขนส่งน้ำมันรายใหญ่หลายแห่งระงับการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ</span></p>
<p><b>ฉากทัศน์แรก เมื่อความขัดแย้งไม่ขยายวงกว้าง ราคาน้ำมันอยู่ที่ไหน</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ฉากทัศน์แรก ซึ่งนักวิเคราะห์จาก ING ประเมินไว้อย่างชัดเจนว่ามีโอกาสเกิดขึ้นสูงที่สุดในระยะสั้น คือสถานการณ์ที่การสู้รบจำกัดอยู่เฉพาะในอิหร่านและช่องแคบฮอร์มุซยังเปิดใช้งานได้ ในกรณีนี้ ING ระบุในรายงานว่า &#8220;ICE Brent จะปรับขึ้นสู่ช่วง 80-90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลทันที โดยมีความเสี่ยงด้านบนที่จะไต่ขึ้นสู่ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หากสถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย&#8221; ตัวเลขนี้สอดคล้องกับการประเมินของ Bloomberg NEF (BNEF) ที่ระบุไว้ก่อนหน้าในเดือนมกราคม 2569 ว่าหากการส่งออกน้ำมันอิหร่านถูกตัดออกจากตลาดโลก ราคา Brent อาจปรับขึ้นสู่ระดับ 91 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในช่วงปลายปี 2569</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในทำนองเดียวกัน Nikhil Parmar นักวิเคราะห์พลังงานอาวุโสที่ติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด ให้ความเห็นว่า &#8220;เราคาดว่าราคาน้ำมันจะเปิดตลาดใกล้เคียง 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลอย่างมีนัยสำคัญ และอาจทะลุตัวเลขนั้นหากการปิดกั้นช่องแคบยังดำเนินต่อไป&#8221; ขณะที่ Helima Croft นักวิเคราะห์จาก RBC Capital Markets รายงานว่าผู้นำหลายรายในตะวันออกกลางได้เตือนเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ โดยตรงว่าหากการโจมตีอิหร่านขยายวงกว้าง ราคาน้ำมันโลกจะแตะ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งนักวิเคราะห์จาก Barclays ก็ประเมินทิศทางในแนวทางเดียวกัน​</span></p>
<p><b>ฉากทัศน์ที่สอง เมื่อสงครามยืดเยื้อ เพดานราคาอยู่ที่ 100-120 ดอลลาร์</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากความขัดแย้งสหรัฐฯ-อิหร่านไม่ยุติลงใน 2-3 สัปดาห์แรก แต่ยืดเยื้อออกไปเป็นเดือน การคำนวณของตลาดจะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS ซึ่งติดตามผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างใกล้ชิด ประเมินว่าหากการรบส่งผลต่อการผลิตน้ำมันในภูมิภาคตะวันออกกลางในวงกว้าง ราคาน้ำมันโลกจะปรับขึ้น 20-100% จากระดับปัจจุบัน ทันที ซึ่งหมายความว่าราคา Brent มีโอกาสอยู่ในช่วง 87-145 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรง​</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากนี้ รายงานของ ไทยออยล์ ระบุว่าปัจจัยที่ผลักดันราคาน้ำมันในสถานการณ์นี้ไม่ใช่แค่อุปทานที่หายไป แต่รวมถึง &#8220;ความกลัวของตลาดที่ซื้อขายล่วงหน้าบนพื้นฐานของความไม่แน่นอน ซึ่งในหลายครั้งทำให้ราคาขึ้นเร็วกว่าปัจจัยพื้นฐานจริงๆ&#8221; สอดคล้องกับมุมมองของ Trafigura Group บริษัทค้าสินค้าโภคภัณฑ์ระดับโลก ซึ่งให้สัมภาษณ์กับ Bloomberg ว่าสถานการณ์ในอิหร่านถือเป็น &#8220;Upside Risk&#8221; ที่สำคัญที่สุดต่อทิศทางราคาน้ำมันในช่วงที่เหลือของปี 2569​</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้ ไทยรายงานภาคสนามตรงจากตลาดน้ำมันเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2569 ระบุว่าราคา Brent ไต่ขึ้นไปสัมผัสระดับ 92 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังข่าวการเสียชีวิตของผู้นำสูงสุดอิหร่านเผยแพร่ออกไป และนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าหากสถานการณ์ไม่คลี่คลาย ราคาน้ำมันอาจทะยานขึ้นสู่ระดับ 100-120 ดอลลาร์ ในระยะอันใกล้​</span></p>
<p><b>ฉากทัศน์สุดท้าย กรณีเลวร้ายที่สุด ช่องแคบปิด ราคาทะลุ 140 ดอลลาร์</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ฉากทัศน์ที่ตลาดกำลังหวาดกลัวมากที่สุดคือสถานการณ์ที่อิหร่านตัดสินใจปิดช่องแคบฮอร์มุซโดยสมบูรณ์ ซึ่ง Andy Lipow ประธานบริษัท Lipow Oil Associates ประเมินความน่าจะเป็นของฉากทัศน์นี้ไว้ที่ 33% หากอิหร่านรู้สึกว่าตนเองถูกตีจนมุมจนไม่มีทางถอย ในกรณีนั้น ING ระบุไว้ตรงๆ ว่า &#8220;ราคาน้ำมันจะไปถึง 140 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในฐานะ Worst-Case Scenario&#8221;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ยิ่งไปกว่านั้น การปิดช่องแคบฮอร์มุซจะไม่กระทบเฉพาะน้ำมันดิบเท่านั้น ING ยังชี้ให้เห็นว่าก๊าซธรรมชาติ LNG จากกาตาร์ซึ่งขนส่งผ่านช่องแคบเดียวกัน จะได้รับผลกระทบพร้อมกัน โดยราคาก๊าซธรรมชาติในยุโรป TTF อาจพุ่งขึ้นสู่ระดับ 80-100 ยูโรต่อ MWh หรือเทียบเท่า 28-35 ดอลลาร์ต่อ MMBtu ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมและค่าครองชีพในยุโรปอย่างรุนแรงอีกด้วย​</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ตาม มีปัจจัยหนึ่งที่ยังคงเป็นตัวกันชนสำคัญ คือกำลังการผลิตสำรองของ OPEC+ ที่ยังมีอยู่บ้าง แต่ นักวิเคราะห์จาก Wood Mackenzie เตือนว่ากำลังสำรองส่วนใหญ่อยู่ในประเทศที่ต้องขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซเช่นกัน ดังนั้นหากช่องแคบถูกปิด กำลังสำรองเหล่านั้นก็จะถูกตัดขาดออกจากตลาดโลกพร้อมกันไปด้วย</span></p>
<h3><b>ตารางสรุปประมาณการราคาน้ำมันจากสถาบันชั้นนำ</b></h3>
<table>
<tbody>
<tr>
<td><span style="font-weight: 400;">สถาบัน/นักวิเคราะห์</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">ฉากทัศน์</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">ราคาน้ำมันที่คาดการณ์</span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="font-weight: 400;">ING</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">ฉากทัศน์ปกติ</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">Brent $80-90/บาร์เรล</span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="font-weight: 400;">ING</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">ฉากทัศน์เลวร้าย</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">Brent ทะลุ $140/บาร์เรล</span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="font-weight: 400;">Nikhil Parmar</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">ฮอร์มุซปิดยืดเยื้อ</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">WTI ทะลุ $100/บาร์เรล</span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="font-weight: 400;">Helima Croft, RBC</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">ขัดแย้งยืดเยื้อ</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">เกิน $100/บาร์เรลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้</span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="font-weight: 400;">Barclays</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">ขัดแย้งยืดเยื้อ</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">แนวโน้มเดียวกับ RBC</span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="font-weight: 400;">Bloomberg NEF</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">อิหร่านหยุดส่งออก</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">Brent $91/บาร์เรล ช่วงปลายปี 2569</span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="font-weight: 400;">Krungthai COMPASS</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">ฮอร์มุซถูกกระทบ</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">ราคาน้ำมันโลก +20-100%</span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="font-weight: 400;">Reuters Poll (34 คน)</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">ค่าเฉลี่ยทั้งปี 2569</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">Brent เฉลี่ย $63.85/บาร์เรล</span></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h3><b>ผลกระทบต่อราคาน้ำมันในประเทศไทย</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">สำหรับประชาชนและภาคธุรกิจในไทย ราคาน้ำมันโลกที่เปลี่ยนแปลงส่งผ่านเข้ามาในชีวิตประจำวันผ่านกลไกหลายช่องทาง ทั้งต้นทุนการขนส่งสินค้า ราคาพลังงานในภาคอุตสาหกรรม และราคาน้ำมันหน้าปั๊มโดยตรง ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS ชี้ว่าหากราคาน้ำมันโลกปรับขึ้นสู่ระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ต้นทุนพลังงานของไทยจะสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และจะกดดันเงินเฟ้อในประเทศให้ปรับขึ้นตาม​</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในแง่ภาพรวม ผลกระทบต่อราคาน้ำมันในไทยขึ้นอยู่กับ 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ ระยะเวลาของความขัดแย้ง การตัดสินใจของอิหร่านเกี่ยวกับช่องแคบฮอร์มุซ และปฏิกิริยาของ OPEC+ ต่อสภาวะตลาด ซึ่งในทุกฉากทัศน์ สัญญาณชัดเจนที่สุดในขณะนี้คือ ความไม่แน่นอนของราคาพลังงานจะเป็นความจริงที่ภาคธุรกิจไทยต้องรับมือไปอีกอย่างน้อยหลายสัปดาห์</span></p>
<h2><b>ทองคำจะทะลุแสนบาทในปี 2569 หรือไม่?</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ก่อนปฏิบัติการ Epic Fury จะเริ่มขึ้นในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ราคาทองคำโลกปรับขึ้นมาแล้ว 22% นับตั้งแต่ต้นปี ซึ่งนับรวมกับการพุ่งขึ้น 64% ตลอดปี 2568 ที่ผ่านมา ราคาทองคำในช่วงนี้จึงอยู่ในระดับที่ไม่เคยมีใครเห็นมาก่อนในประวัติศาสตร์ตลาดทองคำ และทันทีที่ข่าวการโจมตีอิหร่านแพร่กระจายออกไป ราคาทองคำโลกก็ทะลุ 5,300 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เป็นครั้งแรกในทันที</span></p>
<p><b>ทำไมทองคำจึงขึ้นในยามสงคราม &#8211; กลไกที่ทำงานมาทุกยุคทุกสมัย</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เพื่อให้เข้าใจว่าทำไมราคาทองคำจึงปรับขึ้นได้รวดเร็วและรุนแรงเช่นนี้ จำเป็นต้องทำความเข้าใจกลไกพื้นฐานก่อน ทองคำทำหน้าที่เป็น &#8220;สินทรัพย์หลบภัย&#8221; หรือ Safe-Haven Asset มาอย่างยาวนาน เมื่อความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์สูงขึ้น นักลงทุนทั่วโลกจะเทขายสินทรัพย์เสี่ยง เช่น หุ้นและสกุลเงินของประเทศตลาดเกิดใหม่ แล้วโยกเงินเข้าหาทองคำ​</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ข้อมูลเชิงสถิติ จาก Intellectia.ai ซึ่งศึกษาพฤติกรรมราคาทองคำในช่วงสงครามใหญ่ 15 ครั้งในรอบ 50 ปีที่ผ่านมา ชี้ว่าโดยเฉลี่ยแล้ว ราคาทองคำปรับขึ้น 0.30% ในสัปดาห์แรกของความขัดแย้ง และเพิ่มขึ้นรวม 8.98% ตลอด 12 เดือนหลังจากนั้น แต่ การขัดแย้งสหรัฐฯ-อิหร่านในครั้งนี้มีตัวแปรที่ทำให้สถิติดังกล่าวน่าจะถูกทำลาย เพราะนี่คือสงครามระหว่างมหาอำนาจและประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ พร้อมด้วยความเสี่ยงที่จะลุกลามออกไปในภูมิภาค​</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากนี้ Kyle Rodda นักวิเคราะห์ตลาดอาวุโสจาก Capital.com ให้ความเห็นต่อ CNBC ว่า &#8220;ในสถานการณ์ที่ผ่านมาของความขัดแย้งนี้ ทั้งสองฝ่ายมีแรงจูงใจอย่างมีนัยสำคัญที่จะยกระดับความรุนแรงให้สูงขึ้นไปอีก ซึ่งก่อให้เกิดความเสี่ยงของสภาวะที่วุ่นวายและไม่มีเสถียรภาพที่อาจยืดเยื้อเกินกว่าแค่ไม่กี่วัน และนั่นทำให้แนวโน้มของทองคำอยู่ในทิศทางบวกอย่างชัดเจน&#8221;​</span></p>
<p><b>มุมมองนักวิเคราะห์ต่างประเทศ &#8211; ธนาคารโลกและสถาบันการเงินวางเป้าไว้ที่ไหน</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในระดับสากล สถาบันการเงินชั้นนำหลายแห่งได้ปรับเป้าหมายราคาทองคำขึ้นมาก่อนหน้าการสู้รบจะเริ่มต้น และตัวเลขเหล่านั้นดูจะอนุรักษ์นิยมเกินไปแล้วในขณะนี้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">J.P. Morgan ปรับขึ้นเป้าหมายราคาทองคำระยะยาว 15% ก่อนหน้าปฏิบัติการ Epic Fury โดยคาดการณ์ว่าราคาทองคำจะแตะ 6,300 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ภายในสิ้นปี 2569 โดยอ้างแรงซื้อจากธนาคารกลางทั่วโลกและความต้องการจากนักลงทุนสถาบันที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่วน Bank of America ก็ยืนยันในสัปดาห์เดียวกันว่าราคาทองคำมีโอกาสเข้าใกล้ระดับ 6,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เช่นกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในทำนองเดียวกัน UBS ระบุในรายงานว่าปัจจัยเสี่ยงด้านขาลงสำหรับทองคำคือ Fed ที่ยังคงนโยบายเข้มงวด ในขณะที่ปัจจัยขาขึ้นคือการทวีความรุนแรงของความไม่สงบทางภูมิรัฐศาสตร์ &#8211; และสถานการณ์ปัจจุบันกำลังเดินเข้าหาปัจจัยขาขึ้นนั้นโดยตรง FX Leaders วิเคราะห์เพิ่มเติมว่าหลังปฏิบัติการ Epic Fury ราคาทองคำขณะนี้อยู่เหนือ 5,350 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และกำลังมุ่งหน้าทำสถิติใหม่อีกครั้ง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ตาม ยังมีเสียงที่ระมัดระวังกว่า ผลสำรวจของ Financial Times จากนักวิเคราะห์ 11 คน ให้เป้าหมายฉันทามติที่ 4,610 ดอลลาร์ต่อออนซ์ สำหรับปี 2569 ซึ่งต่ำกว่าระดับปัจจุบันอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนให้เห็นว่านักวิเคราะห์กลุ่มนี้เชื่อว่าตลาดกำลังตอบสนองต่อความกลัวในระยะสั้นมากกว่าพื้นฐานระยะยาว ความเห็นที่แตกต่างกันนี้เองคือสิ่งที่ทำให้ราคาทองคำในช่วงนี้มีความผันผวนสูงมาก​</span></p>
<p><b>กรณีเลวร้ายสุด &#8211; ราคาทองไปถึง 8,000 &#8211; 8,500 ดอลลาร์ได้อย่างไร</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ตัวเลข 8,000-8,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งฟังดูไกลจากความเป็นจริงในช่วงต้นปี ปัจจุบันถูกนำมาพูดถึงในหมู่นักวิเคราะห์ด้านภูมิรัฐศาสตร์อย่างจริงจัง Intellectia.ai อธิบายว่าในกรณีที่ความขัดแย้งขยายตัวออกนอกอิหร่าน ไม่ว่าจะเป็นการดึงประเทศในภูมิภาคเข้ามาเกี่ยวข้อง การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงานของซาอุดีอาระเบีย หรือการที่มหาอำนาจอื่นเลือกข้าง ตลาดจะเผชิญกับภาวะที่ Safe-Haven Demand ทะลักเข้าหาทองคำในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในยุคสมัยใหม่​</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในสถานการณ์ดังกล่าว ทองคำจะไม่ได้ปรับขึ้นเพียงเพราะนักลงทุนรายย่อยแห่ซื้อ แต่เพราะธนาคารกลางหลายแห่งจะเร่งสะสมทองคำเพื่อป้องกันสกุลเงินของตนเอง ซึ่งตรงกับแนวโน้มที่ World Gold Council บันทึกไว้ว่าธนาคารกลางทั่วโลกซื้อทองคำสะสมสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ถึง 1,136 ตัน ในปี 2565 และยังคงซื้ออย่างต่อเนื่องในปี 2568-2569​</span></p>
<h3><b> ตารางสรุปเป้าหมายราคาทองคำจากนักวิเคราะห์หลักในปี 2569</b></h3>
<table>
<tbody>
<tr>
<td><span style="font-weight: 400;">สถาบัน/นักวิเคราะห์</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">เป้าหมายราคาทองคำ ($/ออนซ์)</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">เงื่อนไข</span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="font-weight: 400;">J.P. Morgan</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">6,300</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">ภายในสิ้นปี 2569 ในฐานะเป้าหมายปกติ</span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="font-weight: 400;">Bank of America</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">ใกล้ 6,000</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">ยืนยันพร้อม J.P. Morgan</span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="font-weight: 400;">UBS</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">6,000-7,200</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">กรณีที่ภูมิรัฐศาสตร์ตึงเครียดต่อเนื่อง</span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="font-weight: 400;">MTS Gold (แม่ทองสุก)</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">7,000</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">หากสงครามสหรัฐฯ-อิหร่านยืดเยื้อ</span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="font-weight: 400;">FX Leaders</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">5,500-6,000</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">หากความขัดแย้งขยายตัว</span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="font-weight: 400;">Intellectia.ai</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">8,000-8,500</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">กรณีสงครามลามออกนอกภูมิภาค</span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="font-weight: 400;">FT Survey </span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">4,610</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">คาดการณ์ฉันทามติอนุรักษ์นิยม</span></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h3><b>เศรษฐกิจไทยจะเป็นอย่างไร?  ทำไมแม้ไม่ได้อยู่ในสงคราม แต่เศรษฐกิจไทยก็ไม่ได้อยู่ห่างจากมันมากนัก</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ประเทศไทยไม่มีส่วนเกี่ยวข้องทางทหารกับความขัดแย้งสหรัฐฯ-อิหร่านแม้แต่น้อย ทว่าโครงสร้างเศรษฐกิจของไทยกลับทำให้ประเทศนี้มีความเสี่ยงต่อผลพวงของสงครามมากกว่าที่หลายคนคาดไว้ เพราะไทยนำเข้าน้ำมันดิบมากกว่า 80% ของความต้องการใช้ทั้งประเทศ และมูลค่าการส่งออกคิดเป็น เกือบ 60% ของ GDP ทำให้ทั้งราคาพลังงานและการค้าระหว่างประเทศกลายเป็นตัวแปรที่ผู้กำหนดนโยบายต้องเฝ้าระวังอย่างเร่งด่วนตั้งแต่บัดนี้​</span></p>
<p><b>Economic War Room &#8211; เมื่อรัฐบาลไทยตัดสินใจตั้งรับ</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทันทีที่ข่าวปฏิบัติการ Epic Fury แพร่กระจายออกไปในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ออกคำสั่งให้จัดตั้ง &#8220;ศูนย์ติดตามและประเมินสถานการณ์ทางเศรษฐกิจจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง&#8221; หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า Economic War Room โดยมีสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เป็นหน่วยงานประสานงานหลัก ร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ภารกิจหลัก ของ Economic War Room ครอบคลุมการติดตามใกล้ชิดใน 3 มิติ ได้แก่ ราคาน้ำมันและต้นทุนพลังงาน อัตราเงินเฟ้อและค่าครองชีพ และความเคลื่อนไหวของตลาดเงิน-ค่าเงินบาท โดยนายเอกนิติระบุว่า &#8220;พื้นฐานเศรษฐกิจไทยยังมีเสถียรภาพและความแข็งแกร่งเพียงพอ ประกอบกับภาคการคลังยังมีความยืดหยุ่นและมีขีดความสามารถในการรองรับความเสี่ยงจากความผันผวนภายนอก&#8221; พร้อมสั่งการให้เตรียมมาตรการช่วยเหลือผู้ส่งออกและผู้นำเข้าที่จะได้รับผลกระทบไว้ล่วงหน้า​</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในวันเดียวกัน กระทรวงพลังงานประกาศผ่านโฆษก นายวีรพัฒน์ เกียรติเฟื่องฟู รองปลัดกระทรวงพลังงาน ว่าไทยมีปริมาณน้ำมันสำรองรวมกันเพียงพอสำหรับการใช้งาน 61 วัน และมีแผนฉุกเฉินรองรับในกรณีที่ช่องแคบฮอร์มุซเกิดการหยุดชะงัก เพื่อยืนยันว่าประเทศจะไม่เผชิญปัญหาขาดแคลนน้ำมันในระยะเร่งด่วน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากนี้ นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ระบุว่าสภาพัฒน์ฯ กำลังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะผลกระทบต่อราคาน้ำมัน เนื่องจากอิหร่านเป็นผู้ส่งออกน้ำมันสำคัญในตลาดโลก และพร้อมปรับประมาณการเศรษฐกิจใหม่หากสถานการณ์เปลี่ยนแปลงในทิศทางที่รุนแรงขึ้น​</span></p>
<p><b>ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช &#8211; นักวิชาการที่ประเมินตัวเลขไว้ชัดเจนที่สุด</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การประเมินผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยที่มีรายละเอียดและตัวเลขชัดเจนที่สุด มาจาก ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศและอาเซียน เผยว่าหากความขัดแย้งสหรัฐฯ-อิหร่านยืดเยื้อออกไป 1-3 เดือน ผลกระทบต่อการส่งออกไทยจะประเมินได้ดังนี้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในปี 2568 ที่ผ่านมา ไทยส่งออกสินค้าไปยังอิหร่าน 4,000 ล้านบาท และไปยังตะวันออกกลาง 16 ประเทศรวมมูลค่า 400,000 ล้านบาท หากสงครามส่งผลให้เส้นทางการค้าหยุดชะงัก ไทยอาจสูญเสียรายได้จากการส่งออกไปตะวันออกกลาง 10,000-60,000 ล้านบาท คิดเป็น 0.1-0.6% ของมูลค่าส่งออกทั้งหมดไปโลก หรือ 2.5-15% ของมูลค่าส่งออกไปตะวันออกกลาง​</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากผลต่อการส่งออกโดยตรง ดร.อัทธ์ยังชี้ให้เห็นว่าไทยจะได้รับผลกระทบจากค่าขนส่งและค่าประกันภัยระหว่างประเทศที่คาดว่าจะปรับขึ้น 50-140% เนื่องจากเส้นทางการขนส่งสินค้าจากเอเชียและอาเซียนไปยังยุโรปจะต้องเปลี่ยนเส้นทาง วนอ้อมแหลมกู๊ดโฮปแทนการแล่นผ่านคลองสุเอซ ทำให้ระยะทางและเวลาในการขนส่งเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ​</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ยิ่งไปกว่านั้น ดร.อัทธ์ได้ให้คำแนะนำเชิงนโยบายที่ชัดเจน 3 ประการ ได้แก่ ประการแรก ผู้ส่งออกไทยควรประเมินความเสี่ยงของเส้นทางขนส่งไปยังยุโรปและเปรียบเทียบต้นทุนการขนส่งระหว่างเส้นทางต่างๆ ล่วงหน้า ประการที่สอง ผู้ประกอบการต้องวิเคราะห์ผลกระทบของราคาน้ำมันที่ผันผวนต่อต้นทุนรวมของบริษัทอย่างรอบด้าน และประการที่สาม รัฐบาลไทยต้องติดตามและดูแลค่าเงินบาทอย่างใกล้ชิดภายใต้สถานการณ์สงคราม​</span></p>
<p><b>สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย &#8211; เสียงจากภาคเอกชน</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในฝั่งภาคเอกชน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ออกแถลงการณ์ว่ามีความกังวลอย่างมากต่อผลกระทบของสงครามสหรัฐฯ-อิหร่านต่อเศรษฐกิจไทย โดยระบุว่าภาคอุตสาหกรรมไทยจะเผชิญแรงกดดันจาก 2 ทิศทางพร้อมกัน ทั้งต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นและการชะงักงันของห่วงโซ่อุปทาน​</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้ ส.อ.ท.เน้นย้ำว่ากลุ่มอุตสาหกรรมที่เปราะบางที่สุดในสถานการณ์นี้คือภาคการผลิตที่ใช้พลังงานสูง เช่น ปิโตรเคมี เหล็ก ซีเมนต์ และอุตสาหกรรมอาหารแปรรูปเพื่อการส่งออก รวมถึงภาคโลจิสติกส์ที่ต้นทุนการดำเนินงานจะปรับขึ้นโดยตรงจากราคาน้ำมันและค่าขนส่งทางเรือ​</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อีกทั้ง สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) ให้ข้อมูลเสริมว่าหากช่องแคบฮอร์มุซถูกปิด ราคาน้ำมันดิบจะพุ่งขึ้นสู่ระดับ 100-130 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งจะกระทบต้นทุนพลังงานและต้นทุนนำเข้าของไทยอย่างหนัก และอาจดันดุลการค้าให้เอียงในทิศทางที่ไม่เป็นผลดีต่อฝ่ายไทย​</span></p>
<p><b>6 ด้านที่เศรษฐกิจไทยต้องเฝ้าระวัง</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผลการประเมินเบื้องต้นจาก Economic War Room ซึ่งกระทรวงการคลังเปิดเผยผ่านสื่อมวลชน สรุปผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจไทยไว้ 6 ด้าน ดังนี้</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ด้านที่ 1 &#8211; ราคาพลังงาน: น้ำมันที่แพงขึ้นส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนการผลิตทุกภาคส่วน ตั้งแต่เกษตรกรรม อุตสาหกรรม ไปจนถึงภาคบริการและการขนส่ง</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ด้านที่ 2 &#8211; การส่งออก: ตลาดตะวันออกกลางซึ่งมีมูลค่ากว่า 400,000 ล้านบาทต่อปีมีความเสี่ยงหดตัว โดยเฉพาะสินค้าส่งออกหลักของไทยอย่างรถยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และสินค้าเกษตรแปรรูป</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ด้านที่ 3 &#8211; อัตราเงินเฟ้อ: แรงกดดันด้านต้นทุนพลังงานและค่าขนส่งจะส่งผ่านมาสู่ราคาสินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งอาจบั่นทอนกำลังซื้อของประชาชนและชะลอการฟื้นตัวของเศรษฐกิจภายในประเทศ</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ด้านที่ 4 &#8211; ค่าเงินบาท: ดอลลาร์สหรัฐฯ มีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นในช่วงที่นักลงทุนหันมาถือสินทรัพย์ปลอดภัย การแข็งค่าของดอลลาร์ย่อมส่งผลทั้งทางบวกและทางลบต่อค่าเงินบาท โดยหากบาทอ่อน ต้นทุนการนำเข้าน้ำมันจะสูงขึ้นไปอีก</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ด้านที่ 5 &#8211; ตลาดทุน: ในภาวะที่นักลงทุนระหว่างประเทศเทขายสินทรัพย์เสี่ยงและเคลื่อนเงินไปหาทองคำและพันธบัตรสหรัฐฯ ตลาดหุ้นไทยและตลาดหุ้นในกลุ่มตลาดเกิดใหม่จะเผชิญแรงขายจากต่างชาติ</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ด้านที่ 6 &#8211; แรงงานไทยในตะวันออกกลาง: ปัจจุบันมีแรงงานไทยทำงานในอิสราเอลและประเทศตะวันออกกลางอื่นๆ ซึ่งหากสถานการณ์รุนแรงขึ้น ความปลอดภัยและการส่งกลับประเทศจะกลายเป็นโจทย์เร่งด่วนที่ภาครัฐต้องจัดการควบคู่กัน​</span></li>
</ul>
<p><b>KAsset แนะกลยุทธ์สำหรับนักลงทุนไทย</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ธนาคารกสิกรไทย (KAsset) ออกบทวิเคราะห์สำหรับนักลงทุนระบุว่าในช่วงที่ความผันผวนจากสงครามสหรัฐฯ-อิหร่านยังคงอยู่ การกระจายพอร์ตเข้าสู่ กองทุนผสมและตราสารหนี้ ยังเป็นทางเลือกที่ช่วยลดความเสี่ยงได้ดีที่สุดในระยะสั้น พร้อมแนะให้จับตาตลาดหุ้นสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิดเนื่องจากความผันผวนจากสงครามจะส่งผลต่อตลาดทุนทั่วโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้​</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในทำนองเดียวกัน Thailand Business News สรุปว่าโอกาสที่ซ่อนอยู่ในวิกฤตครั้งนี้สำหรับไทยคือการเร่งลงทุนในพลังงานทดแทนเพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันนำเข้า และการใช้จุดยืนที่เป็นกลางทางการทูตของไทยในการรักษาความสัมพันธ์ทางการค้ากับทุกฝ่ายในตะวันออกกลาง ซึ่งอาจช่วยชดเชยรายได้ที่หายไปในระยะยาว</span></p>
<h3><b>ตารางสรุปผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยตามระดับความรุนแรง</b></h3>
<table>
<tbody>
<tr>
<td><span style="font-weight: 400;">ตัวชี้วัด</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">ผลกระทบระดับต่ำ (หยุดยิงเร็ว)</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">ผลกระทบระดับกลาง (1-3 เดือน)</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">ผลกระทบระดับสูง (ปิดฮอร์มุซ)</span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="font-weight: 400;">มูลค่าส่งออกที่หายไป</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">ต่ำกว่า 10,000 ล้านบาท</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">10,000 &#8211; 60,000 ล้านบาท</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">มากกว่า 60,000 ล้านบาท</span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="font-weight: 400;">ต้นทุนพลังงาน</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">เพิ่มขึ้นเล็กน้อย</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">พุ่งสูงรุนแรง</span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="font-weight: 400;">ค่าขนส่งและประกันภัย</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">คงที่-เพิ่มขึ้นเล็กน้อย</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">+50 &#8211; 140%</span><span style="font-weight: 400;">!</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">+100 &#8211; 200%</span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="font-weight: 400;">อัตราเงินเฟ้อไทย</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">ใกล้เคียงเดิม</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">กดดันขาขึ้น</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">เร่งตัวขึ้นอย่างชัดเจน</span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="font-weight: 400;">ค่าเงินบาท</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">ผันผวนระยะสั้น</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">อ่อนค่าตามดอลลาร์แข็ง</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">ผันผวนสูงมาก</span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="font-weight: 400;">ตลาดหุ้นไทย</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">ผันผวนชั่วคราว</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">แรงขายจากต่างชาติ</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">เสี่ยงร่วงแรง</span></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h3><b>บทสรุป ไม่ว่าสงครามจะจบแบบใดแต่คนที่เตรียมตัวล่วงหน้าย่อมได้เปรียบเสมอ</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">สงครามสหรัฐฯ–อิหร่านในปี 2569 ได้เปิดบทเรียนสำคัญที่นักลงทุนและภาคเอกชนไทยควรทำความเข้าใจให้ถ่องแท้ บทเรียนนั้นไม่ใช่เรื่องการคาดเดาว่าสงครามจะจบเมื่อไหร่ แต่คือการยอมรับว่า ความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ไม่ใช่เหตุการณ์ชั่วคราวอีกต่อไป แต่กลายเป็นสภาพแวดล้อมถาวรที่ทุกคนต้องเรียนรู้ที่จะดำรงชีวิตและลงทุนอยู่ภายใน</span></p>
<h2><b>สัญญาณเตือนที่ตลาดไทยรับรู้แล้วในวันนี้</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">วันที่ 2 มีนาคม 2569 ซึ่งเป็นวันทำการแรกหลังปฏิบัติการ Epic Fury ปะทุขึ้น ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) เปิดตลาดด้วยการร่วงลงกว่า 30 จุด หลุดระดับ 1,500 จุดทันที ท่ามกลางแรงกดดันจากการเทขายสินทรัพย์เสี่ยงของนักลงทุนต่างชาติ บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ (INVX) ประเมินว่าหากสงครามขยายเป็นวงกว้างและยืดเยื้อ ดัชนี SET อาจปรับตัวลดลงมากกว่า 50 จุด หรือคิดเป็น -3% หรือมากกว่านั้น ในขณะที่กรณีที่การโจมตีอยู่ในวงจำกัดและยุติเร็ว SET น่าจะปรับตัวลดลงเพียง -15 ถึง -30 จุด เท่านั้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ตาม สถานการณ์นี้ไม่ได้มีเพียงด้านที่น่ากังวล บริษัทหลักทรัพย์ INVX ยังระบุว่าภาวะ Risk-off ที่เกิดขึ้นจะผลักดันเงินทุนไหลเข้าสินทรัพย์ปลอดภัย ทำให้ USD แข็งค่า Bond Yield ปรับลง และที่สำคัญคือ ราคาทองคำและโลหะเงินจะปรับขึ้นพร้อมกัน โดย INVX วางเป้าหมายราคาทองคำไว้ที่ 5,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และแนะนำเข้าลงทุนผ่านกองทุน K-GOLD-A(A) หรือ ETF ทองคำ SPDR Gold MiniShares Trust (GLDM ETF)​</span></p>
<h2><b>SCB CIO วิเคราะห์ 3 ฉากทัศน์ &#8211; พร้อมกลยุทธ์รับมือที่ชัดเจน</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">SCB Chief Investment Office (SCB CIO) ซึ่งเป็นหน่วยงานกำหนดแนวทางการลงทุนของธนาคารไทยพาณิชย์ ได้ออกบทวิเคราะห์ฉุกเฉินครอบคลุม 3 ฉากทัศน์ด้วยความน่าจะเป็นที่ประเมินไว้อย่างละเอียด​</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ฉากทัศน์ Base Case (โอกาสเกิดสูงสุด): สงครามไม่ขยายวงกว้าง มีเพียงความผันผวนระยะสั้น ในกรณีนี้ SCB CIO แนะนำให้ใช้จังหวะปรับฐานสะสมหุ้นที่มีพื้นฐานแข็งแกร่ง โดยเฉพาะตลาดหุ้นสหรัฐฯ ควบคู่กับตราสารหนี้คุณภาพดีระยะสั้นถึงกลาง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ฉากทัศน์ Best Case (โอกาสเกิด 25%): การเปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็วในอิหร่านนำมาซึ่งรัฐบาลใหม่ที่สนับสนุนตะวันตก อุปทานน้ำมันกลับคืนสู่ตลาดเร็ว ในกรณีนี้ราคาน้ำมันดิบ Brent จะปรับลงมาอยู่ในช่วง 55–60 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และทองคำจะมีแรงขายทำกำไรออกมา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ฉากทัศน์ Worst Case: สงครามลุกลาม ช่องแคบฮอร์มุซได้รับผลกระทบ ราคาน้ำมันและทองคำพุ่งรุนแรงตามที่นักวิเคราะห์หลายสำนักประเมินไว้ และเศรษฐกิจโลกเสี่ยงเข้าสู่ภาวะ Stagflation</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สำหรับพอร์ตลงทุน SCB CIO แนะนำสินทรัพย์ที่น่าสนใจในสถานการณ์ปัจจุบัน ได้แก่ พันธบัตรสหรัฐฯ และหุ้นกู้เอกชนคุณภาพดีระยะสั้นถึงกลาง ตราสารหนี้ไทยระยะสั้นที่ได้แรงหนุนจากการลดดอกเบี้ยของ กนง. ที่ปรับลดไปแล้ว 25 bps ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 รวมถึงทองคำและโลหะเงินตามสัดส่วนที่เหมาะสม แต่ไม่แนะนำการไล่ราคา &#8211; ควรทยอยสะสมเมื่อราคาย่อตัวเท่านั้น​</span></p>
<h2><b>กลยุทธ์ที่สถาบันการเงินโลกเห็นพ้องต้องกัน</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ในระดับสากล BlackRock, Wellington Management และ PIMCO ซึ่งเป็นสามในบรรดาสถาบันการจัดการสินทรัพย์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีมุมมองที่สอดคล้องกันในหลักการสำคัญ 4 ประการสำหรับการลงทุนท่ามกลางความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ในปี 2569​</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">1.คือการกระจายพอร์ตทั้งเชิงภูมิศาสตร์และเชิงกลุ่มอุตสาหกรรม โดย Wellington Management ชี้ว่าในยุคที่โลกแตกออกเป็นกลุ่มมากขึ้น ความเสี่ยงกระจุกตัวในประเทศใดประเทศหนึ่งยิ่งเป็นอันตรายกว่าที่เคย และแนะนำให้พิจารณาน้ำหนักการลงทุนในประเทศที่มีเสถียรภาพทางการเมืองสูง เช่น สวิตเซอร์แลนด์ สิงคโปร์ และอินเดีย</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">2.คือการถือสินทรัพย์ปลอดภัยในสัดส่วนที่เหมาะสม โดย BCA Research แนะนำกลยุทธ์ที่กระชับว่า &#8220;ซื้อทองคำตอนราคาย่อ ขายน้ำมันตอนราคาพุ่ง&#8221; โดยมองว่าทองคำยังคงเป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่าในระยะยาว ในขณะที่ราคาน้ำมันอาจมีความผันผวนสูงในระยะสั้นแล้วปรับลง​</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">3.คือการลงทุนในสินทรัพย์จริง (Real Assets) เช่น โครงสร้างพื้นฐาน พลังงานทดแทน และโลหะอุตสาหกรรม ซึ่ง BlackRock ชี้ว่าสินทรัพย์กลุ่มนี้ให้ผลตอบแทน 8–10% ในสภาวะที่เงินเฟ้อสูง ซึ่งตรงกับสถานการณ์ปัจจุบัน​</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">4.คือการป้องกันความเสี่ยงด้วย Options และ Futures รวมถึงการทดสอบพอร์ตในสถานการณ์เครียด (Stress Test) อย่างน้อยทุกไตรมาส เพื่อให้รู้ว่าหากเกิดกรณีเลวร้ายสุด พอร์ตจะรับผลกระทบได้มากน้อยเพียงใด​</span></li>
</ul>
<h2><b>ข้อคิดจากประวัติศาสตร์ที่ตลาดพลังงานเคยพิสูจน์มาแล้ว</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ทุกครั้งที่โลกเผชิญกับวิกฤตพลังงานขนาดใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตน้ำมันปี 2516 วิกฤตอ่าวเปอร์เซียปี 2533 หรือสงครามรัสเซีย–ยูเครนในปี 2565 สิ่งที่เกิดขึ้นซ้ำเสมอคือ ในระยะแรกตลาดตอบสนองด้วยความกลัวและราคาพุ่งขึ้นแรง แต่ในระยะกลาง ตลาดมักปรับตัวกลับลงมาสู่จุดสมดุลใหม่ที่ต่ำกว่า​</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ข้อมูลจาก UBS ซึ่งศึกษาพฤติกรรมตลาดใน 22 เหตุการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ขนาดใหญ่ตั้งแต่ปี 2488 พบว่าโดยเฉลี่ยแล้ว ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ใช้เวลาเพียง 47 วัน ในการฟื้นตัวกลับมาสู่ระดับก่อนเกิดเหตุ ในกรณีที่ความขัดแย้งไม่ขยายเป็นสงครามโลก ดังนั้น ความผิดพลาดที่นักลงทุนส่วนใหญ่มักทำในสถานการณ์เช่นนี้คือการเทขายสินทรัพย์ทั้งพอร์ตในขณะที่ตลาดอยู่ในจุดที่ตื่นตกใจมากที่สุด แทนที่จะใช้ช่วงเวลานั้นเป็นโอกาสในการปรับสมดุลพอร์ตตามกลยุทธ์ระยะยาว​</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นพ.กฤชรัตน์ หิรัณยศิริ แห่ง MTS Gold ให้ทัศนะไว้ก่อนหน้าปฏิบัติการ Epic Fury ว่า กลยุทธ์การลงทุนในทองคำจากระดับ 5,100 ดอลลาร์ ไปสู่ 6,000 ดอลลาร์ ต้องอาศัยความอดทนและวินัย ไม่ใช่การตอบสนองต่ออารมณ์ของตลาด เพราะสินทรัพย์ที่ดีที่สุดในยามวิกฤตมักถูกซื้อโดยคนที่เตรียมตัวไว้แล้ว ก่อนที่ราคาจะขึ้นไปถึงจุดที่ทุกคนอยากซื้อพร้อมกัน​</span></p>
<h2><b>บทสรุปสำหรับประเทศไทย</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ประเทศไทยในฐานะผู้นำเข้าพลังงานสุทธิที่พึ่งพาน้ำมันนำเข้ากว่า 80% ย่อมไม่อาจหลีกเลี่ยงผลกระทบจากสงครามพลังงานในตะวันออกกลางได้ ไม่ว่าจะในด้านต้นทุนพลังงาน การส่งออก หรือค่าครองชีพ แต่ ความแตกต่างระหว่างผู้ที่รับมือได้และรับมือไม่ได้ ในสถานการณ์เช่นนี้อยู่ที่การเตรียมพร้อมล่วงหน้า ไม่ใช่การตอบสนองหลังจากที่ความเสียหายเกิดขึ้นแล้ว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ท้ายที่สุด ภาครัฐมีหน้าที่ดูแลเสถียรภาพมหภาคผ่านกลไกอย่าง Economic War Room ภาคเอกชนมีหน้าที่วิเคราะห์และบริหารความเสี่ยงห่วงโซ่อุปทานของตนเอง และนักลงทุนรายย่อยมีหน้าที่ทำความเข้าใจว่าความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ในพอร์ตของตนเองอยู่ที่ระดับใด แล้วปรับสมดุลให้เหมาะสมตามระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ เพราะในโลกที่ทุกอย่างเชื่อมถึงกันแล้ว แม้แต่ผู้ประกอบการขนาดย่อมในไทยก็สัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนจากช่องแคบฮอร์มุซ &#8211; คำถามที่แท้จริงจึงไม่ใช่ว่าจะได้รับผลกระทบหรือไม่ แต่คือจะรับมือกับมันได้ดีแค่ไหน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คำถามที่พบบ่อย (FAQ)</span></p>
<ul>
<li><span style="font-weight: 400;">Q: สหรัฐฯ รบอิหร่าน คืออะไร?</span><span style="font-weight: 400;"><br />
</span><span style="font-weight: 400;">A: สงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน 2569 คือปฏิบัติการทางทหาร &#8220;Operation Epic Fury&#8221; ที่สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 นับเป็นปฏิบัติการทางทหารสหรัฐฯ ที่ใหญ่ที่สุดในตะวันออกกลางในรอบกว่า 20 ปี มีเป้าหมายทั้งนิวเคลียร์ ขีปนาวุธ และผู้นำอิหร่าน​</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">Q: ราคาน้ำมันจะขึ้นไปถึงเท่าไหร่?</span><span style="font-weight: 400;"><br />
</span><span style="font-weight: 400;">A: นักวิเคราะห์ประเมิน 3 ระดับ: หากหยุดยิงเร็วราคาน้ำมันจะอยู่ที่ $80-90/บาร์เรล, หากยืดเยื้อจะทะลุ $100, และหากปิดช่องแคบฮอร์มุซราคาอาจพุ่งขึ้น 20-100% จากระดับ $70-75 ก่อนสงคราม ซึ่งกระทบต้นทุนพลังงานของไทยโดยตรง</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">Q: ราคาทองคำไทยจะทะลุ 100,000 บาทในปี 2569 หรือไม่?</span><span style="font-weight: 400;"><br />
</span><span style="font-weight: 400;">A: นายกสมาคมค้าทองคำ คุณจิตติ ตั้งสิทธิ์ภักดี และ นพ.กฤชรัตน์ หิรัณยศิริ จาก MTS Gold ยืนยันว่า หากสงครามรุนแรงยืดเยื้อ ราคาทองไทยมีโอกาสทะลุ 100,000 บาทได้จริง โดยในฝั่งโลกมีการตั้งเป้าทองคำไปที่ $6,000-6,750/ออนซ์​</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">Q: เศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบอย่างไร?</span><span style="font-weight: 400;"><br />
</span><span style="font-weight: 400;">A: ไทยเสี่ยงสูญเสียรายได้ส่งออกไปตะวันออกกลาง 10,000-60,000 ล้านบาท, ค่าขนส่งทางเรือพุ่งขึ้น 50-140%, ต้นทุนพลังงานสูงขึ้น และเงินบาทอาจผันผวน ขณะที่ สศค. ตั้ง Economic War Room ติดตามสถานการณ์แบบ Real-time</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">Q: สงครามครั้งนี้จะจบลงอย่างไร?</span><span style="font-weight: 400;"><br />
</span><span style="font-weight: 400;">A: ผู้เชี่ยวชาญจาก Stimson Center ชี้ว่า &#8220;การโจมตีทางอากาศไม่สามารถล้มรัฐบาลได้เพียงลำพัง&#8221; และอิหร่านในปี 2569 น่าจะบอบช้ำแต่ไม่แตกสลาย ทางที่น่าจะเป็นไปได้สูงสุดคือการเจรจาหยุดยิงผ่านตัวกลาง (โอมานหรือกาตาร์) โดยมีโอกาส 40% ตามการประเมินของ Forbes</span></li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 400;">อ้างอิงจาก </span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://www.centcom.mil/MEDIA/PRESS-RELEASES/Press-Release-View/Article/4418396/us-forces-launch-operation-epic-fury/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://www.centcom.mil/MEDIA/PRESS-RELEASES/Press-Release-View/Article/4418396/us-forces-launch-operation-epic-fury/</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://en.wikipedia.org/wiki/2026_Israeli%E2%80%93United_States_strikes_on_Iran" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://en.wikipedia.org/wiki/2026_Israeli%E2%80%93United_States_strikes_on_Iran</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://www.csis.org/analysis/operation-epic-fury-and-remnants-irans-nuclear-program" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://www.csis.org/analysis/operation-epic-fury-and-remnants-irans-nuclear-program</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://www.npr.org/2026/02/28/nx-s1-5730333/the-u-s-and-israel-launch-a-major-attack-on-iran" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://www.npr.org/2026/02/28/nx-s1-5730333/the-u-s-and-israel-launch-a-major-</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://en.wikipedia.org/wiki/United_States_strikes_on_Iranian_nuclear_sites" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://en.wikipedia.org/wiki/United_States_strikes_on_Iranian_nuclear_sites</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://www.cfr.org/articles/us-israel-attack-iranian-nuclear-targets-assessing-damage" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://www.cfr.org/articles/us-israel-attack-iranian-nuclear-targets-assessing-damage</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://www.britannica.com/event/Iran-hostage-crisis" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://www.britannica.com/event/Iran-hostage-crisis</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://en.wikipedia.org/wiki/Iran_hostage_crisis" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://en.wikipedia.org/wiki/Iran_hostage_crisis</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://tradingeconomics.com/commodity/brent-crude-oil" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://tradingeconomics.com/commodity/brent-crude-oil</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://www.eia.gov/todayinenergy/detail.php?id=65504" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://www.eia.gov/todayinenergy/detail.php?id=65504</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://www.britannica.com/place/Strait-of-Hormuz" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://www.britannica.com/place/Strait-of-Hormuz</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://iea.blob.core.windows.net/assets/203eb8eb-2147-4c99-af07-2d3804b8db3f/StraitofHormuzFactsheet.pdf" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://iea.blob.core.windows.net/assets/203eb8eb-2147-4c99-af07-2d3804b8db3f/StraitofHormuzFactsheet.pdf</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://www.reuters.com/world/middle-east/what-is-strait-hormuz-why-is-it-so-important-oil-2026-02-28/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://www.reuters.com/world/middle-east/what-is-strait-hormuz-why-is-it-so-important-oil-2026-02-28/</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://www.forbes.com/sites/conormurray/2026/01/28/gold-price-surpasses-record-5300-amid-weakening-dollar-fed-independence-concerns/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://www.forbes.com/sites/conormurray/2026/01/28/gold-price-surpasses-record-5300-amid-weakening-dollar-fed-independence-concerns/</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://www.wsj.com/livecoverage/fed-interest-rate-decision-01-28-2026/card/gold-prices-set-new-record-above-5-300-lVgqNWPh0tEQY" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://www.wsj.com/livecoverage/fed-interest-rate-decision-01-28-2026/card/gold-prices-set-new-record-above-5-300-lVgqNWPh0tEQY</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://www.theglobeandmail.com/investing/article-gold-climbs-to-record-high-above-5300-as-u-s-dollar-slips/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://www.theglobeandmail.com/investing/article-gold-climbs-to-record-high-above-5300-as-u-s-dollar-slips/</span></a></li>
</ul>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://www.imf.org/en/Publications/WEO" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://www.imf.org/en/Publications/WEO</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://www.worldbank.org/en/research" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://www.worldbank.org/en/research</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://www.oecd.org/en/publications/economic-outlook.html" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://www.oecd.org/en/publications/economic-outlook.html</span></a></li>
</ul>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thesignals.net/%e0%b8%aa%e0%b8%ab%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%90%e0%b8%af-%e0%b8%9b%e0%b8%b0%e0%b8%97%e0%b8%b0-%e0%b8%ad%e0%b8%b4%e0%b8%ab%e0%b8%a3%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%99/">สหรัฐฯ ปะทะ อิหร่าน กับจุดเริ่มต้น ผลกระทบโลก และเศรษฐกิจไทยหลังจากนี้</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thesignals.net">The Signals</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.thesignals.net/%e0%b8%aa%e0%b8%ab%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%90%e0%b8%af-%e0%b8%9b%e0%b8%b0%e0%b8%97%e0%b8%b0-%e0%b8%ad%e0%b8%b4%e0%b8%ab%e0%b8%a3%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%99/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>วิเคราะห์ทิศทางเศรษฐกิจไทย 2569 โอกาสการลงทุนและกลยุทธ์จัดพอร์ตฝ่าวิกฤตรับรัฐบาลใหม่</title>
		<link>https://www.thesignals.net/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%b0%e0%b8%ab%e0%b9%8c%e0%b8%97%e0%b8%b4%e0%b8%a8%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a8%e0%b8%a3%e0%b8%a9%e0%b8%90%e0%b8%81%e0%b8%b4/</link>
					<comments>https://www.thesignals.net/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%b0%e0%b8%ab%e0%b9%8c%e0%b8%97%e0%b8%b4%e0%b8%a8%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a8%e0%b8%a3%e0%b8%a9%e0%b8%90%e0%b8%81%e0%b8%b4/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[กองบรรณาธิการ THE SIGNALs]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 24 Feb 2026 09:20:13 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Macroeconomics]]></category>
		<category><![CDATA[SME]]></category>
		<category><![CDATA[การเงินการลงทุน]]></category>
		<category><![CDATA[ข่าวเศรษฐกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[จัดพอร์ตลงทุน]]></category>
		<category><![CDATA[ทิศทางเศรษฐกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[รัฐบาลใหม่]]></category>
		<category><![CDATA[ลงทุน]]></category>
		<category><![CDATA[ลดดอกเบี้ย]]></category>
		<category><![CDATA[หุ้นกู้]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐกิจไทย2569]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.thesignals.net/wp/?p=694</guid>

					<description><![CDATA[<p>การดำเนินธุรกิจและการตัดสินใจด้านการเงินการลงทุนในยุคปั [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thesignals.net/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%b0%e0%b8%ab%e0%b9%8c%e0%b8%97%e0%b8%b4%e0%b8%a8%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a8%e0%b8%a3%e0%b8%a9%e0%b8%90%e0%b8%81%e0%b8%b4/">วิเคราะห์ทิศทางเศรษฐกิจไทย 2569 โอกาสการลงทุนและกลยุทธ์จัดพอร์ตฝ่าวิกฤตรับรัฐบาลใหม่</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thesignals.net">The Signals</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">การดำเนินธุรกิจและการตัดสินใจด้านการเงินการลงทุนในยุคปัจจุบัน ถือเป็นช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยความท้าทายและการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วอย่างคาดไม่ถึง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเรากำลังก้าวเข้าสู่ปี 2569 ซึ่งหลายภาคส่วนต่างประเมินตรงกันว่า นี่คือ ปีแห่ง &#8220;จุดเปลี่ยนผ่าน&#8221; ที่สำคัญของระบบเศรษฐกิจไทย หลังจากที่กลไกต่างๆ ต้องเผชิญกับปัจจัยกดดันสารพัดมิติในช่วงที่ผ่านมา</span></p>
<h2><b>วิเคราะห์ทิศทางเศรษฐกิจไทย 2569 โอกาสการลงทุนและกลยุทธ์จัดพอร์ตฝ่าวิกฤตรับรัฐบาลใหม่</b></h2>
<p><img decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-687" src="https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/02/3_7_11zon.webp" alt="วิเคราะห์ทิศทางเศรษฐกิจไทย 2569 โอกาสการลงทุนและกลยุทธ์จัดพอร์ตฝ่าวิกฤตรับรัฐบาลใหม่" width="1200" height="1500" title="วิเคราะห์ทิศทางเศรษฐกิจไทย 2569 โอกาสการลงทุนและกลยุทธ์จัดพอร์ตฝ่าวิกฤตรับรัฐบาลใหม่" srcset="https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/02/3_7_11zon.webp 1200w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/02/3_7_11zon-240x300.webp 240w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/02/3_7_11zon-819x1024.webp 819w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/02/3_7_11zon-768x960.webp 768w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/02/3_7_11zon-750x938.webp 750w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/02/3_7_11zon-1140x1425.webp 1140w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แน่นอนว่าในทุกวิกฤตย่อมมีโอกาสซ่อนอยู่เสมอ บทความนี้ The Signals จึงตั้งใจรวบรวมข้อมูลสถิติ ตัวเลขชี้วัดที่สำคัญ </span><b>ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ได้</b><span style="font-weight: 400;">มาทำการวิเคราะห์เจาะลึก เพื่อให้คุณผู้อ่านสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับ </span><b>การลงทุนทุกรูปแบบ</b><span style="font-weight: 400;"> ได้อย่างมั่นใจ</span></p>
<h3><b>ภาพรวมการเติบโตของ GDP สัญญาณแห่งการฟื้นตัวที่รอคอยและเป้าหมายใหม่</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">หากเรามองย้อนกลับไปพิจารณาวัฏจักรของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือ GDP ของไทย จะพบการเคลื่อนไหวที่สะท้อนถึงความพยายามในการประคองตัวของระบบเศรษฐกิจอย่างชัดเจน โดยข้อมูลจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ได้รายงานว่าภาพรวมเศรษฐกิจในปี 2568 ปิดตัวลงที่ระดับการเติบโต 2.4%</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อเจาะลึกลงไปเป็นรายไตรมาส เราจะเห็นพัฒนาการที่น่าสนใจ กล่าวคือ ในไตรมาสที่ 4 ของปีที่แล้ว ตัวเลขการเติบโตสามารถทำได้ถึง 1.9% อย่างไรก็ตาม เมื่อเข้าสู่ไตรมาสที่ 1 ของปีนี้ สถานการณ์กลับดูทรงตัว โดยขยายตัวเพิ่มขึ้นเพียง 0.1% เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 4 ของปีก่อนหน้า ซึ่งตัวเลขที่แผ่วลงนี้ได้สร้างความตื่นตัวให้กับภาคธุรกิจในการประเมินความเสี่ยง ทว่าสัญญาณเชิงบวกก็เริ่มกลับมาปรากฏให้เห็นอีกครั้งในไตรมาสที่ 2 ซึ่งตัวเลขสามารถขยับพุ่งขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 2.5%</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดร.อมรเทพ ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย จึงได้ปรับมุมมองและคาดการณ์ทิศทางเศรษฐกิจไทยปี 2569 ว่าจะสามารถเติบโตได้ที่ระดับ 2.1% ซึ่งถือเป็นเรื่องน่ายินดีเพราะเป็นการปรับเพิ่มขึ้นจากตัวเลขคาดการณ์เดิมที่เคยมองไว้เพียง 1.6% ในขณะเดียวกัน สำหรับช่วงครึ่งปีหลัง คาดว่าเศรษฐกิจจะยังคงรักษาระดับการขยายตัวแบบไตรมาสต่อไตรมาส ได้เฉลี่ยอีกประมาณ 0.4%- 0.5% อย่างต่อเนื่อง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้น โอกาสในการผลักดันให้เศรษฐกิจไทยก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมและทะยานไปแตะระดับ 3% ให้ได้อย่างยั่งยืน ซึ่งความสำเร็จนี้จะเกิดขึ้นได้ ต้องอาศัยฟันเฟืองสำคัญ คือ &#8220;รัฐบาลใหม่&#8221; ที่จะเข้ามามีบทบาทอย่างเต็มที่ในช่วงครึ่งปีหลัง การเร่งเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐอย่างมีประสิทธิภาพ แม้อาจมีความกังวลเรื่องรอยต่อของงบประมาณปี 2570 อยู่บ้าง แต่เม็ดเงินที่อัดฉีดเข้าสู่ระบบอย่างถูกจังหวะ จะช่วยสร้าง &#8220;ตัวคูณทางการคลัง&#8221; (Fiscal Multiplier) ที่กระตุ้นอุปสงค์ภายในประเทศและการบริโภคได้อย่างมหาศาล</span></p>
<h3><b>นโยบายการเงินและทิศทางค่าเงินบาท ‘เข็มทิศกำหนดต้นทุนและกำไร’</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">สำหรับต้นทุนทางการเงินและอัตราแลกเปลี่ยนถือเป็นเส้นเลือดใหญ่ที่ชี้วัดความอยู่รอดและผลกำไรของภาคธุรกิจ ในปี 2569 ทิศทางของนโยบายการเงินมีแนวโน้มที่จะดำเนินไปอย่างระมัดระวังเพื่อรักษาสมดุล</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">มีการคาดการณ์อย่างค่อนข้างชัดเจนว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะไม่มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในปีนี้ โดยคาดว่าจะคงระดับไว้ที่ 1.25% การตัดสินใจดังกล่าวมีนัยสำคัญในการรักษา &#8220;พื้นที่เชิงนโยบาย&#8221; (Policy Space) เอาไว้เป็นกระสุนสำรองเพื่อรองรับความผันผวนของโลกในอนาคต </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากนี้ ตามกลไกทางเศรษฐศาสตร์ ผลของการลดดอกเบี้ยในรอบก่อนๆ มักจะต้องใช้ระยะเวลาประมาณ 6 &#8211; 12 เดือนในการส่งผ่านผลลัพธ์เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจจริง ดังนั้น นักลงทุนจึงควรวางแผนจัดพอร์ตลงทุนบนสมมติฐานของอัตราดอกเบี้ยที่ทรงตัว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในด้านของตลาดอัตราแลกเปลี่ยน คาดการณ์ว่าค่าเงินบาทอาจมีทิศทางอ่อนค่าลงไปแตะที่ระดับ 32.8 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วงสิ้นปี 2569 ความเคลื่อนไหวนี้เปรียบเสมือนดาบสองคม กล่าวคือ หากเงินบาทอ่อนค่าลง จะเป็นแรงส่งเชิงบวกให้กับธุรกิจส่งออกและภาคการท่องเที่ยวที่แปลงรายได้กลับมาเป็นเงินบาทได้มากขึ้น แต่ในทางกลับกัน ธุรกิจที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าเครื่องจักรหรือวัตถุดิบ จะต้องเผชิญกับต้นทุนที่สูงขึ้น ดังนั้น การใช้เครื่องมือป้องกันความเสี่ยง (Hedging) จึงเป็นกลยุทธ์ที่ขาดไม่ได้</span></p>
<h3><b>สมรภูมิการค้าโลก แรงกระแทกจากสหรัฐฯ และการปรับตัวของจีน</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ประเทศไทยเป็นประเทศที่พึ่งพาการส่งออกสูง การจับตาดูความเคลื่อนไหวของคู่ค้าหลักอย่างสหรัฐอเมริกาและจีนจึงเป็นสิ่งที่ไม่สามารถละเลยได้ วิกฤตกำแพงภาษีถือเป็นความไม่แน่นอนที่อาจสร้างแรงกระแทกได้ตลอดเวลา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ข่าวดีในช่วงที่ผ่านมา คือ คำวินิจฉัยจากศาลฎีกาที่ส่งผลให้สินค้าส่งออกสำคัญของไทยบางรายการ เช่น ยานยนต์ ยางพารา และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ รอดพ้นจากการถูกเรียกเก็บภาษีเพิ่มในอัตรา 19% ไปได้ชั่วคราว </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากนี้ ยังมีการปรับลดภาษีในบางหมวดจาก 19% ลงมาเหลือ 15% ซึ่งช่วยต่อลมหายใจให้กับผู้ประกอบการได้มาก ทว่าสถานการณ์ก็ยังคงเปราะบาง มีความเป็นไปได้ที่ฝ่ายบริหารของสหรัฐฯ อาจหันมาใช้เครื่องมือทางกฎหมายอย่างมาตรา Section 122 เพื่อบังคับใช้เป็นมาตรการเรียกเก็บภาษีชั่วคราวเป็นระยะเวลา 150 วัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ยิ่งไปกว่านั้น ประเทศไทยยังต้องเตรียมรับมือกับผลกระทบทางอ้อมจากมาตรการภาษีภายใต้ Section 301 ที่สหรัฐฯ บังคับใช้เพื่อสกัดกั้นสินค้าจากประเทศจีน นโยบายนี้อาจบีบบังคับให้สินค้าจีนทะลักเข้าสู่ภูมิภาคอาเซียนและไทย ส่งผลให้เกิดสงครามราคา (Price War) ที่รุนแรงในตลาดภายในประเทศ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ดี ในวิกฤตย่อมมีโอกาส ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ได้ก่อให้เกิดเทรนด์การย้ายฐานการผลิต (Relocation) ประเทศไทยสามารถใช้ความได้เปรียบทางโครงสร้างพื้นฐาน ก้าวขึ้นเป็นฐานการผลิตที่เป็นกลาง (Neutral Supply Chain) เพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) เข้ามาเสริมความแข็งแกร่งได้อย่างเป็นรูปธรรม</span></p>
<h3><b>คุณภาพหนี้และโอกาสในตลาดหุ้นกู้</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้ภาพรวมระดับมหภาคจะดูมีทิศทางที่ดี แต่โครงสร้างเศรษฐกิจไทยลึกๆ แล้วยังคงซ่อนความเปราะบางในเรื่องของ &#8220;หนี้สิน&#8221; เอาไว้ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ประเทศไทยเผชิญกับสภาวะหนี้ครัวเรือนที่ทรงตัวอยู่ในระดับสูงกว่า 80% ต่อ GDP แม้ในช่วง 2 ปีให้หลัง สถาบันการเงินจะดำเนินนโยบายการปล่อยสินเชื่ออย่างมีความรับผิดชอบ (Responsible Lending) เพื่อลดยอดหนี้เสีย แต่กำลังซื้อของประชาชนก็ยังคงฟื้นตัวช้า </span><span style="font-weight: 400;">ข้อมูลที่นักลงทุนต้องให้ความสำคัญคือคุณภาพของสินเชื่อในระบบ (NPL) เมื่อพิจารณาสัดส่วนหนี้ด้อยคุณภาพ จะพบว่า</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">หนี้ที่มาจากสินเชื่อที่อยู่อาศัย มีสัดส่วนอยู่ที่ประมาณ 20%</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">หนี้ที่มาจากสินเชื่อยานยนต์ มีสัดส่วนใกล้เคียงกันคือเกือบๆ 25%</span></li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 400;">ในส่วนของหนี้สาธารณะ ซึ่งเป็นตัวสะท้อนพื้นที่ทางการคลังของรัฐบาล พบว่ามีสัดส่วนต่อ GDP เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยย้อนกลับไปเมื่อเดือนธันวาคม 2558 ตัวเลขอยู่ที่ 66.09% และปัจจุบันก็มีทิศทางที่จะขยับขึ้นไปทดสอบระดับ 70% ซึ่งหากไม่มีการบริหารจัดการที่รัดกุม อาจเสี่ยงที่จะชนเพดานหนี้สาธารณะภายในปี 2570</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทว่าสิ่งที่น่าสนใจที่สุด คือโครงสร้างหนี้ภาคเอกชน ข้อมูลระบุว่าหนี้ภาคธุรกิจได้ปรับตัวสูงขึ้นจากช่วงก่อนโควิด-19 ถึง 2.2 ล้านล้านบาท ส่งผลให้สัดส่วนหนี้ภาคเอกชนต่อ GDP พุ่งทะลุระดับมากกว่า 70% แต่รูปแบบการกู้ยืมได้เปลี่ยนไป ภาคเอกชนหันมาระดมทุนผ่านตลาดทุนมากขึ้น สถิติชี้ว่ามูลค่าของตราสารหนี้ หรือ &#8220;หุ้นกู้&#8221; ที่ออกโดยภาคเอกชนนั้น เติบโตเพิ่มขึ้นถึง 33% ภายในระยะเวลาเพียง 6 ปี ปรากฏการณ์นี้สะท้อนว่าระบบการเงินไทยยังมีสภาพคล่องคงเหลืออยู่มาก เปิดโอกาสให้นักลงทุนที่มองหาผลตอบแทนที่คุ้มค่า สามารถเลือกลงทุนในหุ้นกู้ที่มีเครดิตเรตติ้ง (Credit Rating) ที่ดี เพื่อสร้างกระแสเงินสดได้อย่างสม่ำเสมอ</span></p>
<h3><b>’นโยบายการคลัง’ การขยายฐานภาษีเพื่อเสถียรภาพระยะยาว</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ประเด็นสำคัญที่ไม่อาจมองข้ามในการสร้างความเติบโตอย่างยั่งยืน คือ &#8220;นโยบายการคลัง&#8221; ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญในการรักษาวินัยทางการเงินของประเทศ ในปัจจุบันภาครัฐกำลังเผชิญกับความท้าทายอย่างหนักในการแก้ไขปัญหาหนี้สาธารณะที่สะสมมาอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น การพิจารณาปรับปรุงโครงสร้างภาษีใหม่จึงกลายเป็นความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการเพื่อรักษาเสถียรภาพระยะยาวให้กับเศรษฐกิจไทย 2569</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ประการแรก คือ ข้อมูลเชิงสถิติที่น่าสนใจและสะท้อนถึงความเปราะบางของระบบรายได้ภาครัฐ คือ สัดส่วนของผู้เสียภาษี เมื่อพิจารณาจากจำนวนประชากรไทยทั้งหมดซึ่งมีอยู่ประมาณ 70 ล้านคน พบว่ามีผู้ที่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเพียงประมาณ 15 ล้านคนเท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้น จำนวนผู้ที่ต้องชำระภาษีจริงยังอยู่ในสัดส่วนที่น้อยกว่านั้นมาก ด้วยเหตุนี้ การขยายฐานภาษีให้ครอบคลุมประชากรกลุ่มต่างๆ อย่างเป็นธรรม จึงเป็นโจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลต้องเร่งผลักดันให้เกิดผลสัมฤทธิ์ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการจัดเก็บรายได้และลดการพึ่งพาการกู้ยืมเพื่อมาชดเชยการขาดดุลงบประมาณ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากนี้ อีกหนึ่งประเด็นที่อยู่ในความสนใจและมีการหยิบยกขึ้นมาหารือกันอย่างกว้างขวาง คือ ความเป็นไปได้ในการปรับเพิ่มอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จากปัจจุบันที่จัดเก็บอยู่ในอัตรา 7% ให้ขยับสูงขึ้นเป็น 10% ในอนาคต </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจในประเด็นดังกล่าวจำเป็นต้องดำเนินไปอย่างระมัดระวังและรอบคอบที่สุด เนื่องจากผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับกำลังซื้อของภาคประชาชน ในทางปฏิบัติ รัฐบาลอาจมีความจำเป็นต้องนำแนวทางการจัดเก็บภาษีแบบขั้นบันไดมาประยุกต์ใช้กับโครงสร้างภาษีมูลค่าเพิ่ม เพื่อแยกแยะประเภทสินค้าและบริการ ซึ่งกลไกนี้จะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดการซ้ำเติมภาระค่าครองชีพของประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มสินค้าที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตประจำวัน</span></p>
<h3><b>เครื่องยนต์ขับเคลื่อนใหม่ พลิกโฉม SME และก้าวสู่ยุค ESG</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">สำหรับการประเมินทิศทางเศรษฐกิจโดยผู้เชี่ยวชาญจากธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย ได้ชี้ให้เห็นถึงกลไกสำคัญที่จะกลายเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจยุคใหม่ นั่นคือ การพลิกโฉมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือกลุ่มธุรกิจ SME ควบคู่ไปกับการก้าวเข้าสู่ยุคของการดำเนินธุรกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล (ESG) อย่างเต็มรูปแบบ เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือกับระเบียบการค้าโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป</span></p>
<p><b>ยุทธศาสตร์ &#8220;10 พลัส&#8221; ปลดล็อกศักยภาพรากฐานเศรษฐกิจ</b></p>
<p><b>ดร.นงนุช ตันติสันติวงศ์</b><span style="font-weight: 400;"> ผู้อำนวยการอาวุโส ผู้บริหารกลุ่มงาน Enterprise Risk and Infrastructure สายงานบริหารความเสี่ยง ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ชี้ว่า ในเบื้องต้น เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่าภาคธุรกิจ SME เปรียบเสมือนกระดูกสันหลังที่ค้ำจุนระบบเศรษฐกิจของชาติ ด้วยเหตุนี้ ทางรัฐบาลใหม่จึงได้เตรียมผลักดันแผนยุทธศาสตร์ที่เรียกว่า &#8220;10 พลัส&#8221; ออกมาเพื่อเป็นมาตรการช่วยเหลือและยกระดับผู้ประกอบการอย่างเป็นรูปธรรม โดยกรอบการทำงานของยุทธศาสตร์ดังกล่าว จะมุ่งเน้นไปที่การแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างในหลายมิติ อาทิ การลดทอนกฎระเบียบที่ซับซ้อนซึ่งเปรียบเสมือนคอขวดในการดำเนินงาน การมอบสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ได้รับการออกแบบมาอย่างเจาะจงเพื่อเอื้อต่อการลงทุน ตลอดจนการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงและนำเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาประยุกต์ใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้น การดำเนินการตามกรอบยุทธศาสตร์ 10 พลัสนี้ จะส่งผลดีอย่างยิ่งในการช่วยลดภาระต้นทุนการผลิต และเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันให้แก่ภาคธุรกิจ SME ของไทย ให้สามารถยืนหยัดและเติบโตได้ท่ามกลางสภาวะการแข่งขันที่รุนแรง</span></p>
<p><b>ESG และ Climate Risk จากทางเลือกสู่ทางรอดของธุรกิจยุคใหม่</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากนี้ ท่ามกลางกระแสความเปลี่ยนแปลงของประชาคมโลก ภาคธุรกิจมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องตื่นตัวและปรับตัวให้สอดรับกับเทรนด์ความยั่งยืนระดับสากล </span><b>ดร.นงนุช</b> <span style="font-weight: 400;">ได้เน้นย้ำว่า การให้ความสำคัญกับหลักเกณฑ์ ESG และการบริหารความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ (Climate Risk) ในบริบทปัจจุบัน ไม่ใช่เพียงแค่ทางเลือกสำหรับการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้แก่องค์กรอีกต่อไป หากแต่เป็น &#8220;ทางรอด&#8221; ที่แท้จริงของการดำเนินธุรกิจในระยะยาว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ยิ่งไปกว่านั้น การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนทางการเงิน เนื่องจากในขณะนี้ สถาบันการเงินและธนาคารกลางได้เริ่มนำปัจจัยด้านความยั่งยืนและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เข้ามาเป็นหนึ่งในเกณฑ์สำคัญสำหรับการพิจารณาประเมินความเสี่ยงและอนุมัติสินเชื่อแล้ว ธุรกิจที่สามารถปรับตัวได้รวดเร็วจึงมีโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้มากกว่าและด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่า</span></p>
<p><b>บูรณาการเทคโนโลยีและรับมือข้อตกลงการค้าระหว่างประเทศ</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในขณะเดียวกัน การเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับมาตรการทางการค้าใหม่ๆ ก็เป็นประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญ องค์กรธุรกิจที่ริเริ่มนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาช่วยบริหารจัดการข้อมูลและเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการผลิต ไปจนถึงการวางแผนรัดกุมเพื่อรับมือกับการจัดเก็บภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) ที่กำลังจะเกิดขึ้น ย่อมแสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ที่ก้าวไกล ซึ่งจะได้รับความไว้วางใจและดึงดูดเม็ดเงินจากนักลงทุนได้อย่างมั่นคง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ควบคู่ไปกับความพยายามของภาคเอกชน ภาครัฐเองก็มีความจำเป็นต้องเร่งเดินหน้าการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) กับทางสหภาพยุโรปอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ เพื่อเป็นการสร้างสะพานเชื่อมและเปิดทางให้สินค้าส่งออกของไทย ที่ผ่านการรับรองมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมระดับสากลแล้ว สามารถทะลวงเข้าสู่ตลาดโลกได้อย่างราบรื่นโดยปราศจากอุปสรรคทางกำแพงภาษี</span></p>
<h3><strong>บทสรุปและก้าวต่อไป</strong></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">จะเห็นว่า ภาพรวมของเศรษฐกิจไทยปี 2569 สามารถนิยามได้ว่าเป็นช่วงเวลาแห่งการประคองตัว เพื่อเตรียมความพร้อมและรอจังหวะที่เหมาะสมในการขยายตัวอย่างเต็มศักยภาพ แม้ว่าในความเป็นจริง ระบบเศรษฐกิจยังคงต้องเผชิญกับความท้าทายจากความผันผวนของปัจจัยภายนอกประเทศ ตลอดจนปัญหาหนี้ด้อยคุณภาพ หรือ NPL ที่ยังคงเป็นปัจจัยกดดันภาคส่วนต่างๆ ภายในประเทศอยู่บ้าง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ตาม สัญญาณเชิงบวกก็เริ่มปรากฏให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ว่าจะเป็นแนวโน้มการเติบโตของตัวเลข GDP ที่มีทิศทางฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป การขยายตัวอย่างต่อเนื่องของตลาดหุ้นกู้ภาคเอกชนที่สะท้อนถึงสภาพคล่องในระบบ รวมไปถึงความชัดเจนของนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจจากรัฐบาลใหม่ ซึ่งปัจจัยเชิงบวกเหล่านี้ล้วนเป็นเสมือนแสงสว่างที่บ่งชี้ถึงโอกาสทางธุรกิจที่กำลังจะเกิดขึ้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ด้วยเหตุนี้ ในส่วนของแนวทางปฏิบัติ สำหรับนักลงทุน การจัดพอร์ตลงทุนในปีนี้จึงควรให้ความสำคัญกับกลยุทธ์การกระจายความเสี่ยงอย่างรัดกุม มากกว่าการมุ่งเน้นผลกำไรระยะสั้น นอกจากนี้ ควรพิจารณาเลือกลงทุนในกลุ่มธุรกิจที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันและได้รับอานิสงส์จากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน ควบคู่ไปกับการคัดเลือกลงทุนในองค์กรที่สามารถปรับตัวเข้ากับมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล หรือ ESG ได้อย่างชัดเจน ซึ่งการเลือกลงทุนในธุรกิจที่ให้ความสำคัญกับ ESG จะช่วยลดความเสี่ยงด้านกฎระเบียบการค้าโลกและเพิ่มโอกาสในการสร้างผลตอบแทนในระยะยาวได้อย่างมีประสิทธิภาพ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในขณะเดียวกัน สำหรับฝั่งของผู้ประกอบการและภาคธุรกิจ การปรับตัวให้ทันต่อสถานการณ์ถือเป็นความจำเป็นเร่งด่วน องค์กรต่างๆ ต้องเร่งนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาประยุกต์ใช้ในกระบวนการทำงาน เพื่อยกระดับประสิทธิภาพและลดต้นทุนการผลิตให้ได้อย่างเป็นรูปธรรม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ท้ายที่สุด หากทุกภาคส่วน ทั้งนักลงทุนและผู้ประกอบการ มีการเตรียมความพร้อมอย่างรอบด้าน และมีความเข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงบริบทของตลาดที่กำลังเปลี่ยนแปลง การก้าวผ่านความท้าทายและการสร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืนในยุคเปลี่ยนผ่านของเศรษฐกิจไทยปี 2569 ย่อมเป็นเป้าหมายที่สามารถบรรลุผลสำเร็จได้อย่างแน่นอน โดยอาศัยการวางแผนกลยุทธ์ที่รัดกุมและการบริหารจัดการความเสี่ยงอย่างมีวิจารณญาณ</span></p>


<p></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thesignals.net/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%b0%e0%b8%ab%e0%b9%8c%e0%b8%97%e0%b8%b4%e0%b8%a8%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a8%e0%b8%a3%e0%b8%a9%e0%b8%90%e0%b8%81%e0%b8%b4/">วิเคราะห์ทิศทางเศรษฐกิจไทย 2569 โอกาสการลงทุนและกลยุทธ์จัดพอร์ตฝ่าวิกฤตรับรัฐบาลใหม่</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thesignals.net">The Signals</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.thesignals.net/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%b0%e0%b8%ab%e0%b9%8c%e0%b8%97%e0%b8%b4%e0%b8%a8%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a8%e0%b8%a3%e0%b8%a9%e0%b8%90%e0%b8%81%e0%b8%b4/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
