สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อมาอย่างยาวนานกำลังสร้างแรงกระเพื่อมครั้งใหญ่ต่อเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะเรื่องราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แน่นอนว่าผลกระทบนี้ตกมาถึงประชาชนและผู้ประกอบการในไทยอย่างจัง โดยเฉพาะกลุ่มวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ที่มีความต้องการเงินทุนเพื่อนำไปเสริมสภาพคล่องในการดำเนินชีวิตและการทำธุรกิจ รวมถึงต้องการเงินทุนเพื่อเพิ่มศักยภาพ หรือนำไปลงทุนปรับเปลี่ยนระบบเพื่อช่วยประหยัดพลังงานให้มากขึ้น
ธปท สั่งแบงก์อุ้ม SMEs ด่วน! เช็กเงื่อนไขปรับโครงสร้างหนี้และกู้เพิ่ม
อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่พบ คือ ผู้ประกอบการบางส่วนยังคงเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้จำกัด ประกอบกับแนวโน้มความสามารถในการชำระหนี้ที่อาจถูกบั่นทอนลงชั่วคราว จากภาวะต้นทุนที่ปรับตัวสูงขึ้นสวนทางกับรายได้ที่ลดลง
ด้วยเหตุนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท) จึงขอความร่วมมือไปยังสถาบันการเงิน สถาบันการเงินเฉพาะกิจ รวมถึงผู้ประกอบธุรกิจภายใต้การกำกับของ ธปท ให้ลงดาบเร่งช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบอย่างตรงจุด ทั้งการ “เติมเงินใหม่” และ “การผ่อนปรนเงื่อนไขการชำระหนี้เดิม” เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ความจำเป็นของลูกหนี้แต่ละกลุ่ม
สิ่งสำคัญที่ ธปท เน้นย้ำ คือ ผู้ให้บริการทางการเงินควรประเมินความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ใน “ระยะยาว” เป็นหลัก นอกเหนือจากการพิจารณาแค่กระแสเงินสดหรือสถานะทางการเงินในปัจจุบัน เพราะสถานะทางการเงินของลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตอนนี้ อาจไม่ใช่สถานะทางการเงินที่แท้จริงในภาวะปกติของพวกเขา โดยมีรายละเอียดการช่วยเหลือแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก ดังต่อไปนี้
1. การจัดการสินเชื่อเดิม (มาตรการเชิงป้องกัน Pre-emptive)
ธปท ขอให้สถาบันการเงิน สถาบันการเงินเฉพาะกิจ และผู้ประกอบธุรกิจภายใต้การกำกับ ออกมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ในเชิงป้องกัน (pre-emptive) ทันที ตั้งแต่เริ่มมีสัญญาณว่าลูกหนี้กำลังมีปัญหาในการชำระหนี้ ทั้งนี้เพื่อช่วยลดภาระค่างวดของลูกหนี้ให้สอดรับกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง โดยมีรูปแบบการช่วยเหลือ เช่น
- การให้จ่ายเฉพาะดอกเบี้ย
- การลดค่างวด
- การลดอัตราดอกเบี้ย
- การตัดเงินต้นก่อนดอกเบี้ย
มาตรการเหล่านี้ให้ครอบคลุมสินเชื่อทุกประเภท รวมถึงการให้เช่าซื้อและการให้เช่าแบบลีสซิ่งสำหรับรถยนต์และรถจักรยานยนต์ สินเชื่อจำนำทะเบียนรถ และสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับ ยิ่งไปกว่านั้น สถาบันการเงิน สถาบันการเงินเฉพาะกิจ และผู้ประกอบธุรกิจภายใต้การกำกับ ต้องเข้าไปหารือเพื่อทำความเข้าใจเงื่อนไขของมาตรการข้างต้นกับลูกหนี้ รวมถึงผู้ค้ำประกัน (หากมี) อย่างโปร่งใส และต้องแจ้งให้ทั้งสองฝ่ายทราบถึงผลที่เกิดขึ้นจากการเข้าร่วมมาตรการดังกล่าวอย่างชัดเจน
2. การสนับสนุนสินเชื่อใหม่ (เติมสภาพคล่องและศักยภาพ)
ในฝั่งของการช่วยเหลือเพิ่มเติม ธปท ขอให้สถาบันการเงิน สถาบันการเงินเฉพาะกิจ และผู้ประกอบธุรกิจภายใต้การกำกับ พิจารณาช่วยเหลือลูกหนี้ด้วยการเติมเงินใหม่ เพื่อเป็นการเพิ่มสภาพคล่องและเสริมศักยภาพในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งครอบคลุมไปถึงการลงทุนเพื่อการประหยัดพลังงานด้วย
ในส่วนนี้สถาบันการเงินสามารถนำโครงการ SMEs Credit Boost ซึ่งเป็นกลไกที่ช่วยลดความเสี่ยงในการปล่อยสินเชื่อให้กับลูกค้าธุรกิจมาใช้ประโยชน์ได้ นอกจากนี้ สถาบันการเงินและสถาบันการเงินเฉพาะกิจ ยังสามารถพิจารณาให้สินเชื่อเพิ่มเติมแก่ SMEs ที่มีหลักประกัน ภายใต้กรอบหลักการ “มีทรัพย์เพิ่ม เติมสภาพคล่อง (SMEs Secure+)” ได้อีกด้วย ซึ่งกรอบนี้ ถือเป็นการผ่อนปรนแนวทางการพิจารณาความสามารถในการชำระหนี้แบบเฉพาะกิจชั่วคราว โดยอนุญาตให้ผู้ปล่อยสินเชื่อสามารถพิจารณามูลค่าหลักประกันควบคู่ไปกับกระแสเงินสดของลูกหนี้ได้เลย
เจาะลึกพลังงานโลก ทำไม SMEs ต้องเร่งปรับตัว
หากเรานำสถานการณ์นี้ไปเชื่อมโยงกับทิศทางเศรษฐกิจระดับมหภาค ข้อมูลจากรายงาน Commodity Markets Outlook โดยธนาคารโลก (World Bank) ได้ระบุชัดเจนว่า ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะในตะวันออกกลาง เป็นตัวแปรสำคัญที่กดดันให้ราคาพลังงานและน้ำมันดิบในตลาดโลกมีความผันผวนสูงและยากต่อการคาดเดา ดังนั้น การที่ ธปท ออกมาตรการสนับสนุนให้ SMEs กู้ยืมเพื่อนำไปลงทุนด้านประหยัดพลังงาน จึงไม่ใช่แค่การแก้ปัญหาระยะสั้น แต่เป็นการปรับโครงสร้างต้นทุนระยะยาวให้ธุรกิจไทยสามารถทนทานต่อวิกฤตราคาพลังงานโลกได้ดีขึ้น (อ้างอิง: ข้อมูลแนวโน้มพลังงานโลกจาก World Bank)
อนาคตเศรษฐกิจไทยใต้มาตรการ ธปท
ในระยะยาว สถานการณ์ความขัดแย้งและภาวะเศรษฐกิจโลกยังคงเป็นความท้าทายที่คาดเดาได้ยาก ทาง ธปท จึงมีแผนที่จะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและประเมินผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจและระบบการเงินอย่างรอบด้าน เพื่อให้สามารถดำเนินนโยบายและปรับใช้มาตรการต่างๆ ได้อย่างเหมาะสมและทันท่วงที
เป้าหมายสูงสุด คือ การบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประชาชนและผู้ประกอบการ โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs เพื่อให้พวกเขาสามารถประคองธุรกิจและปรับตัวได้ภายใต้กระแสการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง ท้ายที่สุดแล้ว ธุรกิจที่ใช้จังหวะนี้ในการเข้าเจรจาปรับโครงสร้างหนี้ และใช้ประโยชน์จากสินเชื่อใหม่เพื่ออัปเกรดเทคโนโลยีประหยัดพลังงาน จะกลายเป็นกลุ่มที่ฟื้นตัวได้ไวและมีขีดความสามารถในการแข่งขันที่แข็งแกร่งกว่าเดิมในอนาคต









