ลองจินตนาการตามดูนะ ของที่เราอาจจะทิ้งลงถังขยะแบบไม่ได้คิดอะไรหลังกินไก่ทอดไม่หมด กำลังกลายเป็น “วัตถุดิบหลัก” ของธุรกิจที่มีลูกค้ารองรับจำนวนมากในกรุงมะนิลา
Pagpag คืออะไร? ทำไมธุรกิจอาหารจากกองขยะถึงทำกำไรในฟิลิปปินส์
เรื่องนี้ไม่ใช่พล็อตหนังดิสโทเปียโลกอนาคตแต่อย่างใด ทว่ามัน คือ เรื่องจริงที่เกิดขึ้นทุกวันในประเทศฟิลิปปินส์ ธุรกิจอาหารจากขยะ ในพื้นที่นี้มีชื่อเรียกเฉพาะถิ่นว่า “Pagpag” (ปักปัก) ซึ่งถ้าเจาะลึกลงไปดูตัวเลขและโมเดลธุรกิจแล้ว คุณจะพบว่ามันมีสเกลที่ใหญ่กว่าที่เราคิดไว้มาก
Pagpag คือ อะไร และมีจุดเริ่มต้นมาจากไหน?
ต้องบอกว่า Pagpag ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะความบังเอิญ แต่ถูกขับเคลื่อนด้วยโครงสร้างทางเศรษฐกิจและความยากจนเป็นหลัก
หากเราไปดูในย่าน Tondo ของกรุงมะนิลา ซึ่งเป็นเขตสลัมที่สุดในกรุงมะนิลาและใหญ่เป็นอันดับต้นๆในฟิลิปปินส์และมีความแออัดของประชากรหนาแน่นถึง 630,000 คน ที่นั่นมีชาวบ้านจำนวนมหาศาลที่มีรายได้ต่อวันไม่สอดคล้องกับค่าครองชีพ ทำให้พวกเขาไม่สามารถเข้าถึงอาหารสดตามราคาตลาดปกติได้
จุดกำเนิดของเมนู Pagpag มักจะเริ่มจากร้าน Fast Food ชั้นนำ โดยเฉพาะเชนใหญ่อย่าง McDonald’s และ KFC ซึ่งมีสาขากระจายอยู่ทั่วมะนิลา พอตกดึก ร้านเหล่านี้จำเป็นต้องทิ้งถุงขยะที่เต็มไปด้วยอาหารเหลือ ไม่ว่าจะเป็นกระดูกไก่ที่ยังมีเนื้อติดอยู่ เศษขนมปัง หรือข้าวที่ยังพอกินได้
เมื่อมีขยะอาหารปริมาณมาก คนเก็บขยะในย่านนี้จึงเริ่มมองเห็น “โอกาส”
พวกเขาเริ่มจากการนำเศษอาหารมาคัดแยก ล้างทำความสะอาดอย่างดี นำไปต้มหรือทอดใหม่ คลุกเคล้าด้วยเครื่องเทศจัดจ้าน แล้วนำมาขายต่อให้กับชาวบ้านในราคาที่ “จ่ายไหว” และนั่นคือจุดสตาร์ทของธุรกิจที่ดำเนินมายาวนานนับทศวรรษ
แล้วคำถาม คือ ทำไมคนถึงยังซื้อกินอยู่ทุกวัน? คำตอบนั้นตรงไปตรงมาที่สุด เพราะนี่คือ มื้ออาหารที่ราคาถูกที่สุดเท่าที่พวกเขาจะหาได้ในย่านนั้น
ทำไมธุรกิจอาหารจากขยะถึงยังอยู่รอดและเติบโตในปี 2026?
หลายคนอาจจะสงสัยว่า ถ้าธุรกิจอาหารจากขยะมันดูไม่ถูกสุขลักษณะ ทำไมมันถึงไม่ล้มหายไปจากฟิลิปปินส์สักที? คำตอบของเรื่องนี้ซ่อนอยู่ในตัวเลขทางเศรษฐกิจล้วนๆ
จากข้อมูลของสำนักงานสถิติฟิลิปปินส์ (Philippine Statistics Authority) ในปี 2024 ระบุชัดเจนว่า อัตราความยากจนของฟิลิปปินส์อยู่ที่ 15.5% คิดเป็นประชากรยากจนราว 17.54 ล้านคน ที่มีรายได้ไม่เพียงพอต่อความต้องการพื้นฐานในชีวิตประจำวัน
ยิ่งไปกว่านั้น ภาวะเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องหลังยุคสงครามรัสเซีย-ยูเครน (ช่วงปี 2022–2024) อาจเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ผู้มีรายได้น้อยต้องเผชอชิญแรงกดดันจากราคาอาหารที่สูงขึ้น ตลาด Pagpag จึงขยายตัวตามกลไกดีมานด์และซัพพลาย
ถ้าจะเปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดที่สุด Pagpag ก็ทำงานคล้ายกับ “ตลาดสินค้ามือสอง” นั่นแหละ ยิ่งเศรษฐกิจฝืดเคืองเท่าไหร่ คนก็ยิ่งหันมาพึ่งพาทางเลือกที่ประหยัดกว่ามากขึ้นเท่านั้น
นอกจากนี้ กรุงมะนิลายังผลิตขยะอาหารสูงถึง 2,175 ตันต่อวัน ส่วนขยะอาหารครัวเรือนทั้งประเทศอยู่ที่ 2.95 ล้านตันต่อปี หรือราว 8,082 ตันต่อวัน (อ้างอิงข้อมูลปี 2024 จากกรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีฟิลิปปินส์) ตัวเลขนี้กำลังบอกเราว่า “วัตถุดิบ” ยังมีอยู่จำนวนมมาก เพราะปริมาณขยะอาหารอยู่ในระดับที่สูง
วิเคราะห์ ห่วงโซ่ธุรกิจของอาหารจากขยะ ทำงานอย่างไร?
ขั้นตอนที่ 1 : การเก็บและคัดแยกวัตถุดิบ
ก่อนที่ฟ้าจะสาง คนเก็บขยะในย่าน Tondo จะเริ่มออกตระเวนไปรับถุงขยะจากหลังร้าน Fast Food งานนี้แข่งกับเวลาล้วนๆ เพราะยิ่งปล่อยไว้นาน ขยะก็จะยิ่งบูด
เศษอาหารที่พวกเขาคัดแยกออกมามีหลากหลายประเภทมาก ตั้งแต่กระดูกไก่ที่มีเนื้อติดอยู่ เศษขนมปัง เศษผัก หรือบางครั้งแจ็คพอตก็อาจจะได้ เนื้อสัตว์แช่แข็งหมดอายุจากซูเปอร์มาร์เก็ต ที่ถูกเคลียร์ทิ้งออกมา
ขั้นตอนที่ 2 : การปรุงและแปรรูปเพิ่มมูลค่า
วัตถุดิบที่ผ่านการคัดแยกแล้ว จะถูกนำมาล้างน้ำ ต้ม และเข้าสู่กระบวนการปรุงรสใหม่ ซึ่งหลักๆ จะมี 2 แบบ คือ
- แบบทอด : นำไปคลุกแป้งแล้วทอดจนกรอบ วิธีนี้ช่วยดับกลิ่นและทำให้หน้าตาดูน่ากินเหมือนของใหม่
- แบบผัดหรือหมัก : ใช้กระเทียม หัวหอม พริก และซอสปรุงรสหนักๆ เข้ามาช่วยชูรสชาติและกลบกลิ่นเดิม
กระบวนการทั้งหมดนี้ใช้เวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง ก่อนที่จะแพ็กใส่ถุงและนำออกขายในช่วงเช้าลากยาวไปจนถึงเที่ยง
ขั้นตอนที่ 3 : โครงสร้างราคาและรายได้ที่น่าทึ่ง
Pagpag มักจะถูกแบ่งขายเป็นถุง ในราคาเพียง 20–30 เปโซต่อถุง (คิดเป็นเงินไทยประมาณ 12–19 บาท) ซึ่งถือว่าถูกกว่าอาหารจานด่วนทั่วไปที่ราคาเริ่มต้นปาเข้าไป 60–80 เปโซแล้ว
ข้อมูลจากรายงานของ Channel News Asia ในปี 2020 เคยระบุว่า พ่อค้าแม่ค้าบางรายในย่านสลัมสามารถทำรายได้ถึง 1,500 เปโซต่อวัน (ราวๆ 900–1,000 บาท)
ทว่าตัวเลขที่น่าตกใจยิ่งกว่า โดยระบุว่าผู้ขาย Pagpag รายหนึ่งสามารถสร้างยอดขายได้ทะลุถึง 8,000 เปโซต่อวัน และหักลบแล้วเหลือ กำไรสุทธิราว 4,000 เปโซ ทั้งที่พวกเขาเปิดร้านขายแค่ช่วงเช้าถึงเที่ยงเท่านั้น!
ลองคำนวณเล่นๆ ดูนะ : กำไร 4,000 เปโซ × 25 วันทำงาน = 100,000 เปโซต่อเดือน (ราว 60,000 บาท)
เม็ดเงินก้อนนี้สูงกว่าเงินเดือนขั้นต่ำของแรงงานรับจ้างในมะนิลา สำหรับแรงงานนอกภาคเกษตรอยู่ที่ 537 เปโซต่อวัน หากทำงาน 26 วันต่อเดือน = 13,962 เปโซต่อเดือน และหากทำงาน 30 วัน = 16,110 เปโซ ถึงเกือบ 4 เท่าตัวเลยทีเดียว
ตารางเปรียบเทียบ ธุรกิจอาหารจากขยะ vs. ธุรกิจอาหารข้างถนนทั่วไปในฟิลิปปินส์
| ปัจจัย | Pagpag (ธุรกิจอาหารจากขยะ) | Street Food ทั่วไป |
| ต้นทุนวัตถุดิบ | เกือบ 0 เปโซ (เก็บจากขยะ) | 500–2,000 เปโซ/วัน |
| ราคาขาย | 20–30 เปโซ/ถุง | 30–80 เปโซ/จาน |
| กำไรขั้นต้น | สูงมาก (เกือบ 100%) | 30–50% |
| รายได้สุทธิเฉลี่ย | 1,500–4,000 เปโซ/วัน | 1,500–5,000 เปโซ/วัน |
| ความเสี่ยงด้านสุขภาพ | สูงมาก | ต่ำ–ปานกลาง |
| สถานะทางกฎหมาย | ผิดกฎหมาย | ถูกกฎหมาย (มีใบอนุญาต) |
| ความต้องการตลาด | เพิ่มขึ้นตามความยากจน | ขึ้นกับทำเลและโปรดักต์ |
มองข้ามความยากจน สู่โอกาสในภาพใหญ่ของ Circular Economy
อย่างไรก็ตาม ธุรกิจอาหารจากขยะในฟิลิปปินส์ไม่ได้สะท้อนแค่มิติของความยากจนเพียงอย่างเดียว ในทางกลับกัน มันกำลังส่งสัญญาณถึงโอกาสทางธุรกิจในรูปแบบ Circular Economy (เศรษฐกิจหมุนเวียน) ที่ภาคเอกชนระดับบิ๊กคอร์ปเริ่มขยับตัวแล้ว
ยกตัวอย่างเช่น Jollibee Group เครือ Fast Food ที่ใหญ่ที่สุดในฟิลิปปินส์ ได้ประกาศโปรเจกต์ Partnership ล่าสุดเมื่อเดือนเมษายน 2025 โดยร่วมมือกับบริษัทจัดการขยะ เพื่อนำ ขยะอาหารจำนวน 1,572 เมตริกตัน ไปผ่านกระบวนการย่อยสลายด้วยหนอนแมลงวันลาย (Black Soldier Fly) เปลี่ยนให้เป็นปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูงสำหรับแจกจ่ายให้เกษตรกรท้องถิ่น นี่ไม่ใช่แค่แคมเปญ CSR สวยๆ แต่คือการนำของที่เคยทิ้งมาแปลงสภาพเป็น “วัตถุดิบใหม่” เพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับซัพพลายเชนของตัวเอง (อ้างอิง: ข้อมูลจากแถลงการณ์ด้านความยั่งยืนของ Jollibee Group และ Marketing-Interactive, เมษายน 2025) ซึ่งเป็นโครงการด้านความยั่งยืน
ในขณะเดียวกัน รายงานจาก KPMG Philippines ปี 2026 ก็ชี้ชัดว่า แรงกดดันด้านกฎระเบียบและความตระหนักรู้ของผู้บริโภค กำลังผลักดันให้ธุรกิจร้านอาหารต้องเซ็ตอัพระบบจัดการ Food Waste ที่มีมาตรฐานสากล ซึ่งประเด็นนี้เปิดน่านน้ำใหม่ให้บริษัทสาย Tech และ Logistics สามารถเข้ามาแทรกแซงและสร้างโซลูชันนวัตกรรมได้
ยิ่งไปกว่านั้น ร่างกฎหมาย Food Waste Reduction Act (HB No. 2196) ที่เสนอโดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร Brian Poe ต่อรัฐสภาฟิลิปปินส์ในปี 2025 ได้กำหนดหลักการสำคัญที่บังคับให้ธุรกิจอาหาร ซูเปอร์มาร์เก็ต และร้านอาหารทุกขนาด ต้องคัดแยกอาหารส่วนเกินที่ยังบริโภคได้ และนำไปบริจาคให้กับ Food Bank ที่ได้รับการรับรอง พร้อมกับมีมาตรการคุ้มครองทางกฎหมายแก่ผู้บริจาค (อ้างอิง: Manila Bulletin, 2025) กฎหมายฉบับนี้จะเข้ามาพลิกโฉมและสร้างระบบนิเวศธุรกิจใหม่ทั้งหมดรอบๆ การจัดการขยะอาหาร
โมเดลนี้ถ้าเปรียบให้เห็นภาพง่ายๆ มันก็คือการตามหาคนที่พร้อมจะก้าวขึ้นมาเป็น “Grab ของวงการขยะอาหาร” ที่ตลาดกำลังกระหายโซลูชันอยู่นั่นเอง
เปิดมุมมอง “ขยะอาหาร” สู่โอกาสทางธุรกิจ: บทเรียนจากฟิลิปปินส์และบริบทที่อาจเกิดขึ้นในประเทศไทย
จากปรากฏการณ์ “Pagpag” หรือการนำขยะอาหารจากร้านฟาสต์ฟู้ดมาปรุงสุกเพื่อจำหน่ายใหม่ในย่านชุมชนแออัดของกรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ นับเป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนถึงความเปราะบางทางเศรษฐกิจและความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้าง อย่างไรก็ตาม หากมองข้ามมิติของความยากจน ปรากฏการณ์นี้ได้เผยให้เห็นถึงมูลค่ามหาศาลที่ซ่อนอยู่ในสิ่งที่สังคมมองว่าเป็น “ขยะ”
เมื่อนำโมเดลนี้มาทาบทามกับบริบทของประเทศไทย คำถามสำคัญคือ ประเทศไทยซึ่งได้ชื่อว่าเป็น “ครัวของโลก” จะมีโอกาสเผชิญกับวิกฤตหรือโอกาสทางธุรกิจในลักษณะเดียวกันนี้หรือไม่ และทิศทางของธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ ขยะอาหาร (Food Waste) ในประเทศควรดำเนินไปในทิศทางใด
1. บริบทความมั่นคงทางอาหาร เหตุใดไทยจึงยังไม่ก้าวไปสู่จุดของ Pagpag
หากประเมินตามความเป็นจริง โอกาสที่ประเทศไทยจะเกิดธุรกิจการค้าขยะอาหารเพื่อการบริโภคโดยตรงแบบฟิลิปปินส์นั้นมีค่อนข้างต่ำ ปัจจัยหลักสืบเนื่องมาจากรากฐานทางเกษตรกรรมที่แข็งแกร่งและโครงสร้างราคาอาหารริมทาง (Street Food) ที่ยังเอื้อให้กลุ่มผู้มีรายได้น้อยสามารถเข้าถึงแหล่งอาหารปรุงสุกในราคาที่รับได้ นอกจากนี้ วัฒนธรรมและทัศนคติด้านสุขอนามัยของคนไทยยังเป็นกำแพงสำคัญที่ทำให้การบริโภคอาหารที่มาจากกองขยะไม่สามารถเติบโตเป็นธุรกิจได้
ทว่า สิ่งที่ประเทศไทยกำลังเผชิญหน้าและมีความรุนแรงไม่แพ้กันคือ “ปริมาณขยะอาหาร” ข้อมูลจากกรมควบคุมมลพิษระบุชัดเจนว่า ขยะอินทรีย์และขยะอาหารคิดเป็นสัดส่วนมากกว่าร้อยละ 60 ของขยะมูลฝอยทั้งหมดในประเทศ
2. สู่การจัดการเชิงโครงสร้าง โอกาสของระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ในไทย
นักวิเคราะห์เชิงเศรษฐศาสตร์มหภาคและสถาบันวิจัยชั้นนำ เช่น สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ตลอดจนรายงานจากธนาคารโลก (World Bank) มักชี้ให้เห็นตรงกันว่า การสูญเสียอาหาร (Food Loss) และ ขยะอาหาร เป็นต้นทุนแฝงที่ฉุดรั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจ
ดังนั้น ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับขยะอาหารในประเทศไทย จึงไม่ได้มุ่งไปที่การนำมาบริโภคซ้ำ แต่กำลังมุ่งหน้าเข้าสู่การยกระดับผ่านระบบ เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) อย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็น 2 โมเดลธุรกิจที่กำลังเกิดขึ้นจริง ได้แก่
- ธุรกิจการจัดการอาหารส่วนเกิน (Surplus Food Management) : ในปัจจุบัน บริษัทในกลุ่มค้าปลีกและอุตสาหกรรมอาหารของไทย เริ่มร่วมมือกับองค์กรไม่แสวงหากำไร (เช่น มูลนิธิรักษ์อาหาร หรือ Scholars of Sustenance – SOS) รวมถึงสตาร์ทอัพสาย Food-tech ในการนำอาหารที่จำหน่ายไม่หมดแต่ยังมีคุณภาพดีไปแจกจ่าย หรือนำมาลดราคาผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล โมเดลนี้ไม่เพียงแต่ช่วยลดต้นทุนการกำจัดขยะขององค์กร แต่ยังตอบโจทย์ด้านความยั่งยืน (ESG) ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญของนักลงทุนในปัจจุบัน
- การแปลงสภาพทางชีวภาพ (Bio-conversion Business) : นับเป็นธุรกิจที่มีแนวโน้มเติบโตสูงมากในประเทศไทย ซึ่งสอดคล้องกับกรณีศึกษาของ Jollibee ในฟิลิปปินส์ นั่นคือการนำ ขยะอาหาร มาเป็นอาหารให้กับหนอนแมลงวันลาย (Black Soldier Fly – BSF) เพื่อผลิตเป็นโปรตีนทางเลือกสำหรับอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ และนำมูลของหนอนไปทำเป็นปุ๋ยอินทรีย์ เนื่องจากไทยเป็นฐานการผลิตอุตสาหกรรมปศุสัตว์ขนาดใหญ่ ความต้องการโปรตีนทางเลือกเพื่อลดต้นทุนกากถั่วเหลืองหรือปลาป่นจึงเป็นตลาดที่เปิดกว้างและมีมูลค่ารองรับอย่างชัดเจน
3. ความท้าทายด้านช่องโหว่ทางกฎหมายและแรงจูงใจ
แม้ตลาดจะมีแนวโน้มการเติบโตในต่างประเทศ หรือแม้กระทั่งความพยายามในการผลักดันร่างกฎหมาย Food Waste Reduction Act ของฟิลิปปินส์ มีการระบุถึงข้อบังคับในการจัดการขยะและการคุ้มครองผู้บริจาคอาหาร (Good Samaritan Law) ซึ่งจะช่วยปลดล็อกความกังวลของภาคธุรกิจขนาดใหญ่ในการส่งมอบอาหารส่วนเกิน
หากประเทศไทยสามารถผลักดันกฎหมายในลักษณะนี้ พร้อมทั้งมีมาตรการลดหย่อนภาษีที่ชัดเจนสำหรับองค์กรที่สามารถลด ขยะอาหาร หรือสนับสนุน เศรษฐกิจหมุนเวียน ได้สำเร็จ จะเป็นการสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจ (Ecosystem) ที่ดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากสตาร์ทอัพและบริษัทด้านเทคโนโลยีสิ่งแวดล้อม (Climate Tech) ให้เข้ามาพัฒนาระบบโลจิสติกส์และการบริหารจัดการข้อมูลเพื่อแก้ปัญหานี้ได้อย่างยั่งยืน
อาหารจานนี้…สอนให้เรารู้จักสัญชาตญาณของการเอาชีวิตรอด
ในมุมหนึ่ง ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า Pagpag คือ ภาพสะท้อนของระบบโครงสร้างสังคม เพียงเพื่อให้ตัวเองและครอบครัวมีชีวิตรอดไปได้อีกหนึ่งวัน
แต่ในอีกมุมหนึ่งที่ลึกซึ้งไม่แพ้กัน Pagpag ได้ฝากบทเรียนสำคัญไว้ว่า “ความต้องการของตลาด” จะเกิดขึ้นเสมอ ณ จุดตัดระหว่าง สิ่งที่ผู้คนต้องการ กับ ราคาที่พวกเขาสามารถจ่ายได้ และเมื่อใดก็ตามที่ช่องว่างตรงนี้กว้างมากพอ ธุรกิจก็จะถูกสร้างขึ้นมาเพื่ออุดรอยรั่วนั้นตามสัญชาตญาณ ไม่ว่าจะมีกฎหมายรองรับหรือไม่ก็ตาม
คำถามที่น่าสนใจสำหรับผู้ประกอบการและคนรุ่นใหม่ ก็คือ แทนที่เราจะปล่อยให้ขยะอาหารจำนวนมหาศาลถึง 2,175 ตันต่อวันในฟิลิปปินส์ (และอีกนับไม่ถ้วนทั่วโลก) ถูกนำมาปรุงใหม่อย่างผิดสุขลักษณะ ทำไมเราถึงไม่ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมสร้างระบบการจัดการที่ดีกว่านี้ขึ้นมาแทน?
ใครก็ตามที่สามารถไขสมการข้อนี้และลงมือทำได้สำเร็จก่อน คนๆ นั้นอาจจะไม่ได้แค่ช่วยแก้ปัญหาความอดอยาก แต่กำลังสร้างธุรกิจระดับตำนานแห่งยุค Circular Economy ขึ้นมาใหม่นั่นเอง
บทสรุป
เรื่องราวของธุรกิจอาหารจากขยะในประเทศเพื่อนบ้าน เป็นกรณีศึกษาชั้นดีที่สะท้อนให้เห็นว่า เมื่อใดก็ตามที่มีความไร้ประสิทธิภาพในระบบ ย่อมมีช่องว่างให้เกิดโมเดลธุรกิจใหม่เสมอ สำหรับประเทศไทย แม้เราจะไม่ได้อยู่ในจุดที่ต้องนำขยะมาปรุงสุกเพื่อประทังชีวิต แต่กอง ขยะอาหาร หลายล้านตันที่เกิดขึ้นในแต่ละปี คือ ทรัพยากรที่ถูกวางทิ้งไว้โดยเปล่าประโยชน์
ผู้ประกอบการที่สามารถผสานเทคโนโลยี นวัตกรรม และแนวคิด เศรษฐกิจหมุนเวียน เข้าด้วยกัน เพื่อดึงมูลค่าทางเศรษฐกิจกลับมาจากเศษอาหารเหล่านี้ได้ ไม่เพียงแต่จะสร้างผลกำไรทางธุรกิจได้อย่างมหาศาล แต่ยังเป็นการยกระดับโครงสร้างความยั่งยืนระดับชาติไปพร้อมกัน
อ้างอิงจาก
- https://psa.gov.ph/statistics/poverty
- https://www.pna.gov.ph/articles/1229459
- https://www.jollibeegroup.com/stories/jollibee-group-enters-partnership-to-convert-food-waste-into-sustainable-fertilizer
- https://www.reuters.com/world/asia-pacific/philippines-poverty-rate-155-2023-statistics-agency-says-2024-08-15
- https://business.inquirer.net/470515/ph-poverty-rate-falls-to-15-5-in-2023-psa
- https://mb.com.ph/2025/12/04/help-reduce-food-wastage
- https://kpmg.com/ph/en/insights/2026/03/food-waste-at-the-forefront-international-day-of-zero-waste-2026.html
- https://bizky.ai/blog/minimum-wage-in-the-philippines-2025-rates-and-policies/









