<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Fund Flow &#8211; The Signals</title>
	<atom:link href="https://www.thesignals.net/tag/fund-flow/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.thesignals.net</link>
	<description>In a world full of noise, leaders look for signals. News ,Market Signals ,Smart Insights</description>
	<lastBuildDate>Fri, 13 Mar 2026 19:20:14 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.9.4</generator>

<image>
	<url>https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/02/cropped-LOGO-01_1-scaled-1-32x32.jpg</url>
	<title>Fund Flow &#8211; The Signals</title>
	<link>https://www.thesignals.net</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>เศรษฐกิจ 2026 พลิกขั้ว ทุนไหลเข้าไทย โอกาสธุรกิจยุค Infra Tech ที่ต้องรู้</title>
		<link>https://www.thesignals.net/%e0%b9%80%e0%b8%a8%e0%b8%a3%e0%b8%a9%e0%b8%90%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88-2026-%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%82%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%a7-%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%ab/</link>
					<comments>https://www.thesignals.net/%e0%b9%80%e0%b8%a8%e0%b8%a3%e0%b8%a9%e0%b8%90%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88-2026-%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%82%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%a7-%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%ab/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[deawbb3@gmail.com]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 16 Feb 2026 13:57:23 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Macroeconomics]]></category>
		<category><![CDATA[AI Disruption]]></category>
		<category><![CDATA[Fund Flow]]></category>
		<category><![CDATA[Infra Tech]]></category>
		<category><![CDATA[US Bond Yield]]></category>
		<category><![CDATA[หุ้นไทย]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐกิจไทย 2026]]></category>
		<category><![CDATA[แนวโน้มธุรกิจ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.thesignals.net/wp/?p=569</guid>

					<description><![CDATA[<p>ในโลกธุรกิจที่มีพลวัตสูง การจับตาดูกระแสเงินสดหมุนเวียน [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thesignals.net/%e0%b9%80%e0%b8%a8%e0%b8%a3%e0%b8%a9%e0%b8%90%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88-2026-%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%82%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%a7-%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%ab/">เศรษฐกิจ 2026 พลิกขั้ว ทุนไหลเข้าไทย โอกาสธุรกิจยุค Infra Tech ที่ต้องรู้</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thesignals.net">The Signals</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">ในโลกธุรกิจที่มีพลวัตสูง การจับตาดูกระแสเงินสดหมุนเวียนระดับโลก (Global Fund Flows) ไม่ใช่เรื่องของนักการเงินในห้องค้าหลักทรัพย์เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่เป็น &#8220;เข็มทิศ&#8221; ที่เจ้าของธุรกิจและผู้ติดตามเศรษฐกิจต้องอ่านให้ออก</span></p>
<h2><b>เศรษฐกิจ 2026 พลิกขั้ว ทุนไหลเข้าไทย โอกาสธุรกิจยุค Infra Tech ที่ต้องรู้</b></h2>
<p><img fetchpriority="high" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-562" src="https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/02/Artboard-11_6_11zon.webp" alt="เศรษฐกิจ 2026 พลิกขั้ว ทุนไหลเข้าไทย โอกาสธุรกิจยุค Infra Tech ที่ต้องรู้" width="1200" height="1500" title="เศรษฐกิจ 2026 พลิกขั้ว ทุนไหลเข้าไทย โอกาสธุรกิจยุค Infra Tech ที่ต้องรู้" srcset="https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/02/Artboard-11_6_11zon.webp 1200w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/02/Artboard-11_6_11zon-240x300.webp 240w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/02/Artboard-11_6_11zon-819x1024.webp 819w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/02/Artboard-11_6_11zon-768x960.webp 768w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/02/Artboard-11_6_11zon-750x938.webp 750w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/02/Artboard-11_6_11zon-1140x1425.webp 1140w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ล่าสุด เราเริ่มเห็นสัญญาณที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้นจากฝั่งสหรัฐอเมริกา ที่สะท้อนผ่านตัวเลขผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (US Bond Yield) ซึ่งกำลังส่งแรงกระเพื่อมมายังฝั่งเอเชียและประเทศไทย บทความนี้ The Signals จะพาคุณไปเจาะลึกเบื้องหลังตัวเลขเหล่านั้น กำลังบอกอะไรเกี่ยวกับโอกาสทางธุรกิจ การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี และทำไมประเทศไทยถึงกำลังถูกจับตามองในฐานะ &#8220;ศูนย์กลางใหม่&#8221; ของภูมิภาค</span></p>
<h3><b>ถอดรหัส US Bond Yield สัญญาณชีพที่บ่งบอกทิศทางเงินทุนโลก</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">หนึ่งในตัวชี้วัดที่แม่นยำที่สุดของอุณหภูมิเศรษฐกิจโลก คือ &#8220;ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ&#8221; หรือ US Bond Yield ล่าสุดเราได้เห็นการปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยลดลงถึง -6 bps (Basis Points) ทั้งในรุ่นอายุ 2 ปี และ 10 ปี การดิ่งลงของตัวเลขนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นปฏิกิริยาลูกโซ่จากความกังวลในเสถียรภาพเศรษฐกิจของสหรัฐฯ เอง</span></p>
<p><b>ทำไมตัวเลขนี้ถึงสำคัญ?</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อผลตอบแทนพันธบัตรลดลง มันสะท้อนว่านักลงทุนทั่วโลกกำลังมองหา &#8220;ความปลอดภัย&#8221; หรือในทางกลับกัน คือ มองหา &#8220;ผลตอบแทนที่คุ้มค่ากว่า&#8221; ในสินทรัพย์อื่น (Search for Yield) ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางการคาดการณ์ตัวเลขเงินเฟ้อ (CPI) ของสหรัฐฯ ที่มีแนวโน้มทรงตัวถึงอ่อนตัวลง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คุณกรภัทร วรเชษฐ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดใหญ่ และหัวหน้าสายงานวิจัย บล.กรุงศรี ประเมินสถานการณ์นี้ไว้อย่างน่าสนใจว่า ได้คาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ Fed มีแนวโน้มที่จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงถึง 3 ครั้งในปี 2026F (Forecast) นี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญ เพราะเมื่อดอกเบี้ยขาขึ้นสิ้นสุดลง ภาวะการลงทุนและต้นทุนทางการเงินทั่วโลกจะเริ่มผ่อนคลาย เป็นปัจจัยบวกโดยตรงต่อสินทรัพย์เสี่ยงและการดำเนินธุรกิจในประเทศกำลังพัฒนา</span></p>
<h3><b>จาก Premium-Tech สู่ Value Play การหมุนเวียนของเม็ดเงินครั้งใหญ่</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เรากำลังอยู่ในช่วงเวลาของ &#8220;Sector Rotation&#8221; หรือการหมุนเวียนกลุ่มอุตสาหกรรมที่น่าจับตามอง สิ่งที่เกิดขึ้นในตลาดสหรัฐฯ คือ แรงเทขายในกลุ่มธุรกิจที่มีความเสี่ยงจากการถูกดิสรัปต์ด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI Disruption) โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจดั้งเดิมที่ปรับตัวไม่ทัน ในขณะที่กลุ่มเทคโนโลยีระดับพรีเมียม (Premium-Tech) เริ่มมีความเสี่ยงในแง่ของมูลค่าที่สูงเกินไป (Risk Off)</span></p>
<p><b>ไทยและอาเซียน “หลุมหลบภัยและแหล่งเติบโตใหม่”</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อเงินทุนไหลออกจากโซนที่ &#8220;แพง&#8221; และ &#8220;เสี่ยง&#8221; คำถาม คือ เงินเหล่านี้จะไปที่ไหน? คำตอบคือ ตลาดเกิดใหม่ในเอเชีย (Emerging Markets &#8211; EM-ASIA) และประเทศไทย เนื่องจากมูลค่าทางเศรษฐกิจ (Valuation) ยังอยู่ในระดับที่น่าสนใจ (Discount Valuation) หรือพูดง่ายๆ คือ &#8220;ของดีราคาถูก&#8221; ยังมีอยู่จริงในตลาดบ้านเรา</span></p>
<p><b>โอกาสของ Infra Tech ในไทย</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในขณะที่สหรัฐฯ กำลังวุ่นวายกับการถูก AI แย่งงาน แต่ในฝั่งประเทศไทยและอาเซียน เรากำลังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการนำ AI มาใช้ (Adoption Phase) นี่คือโอกาสทางธุรกิจมหาศาล เพราะการจะใช้ AI ได้ จำเป็นต้องมี &#8220;โครงสร้างพื้นฐาน&#8221; หรือ Infrastructure รองรับ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ประเทศไทยกำลังถูกวางหมากให้เป็นศูนย์กลางของ </span><b>Infra Tech</b><span style="font-weight: 400;"> แห่งใหม่ของอาเซียน ไม่ว่าจะเป็น Data Center, ระบบ Cloud Computing หรือชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง การปฏิรูปอุตสาหกรรม (Industry Reform) ในระยะกลางและยาวจึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และจะเป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อน GDP ของประเทศในทศวรรษหน้า</span></p>
<h3><b>สแกนภูมิทัศน์เศรษฐกิจไทย ความเชื่อมั่นกลับมาพร้อมเสถียรภาพ</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากปัจจัยภายนอกแล้ว ปัจจัยภายในประเทศก็เริ่มส่งสัญญาณบวกที่สอดคล้องกัน โดยเฉพาะในเรื่องของ &#8220;เสถียรภาพทางการเมือง&#8221; และ &#8220;ผลประกอบการภาคธุรกิจ&#8221;</span></p>
<p><b>การเมืองนิ่ง ธุรกิจเดินหน้า</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ความชัดเจนในการจัดตั้งรัฐบาลเป็นกุญแจดอกสำคัญ ล่าสุด มีความคืบหน้าในการรวมเสียงจากพรรคเล็กและพรรคแกนนำอย่างภูมิใจไทยและเพื่อไทย ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะสามารถรวบรวมเสียงได้มากกว่า 275 เสียง เสถียรภาพนี้จะช่วยให้การขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจทำได้เต็มรูปแบบโดยเฉพาะนโยบายที่ภาคเอกชนรอคอย</span></p>
<ol>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>การส่งเสริมการลงทุน &#8211;</b><span style="font-weight: 400;"> เน้นหนักในกลุ่มนิคมอุตสาหกรรม ไฟฟ้า และโครงสร้างพื้นฐาน</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>การกระตุ้นการบริโภคและบริการ – </b><span style="font-weight: 400;">การท่องเที่ยวและกำลังซื้อในประเทศ</span></li>
</ol>
<p><b>ผลกำไรบริษัทจดทะเบียนแข็งแกร่งกว่าที่คาด</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ตัวเลขไม่เคยโกหก หากดูจากการรายงานผลกำไรไตรมาส 4 ปี 2025 (4Q25) ของบริษัทจดทะเบียนไทย พบว่าส่วนใหญ่ทำผลงานได้ &#8220;ดีกว่าคาด&#8221; (Better than Expected) โดยเฉพาะกลุ่มโรงกลั่นและพลังงาน ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าภาคธุรกิจไทยมีความสามารถในการปรับตัวและบริหารจัดการต้นทุนได้ดี แม้จะเผชิญกับความผันผวนของราคาน้ำมันโลก สิ่งนี้ช่วยดึงดูด Fund Flows ให้ไหลกลับเข้ามาในตลาดไทยได้อย่างต่อเนื่อง</span></p>
<h3><b>เจาะลึกธีมธุรกิจและอุตสาหกรรมดาวรุ่ง</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">หากถอดรหัสออกมาเป็น &#8220;ธีมธุรกิจ&#8221; ที่มีศักยภาพในการเติบโตสูง ดังนี้</span></p>
<p><b>ธีมที่ 1 Yield Play และความมั่นคงทางพลังงาน</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในยุคที่ดอกเบี้ยกำลังจะผ่านจุดสูงสุด ธุรกิจที่ให้ผลตอบแทนสม่ำเสมอและมีความมั่นคงสูงจะกลายเป็นเป้าหมายหลัก</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>กลุ่มโรงไฟฟ้า (Power Sector) &#8211; </b><span style="font-weight: 400;">ผู้เล่นรายใหญ่อย่าง </span><b>GULF, EGCO, BCPG</b><span style="font-weight: 400;"> ไม่ได้เป็นแค่ผู้ผลิตไฟ แต่กำลังทรานส์ฟอร์มไปสู่การเป็นผู้สนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>กลุ่มปันผลสูงและสื่อสาร &#8211; </b><span style="font-weight: 400;">บริษัทที่มีกระแสเงินสดแข็งแกร่งอย่าง </span><b>ADVANC</b><span style="font-weight: 400;"> รวมถึงกลุ่มค้าปลีกที่มีเครือข่ายครอบคลุมอย่าง </span><b>CPALL</b><span style="font-weight: 400;"> ยังคงเป็นรากฐานที่สำคัญของพอร์ตธุรกิจ</span></li>
</ul>
<p><b>ธีมที่ 2 รัฐบาลใหม่และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน (New Gov &amp; Infra Tech)</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อนโยบายภาครัฐชัดเจน กลุ่มที่ได้รับประโยชน์เต็มๆ คือกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้างและวางระบบ</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>นิคมอุตสาหกรรม &#8211; AMATA</b><span style="font-weight: 400;"> คือตัวอย่างของผู้เล่นที่จะได้รับประโยชน์จากการย้ายฐานการผลิตของต่างชาติ</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>รับเหมาและวางระบบ &#8211;</b> <b>STECON</b><span style="font-weight: 400;"> และ </span><b>INSET</b><span style="font-weight: 400;"> จะมีบทบาทสำคัญในการสร้างสิ่งปลูกสร้างและระบบ Data Center ที่กำลังจะผุดขึ้นมากมาย</span></li>
</ul>
<h3><b>ธีมที่ 3 การบริโภคและการท่องเที่ยว (Consumption &amp; Services)</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การเข้าสู่ช่วงเทศกาลตรุษจีนและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐ เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาให้กับการจับจ่ายใช้สอย</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง &#8211; </span><b>CPAXT, CENTEL, AWC, AOT</b><span style="font-weight: 400;"> รวมถึงกลุ่มการเงินอย่าง </span><b>MTC และ KTC</b><span style="font-weight: 400;"> จะเห็นตัวเลขธุรกรรมที่พุ่งสูงขึ้น</span></li>
</ul>
<h3><b>บทวิเคราะห์ กรณีศึกษา AOT และกลุ่มโรงไฟฟ้า</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น เราขอยกตัวอย่างกรณีศึกษาที่น่าสนใจทางธุรกิจ 2 กรณี</span></p>
<ol>
<li><b> AOT (ท่าอากาศยานไทย) &#8211; ประตูสู่เศรษฐกิจไทย</b><span style="font-weight: 400;"> นักวิเคราะห์ระดับสากล (International Consensus) ต่างปรับมุมมองเชิงบวกต่อ AOT เนื่องจากเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ (Big Cap) ที่เป็นเป้าหมายแรกของเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ ปัจจัยหนุนสำคัญคือการเข้าสู่ช่วง &#8220;พีคซีซั่น&#8221; ของการท่องเที่ยวและตรุษจีน ซึ่งปริมาณผู้เดินทางคือรายได้โดยตรงที่ไม่ต้องพึ่งพาความซับซ้อนของห่วงโซ่อุปทาน</span></li>
<li><b> EGCO และ BCPG &#8211; มากกว่าแค่โรงไฟฟ้า</b><span style="font-weight: 400;"> ในมุมมองใหม่ ธุรกิจโรงไฟฟ้ากำลังถูก Re-rate Valuation หรือประเมินมูลค่าใหม่ เพราะพวกเขาคือ &#8220;หัวใจ&#8221; ของ AI โลก Data Center ขนาดมหึมาที่ใช้ประมวลผล AI ต้องการพลังงานไฟฟ้ามหาศาลและเสถียร ดังนั้น โรงไฟฟ้าเหล่านี้จึงไม่ได้ขายแค่ไฟ แต่ขาย &#8220;ความมั่นคงของระบบดิจิทัล&#8221; ซึ่งถือเป็นวัฏจักรขาขึ้น (Upcycle) รอบใหม่</span></li>
</ol>
<h3><b>ปัจจัยเสี่ยงและโอกาส</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ในการดำเนินธุรกิจและการวิเคราะห์เศรษฐกิจ เราต้องมองให้รอบด้าน นี่คือปัจจัยสำคัญที่ต้องจับตามอง</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>ปัจจัยบวก (+) &#8211; การเมืองไทย</b><span style="font-weight: 400;"> แนวโน้มการจัดตั้งรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ (เกิน 275 เสียง) จะปลดล็อกงบประมาณและการลงทุนภาครัฐ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจในภาพรวม</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>ปัจจัยผสม (*/+) &#8211; ผลประกอบการ 4Q25</b><span style="font-weight: 400;"> ข้อมูลจาก BB Consensus ระบุว่าบริษัทที่รายงานผลกำไรแล้วส่วนใหญ่เติบโต 14% เมื่อเทียบปีต่อปี (YoY) และดีกว่าคาด 4.4% สะท้อนความแข็งแกร่งของ Real Sector</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>ปัจจัยภายนอก (*/-) &#8211; เศรษฐกิจสหรัฐฯ</b><span style="font-weight: 400;"> ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่เริ่มแผ่วลง (ภาคแรงงาน, บ้านมือสอง) ทำให้ตลาดเชื่อมั่นว่า Fed จะลดดอกเบี้ย ซึ่งแม้จะเป็นสัญญาณลบต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ แต่เป็น &#8220;บวก&#8221; ต่อตลาดเอเชียและไทยในแง่ของความน่าสนใจในการลงทุน</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>ปัจจัยเทคโนโลยี (*/+) &#8211; AI Disruption</b><span style="font-weight: 400;"> แรงเทขายหุ้นสหรัฐฯ ในกลุ่มที่เสี่ยงถูก AI แย่งงาน (เช่น พื้นที่เช่าสำนักงาน) อาจดูน่ากลัว แต่สำหรับไทย มันคือโอกาสในการดึงเม็ดเงินเข้าสู่กลุ่ม Data Center และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>ราคาน้ำมัน (*) &#8211;</b><span style="font-weight: 400;"> การปรับลดลงของราคาน้ำมันดิบ (-2.1%) เป็นผลดีต่อต้นทุนการผลิตและธุรกิจสายการบิน (Anti-Commodities) ช่วยลดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อในไทย</span></li>
</ul>
<p><b>บทสรุป</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ภาพรวมเศรษฐกิจและการลงทุนในปี 2026 กำลังฉายภาพของการ &#8220;ผลัดใบ&#8221; เงินทุนกำลังเคลื่อนย้ายจากตะวันตกสู่ตะวันออก จากสินทรัพย์ที่เฟ้อราคาไปสู่สินทรัพย์ที่มีมูลค่าแท้จริง สำหรับผู้ประกอบการและผู้ติดตามข่าวสาร นี่คือจังหวะเวลาสำคัญในการศึกษาโอกาสจากเทคโนโลยี Infra Tech และการฟื้นตัวของการบริโภคในประเทศ เพราะลมแห่งการเปลี่ยนแปลงมักจะพัดพาโอกาสใหม่ๆ มาให้เสมอสำหรับผู้ที่มองเห็นก่อน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ไม่ว่าคุณจะเป็นเจ้าของกิจการ นักวางแผนกลยุทธ์ หรือผู้สนใจทั่วไป การเข้าใจพลวัตของ Bond Yield, AI และทิศทางการเมือง จะช่วยให้คุณ &#8220;อ่านเกมขาด&#8221; และเตรียมพร้อมรับมือกับอนาคตได้อย่างมั่นคง</span></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thesignals.net/%e0%b9%80%e0%b8%a8%e0%b8%a3%e0%b8%a9%e0%b8%90%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88-2026-%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%82%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%a7-%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%ab/">เศรษฐกิจ 2026 พลิกขั้ว ทุนไหลเข้าไทย โอกาสธุรกิจยุค Infra Tech ที่ต้องรู้</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thesignals.net">The Signals</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.thesignals.net/%e0%b9%80%e0%b8%a8%e0%b8%a3%e0%b8%a9%e0%b8%90%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88-2026-%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%82%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%a7-%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%ab/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>SET Index พุ่ง 14.4% ต้นปี 2026 ตลาดหุ้นไทยกลับมาแล้ว? หรือสัญญาณที่นักลงทุนรอคอย</title>
		<link>https://www.thesignals.net/set-index-%e0%b8%9e%e0%b8%b8%e0%b9%88%e0%b8%87-14-4-%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%9b%e0%b8%b5-2026-%e0%b8%95%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%97/</link>
					<comments>https://www.thesignals.net/set-index-%e0%b8%9e%e0%b8%b8%e0%b9%88%e0%b8%87-14-4-%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%9b%e0%b8%b5-2026-%e0%b8%95%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%97/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[deawbb3@gmail.com]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 16 Feb 2026 10:21:03 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Markets]]></category>
		<category><![CDATA[Fund Flow]]></category>
		<category><![CDATA[SET Index]]></category>
		<category><![CDATA[วิเคราะห์หุ้น]]></category>
		<category><![CDATA[หุ้นต่างชาติซื้อ]]></category>
		<category><![CDATA[หุ้นน่าลงทุน]]></category>
		<category><![CDATA[หุ้นไทย 2026]]></category>
		<category><![CDATA[แนวโน้มตลาดหุ้น]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.thesignals.net/wp/?p=558</guid>

					<description><![CDATA[<p>ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ตลาดหลักทรัพย์ไทยเผชิญกับความท้าทา [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thesignals.net/set-index-%e0%b8%9e%e0%b8%b8%e0%b9%88%e0%b8%87-14-4-%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%9b%e0%b8%b5-2026-%e0%b8%95%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%97/">SET Index พุ่ง 14.4% ต้นปี 2026 ตลาดหุ้นไทยกลับมาแล้ว? หรือสัญญาณที่นักลงทุนรอคอย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thesignals.net">The Signals</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ตลาดหลักทรัพย์ไทยเผชิญกับความท้าทายมากมาย ตั้งแต่ความไม่แน่นอนทางการเมือง การฟื้นตัวที่ล่าช้าหลังวิกฤตโควิด-19 ไปจนถึงกระแสเงินทุนต่างชาติที่ไหลออกอย่างต่อเนื่อง นักลงทุนหลายรายเริ่มหันไปมองหาโอกาสในตลาดอื่นที่ดูน่าสนใจกว่า ไม่ว่าจะเป็นเวียดนาม อินโดนีเซีย หรือแม้แต่ตลาดพัฒนาแล้วอย่างสหรัฐอเมริกา​</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่แล้วในช่วงต้นปี 2026 สถานการณ์ก็เริ่มเปลี่ยนไป ดัชนี SET Index ปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่ง แซงหน้าตลาดหลักในต่างประเทศหลายแห่ง ทำให้นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศเริ่มหันกลับมาจับตามองตลาดหุ้นไทยอีกครั้ง </span><b>โดยคุณกรรณ์ หทัยศรัทธา หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุน และ นักเศรษฐศาสตร์ สายงานวิจัย (ลูกค้ารายย่อย) บริษัทหลักทรัพย์ CGS International (ประเทศไทย)</b><span style="font-weight: 400;"> ได้ให้มุมมองตลาดหุ้นไทยว่า ได้แสดงให้เห็นถึงสัญญาณการฟื้นตัวที่ชัดเจน โดยเฉพาะในกลุ่มพลังงาน เทคโนโลยี และสื่อสารโทรคมนาคม​</span></p>
<h2><b>SET Index พุ่ง 14.4% ต้นปี 2026 ตลาดหุ้นไทยกลับมาแล้ว? หรือสัญญาณที่นักลงทุนรอคอย</b></h2>
<p><img decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-561" src="https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/02/Artboard-1_4_11zon.webp" alt="SET Index พุ่ง 14.4% ต้นปี 2026 ตลาดหุ้นไทยกลับมาแล้ว? หรือสัญญาณที่นักลงทุนรอคอย" width="1200" height="1500" title="SET Index พุ่ง 14.4% ต้นปี 2026 ตลาดหุ้นไทยกลับมาแล้ว? หรือสัญญาณที่นักลงทุนรอคอย" srcset="https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/02/Artboard-1_4_11zon.webp 1200w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/02/Artboard-1_4_11zon-240x300.webp 240w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/02/Artboard-1_4_11zon-819x1024.webp 819w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/02/Artboard-1_4_11zon-768x960.webp 768w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/02/Artboard-1_4_11zon-750x938.webp 750w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/02/Artboard-1_4_11zon-1140x1425.webp 1140w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คำถามที่นักลงทุนต้องการคำตอบ คือ &#8220;การฟื้นตัวครั้งนี้ยั่งยืนหรือไม่&#8221; และ &#8220;ตอนนี้เป็นจังหวะที่เหมาะสมในการเข้าลงทุนหรือยัง&#8221; บทความนี้จะช่วยให้คุณได้คำตอบผ่านการวิเคราะห์เชิงลึกจากข้อมูลจริง พร้อมแนวทางจากนักลงทุนระดับโลกที่คุณสามารถนำไปปรับใช้ได้ทันที</span></p>
<h3><b>Direct Answer SET Index โดดเด่นกว่าตลาดโลกอย่างชัดเจน</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ตลาดหลักทรัพย์ไทย (SET Index) บันทึกผลตอบแทน +14.4% ณ วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2026 ที่ระดับ 1,441.53 จุด ตามรายงานของ CGS International การเติบโตนี้โดดเด่นกว่าตลาดหลักทั่วโลกอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับตลาดสหรัฐอเมริกาที่ลดลง -0.2% และ Bitcoin ที่ร่วงหนัก -24.5% ในช่วงเวลาเดียวกัน​</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">CGS International ให้มุมมองว่า กลุ่มอุตสาหกรรมที่มีผลตอบแทนโดดเด่นที่สุด ได้แก่ กลุ่มปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ (PETRO) ที่เติบโต +29.8% กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ (ETRON) ที่เพิ่มขึ้น +28.4% และกลุ่มเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) ที่ปรับตัวขึ้น +21.8%​</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ความโดดเด่นของตลาดหุ้นไทยไม่ได้มาจากเพียงผลตอบแทนเท่านั้น แต่ยังมาจากการประเมินมูลค่าที่น่าสนใจ โดย SET Index ซื้อขายที่ Forward Price-to-Earnings Ratio (FWD P/E) 14.67 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 10 ปีที่ 16.74 เท่า และต่ำกว่าค่าเฉลี่ยลบค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 1 เท่า (-1 S.D.) ที่ 14.49 เท่า การประเมินมูลค่าที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยประวัติศาสตร์นี้ชี้ให้เห็นถึงโอกาสในการปรับตัวขึ้นต่อไปในอนาคต หากปัจจัยบวกต่างๆ เป็นจริงตามที่คาดการณ์​</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากนี้ สินทรัพย์ประเภทอื่นในตลาดโลกก็แสดงภาพที่น่าสนใจ ทองคำเติบโต +15.0% YTD เป็นผู้นำในกลุ่ม Multi-Asset ตามด้วยตลาดหุ้นไทยที่ +14.4% และตลาดหุ้นญี่ปุ่นที่ +12.8% ในขณะที่สินทรัพย์ดิจิทัลอย่าง Bitcoin และ Ethereum ร่วงหนัก -24.5% และ -34.8% ตามลำดับ แสดงให้เห็นว่านักลงทุนกำลังเลือกสินทรัพย์ที่มีพื้นฐานแข็งแกร่งมากขึ้น​</span></p>
<h3><b>ทำไมตอนนี้ถึงเป็นจังหวะสำคัญของตลาดหุ้นไทย</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้นักวิเคราะห์หลายรายมองว่าตลาดหุ้นไทยกำลังอยู่ในจังหวะที่น่าสนใจ คือ การเปลี่ยนแปลงทางการเมือง &#8220;ประเทศไทยกำลังใกล้จะมีรัฐบาล 300+ เสียง ครั้งแรกในรอบหลายปี&#8221; โดยหลังจากการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 พรรคที่ชนะการเลือกตั้งกำลังอยู่ในระหว่างการเจรจาจัดตั้งรัฐบาลผสม ซึ่งหากสำเร็จ รัฐบาลที่มีเสียงข้างมากชัดเจนในรัฐสภามักนำมาซึ่งเสถียรภาพทางการเมือง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนสถาบันใช้ประกอบการตัดสินใจลงทุน​</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ความเสถียรทางการเมืองส่งผลโดยตรงต่อความมั่นใจของนักลงทุน โดยเฉพาะนักลงทุนต่างชาติที่ต้องการความแน่นอนในนโยบายเศรษฐกิจและการลงทุน จากประสบการณ์ในอดีต ช่วงที่ไทยมีรัฐบาลที่เข้มแข็งและมีเสถียรภาพ ตลาดหุ้นมักมีแนวโน้มเติบโตได้ดีกว่าช่วงที่มีความขัดแย้งทางการเมือง ดังที่เห็นได้จากข้อมูล Foreign Ownership ที่เริ่มมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในช่วงต้นปี 2026​</span></p>
<p><b>อุปมาจาก &#8220;สุมาอี้&#8221; กลยุทธ์การรอจังหวะ</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">CGS International ใช้อุปมาจาก &#8220;สุมาอี้&#8221; (Sima Yi) นักยุทธศาสตร์ในยุคสามก๊กที่มีชื่อเสียงในเรื่องความอดทนและการรอจังหวะที่เหมาะสม โดยอ้างแนวคิดที่ปรากฏใน Facebook Page &#8220;คุยสามก๊ก ถกไซ่ฮั่น&#8221; ซึ่งตีความว่า &#8220;ลับกระบี่หมื่นวัน เพื่อเชือดฟันครั้งเดียว&#8221; และ &#8220;ข้าตวัดกระบี่เพียงครั้งเดียว แต่รู้ไหมว่าลับมาสิบกว่าปีแล้ว&#8221; แนวคิดเหล่านี้สะท้อนถึงกลยุทธ์การอดทนและการรอจังหวะที่เหมาะสมของ Sima Yi ที่ปรากฏในเรื่องราวประวัติศาสตร์ยุคสามก๊ก&#8221;​</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">CGS International ใช้อุปมานี้เพื่อเปรียบเทียบกับสถานการณ์การเมืองไทยที่กำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยน รายงานใช้ภาษาเชิงสัญลักษณ์เพื่อวิเคราะห์สถานการณ์ทางการเมือง ซึ่งสะท้อนถึงมุมมองของนักวิเคราะห์ว่าปัจจุบันอาจเป็นจังหวะสำคัญที่สถานการณ์กำลังคลี่คลาย โดยเฉพาะการเคลื่อนไหวที่อาจนำไปสู่ความเสถียรภาพทางการเมืองที่มากขึ้น​ &#8220;*</span><b>หมายเหตุ </b><span style="font-weight: 400;">ความเห็นทางการเมืองที่ปรากฏในรายงาน CGS International เป็นการวิเคราะห์ของนักวิเคราะห์ ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่ยืนยันได้&#8221;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">Warren Buffett นักลงทุนระดับตำนานเคยกล่าวไว้ในจดหมายถึงผู้ถือหุ้น Berkshire Hathaway ปี 1994 ว่า &#8220;The stock market is a device for transferring money from the impatient to the patient&#8221; (ตลาดหุ้น คือ กลไกในการถ่ายโอนเงินจากคนใจร้อนไปยังคนที่อดทนได้) แนวคิดนี้สอดคล้องกับการรอจังหวะที่เหมาะสมในการลงทุน ซึ่งเป็นหลักการสำคัญของการลงทุนระยะยาว</span></p>
<h3><b>ผลตอบแทนแบ่งตามขนาดบริษัท ที่นักลงทุนต้องรู้</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">CGS International ณ วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2026 ผลตอบแทนของดัชนีหุ้นไทยแบ่งตามขนาดบริษัทมี ดังนี้</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">SET Index (ดัชนีรวมทุกหุ้น) +14.4% YTD</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">SET50 (50 บริษัทใหญ่ที่สุด) +16.3% YTD</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">SET100 (100 บริษัทใหญ่ที่สุด) +16.0% YTD</span></li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 400;">ความแตกต่างของผลตอบแทนระหว่างดัชนีเหล่านี้สะท้อนถึงแนวโน้มสำคัญของตลาด การที่ SET50 และ SET100 มีผลตอบแทนสูงกว่า SET Index แสดงว่าหุ้นขนาดใหญ่ (Large Cap) มีประสิทธิภาพดีกว่าหุ้นขนาดเล็ก (Small Cap) ในช่วงนี้ ซึ่งเป็นสัญญาณที่บ่งชี้ว่านักลงทุนกำลังเลือกความปลอดภัยและสภาพคล่องมากขึ้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">Peter Lynch นักลงทุนตำนานผู้บริหาร Fidelity Magellan Fund กล่าวไว้ในหนังสือ &#8220;One Up on Wall Street&#8221; (1989) ว่าหุ้นขนาดใหญ่มักมีความผันผวนต่ำกว่าและให้ความมั่นใจมากกว่าในช่วงที่ตลาดมีความไม่แน่นอน อย่างไรก็ตาม Lynch ก็ยังคงเน้นว่าหุ้นขนาดเล็กที่มีคุณภาพสามารถให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าในระยะยาวได้หากนักลงทุนทำการบ้านอย่างถูกต้อง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การที่ผลตอบแทนของ SET50 (+16.3%) สูงกว่า SET Index (+14.4%) ถึง 1.9% แสดงให้เห็นว่าเงินทุนกำลังไหลเข้าสู่บริษัทขนาดใหญ่ที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่ง ซึ่งสอดคล้องกับกระแสเงินทุนต่างชาติ (Foreign Flow) ที่มักเลือกลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่ที่มีสภาพคล่องสูงและความเสี่ยงต่ำกว่า​</span></p>
<h3><b>ผลตอบแทนแบ่งตามอุตสาหกรรม Sector Rotation ที่กำลังเกิดขึ้น</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อวิเคราะห์ผลตอบแทนแบ่งตามอุตสาหกรรมเป็นเครื่องมือสำคัญในการทำความเข้าใจว่าภาคส่วนใดของเศรษฐกิจกำลังได้รับความสนใจจากนักลงทุน กลุ่มอุตสาหกรรมที่มีผลตอบแทนโดดเด่น 10 อันดับแรก คือ​</span></p>
<ol>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">PETRO (ปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์) +29.8% YTD</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ETRON (อิเล็กทรอนิกส์) +28.4% YTD</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ICT (เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร) +21.8% YTD</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ENERG (พลังงานและสาธารณูปโภค) +20.0% YTD</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">CONS (สินค้าอุปโภคบริโภค) +17.8% YTD</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">AGRI (เกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร) +3.6% YTD</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">FOOD (อาหารและเครื่องดื่ม) +3.6% YTD</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">BANK (ธนาคาร) +2.1% YTD</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">PERSON (สินค้าส่วนบุคคลและเวชภัณฑ์) +1.7% YTD</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">FASHION (แฟชั่น) -2.5% YTD</span></li>
</ol>
<p><span style="font-weight: 400;">การที่กลุ่ม PETRO นำตลาดด้วยผลตอบแทน +29.8% สะท้อนถึงความเข้มแข็งของราคาน้ำมันในตลาดโลกและอุปสงค์ที่ฟื้นตัว ตามรายงานของ CGS International ราคาน้ำมัน (Oil) เพิ่มขึ้น +9.4% YTD ซึ่งส่งผลบวกต่อบริษัทในกลุ่มปิโตรเคมีและพลังงานของไทย ซึ่งส่งผลบวกต่อบริษัทในกลุ่มปิโตรเคมีและพลังงานของไทย โดยเฉพาะบริษัทขนาดใหญ่อย่าง PTT และ PTTEP ที่ได้รับเงินทุนไหลเข้าจากต่างประเทศอย่างมาก​ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">*หมายเหตุ: ตัวเลขราคาน้ำมันอาจแตกต่างกันไปตาม benchmark ที่ใช้อ้างอิง (เช่น WTI, Brent, Dubai Crude) และช่วงเวลาในการคำนวณ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">กลุ่ม ETRON ที่เติบโต +28.4% สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ไทย ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของ Supply Chain โลก โดยเฉพาะในธุรกิจผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ บริษัทอย่าง DELTA (Delta Electronics Thailand) เคยได้รับคำแนะนำ Take Profit จาก CGS International เนื่องจากราคาปรับตัวขึ้นแล้วมากในช่วงก่อนหน้า​</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">กลุ่ม ICT ที่เพิ่มขึ้น +21.8% ได้รับแรงหนุนจากการเติบโตของธุรกิจดิจิทัลและโทรคมนาคมในไทย บริษัทอย่าง ADVANC (Advanced Info Service) ซึ่งเป็นผู้นำด้านโทรคมนาคมก็อยู่ในรายชือที่ CGS International แนะนำให้ Take Profit เช่นกัน แสดงว่าราคาได้ปรับตัวขึ้นถึงระดับที่น่าพอใจสำหรับนักลงทุนบางกลุ่มแล้ว​</span></p>
<h3><b>ประเมินมูลค่าด้วย P/E Ratio กับโอกาสที่ซ่อนอยู่</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">Forward Price-to-Earnings Ratio (FWD P/E) เป็นตัวชี้วัดพื้นฐานที่สำคัญในการประเมินว่าตลาดหุ้นกำลังซื้อขายในระดับราคาที่แพงหรือถูกเมื่อเทียบกับกำไรที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต ณ วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2026 SET Index มีค่า FWD P/E ที่ 14.67 เท่า​</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อเปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ย 10 ปีที่ 16.74 เท่า SET Index ปัจจุบันซื้อขายต่ำกว่าค่าเฉลี่ยประมาณ 2.07 เท่า หรือคิดเป็นส่วนลด 12.4% จากค่าเฉลี่ย นอกจากนี้ ค่า FWD P/E ปัจจุบันยังใกล้เคียงกับระดับ -1 Standard Deviation (S.D.) ที่ 14.49 เท่า ซึ่งในทางสถิติหมายความว่าตลาดกำลังซื้อขายในระดับที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยอย่างมีนัยสำคัญ​</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">CGS International ประเมินว่าหาก SET Index ปรับ P/E Ratio กลับไปที่ 15.0 เท่า (ระดับ -1 S.D.) และใช้การประเมิน EPS ปี 2027 ที่ 94.5 บาท จะได้มูลค่าดัชนีที่ประมาณ 1,400 จุด อย่างไรก็ตาม หาก SET Index สามารถ Re-rate ไปที่ระดับ -0.25 S.D. หรือใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ย มูลค่าดัชนีอาจแตะระดับ 1,480 จุด (ซึ่งเป็นเป้าหมายของ CGSI ณ สิ้นปี 2026) หรือแม้กระทั่งเกิน 1,500 จุด​</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">Benjamin Graham บิดาแห่ง Value Investing และอาจารย์ของ Warren Buffett กล่าวไว้ในหนังสือ &#8220;The Intelligent Investor&#8221; (1949) ว่าการซื้อหลักทรัพย์ที่ราคาต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง (Buying with a Margin of Safety) เป็นหลักการพื้นฐานที่สำคัญที่สุดของการลงทุน การที่ SET Index ซื้อขายต่ำกว่าค่าเฉลี่ยประวัติศาสตร์อาจถือเป็น Margin of Safety สำหรับนักลงทุนที่มองหาโอกาสในตลาดหุ้นไทย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ตาม Graham ก็เตือนว่า P/E Ratio เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอในการตัดสินใจลงทุน นักลงทุนต้องพิจารณาปัจจัยอื่นๆ ประกอบ เช่น คุณภาพของธุรกิจ ความมั่นคงทางการเงิน แนวโน้มการเติบโตของกำไร และปัจจัยมหภาคทางเศรษฐกิจ การวิเคราะห์แบบองค์รวมจะช่วยให้นักลงทุนตัดสินใจได้อย่างมีข้อมูลครบถ้วน</span></p>
<h3><b>Foreign Net Buy Top 10 หุ้นที่ได้รับความสนใจ</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">กระแสเงินทุนจากนักลงทุนต่างชาติเป็นตัวชี้วัดสำคัญของความเชื่อมั่นในตลาดหุ้นไทย จากข้อมูลของ CGS International ที่รวบรวมจาก Stock Exchange of Thailand หุ้นที่มีมูลค่า Foreign Net Buy สูงสุดในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา (ณ 12 กุมภาพันธ์ 2026) มีดังนี้​</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">Foreign Net Buy Top 5</span></p>
<ol>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">PTT (พลังงานและปิโตรเคมี) +3,804 ล้านบาท (สัปดาห์), +11,882 ล้านบาท (YTD)</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">PTTEP (สำรวจและผลิตปิโตรเลียม) +2,984 ล้านบาท (สัปดาห์), +4,915 ล้านบาท (YTD)</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">BCP (ปิโตรเคมี) +1,119 ล้านบาท (สัปดาห์), +2,310 ล้านบาท (YTD)</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">GULF (ผลิตไฟฟ้า) +1,918 ล้านบาท (สัปดาห์), +4,293 ล้านบาท (YTD)</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">CPALL (ค้าปลีก) +1,976 ล้านบาท (สัปดาห์), +980 ล้านบาท (YTD)</span></li>
</ol>
<p><span style="font-weight: 400;">การที่หุ้นกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมีครอง Top 3 ของ Foreign Net Buy สะท้อนถึงความมั่นใจของนักลงทุนสถาบันต่างชาติในแนวโน้มราคาพลังงานและความสามารถในการทำกำไรของบริษัทเหล่านี้ PTT และ PTTEP เป็นบริษัทขนาดใหญ่ที่มีสภาพคล่องสูงและเป็นส่วนสำคัญของดัชนี SET50 จึงเป็นตัวเลือกแรกของนักลงทุนสถาบันที่ต้องการ Exposure ในตลาดไทย​</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">CGS International แนะนำให้นักลงทุน &#8220;Let Profit Run&#8221; สำหรับหุ้นกลุ่มนี้ รวมถึง PTT, GULF, และ CPALL การแนะนำนี้สอดคล้องกับหลักการของ Peter Lynch ที่กล่าวไว้ในหนังสือ &#8220;One Up on Wall Street&#8221; ว่า &#8220;Letting winners run is one of the most important investment principles&#8221; (การปล่อยให้หุ้นที่ชนะวิ่งต่อไปเป็นหนึ่งในหลักการลงทุนที่สำคัญที่สุด)</span></p>
<h3><b>Foreign Net Sell Top 10 ภาคส่วนที่ถูกขาย</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ในทางกลับกัน หุ้นบางตัวกำลังเผชิญกับแรงขายจากนักลงทุนต่างชาติ หุ้นที่มีมูลค่า Foreign Net Sell สูงสุดในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา (ณ 12 กุมภาพันธ์ 2026) ได้แก่:</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">Foreign Net Sell Top 5</span></p>
<ol>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">KBANK (ธนาคารกสิกรไทย) -2,656 ล้านบาท (สัปดาห์), -16,322 ล้านบาท (YTD)</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">SCB (ธนาคารไทยพาณิชย์) -661 ล้านบาท (สัปดาห์), -10,824 ล้านบาท (YTD)</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">HMPRO (ค้าปลีกสินค้าก่อสร้าง) -443 ล้านบาท (สัปดาห์), -509 ล้านบาท (YTD)</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ADVANC (โทรคมนาคม) อยู่ใน Take Profit List</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">DELTA (อิเล็กทรอนิกส์ อยู่ใน Take Profit List</span></li>
</ol>
<p><span style="font-weight: 400;">การที่หุ้นกลุ่มธนาคารถูกขายหนักโดยนักลงทุนต่างชาติสะท้อนถึงความกังวลเกี่ยวกับคุณภาพสินทรัพย์ (Asset Quality) และผลกระทบจากดอกเบี้ยที่ยังคงสูง แม้ว่ากลุ่มธนาคารจะมีผลตอบแทนเพียง +2.1% YTD ซึ่งต่ำกว่าตลาดมาก </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ตาม CGS International ยังคงแนะนำให้ Let Profit Run </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สำหรับ SCB แสดงว่ามีมุมมองเชิงบวกต่อธนาคารบางแห่งที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่ง​</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สำหรับ HMPRO ที่ถูกขายหนัก อาจสะท้อนถึงความกังวลเกี่ยวกับภาคอสังหาริมทรัพย์ไทยที่ยังคงชะลอตัว ซึ่งส่งผลต่ออุปสงค์สินค้าก่อสร้างและของตกแต่งบ้าน นักลงทุนควรติดตามข้อมูลอสังหาริมทรัพย์และนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่ที่อาจช่วยหนุนภาคส่วนนี้ในอนาคต</span></p>
<h3><b>Foreign Ownership Trend มองภาพใหญ่ 10 ปี</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การวิเคราะห์ Foreign Ownership ในระยะยาวช่วยให้เห็นภาพใหญ่ของความเชื่อมั่นต่อตลาดหุ้นไทย แสดงให้เห็นว่า Foreign Ownership ในตลาดหุ้นไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญตั้งแต่ปลายปี 2025 หลังจากที่ลดลงมาอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีก่อนหน้า​</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ณ ต้นปี 2026 Foreign Ownership อยู่ที่ประมาณ 38% และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งใกล้เคียงกับระดับสูงสุดในรอบหลายปีที่ประมาณ 40% การเพิ่มขึ้นนี้สะท้อนถึงความเชื่อมั่นที่กลับมาของนักลงทุนสถาบันต่างชาติ โดยเฉพาะหลังจากมีความชัดเจนเกี่ยวกับทิศทางทางการเมืองและนโยบายเศรษฐกิจ​</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">Warren Buffett เคยกล่าวในจดหมายถึงผู้ถือหุ้น Berkshire Hathaway ปี 1996 ว่า &#8220;Be fearful when others are greedy, and greedy when others are fearful&#8221; (จงกลัวเมื่อคนอื่นโลภ และจงโลภเมื่อคนอื่นกลัว) การที่เงินทุนต่างชาติเริ่มไหลกลับเข้ามาในตลาดหุ้นไทยอาจเป็นสัญญาณว่าความกลัวกำลังลดลงและโอกาสกำลังเปิดขึ้น</span></p>
<h3><b>ตำแหน่งของหุ้นไทยในภาพรวมสินทรัพย์โลก</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การเปรียบเทียบผลตอบแทนของสินทรัพย์ประเภทต่างๆ ช่วยให้นักลงทุนเข้าใจว่าหุ้นไทยกำลังมีประสิทธิภาพอย่างไรเมื่อเทียบกับทางเลือกการลงทุนอื่น จากข้อมูลของ CGS International ณ วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2026 ผลตอบแทน YTD ของสินทรัพย์หลักเป็น ดังนี้​</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนบวก</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">Gold +15.0%</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">SET Index +14.4%</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">Japan Equities +12.8%</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">EM Equities (ตลาดหุ้นเกิดใหม่) +11.8%</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">Pacific Rim xJapan +11.2%</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">Oil +9.4%</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">US REITs +8.2%</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">UK Equities +4.7%</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">Europe Equities +4.4%</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">Industrial Metals +3.1%</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">TH REITs +1.4%</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">US Government Bonds +1.4%</span></li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 400;">สินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนลบ</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">US Equities -0.2%</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">High Yield Bonds -0.8%</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">Investment Grade Bonds -0.9%</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">EM Sovereign Bonds -1.0%</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">US Dollar -1.4%</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">TH Government Bonds -13.4%</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">Bitcoin -24.5%</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">Ethereum -34.8%</span></li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 400;">แสดงให้เห็นสิ่งที่น่าสนใจหลายประการ </span></p>
<ol>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ทองคำยังคงเป็นสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงสุดในช่วงต้นปี 2026 ซึ่งสะท้อนถึงความไม่แน่นอนในตลาดโลกและความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven) </span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ตลาดหุ้นไทยให้ผลตอบแทนรองจากทองคำ และโดดเด่นกว่าตลาดหุ้นในภูมิภาคอื่นส่วนใหญ่ รวมถึงตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกา </span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">สินทรัพย์ดิจิทัลอย่าง Bitcoin และ Ethereum ร่วงหนักมาก แสดงว่านักลงทุนกำลังหลบหนีออกจากสินทรัพย์เสี่ยงไปสู่สินทรัพย์ที่มีพื้นฐานแข็งแกร่งกว่า</span></li>
</ol>
<p><span style="font-weight: 400;">การที่พันธบัตรรัฐบาลไทยร่วงหนัก -13.4% YTD เป็นสัญญาณที่น่าสนใจ เนื่องจากปกติแล้วพันธบัตรรัฐบาลเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย แต่การร่วงลงครั้งนี้อาจสะท้อนถึงความคาดหวังว่าอัตราดอกเบี้ยอาจยังไม่ลดลง หรือมีปัจจัยอื่นๆ ที่ส่งผลต่อตลาดตราสารหนี้ไทย นักลงทุนควรติดตามนโยบายการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทยอย่างใกล้ชิด​</span></p>
<h3><b>SET Index Volatility วัดความผันผวนของตลาด</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">Volatility หรือความผันผวนเป็นตัวชี้วัดความเสี่ยงที่สำคัญของการลงทุน โดยวัดจากค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานของผลตอบแทนในช่วงเวลาหนึ่ง ยิ่งค่า Volatility สูง แสดงว่าราคาของสินทรัพย์นั้นผันผวนมาก จากข้อมูลของ CGS International ณ กุมภาพันธ์ 2026 ค่า Volatility ของ SET Index เป็นดังนี้</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">30-Day Volatility ประมาณ 16-17%</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">90-Day Volatility ประมาณ 16-17%</span></li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 400;">การที่ค่า Volatility 30 วันและ 90 วันใกล้เคียงกันแสดงว่าความผันผวนของตลาดค่อนข้างคงที่และไม่มีการพุ่งขึ้นหรือลดลงอย่างกะทันหัน เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงปลายปี 2025 ที่ค่า Volatility เคยอยู่ที่ระดับ 18-20% จะเห็นว่าความผันผวนลดลงบ้าง สะท้อนถึงความมั่นใจที่กลับมาของนักลงทุน​</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ตาม ค่า Volatility 16-17% ยังถือว่าสูงกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวของตลาดหุ้นพัฒนาแล้วอย่างสหรัฐอเมริกาที่มักอยู่ในช่วง 12-15% แสดงว่าตลาดหุ้นไทยยังคงมีความเสี่ยงสูงกว่า ซึ่งเป็นลักษณะทั่วไปของตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) นักลงทุนควรเตรียมจิตใจให้พร้อมกับความผันผวนและไม่ตื่นตระหนกเมื่อราคาหุ้นขึ้นลงในระยะสั้น</span></p>
<h3><b>Sector Volatility กลุ่มอุตสาหกรรมไหนผันผวนที่สุด</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การวิเคราะห์ Volatility แบ่งตามกลุ่มอุตสาหกรรมช่วยให้นักลงทุนเข้าใจว่ากลุ่มไหนมีความเสี่ยงสูงและควรจัดสรรเงินทุนอย่างระมัดระวัง จากข้อมูลของ CGS International กลุ่มอุตสาหกรรมที่มี Volatility สูงสุด (90-Day) ได้แก่​</span></p>
<ol>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ETRON (อิเล็กทรอนิกส์) 70% Volatility</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">PETRO (ปิโตรเคมี) 45% Volatility</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">PROF (บริการรับเหมาและอาชีพอิสระ) 42% Volatility</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">TRANS (ขนส่งและโลจิสติกส์) 38% Volatility</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">MEDIA (สื่อและสิ่งพิมพ์) 37% Volatility</span></li>
</ol>
<p><span style="font-weight: 400;">กลุ่ม ETRON ที่มี Volatility สูงถึง 70% แสดงว่า ราคาหุ้นในกลุ่มนี้ผันผวนมาก อาจขึ้นหรือลงได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งสะท้อนถึงความไม่แน่นอนของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ที่ได้รับผลกระทบจากปัจจัยหลายอย่าง เช่น ความต้องการจากตลาดโลก, Supply Chain, นโยบายการค้าระหว่างประเทศ​</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">กลุ่ม PETRO ที่มี Volatility ประมาณ 45% ก็มีความผันผวนสูงเช่นกัน เนื่องจากราคาปิโตรเลียมและปิโตรเคมีในตลาดโลกผันผวนตามอุปสงค์-อุปทาน สภาพอากาศ ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ และนโยบายของ OPEC+​</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในทางกลับกัน กลุ่มที่มี Volatility ต่ำ ได้แก่</span></p>
<ol>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">COMM (พาณิชยกรรม) 25% Volatility</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">TOURISM (ท่องเที่ยวและสันทนาการ) 30% Volatility</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">CONS (สินค้าอุปโภคบริโภค) 32% Volatility</span></li>
</ol>
<p><span style="font-weight: 400;">กลุ่มเหล่านี้มักเป็นธุรกิจที่มีรายได้ค่อนข้างคงที่และได้รับผลกระทบจากวัฏจักรเศรษฐกิจน้อยกว่า เหมาะสำหรับนักลงทุนที่ต้องการความเสี่ยงต่ำและผลตอบแทนที่มั่นคง​</span></p>
<h3><b>หุ้นที่แนะนำ Let Profit Run กับโอกาสที่ยังดำเนินต่อ</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">CGS International ได้ให้คำแนะนำ &#8220;Let Profit Run&#8221; สำหรับหุ้นกลุ่มหนึ่งที่ทีมวิเคราะห์มองว่ายังมีศักยภาพในการเติบโตต่อ หุ้นที่ได้รับคำแนะนำนี้ ได้แก่​</span></p>
<ol>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">CPALL (CP All &#8211; ค้าปลีก 7-Eleven)</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">PTT (ปตท. &#8211; พลังงานและปิโตรเคมี)</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">GULF (Gulf Energy Development &#8211; ผลิตไฟฟ้า)</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">BDMS (Bangkok Dusit Medical Services &#8211; โรงพยาบาลเอกชน)</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">MINT (Minor International &#8211; โรงแรมและร้านอาหาร)</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">SCB (ธนาคารไทยพาณิชย์)</span></li>
</ol>
<p><span style="font-weight: 400;">คำแนะนำ &#8220;Let Profit Run&#8221; หมายความว่า หุ้นเหล่านี้แม้จะปรับตัวขึ้นไปแล้วบ้าง แต่ยังมีปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่งและมีโอกาสเติบโตต่อในอนาคต นักลงทุนที่ถือหุ้นเหล่านี้อยู่แล้วไม่ควรรีบขายเพื่อทำกำไร แต่ควรปล่อยให้หุ้นวิ่งต่อไปเพื่อรับผลตอบแทนสูงสุด​</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">CPALL เป็นผู้นำในธุรกิจค้าปลีกสะดวกซื้อในไทยด้วยจำนวนสาขา 7-Eleven มากกว่า 13,000 แห่งทั่วประเทศ ธุรกิจนี้ได้รับประโยชน์จากการฟื้นตัวของการบริโภคภายในประเทศและการท่องเที่ยว ผลตอบแทน YTD ของ CPALL อยู่ที่ +13.8% และมี Foreign Net Buy +1,976 ล้านบาทในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา​</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">PTT และ GULF อยู่ในกลุ่มพลังงานที่ได้รับประโยชน์จากราคาน้ำมันที่ปรับตัวขึ้นและอุปสงค์ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น PTT มี Foreign Net Buy สูงสุดในตลาดที่ +3,804 ล้านบาทในสัปดาห์ และ +11,882 ล้านบาท YTD ในขณะที่ GULF มี Foreign Net Buy +1,918 ล้านบาทในสัปดาห์ และ +4,293 ล้านบาท YTD​</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">BDMS เป็นกลุ่มโรงพยาบาลเอกชนที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้รับประโยชน์จากการฟื้นตัวของ Medical Tourism (การท่องเที่ยวเชิงการแพทย์) และความต้องการบริการสุขภาพที่เพิ่มขึ้นจากประชากรไทยที่มีอายุมากขึ้น ผลตอบแทน YTD ของ BDMS อยู่ที่ +9.3%​</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">MINT ได้รับประโยชน์จากการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะในตลาดยุโรปและเอเชีย ผลตอบแทน YTD ของ MINT อยู่ที่ +9.1%​</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">SCB แม้จะอยู่ในกลุ่มธนาคารที่โดนขายโดยต่างชาติ แต่ CGS International ยังคงมองว่ามีปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่งและมีโอกาสปรับตัวขึ้นเมื่อความกังวลเรื่อง Asset Quality คลายตัว ผลตอบแทน YTD ของ SCB อยู่ที่ +1.8%​</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">*รายชื่อหุ้นต่อไปนี้เป็นข้อมูลจากรายงานวิเคราะห์ของ CGS International ณ วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2026 ไม่ใช่คำแนะนำในการลงทุน สถานการณ์ตลาดและปัจจัยพื้นฐานของหุ้นอาจเปลี่ยนแปลงได้ ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและประเมินความเหมาะสมกับพอร์ตการลงทุนของตนเองก่อนตัดสินใจ</span></p>
<h3><b>หุ้นที่แนะนำ Take Profit ถึงเวลาทำกำไร</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ในทางกลับกัน CGS International แนะนำให้ &#8220;Take Profit&#8221; หรือขายทำกำไรสำหรับหุ้นอีกกลุ่มหนึ่งที่ราคาได้ปรับตัวขึ้นมามากแล้วและอาจมีแรงกดดันในระยะสั้น หุ้นที่ได้รับคำแนะนำนี้ ได้แก่:​</span></p>
<ol>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">DELTA (Delta Electronics Thailand &#8211; อิเล็กทรอนิกส์)</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">BCH (Bangkok Chain Hospital &#8211; โรงพยาบาล)</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">IVL (Indorama Ventures &#8211; ปิโตรเคมี)</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">CBG (Carabao Group &#8211; เครื่องดื่มชูกำลัง)</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ADVANC (Advanced Info Service &#8211; โทรคมนาคม)</span></li>
</ol>
<p><span style="font-weight: 400;">คำแนะนำ &#8220;Take Profit&#8221; หมายความว่าหุ้นเหล่านี้ได้ปรับตัวขึ้นไปในระดับที่น่าพอใจแล้ว และอาจมีความเสี่ยงที่ราคาจะปรับฐานหรือพักตัว นักลงทุนที่ถือหุ้นเหล่านี้อาจพิจารณาขายบางส่วนเพื่อทำกำไรและลดความเสี่ยง​</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">DELTA มีผลตอบแทน YTD ที่โดดเด่นมากที่ +29.5% และซื้อขายที่ P/E Ratio 141.7 เท่า ซึ่งสูงมาก แสดงว่าตลาดได้ Pricing การเติบโตในอนาคตไว้แล้วมาก หากมีข่าวลบหรือผลประกอบการไม่เป็นไปตามคาด อาจมีความเสี่ยงที่ราคาจะปรับลงได้มาก​</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">BCH มีผลตอบแทน YTD ที่ +3.8% ซึ่งต่ำกว่าตลาด แต่อาจมีปัจจัยที่ทำให้ CGS International มองว่าควรทำกำไรบางส่วน​</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">IVL อยู่ในกลุ่มปิโตรเคมีที่มีความผันผวนสูงตามราคาน้ำมันและเคมีภัณฑ์ในตลาดโลก มีผลตอบแทน YTD ที่ +42.2% ซึ่งเติบโตมามากแล้ว​</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">CBG มีผลตอบแทน YTD ที่ +9.2% อยู่ในกลุ่มอาหารและเครื่องดื่มที่มีการแข่งขันสูง​</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ADVANC มีผลตอบแทน YTD ที่ +26.2% เติบโตมามากในกลุ่ม ICT​</span></li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 400;">*รายชื่อหุ้นต่อไปนี้เป็นข้อมูลจากรายงานวิเคราะห์ของ CGS International ณ วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2026 ไม่ใช่คำแนะนำในการลงทุน สถานการณ์ตลาดและปัจจัยพื้นฐานของหุ้นอาจเปลี่ยนแปลงได้ ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและประเมินความเหมาะสมกับพอร์ตการลงทุนของตนเองก่อนตัดสินใจ</span></p>
<h3><b>แนวทาง Peter Lynch รู้ว่าเมื่อไหร่ควรขาย</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">Peter Lynch หนึ่งในนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จที่สุดในประวัติศาสตร์ กล่าวไว้ในหนังสือ &#8220;One Up on Wall Street&#8221; (1989) ว่าการตัดสินใจว่าเมื่อไหร่ควรขายหุ้นเป็นหนึ่งในทักษะที่สำคัญที่สุดของการลงทุน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">Lynch เสนอเหตุผลหลัก 6 ประการที่ควรพิจารณาขายหุ้น </span></p>
<ol>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">เรื่องราวของหุ้นเปลี่ยนไป (The story has changed) ธุรกิจไม่ได้เป็นไปตามที่คาดการณ์ มีการเปลี่ยนแปลงเชิงลบในโมเดลธุรกิจหรืออุตสาหกรรม</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">บริษัททำผลงานได้ไม่ดีติดต่อกัน 2 ไตรมาส สัญญาณเตือนว่าอาจมีปัญหาพื้นฐาน</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">หุ้นขึ้นเกินมูลค่าที่ควรจะเป็น P/E Ratio หรือ Valuation สูงเกินไปเมื่อเทียบกับการเติบโต</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">พบโอกาสที่ดีกว่า มีหุ้นอื่นที่น่าสนใจกว่าและมี Upside มากกว่า</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ถือหุ้นมากเกินไป พอร์ตไม่สมดุล มีหุ้นหลายตัวเกินความจำเป็น</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">เกิดเหตุการณ์ที่ทำให้ต้องการเงิน ความต้องการเงินสดฉุกเฉิน</span></li>
</ol>
<p><span style="font-weight: 400;">สำหรับหุ้นที่ CGS International แนะนำให้ Take Profit เหตุผลหลักน่าจะเป็นเรื่องของการประเมินมูลค่าที่สูงขึ้นมากแล้ว (ข้อ 3) และอาจมีโอกาสที่ดีกว่าในหุ้นตัวอื่น (ข้อ 4) นักลงทุนควรพิจารณาปัจจัยเหล่านี้ประกอบกับสถานการณ์ของตัวเองก่อนตัดสินใจ</span></p>
<h3><b>ปัจจัยภายในประเทศ เมื่อการเมืองและเศรษฐกิจไทย</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การเมืองไทยกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนที่สำคัญ ตามที่รายงานของ CGS International ระบุว่า &#8220;ประเทศไทยกำลังใกล้จะมีรัฐบาล 300+ เสียง ครั้งแรกในรอบหลายปี&#8221; รัฐบาลที่มีเสถียรภาพและเสียงข้างมากในรัฐสภาจะสามารถผลักดันนโยบายเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น​</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นโยบายที่นักลงทุนควรจับตามอง</span></p>
<ol>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ โครงการช่วยเหลือรายได้ประชาชน การลดภาษี โครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">นโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยว มาตรการดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่งจะส่งผลบวกต่อกลุ่ม TOURISM, HOTEL, AIRLINE</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">นโยบายดิจิทัล การส่งเสริม Digital Economy, E-Commerce, Fintech ส่งผลบวกต่อกลุ่ม ICT และ FIN</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">นโยบายพลังงานสะอาด การส่งเสริม Renewable Energy ส่งผลต่อกลุ่ม ENERG โดยเฉพาะบริษัทที่ลงทุนใน Solar, Wind</span></li>
</ol>
<p><b>การฟื้นตัวของการท่องเที่ยว</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การท่องเที่ยวเป็นหนึ่งในเสาหลักของเศรษฐกิจไทย การฟื้นตัวเต็มรูปแบบของนักท่องเที่ยวจีนและตลาดอื่นๆ จะช่วยหนุนเศรษฐกิจไทยอย่างมาก กลุ่ม TOURISM มีผลตอบแทน YTD ที่ +12.4% โดยเฉลี่ย บริษัทอย่าง MINT (Minor International) ที่ดำเนินธุรกิจโรงแรมและร้านอาหารได้รับประโยชน์โดยตรง และอยู่ใน Let Profit Run List ของ CGS International​</span></p>
<p><b>ภาคอสังหาริมทรัพย์</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ภาคอสังหาริมทรัพย์ไทยยังคงเผชิญความท้าทาย โดยเฉพาะในกลุ่มคอนโดมิเนียมและบ้านราคาสูง อย่างไรก็ตาม นโยบายกระตุ้นจากรัฐบาลใหม่อาจช่วยให้ภาคนี้ฟื้นตัว นักลงทุนควรติดตามมาตรการต่างๆ เช่น การลดค่าธรรมเนียมการโอน การให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ซึ่งจะส่งผลต่อกลุ่ม PROP และ CONMAT</span></p>
<h3><b>ปัจจัยต่างประเทศกับสิ่งที่เกิดขึ้นในโลกส่งผลต่อเรา</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">CGS International ระบุว่าสัปดาห์หน้า (หลังวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2026) นักลงทุนควรติดตาม &#8220;FED Minutes&#8221; รายงานการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐ (Federal Reserve) เป็นตัวชี้วัดสำคัญของทิศทางดอกเบี้ยและนโยบายการเงินโลก​</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หาก FED ส่งสัญญาณว่าจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับสูงต่อเนื่อง อาจกดดันตลาดหุ้นและกระแสเงินทุนไหลออกจากตลาดเกิดใหม่รวมถึงไทย ในทางกลับกัน หาก FED ส่งสัญญาณว่าจะเริ่มลดดอกเบี้ย อาจเป็นสัญญาณบวกต่อตลาดหุ้นทั่วโลก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">Warren Buffett เคยกล่าวว่า &#8220;Interest rates are to asset prices what gravity is to the apple. When there are low interest rates, there is a very low gravitational pull on asset prices&#8221; (อัตราดอกเบี้ยต่อราคาสินทรัพย์เหมือนแรงโน้มถ่วงต่อแอปเปิล เมื่อดอกเบี้ยต่ำ แรงดึงดูดต่อราคาสินทรัพย์ก็ต่ำ) ดังนั้นการเคลื่อนไหวของดอกเบี้ยจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนต้องจับตา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">India AI Summit โอกาสและการแข่งขันในภูมิภาค</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">CGS International ระบุว่า &#8220;India AI Summit&#8221; เป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์ที่ควรติดตาม การพัฒนา Artificial Intelligence (AI) ในอินเดียและภูมิภาคเอเชียกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว ซึ่งอาจสร้างทั้งโอกาสและการแข่งขันสำหรับบริษัทไทย​</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">บริษัทไทยในกลุ่ม ICT และ TECH ที่สามารถปรับตัวและนำ AI มาใช้ในธุรกิจจะได้เปรียดเปรียบ กลุ่ม ICT มีผลตอบแทน +21.8% YTD แสดงว่านักลงทุนให้ความสนใจกับเทคโนโลยีดิจิทัล​</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ราคาน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ราคาน้ำมันเป็นปัจจัยสำคัญต่อตลาดหุ้นไทย โดยเฉพาะกลุ่ม PETRO และ ENERG ที่มีน้ำหนักมากในดัชนี จากข้อมูลของ CGS International ราคาน้ำมัน (Oil) เพิ่มขึ้น +9.4% YTD การที่กลุ่ม PETRO เติบโต +29.8% และ ENERG เติบโต +20.0% สะท้อนถึงความสัมพันธ์โดยตรงกับราคาพลังงาน​</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นักลงทุนควรติดตามปัจจัยที่ส่งผลต่อราคาน้ำมัน เช่น</span></p>
<ol>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">นโยบายของ OPEC+: การตัดสินใจเพิ่มหรือลดกำลังการผลิต</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">สถานการณ์ตะวันออกกลาง: ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">อุปสงค์จากจีนและอินเดีย: การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">นโยบายพลังงานสะอาด: การเปลี่ยนผ่านสู่ Renewable Energy</span></li>
</ol>
<p><span style="font-weight: 400;">เศรษฐกิจจีน คู่ค้าสำคัญของไทย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จีนเป็นคู่ค้าที่ใหญ่ที่สุดของไทย การฟื้นตัวหรือชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนส่งผลโดยตรงต่อการส่งออกของไทย โดยเฉพาะในกลุ่ม</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">AGRI: ส่งออกผลไม้ สินค้าเกษตร</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">FOOD: ส่งออกอาหารแปรรูป</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">PETRO: ส่งออกผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">AUTO: ส่งออกชิ้นส่วนยานยนต์</span></li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 400;">นักลงทุนควรติดตามตัวเลข GDP, PMI, และนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของจีนอย่างใกล้ชิด</span></p>
<h3><b>สรุป</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ตลาดหลักทรัพย์ไทยเปิดต้นปี 2026 ด้วยผลตอบแทนที่โดดเด่น SET Index บันทึก +14.4% YTD ณ วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2026 แซงหน้าตลาดสหรัฐอเมริกาและสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างชัดเจน การฟื้นตัวครั้งนี้ได้รับแรงหนุนจากหลายปัจจัย ทั้งราคาน้ำมันที่ปรับตัวขึ้น การฟื้นตัวของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยี และความคาดหวังต่อเสถียรภาพทางการเมืองที่จะเกิดขึ้น​</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การวิเคราะห์ของ CGS International ชี้ว่า SET Index ยังซื้อขายที่ Valuation ที่น่าสนใจ โดย FWD P/E 14.67 เท่าต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 10 ปี หากสถานการณ์การเมืองคลี่คลายด้วยรัฐบาลใหม่ที่มีเสียงข้างมากชัดเจน ตลาดหุ้นไทยอาจมีโอกาสปรับตัวขึ้นต่อสู่เป้าหมาย 1,480 จุดหรือสูงกว่า​</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สำหรับนักลงทุน สิ่งสำคัญคือการเลือกหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่งและ Valuation สมเหตุสมผล ไม่ควรไล่ซื้อหุ้นที่ปรับตัวขึ้นมามากแล้ว การกระจายความเสี่ยงตามหลักการของ Harry Markowitz การลงทุนในธุรกิจที่เข้าใจตามคำแนะนำของ Peter Lynch และการมี Margin of Safety ตามหลักการของ Benjamin Graham จะช่วยเพิ่มโอกาสความสำเร็จในระยะยาว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ไม่ว่าคุณจะเป็นนักลงทุนมือใหม่ที่กำลังเริ่มต้นด้วย SET50 ETF หรือนักลงทุนมีประสบการณ์ที่กำลังปรับพอร์ตตามข้อมูลการวิเคราะห์ สิ่งสำคัญที่สุดคือการทำการบ้านอย่างถูกต้อง ควบคุมอารมณ์ และมีวินัยในการลงทุนระยะยาว </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังที่ Warren Buffett กล่าวไว้ว่า &#8220;The stock market is a device for transferring money from the impatient to the patient&#8221; (ตลาดหุ้นคือกลไกในการถ่ายโอนเงินจากคนใจร้อนไปยังคนที่อดทนได้) ความอดทนและการตัดสินใจอย่างมีเหตุผลคือกุญแจสำคัญของความสำเร็จในการลงทุน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลและการศึกษาเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำในการลงทุนหรือการเชิญชวนให้ซื้อขายหลักทรัพย์ใดๆ การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลและทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน ข้อมูลในบทความนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2026 และอาจมีการเปลี่ยนแปลง</span></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thesignals.net/set-index-%e0%b8%9e%e0%b8%b8%e0%b9%88%e0%b8%87-14-4-%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%9b%e0%b8%b5-2026-%e0%b8%95%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%97/">SET Index พุ่ง 14.4% ต้นปี 2026 ตลาดหุ้นไทยกลับมาแล้ว? หรือสัญญาณที่นักลงทุนรอคอย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thesignals.net">The Signals</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.thesignals.net/set-index-%e0%b8%9e%e0%b8%b8%e0%b9%88%e0%b8%87-14-4-%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%9b%e0%b8%b5-2026-%e0%b8%95%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%97/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
