ตลาดการเงินในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ยังคงเต็มไปด้วยทั้งโอกาสและความผันผวน ตั้งแต่ตลาดหุ้นไทยที่เริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัว ตลาดหุ้นเอเชียที่เผชิญแรงกดดันจากเงินทุนเคลื่อนย้าย ไปจนถึงราคาทองคำที่ได้รับแรงหนุนจากการสะสมทุนสำรองของธนาคารกลางทั่วโลก ท่ามกลางปัจจัยเหล่านี้ นักลงทุนจึงต้องติดตามทั้งทิศทางเศรษฐกิจ กระแสเงินทุน และมูลค่าของสินทรัพย์ควบคู่กัน เพื่อประเมินว่าควรเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในสินทรัพย์ประเภทใด
โดยวันนี้เราจะพาไปเจาะลึกตั้งแต่ทิศทางของดัชนีตลาดหุ้นไทย (SET Index) ที่เพิ่งทะยานผ่านจุดสำคัญ การประเมินความผันผวนของ Leverage ETF ในฝั่งเกาหลีใต้ โอกาสที่เปิดกว้างของตลาดหุ้นอินเดีย ตลอดจนการวิเคราะห์โมเมนตัมราคาทองคำตามรอยธนาคารกลางจีน บทความนี้อ้างอิงจาก คุณประกิต สิริวัฒนเกตุ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ เมอร์ชั่น พาร์ทเนอร์ จำกัด (มหาชน)
เจาะตลาดทุน SET ทะลุ 1611 จุด จับตา Leverage ETF เกาหลีใต้ ทองคำแรง หุ้นไหนโดน

วิเคราะห์เจาะลึก SET Index เส้นแบ่งระหว่างความคุ้มค่าและมูลค่าพรีเมียม กลับมาที่ความเคลื่อนไหวของตลาดทุน เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ดัชนีตลาดหุ้นไทย (SET Index) สามารถทำผลงานทะลุเป้าหมายเดิมที่ประเมินไว้บริเวณ 1610 จุด โดยพุ่งขึ้นไปทำจุดสูงสุดที่ 1609.7 จุด ก่อนที่จะไปปิดตลาดได้อย่างสวยงามที่ 1611 จุด ซึ่งถือว่ามีความแม่นยำและเป็นไปตามความคาดหมาย
แม้ว่าก่อนหน้านี้ ดัชนีจะเคยปรับตัวลดลงจากโซน 1610 จุด ไหลลึกลงไปทดสอบแนวรับที่ 1536 จุด จนสร้างความกังวลให้กับนักลงทุนบางส่วน แต่เพียงสัปดาห์เดียวตลาดก็แสดงศักยภาพในการดีดตัวกลับขึ้นมายืนเหนือเป้าหมายเดิมได้อย่างแข็งแกร่ง
ดังนั้น เป้าหมายในระยะถัดไปที่ต้องจับตามองคือระดับ 1644 จุด ซึ่งตัวเลขนี้ไม่ได้เป็นเพียงแนวต้านทางเทคนิคทั่วไป แต่เปรียบเสมือนเส้นแบ่งเขตแดนระหว่างโซนที่หุ้นมีราคา “ถูก” และ “แพง” การที่ดัชนีปรับตัวขึ้นสู่ 1644 จุด สะท้อนถึงการกลับคืนสู่มูลค่าพื้นฐานที่แท้จริง หากตลาดต้องการทะยานทะลุระดับ 1644 จุดขึ้นไป นั่นหมายความว่านักลงทุนต้องพร้อมที่จะจ่าย “มูลค่าพรีเมียม และมีความเชื่อมั่นต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจที่สูงกว่าภาพความเป็นจริงในปัจจุบัน กลยุทธ์ในช่วงเวลานี้จึงเน้นไปที่การถือครองหุ้นเพื่อรอทำกำไร ตามโมเมนตัมที่ยังคงเป็นบวก
ความเสี่ยงจาก Leverage ETF และการผงาดของตลาดอินเดีย
เมื่อหันมามองภาพรวมตลาดเอเชียและระดับโลก ดัชนี Nasdaq 100 ของสหรัฐฯ เริ่มแสดงสัญญาณชะลอตัวและย่อลงมาติดลบ ส่งผลกระทบเชิงจิตวิทยาต่อกลุ่มเทคโนโลยีในภูมิภาค โดยเฉพาะตลาดหุ้นเกาหลีใต้ (Kospi) ที่เปิดตลาดด้วยความสดใสบวกกว่า 2% แต่กลับถูกแรงเทขายกดดันจนพลิกกลับมาติดลบ
สาเหตุหลักของความผันผวนในเกาหลีใต้มาจากประเด็นความกังวลเรื่อง Single Stock Leverage ETF อ้างอิงรายงานจากธนาคารกลางเกาหลีใต้ (Bank of Korea – BOK) ได้ออกแถลงการณ์เตือนถึงความเสี่ยงจากการกระจุกตัวของเม็ดเงินลงทุนในกองทุน ETF ที่ใช้อัตราทด ซึ่งอิงกับหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่อย่าง Samsung และ SK Hynix
ข้อมูลระบุว่า มูลค่าตลาดของทั้งสองบริษัทรวมกันมีสัดส่วนเกินกว่า 50% ของ Market Cap ทั้งตลาดเกาหลีใต้ และปริมาณการซื้อขายในหุ้น SK Hynix กว่า 60% มาจากกองทุนประเภททวีคูณนี้ สภาพการณ์ดังกล่าวทำให้เกิดปรากฏการณ์ One-way trading หรือการแห่ซื้อขายในทิศทางเดียวกันอย่างรุนแรง ทำให้ตลาดตกอยู่ในสภาวะขาดประสิทธิภาพ ส่งผลให้นักลงทุนต่างชาติเริ่มชะลอการลงทุนและมองหาแหล่งหลบภัยใหม่
เป้าหมายปลายทางที่น่าสนใจที่สุดในเวลานี้ คือ ตลาดหุ้นอินเดีย ข้อมูลสถิติจากดัชนี Nifty 50 ชี้ให้เห็นถึงเสถียรภาพที่โดดเด่น โดยในช่วง 150 วันทำการที่ผ่านมา ตลาดอินเดียมีการแกว่งตัวเกิน 1% เพียงแค่ 32% ของวันเทรดทั้งหมดเท่านั้น ในทางตรงกันข้าม ดัชนี Kospi ของเกาหลีใต้กลับมีความผันผวนระดับดังกล่าวสูงถึง 66% ความนิ่งและเสถียรภาพนี้ทำให้อินเดียกลายเป็นขุมทรัพย์แห่งใหม่ และส่งผลดีต่อเนื่องมายังภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก กลุ่มตลาดเกิดใหม่ รวมถึงตลาดหุ้นไทย ที่พร้อมจะรับบทบาทเป็น Safe Haven แหล่งพักเงินทุนที่มีคุณภาพต่อไป
พลวัตของสกุลเงิน และกลยุทธ์ Dollar Carry Trade
ในส่วนของทิศทางค่าเงิน มีการจับตาปรากฏการณ์ Dollar Carry Trade หรือการกู้ยืมเงินดอลลาร์สหรัฐที่เคยมีต้นทุนต่ำ ไปลงทุนในประเทศที่ให้อัตราผลตอบแทนสูงกว่า เช่น บราซิล โคลอมเบีย หรือตุรกี แม้จะมีความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน แต่นักลงทุนก็สามารถกวาดกำไรจากส่วนต่างดอกเบี้ยในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ไปได้อย่างมหาศาล
อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่ผ่านมา สัญญาณการตรึงดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ทำให้เกิดสภาวะ Unwind Dollar Carry Trade คือการเทขายสินทรัพย์สกุลเงินอื่นเพื่อแลกกลับไปถือครองดอลลาร์ ส่งผลให้ดอลลาร์แข็งค่าและกดดันสกุลเงินทั่วโลก ทว่าทิศทางล่าสุดดอลลาร์เริ่มกลับมาส่งสัญญาณอ่อนค่าลง ช่วยเปิดทางให้เงินบาทไทยพลิกกลับมาแข็งค่าแตะระดับ 33.19 บาทต่อดอลลาร์
ตัวแปรสำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด คือ ทิศทางของค่าเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) และการประมูลพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นอายุ 30 ปี หากผลการประมูลไม่สะท้อนความต้องการที่แข็งแกร่ง อาจสร้างแรงกดดันให้เงินเยนอ่อนค่าลงอีก ซึ่งตลาดกำลังจับตามองท่าทีของกระทรวงการคลังญี่ปุ่นในการเข้าแทรกแซงค่าเงิน อย่างเด็ดขาดเพื่อสกัดความผันผวน
จีนเดินหน้าตุนทองคำ หนุนเซนติเมนต์การลงทุนระยะยาว
สำหรับนักลงทุนที่ให้ความสนใจในสินทรัพย์ปลอดภัยอย่าง ทองคำ ข้อมูลทางสถิติที่น่าสนใจซึ่งประมวลผลผ่านเทคโนโลยี AI อย่าง NotebookLM ชี้ให้เห็นว่า ธนาคารกลางจีน (PBOC) ยังคงเดินหน้าสะสมทองคำเข้าสู่ทุนสำรองระหว่างประเทศอย่างดุดัน
ในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา จีนเข้าซื้อทองคำเพิ่มขึ้นเกือบ 10 ตัน ซึ่งเป็นการเร่งเครื่องขึ้นจากเดือนเมษายนที่ซื้อไปราว 8 ตัน ทำให้ปัจจุบันสัดส่วนทองคำขยับขึ้นไปเกือบแตะ 10% ของมูลค่าทุนสำรองทั้งหมด และมีแนวโน้มสูงมากที่จีนกำลังตั้งเป้าหมายระยะยาวที่จะดันสัดส่วนนี้ให้ไปถึง 20% ภายใน 2-3 ปีข้างหน้า
แม้ในระยะสั้นราคาทองคำอาจถูกกดดันจากแรงเทขายของกองทุน Gold ETF ขนาดใหญ่ แต่แรงซื้อสะสมมหาศาลจากธนาคารกลางทั่วโลกจะเป็นฐานรากที่แข็งแกร่งผลักดันให้ราคาทองคำขยับฐานสูงขึ้นอย่างยั่งยืน สำหรับกลยุทธ์ส่วนตัว มีการเข้าทยอยสะสมทองคำแท่งในลักษณะ “เติมให้เต็มหน่วยหลักสิบ” (ตัวอย่างเช่น มีของเดิม 7 บาท ซื้อเพิ่ม 3 บาทเพื่อให้ครบ 10 บาท) เพื่อเตรียมพร้อมรับรอบพรีเมียมใหม่ที่จะเกิดขึ้น ควบคู่ไปกับการรอดักจังหวะเข้าลงทุนในกองทุนรวมทองคำต่อไป
แกะรอยหุ้นเด่น พื้นฐานแข็งแกร่ง ฟอร์มกราฟสวย (KTC, MTC, BDMS, WHA)
เข้าสู่พาร์ตของการคัดกรองหุ้นคุณภาพ สัปดาห์นี้มีหุ้นที่ส่งสัญญาณโดดเด่นทั้งในเชิงพื้นฐานและเทคนิค ได้แก่
- BDMS และ WHA: ทรงกราฟเทคนิคฟอร์มตัวได้อย่างสมบูรณ์แบบ แนะนำให้ใช้กลยุทธ์ Let Profit Run ถือรันเทรนด์เพื่อสร้างผลตอบแทนต่อไป
- MTC (เมืองไทย แคปปิตอล) : หุ้นกลุ่มการเงินที่โดดเด่นด้วยพื้นฐานงบการเงินที่แข็งแกร่ง ทนทานต่อมรสุมเศรษฐกิจ หากดัชนีกลุ่มธนาคาร (BANK) เริ่มฟื้นตัว เม็ดเงินจะไหลเข้ากลุ่มการเงิน (FIN) เป็นลำดับถัดไป ซึ่ง MTC พร้อมที่จะทะยานรับปัจจัยบวกนี้
- KTC (บัตรกรุงไทย) : รายงานกำไรสุทธิไตรมาสล่าสุดทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องในไตรมาสที่ 2 ถือเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมในการเข้าสะสมเพื่อเป้าหมายระยะยาว
สำหรับผู้ที่ชื่นชอบการเก็งกำไรผ่านใบสำคัญแสดงสิทธิอนุพันธ์ (DW) รุ่นที่น่าสนใจและตอบโจทย์ คือ KTC41C2706T ด้วยสเปกที่ออกแบบมาอย่างเป็นมิตรต่อนักลงทุน
- อัตราทด (Gearing) ประมาณ 2 เท่ากว่า ช่วยเพิ่มรอบทำกำไรได้ดี
- ค่าเสื่อมเวลา (Time Decay) ต่ำมากเพียง -0.17% ต่อวัน ทำให้สามารถถือครองได้อย่างสบายใจ ไม่ต้องกังวลเรื่องมูลค่าที่ลดลงอย่างรวดเร็ว
บทสรุป
ภาพรวมการลงทุนในระยะนี้ สะท้อนให้เห็นว่า แม้ตลาดโลกยังเผชิญความไม่แน่นอนจากทิศทางเศรษฐกิจและกระแสเงินทุนเคลื่อนย้าย แต่ก็ยังมีโอกาสซ่อนอยู่ในหลายสินทรัพย์ ไม่ว่าจะเป็นตลาดหุ้นไทยที่ยังมีโมเมนตัมเชิงบวก ตลาดหุ้นอินเดียที่ได้รับความสนใจจากนักลงทุนทั่วโลก หรือทองคำที่ยังมีแรงหนุนจากการเข้าซื้อของธนาคารกลางหลายประเทศ อย่างไรก็ตาม ทุกมุมมองในบทความนี้เป็นเพียงการวิเคราะห์จากข้อมูลและสถานการณ์ในช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น นักลงทุนควรติดตามข้อมูลอย่างต่อเนื่อง ประเมินความเสี่ยงให้เหมาะสมกับเป้าหมายการลงทุนของตนเอง และใช้การกระจายการลงทุนเป็นเครื่องมือสำคัญในการรับมือกับความผันผวนของตลาดในระยะยาว
ตาราง : เช็กลิสต์ชีพจรการเงิน ครึ่งปีหลังเงินไหลไปไหน?
| หมวดหมู่ | สถานการณ์ปัจจุบัน | แนวโน้ม / โอกาส |
| SET Index (ไทย) | ทะลุแนวต้าน 1611 จุด | เล็งเป้าถัดไป 1644 จุด (เข้าสู่โซนพรีเมียม) |
| ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ | ผันผวนหนักจาก Leverage ETF | ขาดประสิทธิภาพ เงินทุนต่างชาติเริ่มหาที่หลบภัยใหม่ |
| ตลาดหุ้นอินเดีย | แกว่งตัวต่ำ นิ่งและมีเสถียรภาพ | กลายเป็นขุมทรัพย์ใหม่และ Safe Haven ของภูมิภาค |
| ทองคำ | จีนเร่งซื้อเก็บเข้าทุนสำรองต่อเนื่อง | ขยับฐานสูงขึ้นในระยะยาวจากแรงซื้อระดับประเทศ |
| หุ้นเด่นฟอร์มสวย | BDMS, WHA, MTC, KTC | พื้นฐานแกร่ง พร้อมรับอานิสงส์เศรษฐกิจค่อยๆ ฟื้นตัว |
บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลข่าวสารและการศึกษาเท่านั้น มิได้เป็นการชี้นำหรือแนะนำการลงทุน ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลและทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน
อ้างอิงจาก









