เปิดฉากกันด้วยประเด็นร้อนแรงระดับโลกที่นักลงทุนและคนในแวดวงธุรกิจต้องจับตาแบบห้ามกะพริบตา เมื่อวาณิชธนกิจยักษ์ใหญ่อย่าง Morgan Stanley ออกมาส่งสัญญาณเตือนภัยครั้งใหม่ว่า ตอนนี้สมรภูมิการลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ได้ทะยานเข้าสู่ “ดินแดนที่ไม่เคยมีใครไปถึงมาก่อน”
ฟองสบู่ AI? Morgan Stanley เตือน! เม็ดเงินลงทุน AI ทะลุจุดพีคยุคฟองสบู่ดอตคอม
สำหรับเม็ดเงินลงทุน (Capital Expenditure หรือ Capex) ที่อัดฉีดเข้าสู่ระบบโดยเหล่าบิ๊กเทคฯ หรือผู้ให้บริการคลาวด์รายใหญ่ (Hyperscalers) ได้พุ่งทะลุสถิติสูงสุดของยุคฟองสบู่ดอตคอม (Dot-Com Bubble) ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สถานการณ์นี้กำลังทำให้เกิดคำถามตัวโตๆ ถึงความยั่งยืนของผลกำไรในอนาคต เพราะคลื่นยักษ์แห่ง “ค่าเสื่อมราคา” ก้อนมหึมากำลังก่อตัวและเตรียมซัดกระหน่ำงบการเงินในอีกไม่ช้า
เม็ดเงินลงทุนที่พุ่งทะยาน ทะลุเพดานประวัติศาสตร์ดอตคอม
รายงานเจาะลึกฉบับนี้ซึ่งจัดทำโดยนักวิเคราะห์ Todd Castagno ได้เปิดเผยตัวเลขที่น่าสนใจ เมื่อคำนวณสัดส่วนกระแสเงินสดที่จ่ายเป็นค่าใช้จ่ายลงทุนต่อยอดขาย (Cash Capex-to-Sales Ratio) ของ 5 ยักษ์ใหญ่ที่ทุ่มเม็ดเงินกับ AI มากที่สุด ได้แก่ Amazon, Alphabet, Meta, Microsoft และ Oracle โดยเมื่อรวมเอาภาระผูกพันตามสัญญาเช่าเข้าไปด้วย พบว่าตัวเลขนี้มีแนวโน้มจะพุ่งทะยานไปถึงระดับ 36% ในปี 2026 กระโดดไปที่ 44% ในปี 2027 และเตรียมแตะระดับ 45% ในปี 2028 ลองนึกภาพตามง่ายๆ ว่า สัดส่วนระดับนี้มันแซงหน้าสถิติสูงสุดที่เคยบันทึกไว้ในช่วงพีคสุดของยุคฟองสบู่ดอตคอม ซึ่งตอนนั้นทำสถิติไว้ที่ประมาณ 32% เท่านั้น ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นถึงความบ้าคลั่งในการช่วงชิงความเป็นผู้นำทางเทคโนโลยีที่ดุเดือดที่สุดในรอบหลายทศวรรษ
ทางด้าน Morgan Stanley เองต้องขยับตัวเลขคาดการณ์การลงทุนของกลุ่มบิ๊กเทคฯ เหล่านี้ขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า โดยล่าสุดประเมินว่าเม็ดเงินลงทุนรวมในปีนี้จะสูงถึง 805,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และจะพุ่งทะยานแตะ 1.12 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2027 ซึ่งคิดเป็นมูลค่าที่สูงกว่าเม็ดเงินลงทุนที่ใช้ในปี 2024 ถึงกว่า 4 เท่าตัว! ยิ่งไปกว่านั้น การปรับประมาณการเม็ดเงินลงทุนสำหรับปี 2026-2027 ยังเพิ่มขึ้นถึง 630,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อเทียบกับการประเมินเมื่อช่วง 6 เดือนก่อนหน้า สปีดการอัดฉีดเงินที่ดุดันและรวดเร็วขนาดนี้ ทางสถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ถึงกับใช้คำนิยามว่าเป็นปรากฏการณ์ที่ “ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน”
ระเบิดเวลา “ค่าเสื่อมราคา” ที่รอวันปะทุ
นอกจากตัวเลขการลงทุนระดับเมกะโปรเจกต์ที่น่าหวาดหวั่นแล้ว Morgan Stanley ยังชี้ให้เห็นถึง “ความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง” ที่บรรดานักวิเคราะห์ในตลาดยังอาจจะประเมินผลกระทบต่ำเกินไป ข้อมูลจากรายงานที่ถูกนำมาตีแผ่ผ่าน Financial Times ระบุชัดเจนว่า กลุ่มบิ๊กเทคฯ ไม่ว่าจะเป็น Microsoft, Oracle, Meta และ Alphabet อาจต้องแบกรับการบันทึก “ค่าเสื่อมราคา” รวมกันสูงกว่า 680,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในช่วงหลายปีนับจากนี้
หากเจาะลึกดูเป็นรายบริษัท Oracle ดูเหมือนจะเป็นค่ายที่ต้องเผชิญกับแรงกดดันหนักหน่วงที่สุด ตามการประเมินระบุว่า ค่าเสื่อมราคาของบริษัทอาจพุ่งสูงปรี๊ดจาก 7% ของรายได้ในปีงบประมาณ 2025 ทะยานไปแตะระดับ 28% ภายในปีงบประมาณ 2028 ในขณะที่ฝั่งของ Alphabet ก็คาดว่าค่าเสื่อมราคาจะขยับขึ้นจาก 4% ของรายได้ในปีปฏิทิน 2024 ไปอยู่ที่ 11% ในช่วงเวลาเดียวกัน ตัวเลขเหล่านี้ไม่ใช่แค่รายการทางบัญชีธรรมดา แต่หมายถึงกำไรสุทธิก้อนโตที่อาจจะถูกหักล้างไปอย่างมีนัยสำคัญ
หนี้สินที่ทะยานสูง และผลกระทบต่อภาพรวมตลาดทุน
อีกหนึ่งมิติที่เพิ่มระดับความท้าทายให้สูงขึ้นไปอีก คือ รายการนอกงบดุล (Off-balance-sheet) ทาง Morgan Stanley เน้นย้ำว่า การใช้สัญญาเช่าที่แพร่หลายในปัจจุบัน เป็นตัวเร่งให้ระดับความเข้มข้นของการลงทุนที่แท้จริง (Capital Intensity) โป่งพองเกินกว่าที่ตัวเลข Capex แบบเดิมๆ จะจับภาพได้ ภาระผูกพันในการจัดซื้อจัดจ้างรวมกันของเหล่า Hyperscalers ขาใหญ่กำลังจ่อทะลุระดับ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ แถมกลุ่มบิ๊กเทคฯ เหล่านี้ยังเตรียมครองสัดส่วนถึง 40% ของกระแสเงินสดที่ใช้เป็นค่าใช้จ่ายลงทุน (Cash Capex) ทั้งหมดในดัชนี Russell 1000 ตลอดช่วงปี 2026-2028 ซึ่งคิดเป็นมูลค่ารวมทะลุ 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ
สอดคล้องกับรายงานจากสำนักข่าว Reuters ที่เพิ่งระบุว่า การออกตราสารหนี้ที่เกี่ยวข้องกับ AI ทั่วโลก มีแนวโน้มจะพุ่งไปแตะระดับเกือบ 570,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2026 ซึ่งเป็นตัวเลขที่กระโดดขึ้นมากกว่าสองเท่าตัวจากปีก่อนหน้า ภาพนี้สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่า บรรดาบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำกำลังวิ่งเข้าหาตลาดสินเชื่อ เพื่อระดมทุนมาสานฝันวิสัยทัศน์ด้านโครงสร้างพื้นฐานระดับอภิมหาโปรเจกต์ของตัวเอง
คำถามสำคัญที่สุดที่กำลังท้าทายตรรกะของตลาดในเวลานี้ ก็คือ “รายได้” ที่เกิดจากเทคโนโลยี AI จะสามารถเติบโตและสเกลอัปได้รวดเร็วทันใจ พอที่จะพิสูจน์ความคุ้มค่าของการใช้จ่ายระดับมหาศาลนี้ได้หรือไม่… โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเม็ดเงินลงทุนในยุคปัจจุบัน ได้บดบังวัฏจักรเงินทุนที่เคยเป็นชนวนเหตุให้เกิดการพังทลายของตลาดหุ้นในช่วงปี 2000 ไปจนหมดสิ้นแล้ว
รอยต่อแห่งยุคสมัย โลกการลงทุนที่รอการพิสูจน์
หากมองลึกลงไปถึงแก่นแท้ของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น การเปรียบเทียบยุค AI กับยุคดอตคอมอาจไม่ใช่เรื่องของการฟันธงว่า ประวัติศาสตร์จะต้องซ้ำรอยแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ เทคโนโลยี AI ในวันนี้มี Use Case ที่จับต้องได้จริง มีโมเดลธุรกิจที่ชัดเจนกว่ายุคเว็บไซต์เฟื่องฟู เมื่อกว่าสองทศวรรษก่อน แต่สิ่งที่เป็นสัจธรรมไม่เคยเปลี่ยน คือ “ต้นทุน” และ “ความคาดหวัง”
เมื่อเม็ดเงินหลายล้านล้านดอลลาร์ถูกอัดฉีดเข้าไป เพื่อสร้างเซิร์ฟเวอร์ ดาต้าเซ็นเตอร์ และชิปประมวลผล สิ่งที่ตามมาเป็นเงาตามตัว คือ ค่าบำรุงรักษาและค่าเสื่อมราคาที่จะกลืนกินงบกำไรขาดทุนในอนาคต หากรายได้จากฝั่งผู้บริโภคและองค์กร (End-user monetization) ไม่สามารถเติบโตเป็นเส้นโค้งแบบทวีคูณ (Exponential) ได้ทันเวลา เราอาจได้เห็นการปรับฐานครั้งใหญ่ของมูลค่าบริษัทเทคโนโลยีเหล่านั้น
สำหรับนวัตกรรมมักจะมาก่อนกาลเสมอ แต่งบการเงิน คือ ความเป็นจริงที่สะท้อนถึงปัจจุบัน ในรอยต่อของยุคสมัยนี้ ผู้ชนะอาจไม่ใช่คนที่ทุ่มเงินสร้างโครงสร้างพื้นฐานได้ยิ่งใหญ่ที่สุด แต่คือ คนที่สามารถแปรเปลี่ยนโครงสร้างพื้นฐานเหล่านั้นให้กลายเป็น “กระแสเงินสด” ได้อย่างยั่งยืนและมีประสิทธิภาพสูงสุดต่างหาก นี่คือ บททดสอบครั้งสำคัญที่ทั้งบริษัทผู้สร้างนวัตกรรมต้องก้าวผ่านไปให้ได้
ตารางสรุป : สัญญาณเตือนฟองสบู่ AI โดย Morgan Stanley
| ประเด็นที่ต้องจับตา (Key Focus) | สถิติและตัวเลขสำคัญ (Data Insights) | ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น (Impact & Risk) |
| 📈 สัดส่วนเงินลงทุน (Capex) | จ่อแตะ 45% ของยอดขายในปี 2028 (แซงยุคดอตคอมที่ 32%) | เม็ดเงินลงทุนพุ่งทะลุจุดพีค เสี่ยงต่อความยั่งยืนของกำไรในอนาคต |
| 💰 มูลค่าการลงทุนรวม | คาดทะยานแตะ 1.12 ล้านล้านดอลลาร์ ภายในปี 2027 | สปีดการอัดฉีดเงินรวดเร็วและดุดันในระดับที่ “ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน” |
| 💣 ระเบิดเวลาค่าเสื่อมราคา | บิ๊กเทคเตรียมแบกรับภาระรวมกว่า 680,000 ล้านดอลลาร์ | กัดกินกำไรสุทธิ (เช่น Oracle เสี่ยงพุ่งจาก 7% ไปแตะ 28% ในปี 2028) |
| 📝 หนี้สินและรายการนอกงบดุล | ภาระผูกพันสัญญาเช่าของบิ๊กเทคจ่อทะลุ 1 ล้านล้านดอลลาร์ | ต้นทุนและภาระที่แท้จริงโป่งพองเกินกว่าที่งบการเงินปกติจะประเมินได้ |
| 💸 ตลาดตราสารหนี้ AI | คาดการณ์พุ่งแตะ 570,000 ล้านดอลลาร์ ในปี 2026 | บิ๊กเทควิ่งเข้าหาตลาดสินเชื่อ ก่อหนี้มหาศาลเพื่อสร้างอภิมหาโปรเจกต์ |
| ⚖️ บททดสอบและทางรอด | AI มี Use Case ชัดเจนกว่าดอตคอม แต่ต้นทุนบำรุงรักษาสูงมาก | โครงสร้างพื้นฐานต้องเปลี่ยนเป็น “กระแสเงินสด” ได้จริง หากทำไม่ได้เสี่ยงถูกปรับฐาน |
อ้างอิงจาก
- https://www.reuters.com/business/global-ai-debt-issuance-top-500-billion-2026-morgan-stanley-says-2026-06-10
- https://seekingalpha.com/news/4546221-morgan-stanley-flags-hyperscaler-depreciation-risk-echoing-michael-burry-concerns
- https://www.reuters.com/commentary/reuters-open-interest/investors-stay-calm-ai-capex-boom-eclipses-dotcom-mania-2026-05-27/
- https://finance.yahoo.com/news/morgan-stanley-says-hyperscaler-ai-151112648.html










