หากเรากางตัวเลขผลประกอบการล่าสุดของกลุ่มธุรกิจธนาคาร สิ่งที่นักลงทุนและคนในแวดวงการเงินจับตามองเป็นอันดับต้นๆ ย่อมหนีไม่พ้นพี่ใหญ่อย่างธนาคารกรุงเทพ โดยรายงานล่าสุดระบุว่า ธนาคารกรุงเทพและบริษัทย่อยรายงานกำไรสุทธิสำหรับไตรมาส 1 ปี 2569 จำนวน 10,994 ล้านบาท ซึ่งตัวเลขนี้ไม่ได้สะท้อนแค่เพียงความสามารถในการทำกำไร แต่ยังเป็นเสมือนกระจกบานใหญ่ที่สะท้อนภาพรวมของเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันได้อย่างชัดเจน
เจาะลึกงบ BBL ไตรมาส 1/69 ทำกำไรหมื่นล้าน แบงก์ไทยรอดไหม?
บทความนี้เราจะพาไปเจาะลึกข้อมูลจากรายงานผลประกอบการแบบบรรทัดต่อบรรทัด พร้อมวิเคราะห์ทิศทางที่ธนาคารกำลังก้าวเดิน ท่ามกลางกระแสความเปลี่ยนแปลงของโลกที่คาดเดาได้ยาก
บริบทเศรษฐกิจไทย แรงกดดันจากภูมิรัฐศาสตร์และข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง
ในไตรมาส 1 ปี 2569 เศรษฐกิจไทยยังคงเผชิญแรงกดดันจากทั้งปัจจัยภายนอกและข้อจำกัดเชิงโครงสร้างภายในประเทศ ข้อมูลนี้สอดคล้องกับการประเมินของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ที่เคยชี้ให้เห็นถึงปัญหาเชิงโครงสร้างที่ส่งผลกระทบต่อภาคการผลิตและการส่งออกของไทยมาอย่างต่อเนื่อง
สิ่งที่เห็นได้ชัด คือ ความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางและการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ซึ่งกระทบต่อความเชื่อมั่นและการลงทุนของภาคเอกชนโดยตรง แม้ภาคการส่งออกจะยังขยายตัวได้จากอุปสงค์ของประเทศคู่ค้าหลัก ทว่าแรงส่งกลับเริ่มชะลอลงเมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า
นอกจากนี้ ภาคการท่องเที่ยวยังฟื้นตัวต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดยเฉพาะตลาดนักท่องเที่ยวจีนที่กลับมาไม่เต็มที่ ยิ่งไปกว่านั้น ค่าเงินบาทที่ผันผวนในบางช่วงยังส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันด้านราคาของไทยบนเวทีโลก ขณะเดียวกัน ราคาน้ำมันโลกที่ปรับตัวสูงขึ้นได้เริ่มส่งผ่านไปยังต้นทุนในระบบเศรษฐกิจ ทำให้แรงกดดันด้านเงินเฟ้อมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในระยะข้างหน้า
ในขณะเดียวกัน นโยบายการคลังของภาครัฐก็ยังมีข้อจำกัดจากกรอบงบประมาณและระดับหนี้สาธารณะ ทำให้ความสามารถในการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมีจำกัด ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้ายังคงฟื้นตัวอย่างเปราะบางและต้องเผชิญความเสี่ยงจากทั้งภายนอกและภายในประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
จุดยืนแบงก์กรุงเทพ ยืนหยัดเคียงข้างในฐานะ “เพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้าน”
ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญได้เพิ่มความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อในระยะข้างหน้า และสร้างแรงกดดันรอบใหม่ต่อภาคธุรกิจ ทั้งในด้านต้นทุนและความสามารถในการแข่งขัน
ธนาคารกรุงเทพตระหนักถึงความท้าทายจากความเสี่ยงที่กระจายตัวกว้างและยากต่อการประเมินนี้เป็นอย่างดี ในสถานการณ์เช่นนี้ ธนาคารจึงยังคงให้ความสำคัญอย่างยิ่งในการดูแลและให้คำปรึกษากับลูกค้า พร้อมยืนเคียงข้างในฐานะ “เพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้าน” โดยเน้นไปที่การเสริมสร้างสภาพคล่องให้เหมาะสมกับแต่ละกิจการ เพื่อให้ธุรกิจสามารถขับเคลื่อนต่อไปได้ท่ามกลางความผันผวนของตลาด
อย่างไรก็ตาม ธนาคารยังคงดำเนินธุรกิจตามหลักความระมัดระวังรอบคอบ และให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ควบคู่ไปกับการรักษาเสถียรภาพฐานะการเงิน สภาพคล่อง และเงินกองทุนให้อยู่ในระดับที่แข็งแกร่ง เพื่อรองรับความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจและสร้างความเชื่อมั่นในการประคองลูกค้าให้ก้าวผ่านช่วงเวลาที่ท้าทายนี้ไปด้วยกัน
เจาะลึกตัวเลขงบการเงิน ไตรมาส 1/2569
ธนาคารกรุงเทพและบริษัทย่อยรายงานกำไรสุทธิสำหรับไตรมาส 1 ปี 2569 จำนวน 10,994 ล้านบาท ลดลง 12.9% เทียบกับไตรมาสเดียวกันปีก่อน ซึ่งเป็นผลมาจากรายได้จากการดำเนินงานที่ปรับตัวลง โดยมีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้
- รายได้และส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย รายได้ดอกเบี้ยสุทธิลดลงร้อยละ 12.3 ตามการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคาร ส่งผลให้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) อยู่ที่ 2.49%
- รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย ลดลง 6.6% ส่วนใหญ่เป็นผลมาจากกำไรสุทธิจากเงินลงทุนและค่าธรรมเนียมการอำนวยสินเชื่อที่ลดลง ขณะที่รายได้จากเงินปันผลและค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจหลักทรัพย์นั้นมีการปรับตัวเพิ่มขึ้น
- การบริหารจัดการต้นทุน ค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานลดลง 12.0% และมีอัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้จากการดำเนินงาน (Cost to Income Ratio) อยู่ที่ 44.7% แสดงให้เห็นว่า ธนาคารยังคงให้ความสำคัญกับการพัฒนาและยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการบริหารค่าใช้จ่ายอย่างเหมาะสม
- การตั้งสำรอง ในไตรมาสนี้ธนาคารพิจารณาตั้งผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจำนวน 9,003 ล้านบาท ภายใต้หลักความระมัดระวังอย่างต่อเนื่อง เพื่อเตรียมพร้อมรองรับความท้าทายทางเศรษฐกิจที่เพิ่มสูงขึ้น
พอร์ตสินเชื่อและฐานะการเงินที่แข็งแกร่ง
ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2569 ธนาคารมีเงินให้สินเชื่อจำนวน 2,661,368 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.0% จากสิ้นปีก่อน โดยส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการเติบโตของสินเชื่อลูกค้าธุรกิจรายใหญ่
สิ่งที่น่าสนใจ คือ การบริหารจัดการคุณภาพหนี้ยังทำได้ดี โดยจะเห็นได้จากอัตราส่วนเงินให้สินเชื่อที่มีการด้อยค่าด้านเครดิตต่อเงินให้สินเชื่อรวม (NPL) อยู่ที่ 3.1% ซึ่งอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ และอัตราส่วนค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตต่อเงินให้สินเชื่อที่มีการด้อยค่าด้านเครดิต (Coverage Ratio) อยู่ในระดับแข็งแกร่งที่ 318.1% เป็นผลจากการที่ธนาคารยึดหลักการตั้งสำรองด้วยความระมัดระวังและรอบคอบอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด
ทางด้านสภาพคล่อง ธนาคารมีเงินรับฝาก ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2569 จำนวน 3,223,560 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.9% จากสิ้นปีก่อน และมีอัตราส่วนเงินให้สินเชื่อต่อเงินรับฝาก (Loan to Deposit Ratio) อยู่ที่ 82.6%
สุดท้าย ในส่วนของอัตราส่วนเงินกองทุนทั้งสิ้น อัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 และอัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 ที่เป็นส่วนของเจ้าของต่อสินทรัพย์เสี่ยงของธนาคารและบริษัทย่อยอยู่ที่ 20.95% 16.4% และ 16.4% ตามลำดับ ซึ่งอยู่ในระดับที่สูงกว่าอัตราส่วนเงินกองทุนขั้นต่ำตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กำหนดไว้อย่างมาก สะท้อนถึงเกราะป้องกันที่แน่นหนาของธนาคาร
มองไปข้างหน้า แบงก์ไทยในยุคแห่งความท้าทาย
เมื่อเรามองภาพรวมจากตัวเลขและบริบททางเศรษฐกิจทั้งหมด มีความเป็นไปได้สูงว่าในช่วงที่เหลือของปี 2569 สถาบันการเงินส่วนใหญ่จะยังคงต้องเผชิญกับบททดสอบด้านคุณภาพสินทรัพย์ และต้องงัดกลยุทธ์การบริหารจัดการหนี้เสียอย่างรัดกุม การตั้งสำรองในระดับที่สูงจะยังคงเป็น “New Normal” หรือมาตรฐานใหม่ที่ทุกธนาคารต้องรักษาไว้ เพื่อเป็นเบาะรองรับแรงกระแทกจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก
ในฝั่งของการเติบโต ธนาคารขนาดใหญ่อย่างกรุงเทพที่มีความพร้อมด้านเงินทุน ย่อมมีข้อได้เปรียบในการปรับตัวเข้าสู่สมรภูมิรบยุคดิจิทัล (Digital Transformation) อย่างเต็มรูปแบบ การนำ Data Analytics และ A.I. เข้ามาช่วยวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้าจะกลายเป็นหัวใจสำคัญในการปล่อยสินเชื่อที่มีประสิทธิภาพ พร้อมๆ กับการขยายฐานรายได้ค่าธรรมเนียมรูปแบบใหม่ๆ เพื่อชดเชยส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยที่มีแนวโน้มถูกบีบแคบลง
ท้ายที่สุด แม้ตัวเลขกำไรอาจมีการชะลอตัวลงบ้างตามวัฏจักรเศรษฐกิจ แต่ด้วยรากฐานที่แข็งแกร่งและการบริหารความเสี่ยงเชิงรุก เชื่อได้ว่าธนาคารขนาดใหญ่จะสามารถประคองตัวและเป็นเสาหลักที่ช่วยพยุงภาคธุรกิจไทยให้ก้าวข้ามผ่านพายุเศรษฐกิจระลอกนี้ไปได้อย่างมั่นคงแน่นอน
สรุปงบการเงิน BBL ไตรมาส 1/2569 โตท้าชนความผันผวน
| ตัวชี้วัดสำคัญทางการเงิน | ตัวเลขผลประกอบการ (ไตรมาส 1/2569) | การเปลี่ยนแปลง / นัยยะสำคัญ |
| กำไรสุทธิ | 10,994 ล้านบาท | ลดลง 12.9% (YoY) จากรายได้การดำเนินงาน |
| ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (NIM) | 2.49% | ปรับตัวตามทิศทางดอกเบี้ยนโยบาย |
| เงินให้สินเชื่อรวม | 2,661,368 ล้านบาท | เพิ่มขึ้น 2.0% โตจากกลุ่มลูกค้าธุรกิจรายใหญ่ |
| เงินรับฝากรวม | 3,223,560 ล้านบาท | เพิ่มขึ้น 0.9% สภาพคล่องยังคงแข็งแกร่ง |
| หนี้เสีย (NPL) | 3.1% | บริหารจัดการได้ดี อยู่ในระดับที่ควบคุมได้ |
| อัตราส่วนค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ | 318.1% | ตั้งสำรองสูงมาก (Coverage Ratio) รองรับความเสี่ยง |
| อัตราส่วนเงินกองทุนทั้งสิ้น (CAR) | 20.9% | สูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำของ ธปท. อย่างมีนัยสำคัญ |









