ท่ามกลางตลาดหุ้นที่ยังต้องรับมือทั้งความผันผวนของราคาพลังงาน ทิศทางดอกเบี้ย และความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ “หุ้นปันผล” กลับมาเป็นหนึ่งในทางเลือกที่นักลงทุนให้ความสนใจมากขึ้น โดยเฉพาะบริษัทที่ไม่ได้มีเพียงประวัติจ่ายเงินปันผลสูง แต่ยังมีกำไรและกระแสเงินสดจากธุรกิจหลักรองรับ
รวมหุ้นปันผลสูงปี 2026 คัด หุ้นเด่นกำไรขาขึ้นครึ่งหลังปี 2026 – 2027

จังหวะดังกล่าวเกิดขึ้นพร้อมกับการเข้าสู่ฤดูกาลประกาศผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2569 และการประกาศจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล หลักทรัพย์บัวหลวง หรือ Bualuang Research จึงนำเสนอแนวทางคัดหุ้นแบบ “Upgraded Earnings–Dividend Play” เพื่อค้นหาบริษัทที่มีโอกาสจ่ายปันผลในระดับน่าสนใจ ควบคู่กับแนวโน้มผลประกอบการที่แข็งแกร่งหรือมีโอกาสฟื้นตัวในช่วงครึ่งปีหลัง
หุ้นที่ผ่านการคัดเลือกมีทั้งหมด 8 บริษัท ได้แก่ PTTEP, PTT, OSP, TU, CPF, TRUE, BDMS และ ADVANC ครอบคลุม 4 กลุ่มอุตสาหกรรมสำคัญ คือ พลังงาน สื่อสาร อาหารและเครื่องดื่ม และโรงพยาบาล บทความนี้อ้างอิงจาก Bualuang Research
ทำความเข้าใจสภาวะตลาดผ่านกรอบแนวคิด Dividend Yield Gap

เพื่อที่จะประเมินความน่าสนใจของตลาดหุ้นไทยในมิติของเงินปันผล เราจำเป็นต้องเปรียบเทียบผลตอบแทนจากเงินปันผลกับผลตอบแทนจากการลงทุนในสินทรัพย์ที่ไม่มีความเสี่ยงหรือมีความเสี่ยงต่ำ เช่น พันธบัตรรัฐบาล ซึ่งเครื่องมือหลักที่นักกลยุทธ์ใช้ในการวัดมูลค่าเชิงเปรียบเทียบนี้ คือ ส่วนต่างผลตอบแทนเงินปันผล หรือ Dividend Yield Gap (Yield Gap)
ในการคำนวณ Yield Gap เราจะนำอัตราผลตอบแทนเงินปันผลคาดการณ์ของตลาดหุ้นไทย (SET Forward Dividend Yield) มาหักออกด้วยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 10 ปี (Thai 10-Year Government Bond Yield หรือ TH10Y) ตัวเลขที่ได้จะสะท้อนถึง “ส่วนช่วยลดความเสี่ยง” ที่นักลงทุนจะได้รับจากการถือครองหุ้นแทนการถือพันธบัตร
ข้อมูลสถิติล่าสุดแสดงให้เห็นโครงสร้างตัวเลขที่น่าสนใจ ดังต่อไปนี้
- อัตราผลตอบแทนเงินปันผลของตลาดหุ้นไทย (SET Dividend Yield) คาดการณ์ปี 2026 อยู่ที่ประมาณ 3.5%
- อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 10 ปี (TH10Y) เคลื่อนไหวอยู่ที่ประมาณ 2.0%
- ส่วนต่างผลตอบแทนเงินปันผล (Dividend Yield Gap) อยู่ที่ระดับประมาณ 1.5%
เมื่อเราพิจารณาเปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ยระยะยาวในอดีต (10-Year Average) ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 1.0% จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า Dividend Yield Gap ในปัจจุบันที่ระดับ 1.5% นั้นมีความกว้างและสูงกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวถึง 0.5% ตัวเลขอัตราส่วนที่กว้างขึ้นนี้ สะท้อนว่า หุ้นปันผลยังคงมีความคุ้มค่าเชิงเปรียบเทียบในระดับสูงเมื่อเทียบกับการถือครองตราสารหนี้ระยะยาว ท่ามกลางทิศทางผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลที่ทรงตัวอยู่ในระดับปัจจุบัน ส่วนต่างนี้ทำหน้าที่เป็นแรงดึงดูดใจให้นักลงทุนสถาบันและผู้ลงทุนรายย่อยหันกลับมาเพิ่มน้ำหนักในสินทรัพย์ที่ให้เงินปันผลสม่ำเสมอ
กลยุทธ์การคัดกรองหุ้นแบบ Upgraded Earnings-Dividend Play
อย่างไรก็ตาม การเลือกหุ้นปันผลเพียงเพราะเห็นตัวเลขอัตราผลตอบแทนเงินปันผลในอดีตที่สูงเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ เนื่องจากหากบริษัทมีผลประกอบการที่แย่ลงในอนาคต ความสามารถในการจ่ายเงินปันผลย่อมลดลงตามไปด้วย หรือที่เรียกว่ากับดักเงินปันผล (Dividend Trap) ดังนั้น นักลงทุนจึงต้องใช้กระบวนการคัดกรองที่มีความเข้มข้นและรอบคอบมากขึ้น
แนวคิดกลยุทธ์การลงทุนแบบ Upgraded Earnings-Dividend Play จึงถูกออกแบบขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหานี้ โดยมุ่งเน้นไปที่การคัดเลือกหลักทรัพย์ที่มีคุณสมบัติโดดเด่นร่วมกันสองประการ
- แนวโน้มการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลในระดับสูง (High Interim Dividend) คัดเลือกเฉพาะบริษัทที่มีประวัติการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลที่ดีและมีแนวโน้มที่จะประกาศจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลในอัตราที่สูงสำหรับรอบผลประกอบการครึ่งปีแรก
- แนวโน้มกำไรสุทธิได้รับการปรับประมาณการขึ้น (Upward Earnings Revision) ข้อมูลคาดการณ์กำไรต้องได้รับการปรับน้ำหนักขึ้นจากนักวิเคราะห์ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา หรืออย่างน้อยที่สุดต้องไม่มีสภาวะการปรับลดประมาณการลงอย่างมีนัยสำคัญ (No Severe Earnings Downgrade)
หลักเกณฑ์ดังกล่าวช่วยรับประกันได้ในระดับหนึ่งว่า เงินปันผลที่คาดว่าจะได้รับจะตั้งอยู่บนฐานรากของกำไรสุทธิที่เกิดขึ้นจริงและมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องในครึ่งปีหลังของปี 2026 ไปจนถึงปี 2027 ไม่ใช่การจ่ายเงินปันผลจากกำไรพิเศษที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวแล้วหมดไป
ในการจัดพอร์ตตามกลยุทธ์นี้ มีการให้น้ำหนักไปยัง 4 กลุ่มอุตสาหกรรมหลัก ที่มีแนวโน้มการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลเด่นชัด ควบคู่ไปกับทิศทางผลประกอบการที่แข็งแกร่ง ประกอบด้วย
- กลุ่มพลังงาน (Energy Sector)
- กลุ่มสื่อสาร (Information & Communication Technology Sector)
- กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม (Food & Beverage Sector)
- กลุ่มโรงพยาบาล (Healthcare Sector)
กลุ่มอุตสาหกรรมเหล่านี้ไม่เพียงแต่มีฐานะทางการเงินและกระแสเงินสดที่แข็งแกร่งเท่านั้น ทว่ายังมีปัจจัยขับเคลื่อนเฉพาะตัวในแต่ละกลุ่มที่ช่วยหนุนให้ผลประกอบการไตรมาสที่สองและครึ่งปีหลังเติบโตอย่างมั่นคง
เปิดพอร์ตเจาะลึก 4 กลุ่มอุตสาหกรรมแกร่ง และ 8 หุ้นตัวตึงของตลาด
1. กลุ่มพลังงาน : กระแสเงินสดมั่นคงและราคาน้ำมันหนุนปันผล
กลุ่มพลังงานเป็นอุตสาหกรรมที่มีความโดดเด่นด้านการสร้างกระแสเงินสดจากการดำเนินงานที่แข็งแกร่ง และมีนโยบายการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลที่สม่ำเสมอ ในรอบบัญชีครึ่งปีหลังนี้ ผลประกอบการของบริษัทในกลุ่มได้รับแรงหนุนที่สำคัญจากราคาน้ำมันและพลังงานในตลาดโลกที่ยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูง โดยส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากผลกระทบทางภูมิรัฐศาสตร์และความขัดแย้งที่กระทบต่อห่วงโซ่อุปทานการผลิตน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป ส่งผลให้กำไรหลักและกระแสเงินสดจากการดำเนินงานขยายตัวได้อย่างมั่นคง หนุนความสามารถในการจ่ายปันผลในอัตราที่สูง
PTTEP : บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน)
- อัตราผลตอบแทนเงินปันผลระหว่างกาลคาดการณ์ (Interim Dividend Yield) : 4.4%
- เงินปันผลที่เหลือคาดว่าจะจ่าย (DPS Remaining) : 6.1 บาท
- การปรับประมาณการกำไรในช่วง 3 เดือน (%EPS Revision 3M) : ได้รับการปรับเพิ่มขึ้น 4.5%
- อัตราส่วนราคาต่อกำไรสุทธิคาดการณ์ปี 2026 (PER 26E) : 7.8 เท่า
- ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเทียบค่าเฉลี่ย 10 ปี (SD vs 10Y Avg) : -1.0
ในแง่ของปัจจัยพื้นฐาน PTTEP ได้ประโยชน์อย่างเต็มที่จากทิศทางราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก ยิ่งไปกว่านั้น โครงสร้างต้นทุนที่ค่อนข้างคงที่ทำให้กำไรที่เพิ่มขึ้นจากการปรับตัวของราคาขายส่งผลโดยตรงต่อกำไรสุทธิและการปรับเพิ่มประมาณการกำไรจากนักวิเคราะห์ถึง 4.5% ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา ด้วยระดับ PER 26E ที่ต่ำเพียง 7.8 เท่า และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตอยู่ที่ -1.0 สะท้อนว่า มูลค่าหุ้นยังไม่แพงและมีส่วนลดที่น่าสนใจสำหรับการลงทุนเพื่อรับปันผล
PTT : บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)
- อัตราผลตอบแทนเงินปันผลระหว่างกาลคาดการณ์ (Interim Dividend Yield) : 3.2%
- เงินปันผลที่เหลือคาดว่าจะจ่าย (DPS Remaining) : 1.2 บาท
- การปรับประมาณการกำไรในช่วง 3 เดือน (%EPS Revision 3M) : ได้รับการปรับเพิ่มขึ้น 6.8%
- อัตราส่วนราคาต่อกำไรสุทธิคาดการณ์ปี 2026 (PER 26E) : 10.5 เท่า
- ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเทียบค่าเฉลี่ย 10 ปี (SD vs 10Y Avg) : -0.1
PTT ในฐานะบริษัทแม่ได้รับผลบวกโดยตรงจากผลประกอบการที่แข็งแกร่งของบริษัทลูกในกลุ่ม ทั้งในธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียมและธุรกิจโรงกลั่น สอดคล้องกับเรื่องนี้ การปรับเพิ่มประมาณการกำไรขึ้นถึง 6.8% สะท้อนถึงมุมมองเชิงบวกของตลาดต่อความสามารถในการทำกำไรของกลุ่มธุรกิจก๊าซธรรมชาติและธุรกิจค้าปลีก อัตราผลตอบแทนเงินปันผลระหว่างกาลที่ระดับ 3.2% ร่วมกับฐานะการเงินที่มั่นคงทำให้ PTT เป็นอีกหนึ่งหุ้นปันผลที่มีความปลอดภัยสูง
2. กลุ่มสื่อสาร : Economy of Scale และการฟื้นตัวของรายได้ต่อเลขหมาย
กลุ่มสื่อสารโทรคมนาคมของไทยก้าวผ่านช่วงเวลาของการลงทุนโครงข่ายขนาดใหญ่และเข้าสู่ช่วงเวลาของการเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากการควบรวมและการแข่งขันที่สมเหตุสมผลมากขึ้น ปัจจัยหนุนสำคัญมาจากการปรับตัวขึ้นของรายได้เฉลี่ยต่อผู้ใช้บริการหรือ Blended Mobile ARPU ควบคู่ไปกับการบริหารจัดการต้นทุนที่มีประสิทธิภาพและการควบคุมรายจ่ายลงทุน (CAPEX) ที่เข้มงวด
ADVANC : บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน)
- อัตราผลตอบแทนเงินปันผลระหว่างกาลคาดการณ์ (Interim Dividend Yield) : 1.8%
- เงินปันผลที่เหลือคาดว่าจะจ่าย (DPS Remaining) : 6.7 บาท
- การปรับประมาณการกำไรในช่วง 3 เดือน (%EPS Revision 3M) : ได้รับการปรับเพิ่มขึ้น 8.9%
- อัตราส่วนราคาต่อกำไรสุทธิคาดการณ์ปี 2026 (PER 26E) : 21.5 เท่า
- ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเทียบค่าเฉลี่ย 10 ปี (SD vs 10Y Avg) : +0.6
คาดการณ์กำไรหลักในไตรมาสที่ 2/2569 ของ ADVANC มีแนวโน้มเติบโตขึ้นอย่างน่าประทับใจที่ 24% YoY โดยมีปัจจัยผลักดันหลักจาก ARPU ที่สูงขึ้นและการลดลงอย่างมีนัยสำคัญของต้นทุนการดำเนินงานโครงข่าย ส่งผลให้นักวิเคราะห์ปรับเพิ่มประมาณการกำไรในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมาสูงถึง 8.9% ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดในบรรดาหุ้นทั้ง 8 ตัวในรายการคัดสรร แม้ว่าค่า PER 26E จะอยู่ที่ 21.5 เท่า ซึ่งสูงกว่ากลุ่มอื่นและสูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตเล็กน้อยที่ +0.6 แต่นักลงทุนก็พร้อมที่จะจ่ายส่วนเพิ่ม (Premium) แลกกับความแน่นอนในการเติบโตของธุรกิจและกระแสเงินสดปันผล
TRUE : บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)
- อัตราผลตอบแทนเงินปันผลระหว่างกาลคาดการณ์ (Interim Dividend Yield) : 2.1%
- เงินปันผลที่เหลือคาดว่าจะจ่าย (DPS Remaining) : 0.3 บาท
- การปรับประมาณการกำไรในช่วง 3 เดือน (%EPS Revision 3M) : ได้รับการปรับเพิ่มขึ้น 3.7%
- อัตราส่วนราคาต่อกำไรสุทธิคาดการณ์ปี 2026 (PER 26E) : 18.8 เท่า
ทิศทางการดำเนินงานของ TRUE แสดงให้เห็นถึงพัฒนาการเชิงบวกอย่างต่อเนื่องภายหลังการควบรวมกิจการ โดยคาดการณ์กำไรหลักในไตรมาสที่สอง (2Q26) จะเติบโตอย่างก้าวกระโดดถึง 48% YoY การเติบโตดังกล่าวได้รับแรงส่งจากการฟื้นตัวของจำนวนผู้ใช้บริการรายใหม่สุทธิ (Net Adds) ทั้งในธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่และธุรกิจอินเทอร์เน็ตบ้านความเร็วสูง ส่งผลให้ความสามารถในการสร้างกำไรปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่องและช่วยเพิ่มความสามารถในการจ่ายเงินปันผล ซึ่งคิดเป็นอัตราผลตอบแทนระหว่างกาลคาดการณ์ที่ 2.1%
3. กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม : ความสามารถในการปรับราคาขายและอานิสงส์วัตถุดิบ
กลุ่มอาหารและเครื่องดื่มของไทยแสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งในครึ่งปีหลัง โดยได้รับแรงสนับสนุนจากปัจจัยเฉพาะตัวของแต่ละอุตสาหกรรมย่อย ไม่ว่าจะเป็นทิศทางของราคาสินค้าเกษตร ต้นทุนวัตถุดิบที่ปรับลดลง และความสามารถในการบริหารอัตรากำไรขั้นต้นท่ามกลางแรงกดดันทางเศรษฐกิจ
OSP : บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน)
- อัตราผลตอบแทนเงินปันผลระหว่างกาลคาดการณ์ (Interim Dividend Yield) : 2.7%
- เงินปันผลที่เหลือคาดว่าจะจ่าย (DPS Remaining) : 0.5 บาท
- การปรับประมาณการกำไรในช่วง 3 เดือน (%EPS Revision 3M) : ได้รับการปรับเพิ่มขึ้น 1.9%
- อัตราส่วนราคาต่อกำไรสุทธิคาดการณ์ปี 2026 (PER 26E) : 14.3 เท่า
- ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเทียบค่าเฉลี่ย 10 ปี (SD vs 10Y Avg) : -1.7
OSP เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของความยืดหยุ่นในการบริหารอัตรากำไร (Margin Resilience) โดยบริษัทคาดว่าจะสามารถผลักดันอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Margin) ให้ทำสถิติสูงสุดใหม่ (New High) ที่ระดับ 42.7% ขณะที่คาดการณ์กำไรไตรมาส 2Q26 จะเติบโต 8% YoY และต่อเนื่องในไตรมาส 3Q26 อีกประมาณ 5% YoY แม้ว่าจะต้องเผชิญกับต้นทุนวัตถุดิบที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นเต็มไตรมาสก็ตาม ปัจจัยนี้สะท้อนถึงการบริหารจัดการต้นทุนการผลิตภายในและการส่งผ่านต้นทุนไปยังราคาขายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ยิ่งไปกว่านั้น ระดับ PER 26E ที่ 14.3 เท่า ร่วมกับค่า SD ที่ต่ำกว่าปกติถึง -1.7 แสดงให้เห็นถึงระดับราคาที่ยังคงต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตอย่างมาก
TU : บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)
- อัตราผลตอบแทนเงินปันผลระหว่างกาลคาดการณ์ (Interim Dividend Yield) : 2.6%
- เงินปันผลที่เหลือคาดว่าจะจ่าย (DPS Remaining) : 0.3 บาท
- การปรับประมาณการกำไรในช่วง 3 เดือน (%EPS Revision 3M) : ได้รับการปรับเพิ่มขึ้น 0.2%
- อัตราส่วนราคาต่อกำไรสุทธิคาดการณ์ปี 2026 (PER 26E) : 10.9 เท่า
- ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเทียบค่าเฉลี่ย 10 ปี (SD vs 10Y Avg) : -1.1
ธุรกิจของ TU ได้รับประโยชน์โดยตรงจากต้นทุนวัตถุดิบหลัก โดยเฉพาะราคาปลาทูน่าดิบที่ปรับตัวลดลงในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งช่วยลดภาระต้นทุนขายและหนุนให้อัตรากำไรฟื้นตัวขึ้นอย่างชัดเจน สอดคล้องกับเรื่องนี้ คาดการณ์อัตราผลตอบแทนเงินปันผลระหว่างกาลที่ 2.6% และราคาหุ้นในปัจจุบันที่มีมูลค่าซื้อขาย (Valuation) ที่น่าสนใจด้วยระดับ PER เพียง 10.9 เท่า และค่า SD อยู่ที่ -1.1 ทำให้ TU เป็นทางเลือกในการออมเงินในหุ้นปันผลที่มีการกระจายความเสี่ยงทางภูมิศาสตร์ที่ดี
CPF : บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน)
- อัตราผลตอบแทนเงินปันผลระหว่างกาลคาดการณ์ (Interim Dividend Yield) : 2.5%
- เงินปันผลที่เหลือคาดว่าจะจ่าย (DPS Remaining) : 0.6 บาท
- การปรับประมาณการกำไรในช่วง 3 เดือน (%EPS Revision 3M) : ปรับตัวลดลงเล็กน้อย -2.6%
- อัตราส่วนราคาต่อกำไรสุทธิคาดการณ์ปี 2026 (PER 26E) : 9.6 เท่า
- ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเทียบค่าเฉลี่ย 10 ปี (SD vs 10Y Avg) : -0.3
แม้ว่าประมาณการกำไรในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมาจะถูกปรับลดลงเล็กน้อยที่ -2.6% ซึ่งเกิดจากฐานที่สูงและปัจจัยผันผวนชั่วคราว ทว่าแนวโน้มในครึ่งปีหลังยังมีทิศทางที่เป็นบวกอย่างเด่นชัด โดย CPF มีโอกาสสูงที่จะได้รับอานิสงส์จากการทยอยฟื้นตัวของราคาสุกร (ราคาหมู) ในช่วงครึ่งปีหลัง เนื่องจากปัญหาการผลิตที่ได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศที่ร้อนจัดและสภาวะเอลนีโญ ซึ่งส่งผลให้อุปทานเนื้อสัตว์ในภูมิภาคตึงตัว ปัจจัยนี้จะช่วยหนุนอัตรากำไรขั้นต้นและเพิ่มขีดความสามารถในการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลที่ระดับคาดการณ์ 2.5%
4. กลุ่มโรงพยาบาล : การเปลี่ยนผ่านสู่กลุ่มผู้ป่วยประกันและการฟื้นตัวของต่างชาติ
กลุ่มบริการทางการแพทย์เป็นอีกหนึ่งกลุ่มที่มีความทนทานต่อสภาวะเศรษฐกิจผันผวนสูง ในช่วงครึ่งปีแรก ผลประกอบการเผชิญกับปัจจัยท้าทายเล็กน้อยจากกลุ่มผู้ป่วยเงินสดทั่วไปที่ชะลอตัวตามสภาวะเศรษฐกิจในประเทศ ทว่ามีสัญญาณการพลิกฟื้นที่ดีตั้งแต่ช่วงปลายไตรมาสที่สองเป็นต้นมา
BDMS : บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน)
- อัตราผลตอบแทนเงินปันผลระหว่างกาลคาดการณ์ (Interim Dividend Yield) : 1.8%
- เงินปันผลที่เหลือคาดว่าจะจ่าย (DPS Remaining) : 0.4 บาท
- การปรับประมาณการกำไรในช่วง 3 เดือน (%EPS Revision 3M) : ปรับตัวลดลงเล็กน้อย -1.7%
- อัตราส่วนราคาต่อกำไรสุทธิคาดการณ์ปี 2026 (PER 26E) : 19.0 เท่า
- ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเทียบค่าเฉลี่ย 10 ปี (SD vs 10Y Avg) : -1.7
เมื่อเราพิจารณาโครงสร้างรายได้ของ BDMS จะเห็นสัญญาณบวกที่เริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ โดยรายได้จากกลุ่มผู้ป่วยชาวไทยเริ่มกลับมาปรับตัวดีขึ้นตั้งแต่เดือนมิถุนายนเป็นต้นมา ซึ่งได้รับปัจจัยหนุนจากรายได้กลุ่มผู้ป่วยประกันสุขภาพที่เข้ามาช่วยชดเชยดีมานด์ของผู้ป่วยกลุ่มจ่ายเงินสดที่ชะลอตัวลง
ในส่วนของผู้ป่วยต่างชาตินั้น แม้ว่าภาพรวมในไตรมาสที่ 2/2569 รายได้จะชะลอตัวลดลงประมาณ 2% YoY ทว่ามีสัญญาณการฟื้นตัวที่แข็งแกร่งของกลุ่มผู้ป่วยจากภูมิภาคตะวันออกกลาง สะท้อนผ่านตัวเลขยอดจองการรักษาพยาบาลล่วงหน้า (Booking) ที่มีการหดตัวแคบลงอย่างมีนัยสำคัญในแต่ละเดือน ดังนี้:
- ยอดจองเดือนเมษายน : หดตัวอยู่ที่ -36% YoY
- ยอดจองเดือนพฤษภาคม : หดตัวแคบลงเหลือ -20% YoY
- ยอดจองเดือนมิถุนายน : หดตัวแคบลงอย่างชัดเจนเหลือเพียง -15% YoY
แนวโน้มตัวเลขยอดจองที่ติดลบน้อยลงเรื่อยๆ นี้บ่งชี้ว่า ปริมาณการเดินทางเข้ามารับการรักษาของผู้ป่วยต่างชาติกำลังผ่านพ้นจุดต่ำสุดและพร้อมที่จะเร่งตัวขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง ซึ่งจะช่วยหนุนกำไรสะสมไปจนถึงปี 2027 ยิ่งไปกว่านั้น ค่า SD vs 10Y Avg ที่ระดับ -1.7 ร่วมกับระดับราคาปัจจุบันเป็นโอกาสอันดีสำหรับการเข้าลงทุนในหุ้นกลุ่มโรงพยาบาลชั้นนำที่มีการเติบโตของกำไรระยะยาวรองรับ
ตารางข้อมูลเชิงปริมาณประกอบการตัดสินใจ (Data-Driven Investment Table)
| ชื่อหุ้น | เงินปันผลที่เหลือคาดจ่าย (DPS Remaining) (บาท) | ยีลด์ปันผลที่เหลือจ่าย (%Div Yld Remaining) | ยีลด์ปันผลคาดการณ์ ปี 2026 (%Div Yld 26E) | ยีลด์ปันผลคาดการณ์ ปี 2027 (%Div Yld 27E) | การปรับกำไรในช่วง 3 เดือน (%EPS Revision 3M) | อัตราส่วนราคาต่อกำไร (PER 26E) (เท่า) | ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเทียบเฉลี่ย 10 ปี (SD vs 10Y Avg) |
| PTTEP | 6.1 | 4.4 | 6.7 | 6.3 | 4.5 | 7.8 | -1.0 |
| PTT | 1.2 | 3.2 | 5.6 | 5.6 | 6.8 | 10.5 | -0.1 |
| OSP | 0.5 | 2.7 | 4.8 | 5.2 | 1.9 | 14.3 | -1.7 |
| TU | 0.3 | 2.6 | 5.8 | 6.2 | 0.2 | 10.9 | -1.1 |
| CPF | 0.6 | 2.5 | 4.6 | 5.0 | -2.6 | 9.6 | -0.3 |
| TRUE | 0.3 | 2.1 | 3.7 | 4.2 | 3.7 | 18.8 | TBC |
| BDMS | 0.4 | 1.8 | 4.1 | 4.2 | -1.7 | 19.0 | -1.7 |
| ADVANC | 6.7 | 1.8 | 4.4 | 4.7 | 8.9 | 21.5 | 0.6 |
หมายเหตุ : ข้อมูลอ้างอิงจากราคาตลาดและการคาดการณ์กำไร ณ เดือนกรกฎาคม 2026 โดยสถาบันวิจัยหลักทรัพย์บัวหลวง (Bualuang Research) ข้อมูลในช่อง SD vs 10Y Avg ของ TRUE ไม่ได้มีการระบุในรายงานเนื่องจากโครงสร้างบริษัทมีการเปลี่ยนแปลงหลังการควบรวมกิจการ
บทสรุป
จุดน่าสนใจของหุ้นทั้ง 8 บริษัทไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขเงินปันผลเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ความพยายามคัดบริษัทซึ่งมีผลประกอบการ กระแสเงินสด หรือปัจจัยฟื้นตัวรองรับการจ่ายเงินให้ผู้ถือหุ้น ถึงกระนั้น ตัวเลขทั้งหมดเป็นเพียงประมาณการ เงินปันผลจริงอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามกำไร นโยบายของคณะกรรมการ ภาระลงทุน และสถานการณ์ตลาด โดยเฉพาะในช่วงที่ราคาน้ำมันและ Bond Yield เคลื่อนไหวรวดเร็ว ดังนั้น ก่อนตัดสินใจลงทุน นักลงทุนควรพิจารณาทั้ง Dividend Yield คุณภาพกำไร Valuation หนี้สิน และความเสี่ยงเฉพาะของแต่ละธุรกิจ ไม่ควรเลือกหุ้นจากคำว่า “ปันผลสูง” เพียงเหตุผลเดียว
บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลข่าวสารและการศึกษาเท่านั้น มิได้เป็นการชี้นำหรือแนะนำการลงทุน ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลและทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน
อ้างอิงจาก










