ตลาดตราสารหนี้มักไม่ได้ส่งเสียงดังเท่าตลาดหุ้น แต่ในเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจ นี่คือหนึ่งในกระจกบานสำคัญที่สะท้อนทั้งต้นทุนการเงิน ความเชื่อมั่นของนักลงทุน และทิศทางการระดมทุนของภาครัฐและเอกชนได้อย่างชัดเจน
ตลาดตราสารหนี้ไทย Q2/2569 เป็นอย่างไร? อัปเดตทิศทางดอกเบี้ยครึ่งปีหลัง

สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย หรือ ThaiBMA ในไตรมาส 2/2569 กำลังบอกเราว่า ตลาดบอนด์ไทยยังเดินหน้าขยายตัวต่อเนื่อง มูลค่าคงค้างแตะ 18.3 ล้านล้านบาท ขณะที่การออกหุ้นกู้ภาคเอกชนระยะยาวในช่วงครึ่งปีแรกกลับมาเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกลุ่ม Investment Grade ที่ยังคงเป็นแกนหลักของตลาด
อย่างไรก็ตาม ภาพที่น่าสนใจกว่านั้นไม่ได้อยู่แค่ตัวเลขการเติบโต แต่อยู่ที่สัญญาณของ Bond Yield ที่ชันขึ้น กระแสเงินทุนต่างชาติที่ยังซื้อสุทธิตราสารหนี้ไทย และมุมมองของผู้ร่วมตลาดที่คาดว่าดอกเบี้ยนโยบายไทยอาจทรงตัวที่ 1.00% ตลอดครึ่งหลังของปี 2569 ทั้งหมดนี้กำลังสะท้อนโจทย์ใหญ่ของตลาดการเงินไทยในช่วงต่อไปว่า ท่ามกลางความไม่แน่นอนของโลก ตราสารหนี้ไทยยังเป็น “พื้นที่พักเงินคุณภาพ” หรือกำลังเข้าสู่จังหวะเปลี่ยนผ่านครั้งใหม่ของต้นทุนการเงิน
ความเคลื่อนไหวของการออกตราสารหนี้ภาคเอกชน
ในขณะเดียวกัน ภาคเอกชนยังคงมีการระดมทุนผ่านตลาดตราสารหนี้อย่างต่อเนื่อง โดยในช่วง 2 ไตรมาสแรกของปี 2569 มูลค่าการออกตราสารหนี้ภาคเอกชนระยะยาว หรือหุ้นกู้ มีมูลค่ารวมทั้งสิ้น 409,670 ล้านบาท ปรับตัวเพิ่มขึ้น 2.7% หากเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ทั้งนี้ การเติบโตดังกล่าวเป็นผลมาจากการออกหุ้นกู้เพิ่มขึ้นในกลุ่ม Investment Grade (IG) โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีปริมาณการออกสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ กลุ่มพลังงาน (ENERGY) กลุ่มการเงิน (FINANCE) และกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ (PROPERTY) ตามลำดับ
นอกจากนี้ เมื่อมองไปข้างหน้าในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 จะมีหุ้นกู้ที่ครบกำหนดชำระรวมทั้งสิ้น 416,877 ล้านบาท ซึ่งสัดส่วนหลักถึง 90% เป็นหุ้นกู้ในกลุ่ม Investment Grade และอีก 10% เป็นกลุ่ม High Yield (รวมถึง Non-rated bond) ข้อมูลที่น่าสนใจคือผู้ออกหุ้นกู้รายใหญ่ 10 อันดับแรกล้วนอยู่ในกลุ่ม Investment Grade ซึ่งมีอัตราส่วนความสามารถในการชำระดอกเบี้ย (Interest Coverage Ratio) อยู่ในระดับที่ 2.08 – 10.6 เท่า ในขณะที่อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (Debt to Equity) ส่วนใหญ่อยู่ในระดับไม่เกิน 2 เท่า สะท้อนถึงโครงสร้างทางการเงินของผู้ออกหุ้นกู้กลุ่มนี้
ทิศทางกระแสเงินทุนของนักลงทุนต่างชาติ
สอดคล้องกับภาพรวมของตลาด นักลงทุนต่างชาติยังคงให้ความสนใจตราสารหนี้ไทยอย่างต่อเนื่อง โดยในไตรมาส 2/2569 มียอดการซื้อสุทธิเพิ่มเติมอีก 10,453 ล้านบาท ซึ่งเป็นการซื้อสุทธิในเดือนเมษายนและพฤษภาคม ก่อนจะสลับมาขายสุทธิในเดือนมิถุนายนหลังจากเริ่มมีความชัดเจนในประเด็นการเจรจายุติสงครามระหว่างสหรัฐอเมริกา อิสราเอล และอิหร่าน
ผลจากการเคลื่อนไหวดังกล่าวทำให้ ณ สิ้นไตรมาส 2/2569 นักลงทุนต่างชาติมียอดซื้อสุทธิตราสารหนี้ไทยสะสมรวม 30,043 ล้านบาท ส่งผลให้ยอดการถือครองรวมอยู่ที่ 9.47 แสนล้านบาท หรือคิดเป็น 5.2% ของมูลค่าคงค้างตลาดตราสารหนี้ไทยทั้งหมด อีกทั้งอายุคงเหลือเฉลี่ยของตราสารหนี้ไทยที่ต่างชาติถือครองยังขยับเพิ่มขึ้นเป็น 8.5 ปี จากระดับ 8.1 ปี เมื่อช่วงสิ้นปีที่ผ่านมา
แนวโน้มอัตราผลตอบแทนและพฤติกรรม Flight to Quality
ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 เส้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทย (Government Bond Yield Curve) ปรับตัวในลักษณะที่มีความชันมากขึ้น หรือที่เรียกว่า Bear Steepening ปัจจัยหลักมาจากความกังวลเรื่องอัตราเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้นจากผลกระทบของสงคราม ส่งผลให้ ณ สิ้นไตรมาส 2/2569 อัตราผลตอบแทนพันธบัตรไทย (Bond yield) รุ่นอายุ 2 ปี 5 ปี และ 10 ปี ปรับตัวเพิ่มขึ้น 3 bps, 32 bps และ 40 bps จากสิ้นปี 2568 มาอยู่ที่ระดับ 1.16%, 1.60% และ 2.06% ตามลำดับ
ด้านอัตราผลตอบแทนตราสารหนี้ภาคเอกชนก็ปรับตัวสูงขึ้นในทิศทางเดียวกัน โดยอัตราผลตอบแทนของหุ้นกู้ทุกอันดับเครดิตขยับขึ้น 14-34 bps อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าสังเกตว่าหุ้นกู้อันดับเครดิต AAA, AA และ A มีส่วนชดเชยความเสี่ยงด้านเครดิต (Credit Spread) ที่ใกล้เคียงกับจุดต่ำสุดในรอบ 6 ปี สภาวะนี้สะท้อนพฤติกรรม Flight to Quality ของผู้ลงทุนที่เน้นเลือกลงทุนในสินทรัพย์ที่มีคุณภาพและความมั่นคง ส่งผลให้ ณ สิ้นไตรมาส 2/2569 อัตราผลตอบแทนของหุ้นกู้รุ่นอายุ 5 ปี สำหรับอันดับเครดิต AAA, AA, A และ BBB+ ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 1.98%, 2.26%, 2.66% และ 4.12% ตามลำดับ
คาดการณ์อัตราดอกเบี้ยนโยบายครึ่งหลังปี 2569
สำหรับมุมมองในระยะต่อไป ผลสำรวจจากผู้ร่วมตลาดส่วนใหญ่คาดการณ์ว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 1.00% ตลอดช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ในส่วนของคาดการณ์ Bond yield ไทย 5 ปี ประเมินว่าจะทรงตัวในระดับ 1.60% ภายใต้กรอบการเคลื่อนไหว 1.58-1.77% ขณะที่ Bond yield ไทย 10 ปี มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นจาก 2.06% ในช่วงสิ้นเดือนมิถุนายน 2569 ขยับไปอยู่ในกรอบ 2.19% – 2.33% ในช่วงครึ่งหลังของปี โดยได้รับแรงหนุนจากแผนการระดมทุนของภาครัฐ ทิศทางดอกเบี้ยนโยบายของไทยและประเทศเศรษฐกิจชั้นนำ รวมถึงส่วนต่างอัตราผลตอบแทนระหว่างพันธบัตรรัฐบาลไทยและสหรัฐอเมริกา
ยุทธศาสตร์ 4 ปี The RISE of Thai Bond Market
นอกเหนือจากการรายงานข้อมูลตลาด นางสาวอริยา ติรณะประกิจ กรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) ยังได้ประกาศแผนยุทธศาสตร์ระยะ 4 ปี (2569 – 2572) ภายใต้ชื่อ “The RISE of Thai Bond Market” ซึ่งมีแกนหลัก คือ Trust, Innovation, and Sustainability เพื่อเป้าหมายในการสร้างตลาดตราสารหนี้ที่ยั่งยืน โดยแบ่งแนวทางออกเป็น 4 ด้าน ได้แก่
- R : Roles & Regulation (ยกระดับบทบาทและการกำกับดูแลเชิงรุก) เน้นการยกระดับเกณฑ์ SRO อย่างรุกฆาตเพื่อปกป้องนักลงทุนตั้งแต่ตลาดแรก เป็นตัวกลางในการขับเคลื่อนนโยบายและปรับปรุงกฎหมายคุ้มครองผู้ลงทุน รวมถึงขยายขอบเขตการเป็นที่ปรึกษาระดับนานาชาติเพื่อส่งออกโมเดลของ ThaiBMA สู่ตลาดเกิดใหม่
- I : Infrastructure Modernization (การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานรองรับยุคดิจิทัล) สร้างโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลกลาง (Information Backbone) พัฒนาระบบขึ้นทะเบียนตราสารหนี้รูปแบบใหม่ที่เชื่อมกับสำนักงาน ก.ล.ต. อย่างไร้รอยต่อ เปิดตัวระบบ BHR Portal เพื่อเพิ่มศักยภาพผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ และพัฒนาแอปพลิเคชัน MeBond ให้ตอบโจทย์นักลงทุนรายย่อย
- S : Sustainability & Education (การส่งเสริมความยั่งยืนและองค์ความรู้) จัดตั้งศูนย์ข้อมูล ESG Bond Data Hub ตามมาตรฐาน ICMA และส่งเสริมความเข้าใจด้านผลิตภัณฑ์ตราสารหนี้ (Bond Literacy) ให้กว้างขวาง
- E : Expanded Products & Valuation (การขยายผลิตภัณฑ์บริการและการประเมินมูลค่าด้วย AI) ครอบคลุมการให้บริการข้อมูลตราสารหนี้รูปแบบใหม่ เช่น Tokenized products พร้อมเตรียมเปิดตัว “Bond AI” ผู้ช่วยสำหรับนักลงทุนรายย่อย และนำเทคโนโลยี AI มาวิเคราะห์ตลาดและพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ
กรรมการผู้จัดการ ThaiBMA เน้นย้ำว่า แผนยุทธศาสตร์ RISE คือ การพุ่งเป้าไปสู่ Sustainable Bond Market อย่างแท้จริง ครอบคลุมทั้งนวัตกรรม ความน่าเชื่อถือ และการสนับสนุนเศรษฐกิจสีเขียวและสังคมไทยอย่างยั่งยืน โดยพร้อมร่วมมือกับทุกภาคส่วนเพื่อขับเคลื่อนวิสัยทัศน์นี้ให้เกิดขึ้นจริง
บทสรุป
ภาพรวมตลาดตราสารหนี้ไทยในไตรมาส 2/2569 สะท้อนความแข็งแกร่งเชิงโครงสร้างมากกว่าความร้อนแรงระยะสั้น มูลค่าตลาดที่ขยายตัวแตะ 18.3 ล้านล้านบาท การออกหุ้นกู้กลุ่ม Investment Grade ที่ยังเดินหน้าต่อ และกระแสเงินทุนต่างชาติที่ยังซื้อสุทธิในช่วงครึ่งปีแรก ล้วนชี้ให้เห็นว่าตลาดบอนด์ไทยยังมีบทบาทสำคัญในฐานะเสาหลักของระบบการเงินไทย
แต่ในอีกด้านหนึ่ง การขยับขึ้นของ Bond Yield โดยเฉพาะรุ่นอายุ 5 ปีและ 10 ปี กำลังบอกเราว่า นักลงทุนเริ่มประเมินความเสี่ยงระยะยาวอย่างจริงจังมากขึ้น ทั้งจากเงินเฟ้อ ภาระการระดมทุนของภาครัฐ ทิศทางดอกเบี้ยโลก และส่วนต่างผลตอบแทนระหว่างไทยกับสหรัฐฯ
ดังนั้น ครึ่งหลังของปี 2569 จึงไม่ใช่ช่วงที่ควรมองตลาดตราสารหนี้แบบนิ่งเฉย แม้ดอกเบี้ยนโยบายอาจทรงตัว แต่ต้นทุนทางการเงินในแต่ละช่วงอายุและแต่ละอันดับเครดิตอาจเคลื่อนไหวไม่เท่ากัน ผู้ลงทุนจึงต้องอ่านทั้งคุณภาพผู้ออกตราสาร อายุคงเหลือ อันดับเครดิต และทิศทาง Yield Curve ควบคู่กันไป
ท้ายที่สุด ยุทธศาสตร์ “The RISE of Thai Bond Market” ของ ThaiBMA คือ อีกหนึ่งสัญญาณสำคัญว่า ตลาดตราสารหนี้ไทยกำลังเดินเข้าสู่ยุคที่ต้องโปร่งใสขึ้น ดิจิทัลมากขึ้น และตอบโจทย์ความยั่งยืนมากกว่าเดิม เพราะในโลกการเงินที่ความเสี่ยงเปลี่ยนเร็วกว่าเดิม ข้อมูลที่ดีและโครงสร้างตลาดที่แข็งแรง คือเกราะป้องกันสำคัญของทั้งผู้ออกตราสาร นักลงทุน และเศรษฐกิจไทยโดยรวม
ตารางสรุป : ไฮไลต์สำคัญ ตลาดตราสารหนี้ไทย ไตรมาส 2 ปี 2569
| หัวข้อที่น่าสนใจ | ข้อมูลอัปเดต ณ ไตรมาส 2/2569 |
| มูลค่าตลาดรวม | 18.3 ล้านล้านบาท (ขยายตัว 2.0%) |
| หุ้นกู้ภาคเอกชน | ยอดออกใหม่ 409,670 ล้านบาท |
| ต่างชาติซื้อสุทธิ | สะสม 30,043 ล้านบาท (ยอดถือครองรวม 9.47 แสนล้านบาท) |
| คาดการณ์ดอกเบี้ยนโยบาย | ทรงตัวที่ระดับ 1.0% ในช่วงครึ่งหลังของปี |
| ยุทธศาสตร์ใหม่ ThaiBMA | แผน 4 ปี “RISE” มุ่งสู่ตลาดตราสารหนี้ที่ยั่งยืน (Sustainable Bond Market) |








