อัปเดตสถานการณ์ราคาทองคำล่าสุดที่พุ่งเข้าใกล้ระดับ 4,100 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ท่ามกลางบรรยากาศการพักรบระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน วิเคราะห์ประเด็นที่ส่งผลกระทบต่อตลาดสินทรัพย์ปลอดภัยแบบละเอียดที่คุณไม่ควรพลาด
ราคาทองใกล้ 4100 ดอลลาร์! จับตาสัญญาณพักรบสหรัฐฯ-อิหร่าน

แรงหนุนจากสัญญาณพักรบ ดันราคาทองคำพุ่งทะยาน
เริ่มต้นสัปดาห์ด้วยความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจอย่างยิ่ง เมื่อราคาทองคำปรับตัวพุ่งขึ้นเข้าใกล้ระดับ 4,100 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในวันจันทร์ที่ผ่านมา ปัจจัยหลักเบื้องหลังทิศทางนี้ คือการพักรบระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านที่ก้าวเข้าสู่วันที่สาม ซึ่งสถานการณ์ที่ผ่อนคลายลงนี้ได้เข้ามาช่วยบรรเทาความกังวลเรื่องปัญหาเงินเฟ้อที่มีต้นตอมาจากราคาน้ำมัน ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันตลาดโลหะมีค่ามานานหลายสัปดาห์
ในช่วงระหว่างการซื้อขายวันจันทร์ที่ 27 กรกฎาคม 2569 ราคาทองคำสปอตปรับขึ้นประมาณ 0.9% มาอยู่ที่ 4,087.79 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ขณะที่ข้อมูลตลาดในอีกช่วงเวลาหนึ่งระบุว่าราคาขยับขึ้นไปบริเวณ 4,103 ดอลลาร์ สะท้อนว่าระดับ 4,100 ดอลลาร์กลับมาเป็นแนวต้านสำคัญที่ตลาดกำลังทดสอบอีกครั้ง ซึ่งสัญญาทองคำล่วงหน้าสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นปรมาณ 0.5% มาอยู่ที่ 4,089.90 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ขณะที่ดัชนีดอลลาร์อ่อนค่าลงราว 0.3% ช่วยให้ทองคำซึ่งซื้อขายด้วยเงินดอลลาร์มีราคาถูกลงสำหรับผู้ถือสกุลเงินอื่น
ในขณะเดียวกัน โลหะเงิน (Silver) กลับทำผลงานได้อย่างโดดเด่นแซงหน้า โดยพุ่งขึ้นเกือบ 3% ไปแตะที่ระดับประมาณ 59.85 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เช่นเดียวกับแพลตตินัมและพัลลาเดียมที่กอดคอกันปรับตัวสูงขึ้นรับข่าวดีนี้เช่นกัน
ความหวังเรื่องการหยุดยิง ปลุกชีพกลุ่มสินทรัพย์ปลอดภัย
แรงส่งที่ทำให้ตลาดฟื้นตัวในรอบนี้ เกิดขึ้นหลังจากที่ทางการสหรัฐฯ และอิหร่านต่างระงับการใช้กำลังทหารโจมตีตอบโต้กันเป็นวันที่สองติดต่อกันเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา โดยโฆษกกองทัพของเตหะรานได้ออกมายืนยันผ่านสถานีโทรทัศน์แห่งชาติว่าฝั่งอิหร่านได้ยุติการโจมตีแล้วเช่นกัน
นอกจากนี้ รายงานจาก The New York Times ยังระบุด้วยว่า ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ตัดสินใจเมื่อสัปดาห์ที่แล้วที่จะชะลอแผนการยกระดับการโจมตีอิหร่านออกไปก่อนอย่างน้อยก็ในระยะนี้ สอดคล้องกับที่ เอสมาอิล บากาอี (Esmaeil Baghaei) โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่าน ได้เปิดเผยว่ามีเจ้าหน้าที่ระดับสูงจากโอมานเดินทางมาเยือนกรุงเตหะรานในช่วงสุดสัปดาห์เพื่อหารือเกี่ยวกับสถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งตัวเขาเองได้เรียกการพูดคุยครั้งนี้ว่าเป็นไปอย่าง “สร้างสรรค์และเกิดดอกออกผล”
การผ่อนคลายความตึงเครียด สกัดความกังวลเรื่องดอกเบี้ย
การหยุดโจมตีชั่วคราวข่วยลดความเสี่ยงที่ราคาน้ำมันจะพุ่งทะยานขึ้นไปอีก ซึ่งก่อนหน้านี้ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นได้กลายเป็นเชื้อเพลิงชั้นดีที่โหมกระพือให้ตลาดคาดการณ์ว่าธนาคารกลางอาจจะต้องเร่งขึ้นอัตราดอกเบี้ย
โดยราคาน้ำมันดิบเบรนท์ลดลงประมาณ 4.7% มาอยู่ที่ 92.27 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วนราคาน้ำมันดิบ WTI ลดลงราว 5% มาอยู่ที่ 84.89 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังจากก่อนหน้านี้เบรนท์เคยกลับขึ้นไปยืนเหนือ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลจากความกังวลเรื่องเส้นทางขนส่งพลังงานในตะวันออกกลาง ตลาดน้ำมันยังทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปีลดลงประมาณ 4 จุดพื้นฐาน มาอยู่ที่ 4.63%
หากย้อนไปเพียงสัปดาห์ที่แล้ว ตลาดเงินได้ประเมินความเป็นไปได้ที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนกรกฎาคมไว้สูงถึง 34% ซึ่งขยับขึ้นอย่างรวดเร็วจากระดับเพียง 10% ในช่วงสัปดาห์ก่อนหน้า ดังนั้น การที่สถานการณ์การสู้รบหยุดชะงักลงอย่างต่อเนื่อง จึงอาจเป็นปัจจัยที่ช่วยลดความร้อนแรงของการคาดการณ์เหล่านี้ลงได้ และนั่นหมายถึง แรงสนับสนุนชั้นดีสำหรับสินทรัพย์ที่ไม่มีผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ยอย่างทองคำ
ย้อนรอยความเจ็บปวดในรอบปรับฐาน
ก่อนหน้าที่จะมีสัญญาณเชิงบวก ราคาทองคำต้องเผชิญกับแรงเทขายอย่างหนักนับตั้งแต่ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านทวีความรุนแรงขึ้นในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ โดยร่วงลงไปมากกว่า 1 ใน 5 จากสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ระดับ 5,594.82 ดอลลาร์ต่อออนซ์เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2569
สำนักข่าวรอยเตอร์เคยรายงานไว้ในช่วงปลายเดือนมกราคมว่า ราคาทองคำสปอตได้พุ่งทะลุแนว 5,200 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ในขณะที่ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลงไปแตะระดับต่ำสุดในรอบเกือบสี่ปี ทว่าโชคชะตาของโลหะมีค่าชนิดนี้กลับพลิกผันอย่างรุนแรงทันทีที่เสียงปืนแตกขึ้น ความตื่นตระหนกเรื่องเงินเฟ้อที่พ่วงมากับราคาน้ำมัน ประกอบกับการแข็งค่าของเงินดอลลาร์ ได้ฉุดกระชากราคาทองคำให้ดิ่งลงมาสู่ระดับ 4,000 ดอลลาร์ในช่วงกลางปี
ราคาทองคำใช้เวลาส่วนใหญ่ของเดือนกรกฎาคมแกว่งตัวอยู่ในกรอบแคบๆ ระหว่างแนวรับ 4,000 ดอลลาร์ และแนวต้าน 4,100 ดอลลาร์ กระทั่งวันที่ 16 กรกฎาคม ตลาดก็ต้องเผชิญกับการปรับตัวลดลงรายสัปดาห์ที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ต้นเดือนมิถุนายน โดยร่วงลงไป 3.4% มาอยู่ที่ประมาณ 3,968 ดอลลาร์ สาเหตุหลักมาจากการที่ข้อตกลงหยุดยิงซึ่งลงนามกันไว้เมื่อช่วงกลางเดือนมิถุนายนพังทลายลงอย่างไม่เป็นท่า หลังจากอิหร่านยังคงยืนกรานที่จะปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซ และท้ายที่สุดในวันที่ 8 กรกฎาคม ทรัมป์ก็ได้ประกาศว่าข้อตกลงดังกล่าวได้ “สิ้นสุดลงแล้ว” ซึ่งเหตุการณ์นั้นส่งผลให้ทองคำร่วงลงทันที 2% สวนทางกับราคาน้ำมันที่พุ่งทะยาน
อนาคตที่แขวนอยู่บนเส้นด้ายทางการทูต
แม้สถานการณ์ปัจจุบันจะดูสดใสขึ้น แต่นักวิเคราะห์ในตลาดยังคงมีมุมมองที่ระมัดระวังว่าการฟื้นตัวของราคาทองคำในรอบนี้จะสามารถยืนระยะได้นานแค่ไหน
Ryan McKay นักยุทธศาสตร์สินค้าโภคภัณฑ์อาวุโสจาก TD Securities ให้ความเห็นเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า “การฟื้นตัวในช่วงที่ผ่านมาดูเหมือนจะถูกขับเคลื่อนโดยกระแสเงินทุนไหลเข้าเป็นหลัก ซึ่งจุดประกายมาจากการเข้าซื้อเมื่อราคาอ่อนตัว และความรู้สึกโล่งใจอย่างมากที่แนวรับ 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ยังคงรับมือไหว แต่ในขณะเดียวกัน ราคาพลังงานก็เริ่มกลับมาขยับตัวสูงขึ้นอีกครั้ง และความกังวลในจุดนี้แหละที่จะกลายเป็นเพดานจำกัดการปรับตัวขึ้นของราคาในท้ายที่สุด”
ด้านธนาคาร HSBC ได้ทำการปรับลดตัวเลขคาดการณ์ราคาทองคำเฉลี่ยในปี 2026 ลงมาอยู่ที่ 4,560 ดอลลาร์ จากเดิมที่เคยประเมินไว้ 4,864 ดอลลาร์ในช่วงต้นเดือนกรกฎาคม โดยอ้างอิงถึงแนวโน้มการปรับเปลี่ยนนโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ทางธนาคารยังคงเป้าหมายราคาช่วงสิ้นปีเอาไว้ที่ 4,750 ดอลลาร์
สถานการณ์การหยุดพักรบระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านในครั้งนี้ จะสามารถพัฒนาไปสู่ข้อตกลงหยุดยิงที่ถาวร หรือจะล่มสลายลงเหมือนความพยายามในอดีตที่ผ่านมา จะเป็นตัวแปรสำคัญที่สุดในการตัดสินว่า ราคาทองคำจะสามารถทวงคืนพื้นที่ที่สูญเสียไปตั้งแต่เดือนมกราคมกลับมาได้หรือไม่?
สรุปราคาทองคำ ผลกระทบจากการพักรบสหรัฐฯ-อิหร่าน
ราคาทองคำฟื้นตัวพุ่งเข้าใกล้ระดับ 4,100 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แรงหนุนหลักมาจากการระงับปฏิบัติการทางทหารและสัญญาณการพักรบระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่เข้าสู่วันที่สาม
ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อตลาด
- คลายกังวลเรื่องดอกเบี้ย : สถานการณ์ที่สงบลงช่วยสกัดการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมัน ทำให้ตลาดลดการคาดการณ์เรื่องเงินเฟ้อและโอกาสที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะเร่งขึ้นอัตราดอกเบี้ย ซึ่งเป็นผลบวกต่อทองคำ
- กลุ่มโลหะมีค่าคึกคัก : โลหะเงิน (Silver) ทำผลงานโดดเด่นพุ่งขึ้นเกือบ 3% แตะระดับ 59.85 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เช่นเดียวกับแพลตตินัมและพัลลาเดียมที่ปรับตัวสูงขึ้น
ความผันผวนในอดีต
- ต้นปี (มกราคม) ราคาทองคำเคยพุ่งทำสถิติสูงสุดใกล้ 5,400 ดอลลาร์ แต่ร่วงลงมากว่า 1 ใน 5 มาอยู่ที่แนวรับ 4,000 ดอลลาร์ในช่วงกลางปี เนื่องจากความขัดแย้งรุนแรงขึ้น ราคาน้ำมันแพง และเงินดอลลาร์แข็งค่า
- ข้อตกลงหยุดยิงในเดือนมิถุนายนที่ล้มเหลว (ประกาศยุติข้อตกลงในวันที่ 8 กรกฎาคม) เคยส่งผลให้ราคาทองคำร่วงลงอย่างหนักมาแล้ว
มุมมองนักวิเคราะห์และแนวโน้มอนาคต
- นักวิเคราะห์ยังคงระมัดระวัง : TD Securities มองว่าแม้ราคาจะฟื้นตัวจากการเข้าซื้อเก็งกำไร แต่หากราคาพลังงานกลับมาสูงขึ้น จะเป็นตัวจำกัดไม่ให้ทองคำไปได้ไกล
- ปรับเป้าหมายราคา : HSBC หั่นคาดการณ์ราคาทองคำเฉลี่ยปี 2026 ลงเหลือ 4,560 ดอลลาร์ แต่ยังคงเป้าหมายช่วงสิ้นปีไว้ที่ 4,750 ดอลลาร์
- ปัจจัยชี้ชะตา : อนาคตของราคาทองคำจะทวงคืนจุดสูงสุดเดิมได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่าการพักรบครั้งนี้จะนำไปสู่ “การหยุดยิงถาวร” หรือจะล่มสลายซ้ำรอยอดีต
ตารางสรุป : สถานการณ์ราคาทองคำ ผลกระทบจากสัญญาณพักรบสหรัฐฯ-อิหร่าน
| ปัจจัยที่ส่งผลกระทบ | สถานการณ์ปัจจุบัน | ผลกระทบต่อตลาดทองคำและสินทรัพย์อื่น |
| ความขัดแย้งสหรัฐฯ-อิหร่าน | เข้าสู่การพักรบวันที่ 3 (ระงับการโจมตีตอบโต้) | ลดความกังวลเรื่องสงคราม ดันราคาทองฟื้นตัวเข้าใกล้ 4,100 ดอลลาร์ |
| นโยบายการเงิน (Fed) | ตลาดลดความกังวลเรื่องการเร่งขึ้นอัตราดอกเบี้ย | เป็นปัจจัยบวกต่อสินทรัพย์ที่ไม่มีดอกเบี้ยอย่างทองคำ |
| ตลาดโลหะมีค่าอื่นๆ | ได้รับอานิสงส์เชิงบวกจากสถานการณ์ที่ผ่อนคลาย | โลหะเงินพุ่งเกือบ 3% แตะ 59.85 ดอลลาร์ แพลตตินัมและพัลลาเดียมปรับขึ้น |
| มุมมองและแนวโน้มอนาคต | จับตาดูว่าการพักรบจะนำไปสู่การหยุดยิงถาวรหรือไม่ | หากราคาพลังงานกลับมาสูงขึ้น อาจจำกัดขาขึ้นของทองคำในระยะยาว |
บทสรุป
การกลับขึ้นมาใกล้ระดับ 4,100 ดอลลาร์ของราคาทองคำไม่ได้เกิดจากความต้องการหลบภัยเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลจากการที่ตลาดเริ่มมองว่าการหยุดโจมตีชั่วคราวระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านอาจช่วยลดแรงกดดันต่อราคาน้ำมัน เงินเฟ้อ และการขึ้นดอกเบี้ยของ Fed อย่างไรก็ตาม สถานการณ์นี้ยังห่างไกลจากการเป็นข้อตกลงหยุดยิงถาวร การเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซยังไม่กลับสู่ภาวะปกติอย่างสมบูรณ์ และความเสี่ยงจากการโจมตีในทะเลแดงยังไม่หมดไป
ในระยะสั้น ตลาดจึงต้องติดตามพร้อมกันสามเรื่อง ได้แก่ ความยั่งยืนของการหยุดโจมตี ทิศทางราคาน้ำมัน และถ้อยแถลงของ Fed หลังการประชุมวันที่ 28–29 กรกฎาคม หากทั้งสามปัจจัยเคลื่อนไหวไปในทิศทางที่ผ่อนคลาย ราคาทองอาจรักษาฐานเหนือ 4,000 ดอลลาร์และพยายามผ่านระดับ 4,100 ดอลลาร์ได้อีกครั้ง แต่หากการเจรจาล้มเหลวและราคาพลังงานกลับมาพุ่งแรง ทองคำอาจเผชิญสถานการณ์ย้อนแย้งอีกครั้ง กล่าวคือ ความเสี่ยงสงครามเพิ่มขึ้น แต่ความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ ดอกเบี้ย และดอลลาร์กลับกดดันราคาทองมากกว่าที่แรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัยจะชดเชยได้
บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลข่าวสารและการศึกษาเท่านั้น มิได้เป็นการชี้นำหรือแนะนำการลงทุน ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลและทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน
อ้างอิง
- https://www.npr.org/2026/07/26/g-s1-135593/us-pauses-attacks-iran-second-day-tehran
- https://www.tmgm.com/en/analysis/market-news/article/gold-rebounds-above-4-100-as-buyers-return-202607222313
- https://www.cnbc.com/2026/07/08/gold-wavers-as-investors-weigh-us-strikes-on-iran-await-fed-minutes.html
- https://www.nytimes.com/2026/07/26/world/middleeast/us-iran-war-pause.html
- https://www.fxstreet.com/news/gold-rebounds-above-4-100-as-buyers-return-202607222313
- https://www.reuters.com/business/hsbc-lowers-2026-27-gold-price-forecasts-hawkish-fed-tilt-2026-07-09/








