เมื่อก้าวเข้าสู่ช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ตลาดการเงินทั่วโลกยังคงเต็มไปด้วยปัจจัยที่ต้องติดตาม ทั้งทิศทางอัตราดอกเบี้ย เงินเฟ้อ การเติบโตของเศรษฐกิจ รวมถึงความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งล้วนส่งผลต่อความผันผวนของสินทรัพย์การลงทุนในแต่ละช่วงเวลา ภายใต้สภาวะเช่นนี้ การพยายามคาดเดาว่าตลาดจะขึ้นหรือลงอาจไม่ใช่คำตอบที่ดีที่สุด แต่การวางโครงสร้างพอร์ตลงทุนให้เหมาะสมกับเป้าหมายและระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ กลับเป็นแนวทางที่ช่วยให้นักลงทุนรับมือกับทุกสถานการณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
กลยุทธ์จัดพอร์ตกองทุนรวมเดือนกรกฎาคม 26 แนว Asset Allocation รับทุกสภาวะตลาด
หนึ่งในกลยุทธ์ที่ได้รับความนิยมมาอย่างต่อเนื่องคือ Asset Allocation หรือการจัดสรรสินทรัพย์ ซึ่งเป็นการกระจายการลงทุนระหว่างหุ้น ตราสารหนี้ เงินสด และสินทรัพย์ทางเลือก เพื่อลดความผันผวนของพอร์ตและเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนในระยะยาว โดยในเดือนกรกฎาคม 2569 KS Mutual Fund ได้เสนอแนวทางจัดพอร์ตไว้ 3 รูปแบบ ได้แก่ Conservative, Balanced และ Aggressive เพื่อให้เหมาะกับเป้าหมายและระดับความเสี่ยงของนักลงทุนแต่ละกลุ่ม เราจะพาไปสำรวจโครงสร้างของแต่ละพอร์ต พร้อมทำความเข้าใจว่าการจัดสรรสินทรัพย์สามารถช่วยเตรียมพอร์ตให้พร้อมรับทุกสภาวะตลาดได้อย่างไร

3 รูปแบบกลยุทธ์ Asset Allocation ที่ตอบโจทย์สไตล์คุณ
เพื่อให้นักลงทุนสามารถมองเห็นภาพรวมและนำไปปรับใช้ได้จริง เรามาเจาะลึกโครงสร้างของพอร์ตทั้ง 3 สไตล์ไปพร้อมๆ กัน
1. พอร์ตสไตล์ Conservative (สายระมัดระวัง เน้นความมั่นคง)
สัดส่วนหลัก : หุ้น 30 / ตราสารหนี้ 70 โมเดลนี้ออกแบบมาเพื่อผู้ที่ต้องการเน้นรักษาเงินต้นเป็นหลัก และต้องการลดทอนความผันผวนของพอร์ตลงทุนให้น้อยที่สุด เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่มีเป้าหมายระยะสั้นถึงระยะกลาง หรือไม่ต้องการเผชิญกับความเครียดเมื่อตลาดเกิดการแกว่งตัว
เจาะลึกสัดส่วนการลงทุน
- Global Fixed Income 49% – วางรากฐานความมั่นคงด้วยตราสารหนี้ทั่วโลก ทำหน้าที่เป็นเสมือนเบาะกันกระแทกชั้นดี
- Global Equity 21% – เพิ่มโอกาสรับผลตอบแทนผ่านหุ้นทั่วโลกในสัดส่วนที่พอเหมาะ
- Cash 15% – ถือครองเงินสดเพื่อเสริมสภาพคล่อง และเตรียมพร้อมสำหรับจังหวะเข้าซื้อสินทรัพย์ราคาดี
- Satellite Portfolio 15% – ส่วนเสริมสำหรับการเกาะติดเทรนด์เด่นเฉพาะกลุ่ม เพื่อสร้างสีสันให้พอร์ต
2. พอร์ตสไตล์ Balance (สายสมดุล เติบโตไปพร้อมกับการป้องกัน)
สัดส่วนหลัก : หุ้น 60 / ตราสารหนี้ 40 สำหรับผู้ที่มองหาจุดกึ่งกลางระหว่างการเติบโตของมูลค่าพอร์ต และการคุมความเสี่ยงให้อยู่ในกรอบที่เหมาะสม พอร์ตสไตล์นี้ถือเป็นคำตอบที่ลงตัว ช่วยให้คุณก้าวเดินไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง ไม่ช้าและไม่เร็วจนเกินไป
เจาะลึกสัดส่วนการลงทุน
- Global Equity 42% – ขยับสัดส่วนหุ้นโลกขึ้นมาเป็นแกนหลักเพื่อเน้นการเติบโต
- Global Fixed Income 28% – รักษาสมดุลด้วยตราสารหนี้ เพื่อลดแรงเหวี่ยงของตลาดหุ้น
- Satellite Portfolio 26% – เปิดโอกาสทำกำไรผ่านสินทรัพย์ทางเลือก หรือกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพ
- Cash 4% – สำรองเงินสดไว้เล็กน้อยเพื่อความยืดหยุ่นในการปรับพอร์ต
3. พอร์ตสไตล์ Aggressive (สายมุ่งมั่น เน้นผลลัพธ์ระยะยาว)
สัดส่วนหลัก : หุ้น 70 / ตราสารหนี้ 30 โมเดลนี้สร้างมาเพื่อผู้ที่โฟกัสเป้าหมายการเติบโตในระยะยาว มีระยะเวลาในการลงทุนที่นานพอ และสามารถโอบรับความผันผวนระหว่างทางได้สูง เพื่อแลกกับโอกาสในการรับผลตอบแทนที่โดดเด่นในอนาคต
เจาะสัดส่วนการลงทุน
- Global Equity 49% – จัดเต็มกับหุ้นโลกเพื่อเร่งเครื่องการเติบโตอย่างเต็มกำลัง
- Satellite Portfolio 30% – เพิ่มน้ำหนักในส่วนเสริม เพื่อจับจังหวะการลงทุนในตลาดภูมิภาคหรือเซกเตอร์มาแรง
- Global Fixed Income 21% – มีตราสารหนี้ไว้คอยพยุงพอร์ตในยามที่ตลาดหุ้นเกิดการปรับฐานรุนแรง
กางแผนผังพอร์ต 3 สไตล์แบบหมัดต่อหมัด
เพื่อให้มองเห็นภาพรวมของการจัดทัพลงทุนได้อย่างทะลุปรุโปร่ง ลองมาดูตารางสรุปสัดส่วนที่แจกแจงรายละเอียดของสินทรัพย์แต่ละประเภทกันแบบชัดๆ ซึ่งจะช่วยปลดล็อกความเข้าใจและทำให้การปรับพอร์ตของคุณแม่นยำยิ่งขึ้น
| โครงสร้างพอร์ต | ประเภทสินทรัพย์ (Asset Classes) | Conservative (หุ้น 30 / ตราสารหนี้ 70) | Balanced (หุ้น 60 / ตราสารหนี้ 40) | Aggressive (หุ้น 70 / ตราสารหนี้ 30) | กองทุนแนะนำ (Mutual Funds) |
| Core Portfolio (70%) | Global Equities | 21% | 42% | 49% | KKP GNP |
| Global Fixed Income | 49% | 28% | 21% | K-GDBONDUH | |
| Cash | 15% | 4% | 0% | K-CASH | |
| Satellite Portfolio (30%) | Fixed Income | TBC | TBC | TBC | TBC |
| Equities (รวม) | 15% | 26% | 30% | TBC | |
| – Global | 3% | 5% | 6% | A-GRID | |
| – US | 3% | 5% | 6% | KKP TECH-UH | |
| – Europe | TBC | TBC | TBC | TBC | |
| – Japan | 3% | 6% | 6% | ASP-NGF | |
| – China | TBC | TBC | TBC | TBC | |
| – India | 3% | 5% | 6% | MINDIA | |
| – South Korea | 3% | 5% | 6% | SCBKEQTG | |
| – Thai | TBC | TBC | TBC | TBC |
จากตารางด้านบน จะเห็นได้ว่าโครงสร้างหลักของการจัดพอร์ตถูกแบ่งออกเป็น 2 มิติ ได้แก่ Core Portfolio (กำหนดสัดส่วนไว้ที่ 70%) ซึ่งทำหน้าที่เป็นรากฐานสุดแกร่ง คอยขับเคลื่อนการเติบโตและรักษาสมดุลให้กับพอร์ตในภาพใหญ่ และ Satellite Portfolio (กำหนดสัดส่วนไว้ที่ 30%) ที่เป็นเสมือนยูนิตจู่โจมพิเศษ คอยจับจังหวะทำกำไรจากภูมิภาคหรืออุตสาหกรรมที่กำลังมาแรงเฉพาะจุด
นอกจากนี้ หากเราเจาะลึกลงไปในรายละเอียดของการจัดสรรน้ำหนัก (Weighting) ในกลุ่ม Satellite Portfolio จะพบการกระจายตัวที่น่าสนใจ ยกตัวอย่างเช่น ในพอร์ตสไตล์ Balanced และ Aggressive มีการให้น้ำหนักกับตลาดหุ้นญี่ปุ่นสูงถึง 6% ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงโมเมนตัมและโอกาสทางการลงทุนในภูมิภาคนี้ ในขณะเดียวกัน ตลาดที่มีศักยภาพอย่างหุ้นสหรัฐฯ อินเดีย และเกาหลีใต้ ก็ถูกจัดวางสัดส่วนไว้อย่างสมดุลที่ระดับ 5-6% เพื่อเกาะเทรนด์การเติบโตของเทคโนโลยีและเศรษฐกิจยุคใหม่
ดังนั้น การกางสัดส่วนแบบละเอียดนี้ ไม่เพียงแต่ช่วยให้เรามองเห็นทิศทางของเม็ดเงินที่กระจายไปยังสินทรัพย์ต่างๆ ทว่ายัง เป็นการวางโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมรับมือกับทุกไดนามิกของตลาดได้อย่างทรงประสิทธิภาพ ช่วยกระจายความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสรับผลตอบแทนที่เหนือกว่าในระยะยาว
รวมสัดส่วนสินทรัพย์ (Total Exposure) พอร์ตที่ใช่ในสไตล์คุณ
อย่างไรก็ตาม เมื่อเรานำสัดส่วนการลงทุนทั้งในส่วนของแกนหลักและส่วนเสริมมารวมเข้าด้วยกัน ภาพของสินทรัพย์ทั้งหมดที่พอร์ตถือครองจริงจะถูกสะท้อนออกมาให้เห็นอย่างเด่นชัดผ่านกราฟวงกลม (Donut Chart) ซึ่งถือเป็นหน้าปัดเรือนไมล์ชั้นดีที่ช่วยวัดระดับความตื่นเต้นและผลลัพธ์ของพอร์ตได้อย่างตรงไปตรงมา
- ภาพรวมของพอร์ต Conservative : โครงสร้างความมั่งคั่ง ด้วยเกราะป้องกันอย่าง ตราสารหนี้ (Fixed Income) ถึง 49% ในขณะที่ สัดส่วนของ หุ้นรวม (Equities) จะอยู่ที่ 36% (ซึ่งเกิดจากการรวมกันของหุ้นโลกและหุ้นเฉพาะกลุ่ม) ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีการเตรียม เงินสด (Cash) ไว้คอยหล่อลื่นสภาพคล่องถึง 15% ทำให้พอร์ตนี้ตอบโจทย์ความอุ่นใจ
- ภาพรวมของพอร์ต Balanced : เราจะเริ่มเห็นการขยับสัดส่วนที่เน้นเกมบุกมากขึ้น โดย น้ำหนักของ หุ้นรวม (Equities) กระโดดขึ้นมาครองพื้นที่ถึง 68% ส่วน ตราสารหนี้ (Fixed Income) ปรับลดลงมาที่ 28% และเหลือ เงินสด (Cash) สำรองไว้เพียง 4% ดังนั้น พอร์ตนี้จึงเปรียบเสมือนรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยความเร็วระดับกลาง เน้นรักษาสมดุลระหว่างการสร้างผลกำไร
- ภาพรวมของพอร์ต Aggressive : สำหรับสายลุยที่มองข้ามช็อตไปถึงอนาคต กราฟจะแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการเติบโตอย่างเต็มสูบ เนื่องจาก สัดส่วน หุ้นรวม (Equities) พุ่งทะยานไปแตะระดับ 79% โดยเหลือ ตราสารหนี้ (Fixed Income) ไว้เพื่อซับแรงกระแทกเพียง 21% และที่น่าสนใจ คือ ไม่มีการถือครองเงินสดเลย (0%) ท้ายที่สุดแล้ว การจัดทัพแบบนี้ คือ การส่งเม็ดเงินทุกบาทลงสนามไปทำงาน เพื่อสร้างผลตอบแทนให้ได้สูงสุดในระยะยาว
Product Highlight กองทุนเด่นที่สอดคล้องกับกลยุทธ์
การเลือกสินทรัพย์ที่เข้ามาเติมเต็มในแต่ละสัดส่วนนั้นมีความสำคัญไม่แพ้กัน นี่คือ รายชื่อกองทุนที่น่าสนใจและถูกหยิบยกขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์กลยุทธ์ข้างต้น
- KKP GNP : กองทุนสำหรับเติมเต็มสัดส่วน หุ้นโลก (Global Equity)
- K-GDBONDUH : กองทุนสำหรับกระจายความเสี่ยงใน ตราสารหนี้ทั่วโลก (Global Fixed Income)
- K-CASH : กองทุนสำหรับบริหารสภาพคล่อง เงินสด
- A-GRID : กองทุนทางเลือกในกลุ่ม หุ้น Global Infrastructure
- KKP TECH-UH : กองทุนเกาะเมกะเทรนด์ หุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ
- ASP-NGF : กองทุนสำหรับมองหาโอกาสใน หุ้นญี่ปุ่น
- MINDIA : กองทุนที่เน้นการเติบโตของ หุ้นอินเดีย
- SCBKEQTG : กองทุนตัวแทนความแข็งแกร่งของ หุ้นเกาหลีใต้
นอกจากข้อมูลตัวเลขแล้ว สิ่งที่อยากฝากไว้ คือ Asset Allocation ที่ดี ไม่ใช่ การพยายามวิ่งตามหาสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงที่สุดในทุกช่วงเวลา แต่ความหมายที่แท้จริง คือ “การจัดสัดส่วนให้ลงตัวกับเป้าหมายการลงทุน ระยะเวลา และระดับความเสี่ยงที่คุณยอมรับได้”
เมื่อใดก็ตามที่พอร์ตถูกออกแบบมาอย่างเหมาะสม สอดคล้องกับคาแรคเตอร์ของตัวคุณเอง ท้ายที่สุดแล้วพอร์ตนั้นจะสามารถเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน ไม่ว่าสภาวะตลาดภายนอกจะพัดพาไปในทิศทางใดก็ตาม
บทสรุป
ในโลกการลงทุน ไม่มีพอร์ตแบบใดที่เหมาะกับทุกคน หรือสามารถสร้างผลตอบแทนได้ดีที่สุดในทุกช่วงเวลา สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่การพยายามเลือกสินทรัพย์ที่กำลังได้รับความนิยม แต่คือ การออกแบบพอร์ตให้สอดคล้องกับเป้าหมายการลงทุน ระยะเวลาการถือครอง และระดับความเสี่ยงที่แต่ละคนยอมรับได้
แนวทาง Asset Allocation ที่ KS Mutual Fund นำเสนอในเดือนกรกฎาคม 2569 สะท้อนให้เห็นถึงการจัดสรรสินทรัพย์อย่างเป็นระบบ โดยแบ่งบทบาทของ Core Portfolio เพื่อสร้างความมั่นคง และ Satellite Portfolio เพื่อเปิดโอกาสในการลงทุนในธีมหรือภูมิภาคที่มีศักยภาพ ทั้งหมดนี้เป็นเพียงหนึ่งในแนวทางที่นักลงทุนสามารถนำไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะกับสถานการณ์และแผนการเงินของตนเอง
ท้ายที่สุดแล้ว ไม่ว่าสภาวะตลาดจะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางใด การมีแผนลงทุนที่ชัดเจน กระจายความเสี่ยงอย่างเหมาะสม และทบทวนสัดส่วนการลงทุนอย่างสม่ำเสมอ ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้การลงทุนเดินหน้าได้อย่างมีวินัย และมีโอกาสบรรลุเป้าหมายทางการเงินในระยะยาว
ตารางสรุป : 3 สไตล์จัดพอร์ต (Asset Allocation) รับครึ่งปีหลัง 2026
| สไตล์การจัดพอร์ต | เหมาะสำหรับใคร? | Core Portfolio (70%) | Satellite Portfolio (30%) | เงินสดสำรอง |
| Conservative (สายระมัดระวัง) | ผู้ที่เน้นความมั่นคง ลดความผันผวน ไม่ชอบความเครียด | ตราสารหนี้โลก 49% หุ้นโลก 21% | หุ้น/สินทรัพย์เฉพาะกลุ่ม 15% | 15% |
| Balanced (สายสมดุล) | ผู้ที่ต้องการเติบโตควบคู่การป้องกัน เดินหน้าอย่างมั่นคง | หุ้นโลก 42% ตราสารหนี้โลก 28% | สินทรัพย์ทางเลือก/อุตสาหกรรมศักยภาพ 26% | 4% |
| Aggressive (สายมุ่งมั่น) | สายลุย โฟกัสเป้าหมายระยะยาว รับความผันผวนได้สูง | หุ้นโลก 49% ตราสารหนี้โลก 21% | หุ้นภูมิภาค/เซกเตอร์มาแรง 30% | 0% |
บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลข่าวสารและการศึกษาเท่านั้น มิได้เป็นการชี้นำหรือแนะนำการลงทุน ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลและทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน
อ้างอิงจาก








