สืบเนื่องจากสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะบริเวณช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ด้านพลังงานของโลก ส่งผลให้หลายภาคส่วนเกิดความกังวลถึงผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานและการขนส่งระหว่างประเทศ อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความท้าทายที่เกิดขึ้น บมจ.เอ็ม พี เจ โลจิสติกส์ ได้เผยแพร่ข้อมูลเมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2569 โดยแสดงความมั่นใจถึงศักยภาพขององค์กรในการตั้งรับ และพร้อมคว้าโอกาสทางธุรกิจที่กำลังจะเกิดขึ้น
เจาะแผน MPJ โลจิสติกส์ รับมือวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ คว้ากำไรครึ่งปีหลัง

นายจีระศักดิ์ มานะตระกูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอ็ม พี เจ โลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) หรือ MPJ ในฐานะผู้นำโลจิสติกส์แบบครบวงจรและผู้นำด้านบริหารลานตู้คอนเทนเนอร์ ได้ให้มุมมองว่า แม้ความขัดแย้งดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อเส้นทางการขนส่งพลังงานผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งในทางสถิติรองรับปริมาณการขนส่งน้ำมันดิบถึงราว 20% ของการค้าน้ำมันดิบทั่วโลก ทำให้มีความเสี่ยงที่ราคาน้ำมันในประเทศไทยจะพุ่งสูงขึ้นจากการพึ่งพานำเข้าน้ำมันจากภูมิภาคดังกล่าว แต่สำหรับ MPJ ได้เตรียมเกราะป้องกันไว้พร้อมแล้ว ประการแรกคือ บริษัทฯ มีข้อกำหนดในสัญญาการให้บริการขนส่งในรูปแบบสัญญาที่สามารถปรับราคาค่าบริการให้ล้อไปตามต้นทุนจริงได้ การสะท้อนความผันผวนของราคาน้ำมันในตลาดโลกส่งผลให้บริษัทสามารถลดผลกระทบด้านต้นทุนการดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ การปิดช่องแคบฮอร์มุซยังกระทบต่อธุรกิจลานตู้คอนเทนเนอร์และบริการ Freight Forwarder ในระดับที่จำกัดมาก สืบเนื่องจาก MPJ มีสัดส่วนของลูกค้าในแถบตะวันออกกลางเพียง 2% จากลูกค้าทั้งหมดเท่านั้น เมื่อเทียบกับมูลค่าการส่งออกไปยังภูมิภาคอื่นๆ ซึ่งยังคงเป็นฐานรายได้หลักที่แข็งแกร่ง ยิ่งไปกว่านั้น นายจีระศักดิ์ยังระบุว่า ต้องยอมรับว่าการขนส่งสินค้านำเข้าส่งออกหลักของโลกยังคงพึ่งพาการขนส่งทางเรือ เนื่องจากมีต้นทุนที่ต่ำกว่า ดังนั้น หากสถานการณ์สงครามยืดเยื้อ อุตสาหกรรมโลจิสติกส์ในแต่ละภูมิภาคอาจมีการขยายรูปแบบไปสู่การขนส่งทางรางเพิ่มขึ้น เพื่อให้การขนส่งสินค้ามีความยืดหยุ่นและสามารถรองรับสถานการณ์การปิดเส้นทางเดินเรือได้อย่างทันท่วงที
ในขณะเดียวกัน หลายฝ่ายอาจกังวลถึงภาวะตู้คอนเทนเนอร์ขาดแคลนเฉกเช่นที่เคยเกิดขึ้น แต่ทาง MPJ ประเมินว่าภาวะสงครามครั้งนี้อาจจะไม่ส่งผลกระทบในรูปแบบนั้น เนื่องจากบริบทต่างจากช่วงวิกฤตโควิดที่ทั่วโลกหยุดการขนส่ง และสหรัฐอเมริกา (USA) ซึ่งเป็นประเทศที่มีอัตราการนำเข้าสูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลก เมื่อเปิดประเทศจึงมีการนำเข้าสินค้าจากทั่วโลกเข้าไปเยอะที่สุด ทำให้ตู้คอนเทนเนอร์ไปกระจุกอยู่ที่ USA แต่ในกรณีครั้งนี้ แม้ตะวันออกกลาง (Middle east) อาจจะเป็นกลุ่มประเทศที่นำเข้าสินค้าสูงเช่นกัน แต่ประเทศอื่นๆ ยังคงสามารถนำเข้าและส่งออกได้ตามปกติ ดังนั้นสายเรือระดับโลกจะสามารถปรับเปลี่ยนเส้นทางและปรับ Volume หมุนเวียนตู้ที่มีไปยังประเทศอื่นได้อย่างสมดุล
ประการที่สอง สำหรับการบริหารจัดการความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน MPJ มีโครงสร้างความเสี่ยงที่ต่ำ โดยมีสัดส่วนรายได้ที่เป็นสกุลเงินบาทประมาณ 95% ส่วนอีก 5% เป็นสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ (USD) ซึ่งบริษัทฯ มีการบริหารจัดการอย่างรัดกุมโดยมีบัญชีสำหรับ USD เพื่อใช้รับรายได้ที่เป็น USD และจ่ายค่าใช้จ่ายเป็น USD (Natural Hedge) เพื่อลดความเสี่ยงด้านความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนโดยตรง
อย่างไรก็ตาม หากมีคำถามว่าสถานการณ์ที่ยืดเยื้อจะกระทบเป้าหมายการเติบโตหรือไม่ นายจีระศักดิ์ ได้ทิ้งท้ายว่า คาดว่าจะส่งผลกระทบในวงจำกัด แต่ในทางกลับกัน หากมีการปรับขึ้นค่าระวางเรือก็อาจส่งผลกระทบเชิงบวกต่อธุรกิจ Freight Forwarder ทันที และหากสถานการณ์ไม่ยืดเยื้อ ประกอบกับสายเรือมีกลยุทธ์รับมือที่รวดเร็ว ก็มีการคาดการณ์ว่าเส้นทางทะเลแดง (Red Sea) จะกลับมาใช้งานได้อย่างเต็มที่ในช่วงปลายไตรมาส2/2569 ซึ่งเมื่อถึงตอนนั้นจะมียอด Order ขนส่งไปยังประเทศตะวันออกกลางเข้ามาเป็นจำนวนมาก ดังนั้น จากปัจจัยดังกล่าวจึงถือเป็นโอกาสสำคัญในการทำกำไรในช่วงครึ่งปีหลังในปี 2569 นี้ เนื่องจากจะเกิดความต้องการอย่างมากในการส่งออกสินค้า ไม่ว่าจะเป็นวัสดุก่อสร้างหรืออุปกรณ์ต่างๆ เพื่อนำไปใช้แก้ปัญหาและบูรณะซ่อมแซมประเทศในแถบตะวันออกกลาง
ภาพรวมโลจิสติกส์กับโอกาสในยุคความผันผวน
อุตสาหกรรมโลจิสติกส์โลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่ “ความคล่องตัว” คือกุญแจสำคัญที่สุดในการดำเนินธุรกิจ แม้ว่าความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์จะเป็นตัวแปรที่ยากจะควบคุม แต่บริษัทที่มีการกระจายความเสี่ยงอย่างรอบด้าน ทั้งในแง่ของฐานลูกค้า โครงสร้างสัญญาที่ยืดหยุ่น และการป้องกันความเสี่ยงด้านค่าเงิน ย่อมสามารถรักษาสมดุลของรายได้เอาไว้ได้ ในอนาคตเรามีโอกาสได้เห็นเครือข่ายโลจิสติกส์ที่เชื่อมโยงทางเรือและทางรางอย่างไร้รอยต่อมากขึ้น เพื่อลดการพึ่งพาเส้นทางเดินเรือเพียงอย่างเดียว ซึ่งตอบโจทย์ทั้งความมั่นคงทางซัพพลายเชนและลดความเสี่ยงจากวิกฤตการณ์เฉพาะจุด ท้ายที่สุด โอกาสระดับมหภาคจากการบูรณะฟื้นฟูหลังความขัดแย้งจะเป็นบทพิสูจน์ที่ชัดเจนว่า ผู้ประกอบการที่มองข้ามช็อตและเตรียมพร้อมล่วงหน้า จะเป็นผู้คว้าส่วนแบ่งการตลาดที่สำคัญในวัฏจักรเศรษฐกิจรอบต่อไป










