สัญญาณอันตรายของตลาดพลังงานรอบนี้อาจไม่ได้อยู่ที่ราคาน้ำมันดิบเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ในโรงกลั่นน้ำมันทั่วโลกที่กำลังผลิตเชื้อเพลิงได้ไม่ทันกับความต้องการ แม้อุปทานน้ำมันดิบบางส่วนจะเริ่มกลับเข้าสู่ตลาด แต่ระบบที่ทำหน้าที่เปลี่ยนน้ำมันดิบให้กลายเป็นน้ำมันเบนซิน ดีเซล และเชื้อเพลิงอากาศยานยังคงอยู่ภายใต้แรงกดดันอย่างหนัก จากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านในตะวันออกกลาง ควบคู่กับปฏิบัติการโจมตีโรงกลั่นและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของรัสเซียโดยยูเครน
วิกฤตโรงกลั่นโลกตึงตัว สงครามทุบซัพพลายหาย 5 ล้านบาร์เรล/วัน

ผลที่ตามมา คือ กำลังการกลั่นทั่วโลกลดลง สต็อกเชื้อเพลิงในหลายประเทศร่อยหรอ และค่าการกลั่นปรับตัวขึ้นจนทำสถิติใหม่ สถานการณ์นี้กำลังส่งสัญญาณว่า ต่อให้ราคาน้ำมันดิบไม่ได้พุ่งขึ้นตลอดเวลา ผู้บริโภคและภาคธุรกิจก็ยังอาจต้องเผชิญราคาน้ำมันสำเร็จรูปที่อยู่ในระดับสูงต่อไป
วิกฤตครั้งนี้ ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ตลาดน้ำมันดิบ
สำนักข่าว Reuters รายงานเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาว่า ปัญหาการหยุดชะงักที่เกิดขึ้น ทำให้กำลังการผลิตของโรงกลั่นทั่วโลกหายไปราว 5 ล้านบาร์เรลต่อวัน ในช่วงไตรมาสที่ 2 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า ในขณะเดียวกัน รายงานตลาดน้ำมันประจำเดือนกรกฎาคมจากสำนักงานพลังงานสากล (IEA) กำลังการกลั่นน้ำมันทั่วโลกในเดือนมิถุนายน 2026 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า 1.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน แต่ยังต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนถึง 6 ล้านบาร์เรลต่อวัน เมื่อมองทั้งไตรมาส 2 กำลังการกลั่นทั่วโลกหายไปราว 5 ล้านบาร์เรลต่อวันเมื่อเทียบกับปีก่อน โดยโรงกลั่นทั่วโลกเดินเครื่องเฉลี่ยเพียงประมาณ 78 ล้านบาร์เรลต่อวัน ขณะที่ IEA ประเมินว่า ตลอดปี 2026 ปริมาณน้ำมันที่เข้าสู่กระบวนการกลั่นจะลดลงเฉลี่ยประมาณ 2.4 ล้านบาร์เรลต่อวัน ก่อนมีโอกาสฟื้นตัวราว 3.1 ล้านบาร์เรลต่อวันในปี 2027
สะท้อนความผิดปกติของตลาดน้ำมันรอบนี้ได้ชัดเจน เพราะในบางช่วงตลาดมีน้ำมันดิบเพิ่มขึ้นจากการระบายน้ำมันสำรองฉุกเฉินและการกลับมาส่งออกของประเทศในอ่าวเปอร์เซีย แต่โรงกลั่นจำนวนมากกลับไม่สามารถเดินเครื่องได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ พูดง่าย ๆ คือ โลกอาจไม่ได้ขาดน้ำมันดิบทุกชนิด แต่กำลังขาดความสามารถในการเปลี่ยนน้ำมันดิบให้กลายเป็นเชื้อเพลิงที่รถยนต์ เครื่องบิน โรงงาน และระบบขนส่งนำไปใช้ได้จริง
ทางด้าน Natasha Kaneva หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์สินค้าโภคภัณฑ์ระดับโลกของ JPMorgan ได้ออกมาเตือนว่า กลไกการปรับตัวของวิกฤตพลังงานได้ขยับเข้าสู่จุดเปลี่ยนที่สำคัญ โดยแรงกดดันเริ่มย้ายจากภาคส่วนของน้ำมันดิบ เข้าสู่ตลาดผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูปปลายน้ำ (Downstream) อย่างเต็มตัว สิ่งนี้สะท้อนได้ชัดเจนจากดัชนี 3-2-1 Crack Spread ของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นตัวชี้วัดความสามารถในการทำกำไรของโรงกลั่นที่ทั่วโลกจับตามอง โดยตัวเลขได้พุ่งขึ้นไปทำสถิติสูงสุดใหม่ที่ 64.58 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคมที่ผ่านมา (อ้างอิงข้อมูลจาก Reuters) และยังคงไต่ระดับอย่างต่อเนื่องจน 69.66 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ไปแล้วเมื่อถึงวันที่ 16 กรกฎาคม 2569
ค่าการกลั่นที่สูงผิดปกติไม่ได้แปลว่า โรงกลั่นทุกแห่งกำลังได้ประโยชน์เท่ากัน แต่เป็นสัญญาณว่า ผู้ซื้อกำลังแข่งขันกันเพื่อแย่งเชื้อเพลิงที่มีจำกัด โรงกลั่นที่ยังเดินเครื่องและส่งออกได้จึงได้รับส่วนต่างกำไรสูง ขณะที่พื้นที่ที่โรงกลั่นหยุดดำเนินงานกลับเผชิญปัญหาขาดแคลนและราคาขายปลีกที่สูงขึ้น
ตะวันออกกลางฟื้นตัวช้ากว่าน้ำมันดิบ
ความขัดแย้งที่เริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ทำให้โรงกลั่นสำคัญในซาอุดีอาระเบีย บาห์เรน คูเวต และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์บางส่วนต้องหยุดหรือลดการเดินเครื่อง จากทั้งความเสียหายของโครงสร้างพื้นฐานและข้อจำกัดในการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ แม้ข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวเมื่อวันที่ 17 มิถุนายนจะช่วยให้เรือบรรทุกน้ำมันบางส่วนกลับมาเดินทางผ่านช่องแคบได้ แต่การฟื้นตัวของการส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปยังช้ากว่าน้ำมันดิบอย่างมาก
ข้อมูลจาก Kpler ที่ Reuters นำมาอ้างอิงระบุว่า ในเดือนมิถุนายน ประเทศในอ่าวเปอร์เซียส่งออกน้ำมันดิบประมาณ 4 ล้านบาร์เรลต่อวัน แต่ส่งออกผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูปได้เพียงราว 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือประมาณหนึ่งในสี่ของระดับก่อนเกิดสงคราม ปัญหานี้เกิดขึ้นเพราะการกลับมาเดินเครื่องโรงกลั่นไม่สามารถทำได้ทันที โรงงานต้องตรวจสอบความเสียหาย ซ่อมแซมระบบ เตรียมวัตถุดิบ และสร้างความมั่นใจว่าเส้นทางขนส่งจะปลอดภัยเพียงพอ และการสู้รบระลอกใหม่ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านจึงเข้ามาขัดขวางการฟื้นตัวอีกครั้ง ขณะที่การโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันและจำนวนเรือที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซลดลง ยิ่งทำให้ผู้ประกอบการระมัดระวังมากขึ้น
โรงกลั่นรัสเซียกลายเป็นเป้าหมายสำคัญ
อีกด้านหนึ่งของวิกฤตเกิดขึ้นในรัสเซีย ซึ่งยูเครนเพิ่มความถี่และระยะทางของปฏิบัติการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม โดรนยูเครนโจมตีโรงกลั่น Omsk ซึ่งเป็นโรงกลั่นที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของรัสเซียและเป็นผู้ผลิตน้ำมันเบนซินรายใหญ่ที่สุดของประเทศ เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้หน่วยกลั่นน้ำมันดิบ CDU-10 ซึ่งคิดเป็นประมาณ 38% ของกำลังการผลิตโรงงานได้รับความเสียหาย ขณะที่หน่วย CDU-11 ซึ่งรองรับกำลังการผลิตอีกราว 37% ต้องหยุดดำเนินงาน เนื่องจากระบบเชื่อมต่อที่จำเป็นต่อการผลิตได้รับความเสียหาย
โดยโรงกลั่น Omsk มีกำลังประมวลผลน้ำมันประมาณ 440,000 บาร์เรลต่อวัน และเคยผลิตน้ำมันเบนซินประมาณ 5 ล้านตันกับน้ำมันดีเซลประมาณ 8 ล้านตันในปี 2024 การหยุดดำเนินงานจึงเพิ่มแรงกดดันต่อภาวะขาดแคลนภายในรัสเซียอย่างมีนัยสำคัญ ต่อมาเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม โดรนยูเครนโจมตี Gazprom Neftekhim Salavat หนึ่งในศูนย์การกลั่นและปิโตรเคมีขนาดใหญ่ของรัสเซีย ทำให้หน่วยกลั่นหลักสองหน่วยได้รับความเสียหายและต้องหยุดดำเนินงาน ซึ่งโรงงานดังกล่าวคิดเป็นประมาณ 2.7% ของปริมาณการกลั่นทั้งหมดของรัสเซีย โดยแหล่งข่าวในอุตสาหกรรมประเมินว่า การซ่อมแซมอาจใช้เวลาหลายสัปดาห์หรืออาจนานหลายเดือน แม้ทางการท้องถิ่นจะให้ภาพว่าการผลิตบางส่วนอาจกลับมาได้เร็วกว่านั้นก็ตาม
รัสเซียสั่งห้ามส่งออกดีเซล สกัดวิกฤตในประเทศ
การโจมตีต่อเนื่องทำให้ประชาชนในหลายพื้นที่ของรัสเซียต้องเผชิญคิวยาวตามสถานีบริการน้ำมัน ขณะที่อุปทานเบนซินและดีเซลภายในประเทศลดลงและราคาปรับตัวสูงขึ้นรัฐบาลรัสเซียจึงประกาศห้ามส่งออกน้ำมันดีเซลเป็นการชั่วคราวจนถึงวันที่ 31 กรกฎาคม พร้อมเตรียมนำเข้าเชื้อเพลิงเพิ่มเพื่อบรรเทาภาวะขาดแคลนในประเทศ โดยยังยกเว้นการส่งมอบบางส่วนภายใต้ข้อตกลงระหว่างรัฐบาล เช่น การส่งออกไปยังมองโกเลีย
ก่อนออกคำสั่งห้าม ปริมาณส่งออกดีเซลและก๊าซออยล์ทางทะเลของรัสเซียในเดือนมิถุนายนลดลง 39% จากเดือนก่อนหน้า และลดลง 46% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เหลือประมาณ 1.8 ล้านตัน ขณะที่ช่วงวันที่ 1–8 กรกฎาคม ปริมาณส่งออกลดลงเหลือเพียงประมาณ 214,000 บาร์เรลต่อวัน ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่ในรัสเซีย เพราะตุรกี บราซิล รวมถึงหลายประเทศในแอฟริกาเหนือและแอฟริกาตะวันตกเคยพึ่งพาน้ำมันดีเซลจากรัสเซีย เมื่อตลาดส่วนนี้หายไป ประเทศเหล่านี้ต้องหันไปแข่งขันซื้อเชื้อเพลิงจากสหรัฐฯ อินเดีย และตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นแหล่งเดียวกับที่ยุโรปกำลังต้องการสินค้าเพิ่มเช่นกัน
สต็อกเบนซินสหรัฐฯ ต่ำสุดตามฤดูกาลนับตั้งแต่ปี 2012
ในช่วงครึ่งแรกของปี สหรัฐฯ ทำหน้าที่คล้าย “โรงกลั่นสำรองของโลก” ด้วยการเพิ่มการส่งออกน้ำมันดิบ เบนซิน ดีเซล และเชื้อเพลิงอากาศยาน เพื่อชดเชยปริมาณที่หายไปจากตะวันออกกลางและรัสเซีย แต่การส่งออกในระดับสูงเริ่มทำให้สต็อกภายในประเทศลดลง ขณะที่ฤดูเดินทางช่วงฤดูร้อนกำลังผลักดันความต้องการเชื้อเพลิงให้เพิ่มขึ้นสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐฯ หรือ EIA ระบุว่า สต็อกน้ำมันเบนซินลดลงมากกว่า 1.5 ล้านบาร์เรล เหลือ 210.5 ล้านบาร์เรลในสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 10 กรกฎาคม ลดลงกว่า 42 ล้านบาร์เรลจากช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ และต่ำกว่าค่าเฉลี่ยตามฤดูกาลในรอบ 5 ปีประมาณ 14 ล้านบาร์เรล
ระดับดังกล่าวถือเป็นสต็อกเบนซินที่ต่ำที่สุดสำหรับช่วงเวลานี้นับตั้งแต่ปี 2012 ส่วนสต็อกดีเซล แม้เพิ่มขึ้นมาอยู่เหนือ 102 ล้านบาร์เรล แต่ยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยตามฤดูกาลในรอบ 5 ปีประมาณ 8 ล้านบาร์เรล และเมื่อสต็อกต่ำลง ความสามารถของสหรัฐฯ ในการส่งออกเชื้อเพลิงเพื่อพยุงตลาดโลกจึงเริ่มมีข้อจำกัด โดยปริมาณส่งออกน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์น้ำมันรวมลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 10.7 ล้านบาร์เรลต่อวัน หลังเคยแตะสถิติ 14.2 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนเมษายน
ราคาน้ำมันยังผันผวน ไม่ได้ขึ้นเป็นเส้นตรง
ราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งผ่านระดับ 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในวันที่ 20 กรกฎาคม หลังสหรัฐฯ เดินหน้าโจมตีอิหร่านต่อเนื่องเป็นวันที่เก้า และมีรายงานเรือบรรทุกน้ำมันสองลำถูกโจมตีในช่องแคบฮอร์มุซ อย่างไรก็ตาม ในช่วงเช้าวันที่ 21 กรกฎาคม ราคาน้ำมันเบรนท์อ่อนตัวลง 0.9% มาอยู่ที่ประมาณ 88.44 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ WTI ลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 82.50 ดอลลาร์ หลังมีรายงานว่าคนกลางเสนอข้อตกลงหยุดยิงเป็นเวลา 10 วันระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ความเคลื่อนไหวนี้สะท้อนว่า ราคาน้ำมันไม่ได้มีทิศทางขึ้นเพียงด้านเดียว แต่ยังไวต่อข่าวการเจรจา การหยุดยิง และสถานการณ์เดินเรืออย่างมาก ถึงกระนั้น แม้ราคาน้ำมันดิบจะลดลง ตลาดผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูปอาจยังตึงตัว เพราะการซ่อมแซมโรงกลั่นและการฟื้นฟูเส้นทางขนส่งต้องใช้เวลานานกว่าการนำเรือบรรทุกน้ำมันดิบกลับเข้าสู่ตลาด
จากพลังงานสู่เงินเฟ้อ ผลกระทบที่ทุกประเทศต้องจับตา
ความเสี่ยงสำคัญของวิกฤตรอบนี้จึงไม่ใช่เพียงราคาน้ำมันดิบทะลุระดับใดระดับหนึ่ง แต่คือการที่ราคาดีเซล เบนซิน และเชื้อเพลิงอากาศยานอาจยืนสูงเป็นเวลานาน น้ำมันดีเซลเชื่อมโยงโดยตรงกับรถบรรทุก เครื่องจักร ภาคเกษตร เหมืองแร่ และระบบโลจิสติกส์ ขณะที่เชื้อเพลิงอากาศยานส่งผลต่อต้นทุนสายการบิน การเดินทาง และการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ หากต้นทุนเหล่านี้ยังเพิ่มขึ้น ภาคธุรกิจอาจต้องทยอยส่งผ่านภาระไปยังราคาสินค้าและบริการ ทำให้เงินเฟ้อลดลงช้ากว่าที่ธนาคารกลางหลายแห่งคาด และอาจจำกัดพื้นที่ในการปรับลดอัตราดอกเบี้ย สำหรับประเทศที่นำเข้าพลังงานจำนวนมาก ผลกระทบยังอาจส่งผ่านไปยังดุลการค้า ค่าเงิน ต้นทุนการผลิต และภาระงบประมาณที่รัฐบาลใช้ดูแลราคาพลังงานภายในประเทศ
บทสรุป : ปัญหาที่แท้จริงอยู่หลังโรงกลั่น
ตลาดพลังงานโลกกำลังเผชิญสถานการณ์ที่ซับซ้อนกว่าวิกฤตราคาน้ำมันทั่วไป เพราะแม้น้ำมันดิบจะยังมีการซื้อขายและกลับเข้าสู่ตลาดบางส่วน แต่กำลังการกลั่น สต็อกเชื้อเพลิง และเส้นทางส่งออกยังไม่สามารถกลับคืนสู่ภาวะปกติได้อย่างรวดเร็ว ความขัดแย้งในตะวันออกกลางกำลังกระทบโรงกลั่นและเส้นทางเดินเรือ ขณะที่การโจมตีของยูเครนกำลังลดความสามารถในการผลิตและส่งออกเชื้อเพลิงของรัสเซีย เมื่อสองแรงกดดันเกิดขึ้นพร้อมกัน โลกจึงเหลือพื้นที่สำรองรับมือกับเหตุการณ์ใหม่ ๆ น้อยลงทุกขณะ
สิ่งที่ต้องจับตาจากนี้ไม่ใช่แค่ราคาน้ำมันดิบ แต่รวมถึงค่าการกลั่น สต็อกดีเซลและเบนซิน การกลับมาเดินเครื่องของโรงกลั่นในตะวันออกกลาง ตลอดจนระยะเวลาที่รัสเซียจะใช้ซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐาน หากไม่มีข้อตกลงสันติภาพที่ช่วยให้การเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซกลับมาอย่างมั่นคง และหากโรงกลั่นรัสเซียยังถูกโจมตีต่อเนื่อง ราคาน้ำมันสำเร็จรูปก็มีโอกาสอยู่ในระดับสูง แม้ราคาน้ำมันดิบจะปรับลงเป็นบางช่วงก็ตาม นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมวิกฤตโรงกลั่นอาจกลายเป็นคลื่นลูกถัดไปที่ส่งผ่านจากสนามรบ เข้าสู่ค่าขนส่ง ราคาสินค้า เงินเฟ้อ และค่าครองชีพของผู้คนทั่วโลก
ตาราง : ชำแหละวิกฤตโรงกลั่นโลก เมื่อสงครามทุบซัพพลายน้ำมันหาย 5 ล้านบาร์เรล/วัน
| ประเด็นสำคัญ | รายละเอียดจากวิกฤต |
| ต้นตอวิกฤตแพ็กคู่ | ความขัดแย้ง สหรัฐฯ-อิหร่าน และ ปฏิบัติการยูเครนโจมตีโรงกลั่นรัสเซีย |
| ซัพพลายที่หายไป | กำลังผลิตลดลง 5 ล้านบาร์เรล/วัน (Q2) และ IEA คาดตลอดปี 2026 หายไป 2.4 ล้านบาร์เรล/วัน |
| ค่าการกลั่นพุ่งทุบสถิติ | ดัชนี 3-2-1 Crack Spread ทะลุ 69 ดอลลาร์/บาร์เรล ไปแล้วช่วงกลางเดือน ก.ค. |
| สต็อกเชื้อเพลิงร่วงหนัก | สต็อกเบนซินสหรัฐฯ ลดเหลือ 210.5 ล้านบาร์เรล ต่ำนับตั้งแต่ปี 2012 |
| ผลกระทบถึงทุกคน | ต้นทุนการผลิต ค่าขนส่งพุ่ง และอัตราเงินเฟ้อที่อาจกดไม่ลง |
บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลข่าวสารและการศึกษาเท่านั้น มิได้เป็นการชี้นำหรือแนะนำการลงทุน ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลและทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน
อ้างอิงจาก
- https://www.reuters.com/business/energy/us-refiner-margins-hit-new-records-fuel-shortage-concerns-grow-2026-07-16/
- https://www.reuters.com/podcasts/reuters-morning-bid/oil-above-90-2026-07-20/
- https://www.aljazeera.com/news/2026/7/9/ukraine-targets-russian-oil-depots-and-tankers-in-drone-attacks
- https://www.iea.org/reports/oil-market-report-july-2026
- https://www.argusmedia.com/en/news-and-insights/latest-market-news/2803125-refineries-in-kuwait-saudi-arabia-hit-by-drones
- https://mansfield.energy/2025/10/02/diesel-inventories-are-headed-for-multiyear-lows-is-your-business-ready/








