<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>SET Index &#8211; The Signals</title>
	<atom:link href="https://www.thesignals.net/tag/set-index/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.thesignals.net</link>
	<description>In a world full of noise, leaders look for signals. News ,Market Signals ,Smart Insights</description>
	<lastBuildDate>Mon, 20 Apr 2026 09:57:39 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.9.4</generator>

<image>
	<url>https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/02/cropped-LOGO-01_1-scaled-1-32x32.jpg</url>
	<title>SET Index &#8211; The Signals</title>
	<link>https://www.thesignals.net</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>เจาะลึกกลยุทธ์ตลาดหุ้นไทยไตรมาส 2 ปี 2026 โอกาสทำกำไรและหุ้นเด่นสู้ต้นทุนพลังงาน</title>
		<link>https://www.thesignals.net/thai-stock-strategy-2026-energy-cost-impact-alpha-pulse/</link>
					<comments>https://www.thesignals.net/thai-stock-strategy-2026-energy-cost-impact-alpha-pulse/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[deawbb3@gmail.com]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 20 Apr 2026 09:57:39 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Markets]]></category>
		<category><![CDATA[BH]]></category>
		<category><![CDATA[CPALL]]></category>
		<category><![CDATA[CPN]]></category>
		<category><![CDATA[IVL]]></category>
		<category><![CDATA[PTTGC]]></category>
		<category><![CDATA[SET Index]]></category>
		<category><![CDATA[กลยุทธ์การลงทุน]]></category>
		<category><![CDATA[ต้นทุนพลังงาน]]></category>
		<category><![CDATA[วิเคราะห์หุ้น]]></category>
		<category><![CDATA[หุ้นเด่น]]></category>
		<category><![CDATA[หุ้นไทย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.thesignals.net/?p=2429</guid>

					<description><![CDATA[<p>สวัสดีเพื่อนนักลงทุนทุกคน วันนี้เราจะมาเจาะลึกทิศทางตลา [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thesignals.net/thai-stock-strategy-2026-energy-cost-impact-alpha-pulse/">เจาะลึกกลยุทธ์ตลาดหุ้นไทยไตรมาส 2 ปี 2026 โอกาสทำกำไรและหุ้นเด่นสู้ต้นทุนพลังงาน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thesignals.net">The Signals</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">สวัสดีเพื่อนนักลงทุนทุกคน วันนี้เราจะมาเจาะลึกทิศทางตลาดหุ้นไทย อัปเดตข้อมูลกลยุทธ์ล่าสุดเพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับความผันผวนของตลาดกันอย่างละเอียดถี่ถ้วน โดยรายงานนี้มาจาก αlpha PULSE โดย โดย พิริยพล คงวาณิช (Pizza), นักกลยุทธ์ จาก BLS Wealth Research</span></p>
<h2><b>เจาะลึกกลยุทธ์ตลาดหุ้นไทยไตรมาส 2 ปี 2026 โอกาสทำกำไรและหุ้นเด่นสู้ต้นทุนพลังงาน</b></h2>
<p><img fetchpriority="high" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-2488" src="https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/04/377021_5_11zon.webp" alt="เจาะลึกกลยุทธ์ตลาดหุ้นไทยไตรมาส 2 ปี 2026 โอกาสทำกำไรและหุ้นเด่นสู้ต้นทุนพลังงาน" width="1200" height="1500" title="เจาะลึกกลยุทธ์ตลาดหุ้นไทยไตรมาส 2 ปี 2026 โอกาสทำกำไรและหุ้นเด่นสู้ต้นทุนพลังงาน" srcset="https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/04/377021_5_11zon.webp 1200w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/04/377021_5_11zon-240x300.webp 240w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/04/377021_5_11zon-819x1024.webp 819w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/04/377021_5_11zon-768x960.webp 768w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/04/377021_5_11zon-750x938.webp 750w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/04/377021_5_11zon-1140x1425.webp 1140w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในช่วงต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา ตลาดหุ้นทั่วโลกมีสัญญาณการฟื้นตัวกลับมาในลักษณะ Relief Rally สาเหตุหลักมาจากความตึงเครียดทางด้านสงครามที่เริ่มผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว แม้ว่าการเจรจาสันติภาพรอบแรกเมื่อวันที่ 11 เมษายน จะยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงที่ชัดเจนได้ แต่การที่ยังมีการเจรจาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ตลาดประเมินว่าความเสี่ยงเชิงลบส่วนใหญ่นั้นได้สะท้อนเข้าไปในราคาหุ้นแล้ว (De-escalation) ยิ่งไปกว่านั้น การก้าวเข้าสู่ฤดูกาลประกาศผลประกอบการไตรมาส 1Q26 ซึ่งภาพรวมยังได้รับผลกระทบจากต้นทุนพลังงานไม่มากนัก จึงช่วยผลักดัน Risk-on Sentiment ทำให้บรรยากาศการลงทุนในระยะสั้นยังคงสดใส</span></p>
<h3><b>เมื่อความจริงเข้ามาเคาะประตู การเปลี่ยนผ่านสู่โหมด Reality Check</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ตาม ภาพของตลาดกำลังจะขยับเข้าสู่ช่วงการประเมินปัจจัยพื้นฐานที่แท้จริง หรือ Reality Check เนื่องจากต้นทุนพลังงานที่ยังคงยืนอยู่ระดับสูง มีแนวโน้มที่จะเริ่มส่งผ่านเข้าไปในต้นทุนการผลิตและการขนส่งอย่างชัดเจนตั้งแต่ไตรมาส 2Q26 เป็นต้นไป และจะสะท้อนผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญที่สุดในช่วงไตรมาส 3Q26 เมื่อสินค้าคงคลังล็อตใหม่เริ่มรับรู้ต้นทุนที่พุ่งสูงขึ้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ด้วยเหตุนี้ กรอบการฟื้นตัวของดัชนีจึงยังมีอัพไซด์ค่อนข้างจำกัด โดยมีการประเมินเป้าหมาย SET Target สิ้นปี 2026 เอาไว้ที่ระดับ 1550 จุด ดังนั้น กลยุทธ์ที่ตอบโจทย์ที่สุดในตอนนี้คือการลงทุนแบบเจาะจงรายตัว (Selective)</span></p>
<h3><b>เจาะลึก 3 ธีมหุ้นแกร่ง 2026 ผ่ากลยุทธ์ทำกำไร สู้สภาวะต้นทุนพลังงานเดือด </b></h3>
<table>
<tbody>
<tr>
<td><b>ธีมการลงทุน</b></td>
<td><b>หุ้นเด่น (Top Picks)</b></td>
<td><b>จุดเด่นและเกราะป้องกัน</b></td>
</tr>
<tr>
<td><b>Pricing Power</b></td>
<td><b>CPALL, CPN</b></td>
<td><span style="font-weight: 400;">ส่งผ่านต้นทุนได้ดีเยี่ยม อำนาจต่อรองสูง</span></td>
</tr>
<tr>
<td><b>Supply Shock</b></td>
<td><b>PTTGC, IVL</b></td>
<td><span style="font-weight: 400;">ส่วนต่างกำไร (Spread) พุ่งจากอุปทานตึงตัว</span></td>
</tr>
<tr>
<td><b>Recovery</b></td>
<td><b>BH</b></td>
<td><span style="font-weight: 400;">ต่างชาติไหลกลับสะสม อุปสงค์อั้น (Pent-up)</span></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><span style="font-weight: 400;">เพื่อให้เห็นภาพที่คมชัดขึ้น เราสามารถแบ่งกลุ่มธุรกิจตามระยะเวลาที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนพลังงาน ออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ดังนี้</span></p>
<p><b>1.ธีม Domestic Pricing Power Plays (กลุ่มทรงพลัง ส่งผ่านต้นทุนฉลุย)</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">กลุ่มนี้ คือ บรรดาผู้เล่นระดับผู้นำในประเทศที่มีความสามารถพิเศษในการบริหารจัดการราคา เมื่อเผชิญกับคลื่นต้นทุนที่สูงขึ้น พวกเขาสามารถส่งผ่านภาระเหล่านั้นไปยังผู้บริโภคปลายทางหรือพาร์ทเนอร์ธุรกิจได้อย่างแนบเนียน โดยที่ยอดขายไม่สะดุดและอัตรากำไรไม่พังทลาย</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>CPALL</b><span style="font-weight: 400;"> ในหมวดค้าปลีกสินค้าของใช้จำเป็น โครงสร้างธุรกิจลักษณะนี้มีต้นทุนที่ได้รับผลกระทบทางตรงค่อนข้างต่ำเพียง 3-4% ของรายได้ ด้วยความเป็นสินค้าที่ขาดไม่ได้ ผู้บริโภคยังคงต้องแวะเวียนมาจับจ่ายใช้สอยตามปกติ ทำให้สามารถส่งผ่านต้นทุนค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้นได้บางส่วน ปัจจุบันมีการประเมินมูลค่า PER ไว้ที่ระดับน่าสนใจราว 14.8 เท่า ถือเป็นหุ้นแกนหลักที่ต้านทานความผันผวนได้ดีเยี่ยม</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>CPN </b><span style="font-weight: 400;">เจ้าใหญ่วงการอสังหาริมทรัพย์เพื่อการค้าปลีก มีอำนาจต่อรองที่เหนือกว่าในตลาด แม้จะมีความท้าทายเรื่องต้นทุนค่าใช้จ่ายส่วนกลาง แต่ด้วยโครงสร้างสัญญาเช่าที่แข็งแกร่ง ทำให้มีช่องทางในการบริหารจัดการและผลักภาระต้นทุนออกไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีระดับ PER ประเมินอยู่ที่ 14.5 เท่า สะท้อนถึงเสถียรภาพที่แข็งแกร่งเหนือภาพรวมตลาด</span></li>
</ul>
<p><b>2.ธีม Supply Shock Beneficiaries (กลุ่มผู้ชนะ จากวิกฤตอุปทานตึงตัว)</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ตามกลไกปกติ กลุ่มปิโตรเคมีมักจะได้รับผลกระทบหนักเมื่อราคาน้ำมันซึ่งเป็นต้นทุนหลักพุ่งสูงขึ้น แต่อันที่จริงแล้ววิกฤตรอบนี้มาพร้อมกับปัญหาอุปทานขาดแคลน (Supply Disruption) ที่ต้องใช้ระยะเวลาในการฟื้นฟูการผลิต ส่งผลให้ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ (Chemical Spread) สามารถยืนตระหง่านอยู่ในระดับที่สูงปรี๊ด กลุ่มนี้จึงกลายเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนพลังงานในระดับที่ต่ำที่สุดในช่วงไตรมาส 1Q26</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>PTTGC</b><span style="font-weight: 400;"> แม้ก่อนหน้านี้จะเผชิญความท้าทายทางกระแสเงินสด แต่สภาวะส่วนต่างราคาที่กว้างขึ้นในปัจจุบันช่วยให้ตัวเลขผลประกอบการมีทิศทางฟื้นตัว โดยประเมินว่าจะมีสัดส่วนการขาดทุนที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ (Shallower loss)</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>IVL</b><span style="font-weight: 400;"> อีกหนึ่งตัวตึงแห่งวงการที่ได้จังหวะทะยานขึ้น โดยมีโอกาสพลิกฟื้นกลับมาทำกำไร (Turnaround) อย่างโดดเด่นจากวัฏจักรสินค้าโภคภัณฑ์ที่เป็นใจ ถือเป็นไพ่เด็ดสำหรับพอร์ตที่ต้องการเกาะเทรนด์การฟื้นตัวของอุปทานระดับโลก</span></li>
</ul>
<p><b>3.ธีม Over-Penalized Recovery &amp; Re-rating Plays (กลุ่มของดีราคาโดนทุบ รอวันผงาด)</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นี่คือ กลุ่มหุ้นที่ราคาบนกระดานถูกประเมินมูลค่าต่ำเกินไปหรือถูกกดดันจากแพนิกของตลาดหนักเกินพอดี (Over-Penalized) ทั้งที่โครงสร้างพื้นฐานธุรกิจยังแกร่งและมีสตอรี่การฟื้นตัวที่สว่างไสวรออยู่</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>BH</b><span style="font-weight: 400;"> หุ้นโรงพยาบาลระดับท็อปที่ไม่ได้พึ่งพาแค่กำลังซื้อในประเทศเพียงอย่างเดียว จุดเด่นที่แท้จริง คือ การหลั่งไหลเข้ามาของผู้ป่วยต่างชาติกระเป๋าหนัก โดยเฉพาะอุปสงค์ที่อั้นไว้ (Pent-up Demand) จากกลุ่มประเทศ CLMV และตะวันออกกลาง หลังจากสถานการณ์ตึงเครียดคลี่คลาย เม็ดเงินจากต่างชาติเหล่านี้คือกลไกสำคัญที่ช่วยชดเชยต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้นได้อย่างหมดจด โดยปัจจุบันมีระดับ PER ที่ 17.5 เท่า ซึ่งมีโอกาสสูงที่จะถูกปรับประมาณการ (Re-rating) ให้กลับไปยืนในจุดที่สะท้อนมูลค่าที่แท้จริง</span></li>
</ul>
<p><b>อนาคตการลงทุนบนพื้นฐานของความจริง</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในระยะเวลาอันใกล้นี้ ตลาดทุนยังคงต้องเผชิญหน้ากับความท้าทายจากรอบวัฏจักรต้นทุนที่สูงขึ้น ซึ่งจะเป็นบททดสอบสำคัญสำหรับทุกองค์กร ทว่าในทุกการเปลี่ยนผ่านย่อมเปิดโอกาสใหม่ให้เราเสมอ บริษัทที่มีศักยภาพในการจัดการโครงสร้างกระแสเงินสด มีการเตรียมพร้อมทำสัญญาป้องกันความเสี่ยงด้านต้นทุนล่วงหน้า และรักษาส่วนแบ่งการตลาดไว้ได้ จะกลายเป็นธุรกิจที่เติบโตอย่างมีเสถียรภาพ การวางกลยุทธ์อย่างรอบคอบ ไม่ตื่นตระหนก และเลือกลงทุนในสินทรัพย์ที่สามารถต้านทานสภาวะเงินเฟ้อแฝงได้ จะเป็นกุญแจหลักที่ทำให้นักลงทุนก้าวข้ามผ่านช่วงเวลานี้ไปได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน</span></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thesignals.net/thai-stock-strategy-2026-energy-cost-impact-alpha-pulse/">เจาะลึกกลยุทธ์ตลาดหุ้นไทยไตรมาส 2 ปี 2026 โอกาสทำกำไรและหุ้นเด่นสู้ต้นทุนพลังงาน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thesignals.net">The Signals</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.thesignals.net/thai-stock-strategy-2026-energy-cost-impact-alpha-pulse/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เจาะลึกวิกฤตสงครามดันพลังงานพุ่ง หุ้นไทยกลุ่มไหนรอด กลุ่มไหนร่วง </title>
		<link>https://www.thesignals.net/thai-stocks-survival-energy-crisis-war/</link>
					<comments>https://www.thesignals.net/thai-stocks-survival-energy-crisis-war/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[deawbb3@gmail.com]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 24 Mar 2026 04:59:34 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Markets]]></category>
		<category><![CDATA[Earnings Redistribution]]></category>
		<category><![CDATA[SET Index]]></category>
		<category><![CDATA[การลงทุน]]></category>
		<category><![CDATA[วิกฤตพลังงาน]]></category>
		<category><![CDATA[สงครามตะวันออกกลาง]]></category>
		<category><![CDATA[หลักทรัพย์บัวหลวง]]></category>
		<category><![CDATA[หุ้นไทย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.thesignals.net/?p=1501</guid>

					<description><![CDATA[<p>ย้อนกลับไปในช่วงเช้าวันที่ 4 มีนาคม 2026 ตลาดหลักทรัพย์ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thesignals.net/thai-stocks-survival-energy-crisis-war/">เจาะลึกวิกฤตสงครามดันพลังงานพุ่ง หุ้นไทยกลุ่มไหนรอด กลุ่มไหนร่วง </a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thesignals.net">The Signals</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">ย้อนกลับไปในช่วงเช้าวันที่ 4 มีนาคม 2026 ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้เผชิญกับเหตุการณ์ความผันผวนรุนแรงในระดับที่ไม่ได้เห็นมานานกว่าห้าปีเต็ม เมื่อดัชนี SET ปรับตัวร่วงลงอย่างหนักถึง 8.01% ในระหว่างชั่วโมงการซื้อขาย (12.18 น.)  สถานการณ์ดังกล่าวบีบคั้นให้ตลาดหลักทรัพย์ฯ ต้องงัดมาตรการ Circuit Breaker ออกมาใช้เพื่อหยุดการซื้อขายชั่วคราวเป็นเวลา 12 นาที (12.18-12.30 น.)  เพื่อให้นักลงทุนได้ตั้งสติและประเมินสถานการณ์ใหม่ซึ่งในท้ายที่สุด ดัชนีปิดตลาดในวันนั้นไปที่ระดับ 1,384.61 จุด ปรับตัวลดลงไป 81.90 จุด หรือคิดเป็น -5.58%</span></p>
<h2><b>เจาะลึกวิกฤตสงครามดันพลังงานพุ่ง หุ้นไทยกลุ่มไหนรอด กลุ่มไหนร่วง</b></h2>
<h2><b><img decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-1514" src="https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/03/365336_3_11zon.webp" alt="เจาะลึกวิกฤตสงครามดันพลังงานพุ่ง หุ้นไทยกลุ่มไหนรอด กลุ่มไหนร่วง " width="1200" height="1500" title="เจาะลึกวิกฤตสงครามดันพลังงานพุ่ง หุ้นไทยกลุ่มไหนรอด กลุ่มไหนร่วง " srcset="https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/03/365336_3_11zon.webp 1200w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/03/365336_3_11zon-240x300.webp 240w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/03/365336_3_11zon-819x1024.webp 819w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/03/365336_3_11zon-768x960.webp 768w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/03/365336_3_11zon-750x938.webp 750w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/03/365336_3_11zon-1140x1425.webp 1140w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /> </b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">แน่นอนว่าแรงเทขายอย่างหนักหน่วงที่ถาโถมเข้ามาท่วมตลาดในวันนั้น ไม่ได้เกิดจากการตัดสินใจที่มีเหตุผลรองรับเสมอไป หลายบริษัทจดทะเบียนถูกนักลงทุนเทขายทิ้งอย่างไม่ไยดีแม้ว่าพื้นฐานทางธุรกิจจะยังคงแข็งแกร่ง สาเหตุหลักมาจากความตื่นตระหนกต่อข่าวสงครามในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ปะทุขึ้นระหว่างสหรัฐอเมริกา อิหร่าน และอิสราเอล ประกอบกับปัจจัยกดดันสำคัญอย่างาคาน้ำมันดิบในตลาดโลกพุ่งทะยานจากความตึงเครียดสงครามตะวันออกกลาง โดย WTI ทะลุ 100 USD/บาร์เรล และ Brent เกิน 105 USD/บาร์เรล (สูงสุดรอบ 18 เดือน) ส่งผลกระทบราคาขายปลีกไทยปรับขึ้น ตามรายงานข่าวการเงิน 8 มี.ค. 2569</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ตาม เบื้องหลังความโกลาหลของกระดานหุ้นสีแดงเถือกในวันนั้น  <strong>The Signals </strong> ได้มองเห็นคำถามที่น่าสนใจและมีความสำคัญในเชิงโครงสร้างมากกว่าแค่ตัวเลขดัชนีที่ลดลง นั่นคือ ในภาวะที่ไฟสงครามกำลังกดดันภาพรวมของเศรษฐกิจโลก ทิศทางกำไรของภาคธุรกิจไทยกำลังมุ่งหน้าไปทางไหน และใครกันแน่ที่สามารถพลิกวิกฤตนี้ให้กลายเป็นโอกาสได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เพื่อหาคำตอบที่ชัดเจนที่สุด ทีมงานได้ทำการศึกษาและเรียบเรียงข้อมูลจากรายงานวิเคราะห์เชิงลึกที่จัดทำโดยคุณพิริยพล คงวาณิช (พิซซ่า) นักกลยุทธ์ ผู้จัดการกองทุน และนักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์ จากหลักทรัพย์บัวหลวง (BLS Wealth) ซึ่งเผยแพร่ในรายงาน Alpha PULSE Weekly Strategy ฉบับวันที่ 23 มีนาคม 2026 โดยรายงานฉบับนี้ได้ประเมินผลกระทบของสงครามที่มีต่อภาคธุรกิจไทยผ่านมุมมองการวิเคราะห์ Earnings Revision อย่างละเอียดถี่ถ้วน</span></p>
<h3><b>ทำความรู้จัก Earnings Redistribution ทำไมถึงสำคัญกว่าแค่การมองว่า &#8220;ตลาดหุ้นตก&#8221;</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ประเด็นที่ถือเป็นไฮไลท์สำคัญที่สุดจากรายงานของ BLS Wealth คือ การนำเสนอภาพรวมที่ค่อนข้างฉีกกฎจากสิ่งที่นักลงทุนทั่วไป</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อเราเจาะลึกไปที่ภาพรวมของการปรับประมาณการกำไร หรือ SET Earnings Revision ในเดือนล่าสุด (ณ เดือนมีนาคม 2026) ตัวเลขกลับออกมาอยู่ที่ +0.1% ซึ่งเป็นตัวเลขที่สะท้อนถึงแดนบวกเล็กน้อย ไม่ใช่การติดลบอย่างที่หลายคนกังวล สิ่งนี้เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ชี้ให้เห็นว่า ผลกระทบของสงครามที่มีต่อกำไรรวมของบริษัทในตลาดหุ้นไทย ไม่ได้ดึงผลประกอบการของทุกธุรกิจให้ตกต่ำลงไปพร้อมๆ กัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากนี้ ในมุมมองทางวิชาการ ปรากฏการณ์ที่เม็ดเงินกำไรถูกถ่ายเทจากกลุ่มธุรกิจหนึ่งไปยังอีกกลุ่มหนึ่งในช่วงเวลาที่ต้นทุนปัจจัยการผลิตเกิดความผันผวนรุนแรงนั้น สอดคล้องกับหลักการบริหารเชิงกลยุทธ์ของ Michael Porter ปรมาจารย์ด้านกลยุทธ์ธุรกิจระดับโลก ที่ได้ระบุไว้ในหนังสือ Competitive Strategy (1980) โดย Porter ชี้ให้เห็นว่า ความสามารถในการสร้างผลกำไรขององค์กรนั้น ขึ้นอยู่กับโครงสร้างของอุตสาหกรรมและจุดยืนของธุรกิจในห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) เป็นปัจจัยหลัก มากกว่าที่จะถูกกำหนดโดยภาพรวมของเศรษฐกิจระดับมหภาคเพียงอย่างเดียว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้น สิ่งที่รายงาน BLS Wealth ให้นิยามว่า<strong> &#8220;Earnings Redistribution&#8221;</strong> หมายถึง กระแสเงินและกำไรกำลังไหลรินออกจากกลุ่มธุรกิจที่มีโครงสร้างต้นทุนสูงและไร้ความสามารถในการผลักภาระราคาไปสู่ผู้บริโภค เพื่อถ่ายเทไปยังกลุ่มธุรกิจที่อยู่ในจุดยุทธศาสตร์ที่ได้เปรียบจากราคาต้นทุนสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity) ที่พุ่งสูงขึ้น ด้วยเหตุนี้เอง การเจาะลึกวิเคราะห์ผลกระทบเป็นรายกลุ่มธุรกิจแบบแยกส่วน จึงมีความแม่นยำและเกิดประโยชน์ในการวางแผนมากกว่าการมองแค่ภาพกว้างว่าตลาดกำลังปรับตัวขึ้นหรือลง</span></p>
<h3><b>3 ช่องทางหลักที่คลื่นสงครามซัดกระหน่ำธุรกิจไทย</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">โดยได้สรุปผลกระทบจากสถานการณ์สงครามต่อภาคธุรกิจไทยได้ผ่าน 3 กลไกหลัก ซึ่งแต่ละกลไกจะสร้างแรงสั่นสะเทือนที่แตกต่างกันไปในแต่ละอุตสาหกรรม</span></p>
<p><b>ช่องทางที่ 1 &#8211; Cost Shock ปรากฏการณ์ต้นทุนพลังงานพุ่งทะลุเพดาน</b><span style="font-weight: 400;"> นี่คือ ช่องทางส่งผ่านผลกระทบที่ตรงไปตรงมาและเห็นภาพชัดเจนที่สุด เมื่อราคาน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติในตลาดโลกทะยานสูงขึ้น กลุ่มธุรกิจที่มีความจำเป็นต้อง <strong>&#8220;ซื้อพลังงานมาใช้เป็นวัตถุดิบหลักในการผลิต&#8221;</strong> ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเผชิญกับแรงกดดันทางด้านต้นทุนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มโรงงานปิโตรเคมีที่ต้องพึ่งพาแนฟทา (Naphtha) กลุ่มโรงไฟฟ้าที่ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง หรือแม้แต่กลุ่มสายการบินที่ต้นทุนหลักคือน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยาน ในทางกลับกัน กลุ่มธุรกิจที่ทำหน้าที่ &#8220;ขุดเจาะ สำรวจ หรือผลิตพลังงาน&#8221; กลับกลายเป็นผู้รับประโยชน์ไปอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย เนื่องจากสินค้าที่พวกเขาผลิตออกมาสามารถนำไปขายได้ในระดับราคาที่สูงขึ้นตามกลไกตลาดโลก</span></p>
<p><b>ช่องทางที่ 2 &#8211; Supply Disruption ภาวะห่วงโซ่อุปทานสะดุดตัว</b><span style="font-weight: 400;"> สถานการณ์ความตึงเครียดส่งผลให้เส้นทางการค้าทางทะเลและระบบโลจิสติกส์การขนส่งสินค้าจากภูมิภาคตะวันออกกลางได้รับผลกระทบโดยตรง วัตถุดิบสำคัญหลายประเภทเริ่มเข้าสู่ภาวะขาดแคลน ส่งผลให้ธุรกิจที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบจากภูมิภาคดังกล่าวต้องเผชิญกับความเสี่ยงในระดับสูง ทว่าในวิกฤตย่อมมีโอกาสแฝงอยู่เสมอ ภาวะ Supply Disruption กลับกลายเป็นจังหวะทองสำหรับธุรกิจบางกลุ่มที่มีความยืดหยุ่นสูง สามารถปรับตัวหาแหล่งวัตถุดิบทดแทนได้รวดเร็ว หรือเป็นธุรกิจที่ได้รับส้มหล่นจากการที่คู่แข่งในอุตสาหกรรมเดียวกันจำต้องลดกำลังการผลิตลงเนื่องจากขาดแคลนวัตถุดิบ</span></p>
<p><b>ช่องทางที่ 3 &#8211; Mobility &amp; Demand Disruption การเดินทางหยุดชะงักและอุปสงค์ชะลอตัว</b><span style="font-weight: 400;"> ผลพวงจากสงครามทำให้มาตรการการเดินทางข้ามพรมแดนระหว่างประเทศมีความสลับซับซ้อนและยากลำบากมากขึ้น กลุ่มที่รับแรงกระแทกหนักที่สุด คือ ภาคการท่องเที่ยว โรงพยาบาลเอกชนที่พึ่งพารายได้จากผู้ป่วยชาวต่างชาติ รวมถึงธุรกิจโรงแรมที่เจาะกลุ่มเป้าหมายนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลาง ยิ่งไปกว่านั้น ภาวะเงินเฟ้อที่ดันให้ค่าครองชีพถีบตัวสูงขึ้น ยังส่งผลให้กำลังซื้อของผู้บริโภคภายในประเทศอ่อนแอลงตามไปด้วย ซึ่งเป็นการกดดันการใช้จ่ายในกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือย (Discretionary Spending) อย่างมีนัยสำคัญ</span></p>
<h3><b>ฝ่าวิกฤตรับทรัพย์กับ 3 หมวดธุรกิจที่คว้าประโยชน์จากสงคราม</b></h3>
<p><b>หมวดที่ 1 ธุรกิจที่สายธารรายได้ผูกโยงกับราคาพลังงาน</b><span style="font-weight: 400;"> นี่คือ กลุ่มผู้เล่นที่ยืนอยู่ในจุดที่รับอานิสงส์ชัดเจนที่สุด เพราะทันทีที่ราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติปรับตัวสูงขึ้น มูลค่าของสินทรัพย์ตลอดจนราคาสินค้าที่พวกเขามีอยู่ในมือก็ปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว โดยกลุ่มพลังงานต้นน้ำและธุรกิจโรงกลั่นได้รับการปรับประมาณการกำไรขึ้นรวมกันถึง +2.8% นำทัพโดย PTTEP (+2.0%), TOP (+1.5%), PTT (+1.5%) และ SPRC (+0.7%) ตัวเลขเหล่านี้เป็นเครื่องยืนยันว่า บริษัทที่ดำเนินธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม รวมถึงกลุ่มโรงกลั่นที่ได้รับปัจจัยบวกจากค่าการกลั่น (Gross Refining Margin) ที่กว้างขึ้นตามภาวะอุปทานที่ตึงตัว ยังคงรักษาแนวโน้มการเติบโตของกำไรได้อย่างแข็งแกร่ง</span></p>
<p><b>กรณีศึกษา สมรภูมิโรงกลั่น vs ธุรกิจสถานีบริการน้ำมัน</b><span style="font-weight: 400;"> ประเด็นนี้ ถือเป็นตัวอย่างคลาสสิกที่แสดงให้เห็นว่า แม้จะประกอบธุรกิจอยู่ใน &#8220;อุตสาหกรรมเดียวกัน&#8221; แต่ผลลัพธ์ที่ได้อาจแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว ซึ่งกลุ่มโรงกลั่นอย่าง TOP และ SPRC รับผลบวกไปเต็มๆ เพราะเมื่อปริมาณน้ำมันดิบในตลาดตึงตัว ค่าการกลั่น (GRM) ก็ขยายตัวกว้างขึ้น ทว่าในฝั่งของธุรกิจสถานีบริการน้ำมัน (ปั๊มน้ำมัน) เช่น PTG กลับต้องเผชิญกับภาวะที่ Margin ถูกตีกรอบจำกัด สาเหตุหลักมาจากกลไกนโยบายของภาครัฐที่มักจะเข้ามาแทรกแซงและควบคุมราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศไม่ให้สูงจนเกินไป เพื่อลดผลกระทบต่อประชาชน ส่งผลให้เม็ดเงินกำไรส่วนเพิ่มจากราคาน้ำมันตลาดโลกที่สูงขึ้น ไม่สามารถไหลลงมาถึงธุรกิจปลายน้ำ (Downstream) ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ซึ่งสะท้อนผ่านตัวเลขการปรับประมาณการของ PTG ที่ -2.4% บทเรียนสำคัญจากกรณีนี้คือ ตำแหน่งและจุดยืนใน Value Chain คือตัวชี้ชะตาที่แท้จริงของผลกำไร ไม่ใช่เพียงแค่การประเมินว่าธุรกิจนั้นสังกัดอยู่ในอุตสาหกรรมใด</span></p>
<p><b>หมวดที่ 2 ธุรกิจเกษตรที่รับอานิสงส์รอบใหญ่จากราคาสินค้าโภคภัณฑ์</b><span style="font-weight: 400;"> กลุ่มเกษตรและอาหารก้าวขึ้นมาเป็นแชมป์ในการถูกปรับประมาณการกำไรเพิ่มขึ้นสูงที่สุดในรอบนี้ โดยพุ่งทะยานถึง +12.2% ซึ่งเบื้องหลังการเติบโตนี้มาจากสองกลไกหลัก กลไกแรก คือ การปรับตัวสูงขึ้นของราคายางพาราธรรมชาติอันเป็นผลมาจากภาวะขาดแคลนวัตถุดิบ ปัจจัยนี้ส่งแรงหนุนให้ STA ถูกปรับเพิ่มประมาณการกำไรขึ้นอย่างก้าวกระโดดถึง +29.9% และ STGT ตามมาติดๆ ที่ +26.3% กลไกที่สอง คือ ความเฉียบขาดของกลุ่มธุรกิจเนื้อสัตว์ที่ได้รับประโยชน์จากการวางแผนล็อกต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์ล่วงหน้า (อาทิ การล็อกราคากากถั่วเหลืองยาวไปจนถึงช่วงกลางปี) ในขณะเดียวกัน ราคาขายปลีกเนื้อสัตว์ในตลาดกลับทยอยปรับตัวสูงขึ้นตามต้นทุนพลังงานโดยรวม ส่งผลให้ส่วนต่างกำไร (Margin) ขยายตัวกว้างขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในระยะสั้น สะท้อนผ่านตัวเลขของ TFG ที่ถูกปรับขึ้น +3.7% และ BTG ที่ +1.7% กรณีศึกษานี้ตอกย้ำให้เห็นว่า ทักษะการบริหารจัดการต้นทุนเชิงรุก (Proactive Cost Management) เช่น การทำสัญญาล็อกราคาวัตถุดิบล่วงหน้า คืออาวุธสำคัญที่ช่วยสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันอย่างมหาศาลในช่วงเวลาที่ตลาดเต็มไปด้วยความผันผวน</span></p>
<p><b>หมวดที่ 3 ธุรกิจที่มีรายได้ประจำสม่ำเสมอและไม่ผูกติดกับ Commodity</b><span style="font-weight: 400;"> กลุ่มนี้ คือ ตัวแทนของหุ้นสไตล์ &#8220;Defensive&#8221; อย่างแท้จริง ด้วยโครงสร้างรายได้ในลักษณะ Recurring Income ทำให้พวกเขาสามารถยืนหยัดฝ่าพายุวิกฤตไปได้อย่างมั่นคง กลุ่มเทคโนโลยีและการสื่อสาร (ICT) ได้รับการปรับประมาณการกำไรเพิ่มขึ้น +5.1% นำโดย TRUE +9.2% และ ADVANC +0.2% ปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากการขยายตัวอย่างต่อเนื่องของรายได้เฉลี่ยต่อผู้ใช้บริการ (ARPU &#8211; Average Revenue Per User) ผนวกกับโครงสร้างรายได้ที่อิงกับการบริโภคภายในประเทศเป็นหลัก ทำให้ไม่ต้องพึ่งพิงหรือรับความเสี่ยงจากความผันผวนของราคา Commodity โลก ทางด้านกลุ่มนิคมอุตสาหกรรมชั้นนำ เช่น WHA (+7.7%) และ AMATA (+4.9%) ยังคงได้รับกระแสลมหนุนเชิงโครงสร้าง (Structural Tailwind) จากเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่เร่งตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการลงทุนในอุตสาหกรรม Data Center และ Digital Infrastructure ที่ยังคงขยายตัวไม่หยุดยั้งแม้ในยามสงคราม รวมถึงปัจจัยบวกจากมาตรการ BOI Fast Pass ของภาครัฐที่ช่วยดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ นอกจากนี้ บริษัทอย่าง CPN ซึ่งดำเนินธุรกิจศูนย์การค้า ก็มีความน่าสนใจไม่แพ้กัน โดยถูกปรับประมาณการกำไรขึ้น +2.0% ตัวเลขนี้เป็นเครื่องสะท้อนความแข็งแกร่งของโมเดลธุรกิจที่พึ่งพารายได้จากการปล่อยเช่าพื้นที่ (Recurring Income) ซึ่งมีความยืดหยุ่นและทนทานต่อแรงกระแทกได้ดีกว่าธุรกิจที่ต้องพึ่งพากำลังซื้อของผู้บริโภครายวันโดยตรง</span></p>
<h3><b>เจาะลึกกลุ่มธุรกิจที่แบกรับต้นทุนจนขยับตัวยาก</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ในยุคที่พลังงานมีราคาแพงลิ่ว ไม่ใช่ทุกบริษัทที่จะมีความสามารถในการส่งผ่านต้นทุนที่บวมขึ้นไปให้ผู้บริโภคแบกรับแทนได้ทันท่วงที ประเด็นนี้ คือ โจทย์หินที่จะเป็นตัวตัดสินว่า Margin ของบริษัทจะ &#8220;ถูกกัดกิน&#8221; ไปรุนแรงเพียงใด</span></p>
<p><b>กลุ่มที่ 1 ธุรกิจที่เส้นเลือดใหญ่ของกำไรผูกติดกับต้นทุนพลังงาน</b><span style="font-weight: 400;"> </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">กลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องดื่ม ถือเป็นกลุ่มที่บอบช้ำที่สุดในฝั่งของ Consumer Sector โดยถูกหั่นประมาณการกำไรลงถึง -2.8% นำโดย CBG ที่ปรับลดลง -5.5% ต้นตอของปัญหามาจากต้นทุนด้านบรรจุภัณฑ์ที่แปรผันตามราคาพลังงานโลก ทั้งในส่วนของอะลูมิเนียมและพลาสติก สิ่งนี้กดดัน Gross Margin โดยตรง ในขณะที่การตัดสินใจขยับราคาสินค้าปลีกทำได้ยากลำบากเพราะอาจส่งผลกระทบในเชิงลบต่อปริมาณยอดขาย กลุ่มโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก (SPP) อย่าง BGRIM ก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน โดยถูกปรับลดประมาณการลง -4.5% ปรากฏการณ์นี้เกิดจากกลไกเชิงโครงสร้างที่นักลงทุนต้องทำความเข้าใจ นั่นคือภาวะ &#8220;Tariff Lag&#8221; หรือความเหลื่อมล้ำทางเวลาในการปรับราคา กล่าวคือ โรงไฟฟ้าที่ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงจะต้องควักกระเป๋าจ่ายค่าก๊าซที่แพงขึ้นในทันที ทว่าการจะขอปรับขึ้นอัตราค่าไฟฟ้า (ค่า Ft) ที่เรียกเก็บจากภาคประชาชนหรืออุตสาหกรรมนั้น จำเป็นต้องผ่านกระบวนการพิจารณาและกำกับดูแลจากภาครัฐ ซึ่งต้องใช้เวลา ส่งผลให้เกิดหลุมดำของกำไรในช่วงระยะเวลาสั้นๆ ตรงกันข้ามกับผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ (IPP) อย่าง GULF ที่มีโครงสร้างสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (Power Purchase Agreement &#8211; PPA) ที่รัดกุมกว่า โดยสามารถส่งผ่านภาระต้นทุนเชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้นผ่านกลไกในสัญญาได้ จึงทำให้รักษาระดับกำไรได้นิ่งกว่า นี่คือภาพสะท้อนที่ชัดเจนว่า &#8220;Contract Structure&#8221; หรือโครงสร้างสัญญาทางธุรกิจ คือหัวใจสำคัญที่กำหนดระดับความยืดหยุ่น (Resilience) ขององค์กร กลุ่มวัสดุก่อสร้าง ก็เผชิญแรงกดดันไม่ต่างกัน โดยถูกปรับลดลง -1.4% มี SCCC ที่ลดลงถึง -6.6% เนื่องจากเป็นอุตสาหกรรมหนักที่ต้องบริโภคพลังงานมหาศาลในกระบวนการผลิต ท่ามกลางจังหวะที่การปรับขึ้นราคาขายทำได้จำกัดเนื่องจากภาพรวมของกำลังซื้อในตลาดอสังหาริมทรัพย์กำลังชะลอตัว</span></p>
<p><b>กลุ่มที่ 2 ธุรกิจที่เปราะบางต่อกำลังซื้อภายในประเทศ</b><span style="font-weight: 400;"> </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">กลุ่มค้าปลีกทั่วไป ต้องเผชิญกับสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออก จากแรงบีบทั้งฝั่งต้นทุนค่าไฟฟ้าและระบบโลจิสติกส์ที่สูงขึ้น สวนทางกับกำลังซื้อของประชาชนที่เหือดแห้งลงจากภาระค่าครองชีพ ส่งผลให้กลุ่มนี้ถูกหั่นประมาณการลง -1.1% โดย DOHOME รับผลกระทบหนักสุดที่ -8.4%, ตามด้วย CPAXT -4.3% และ CRC -3.3% กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ กลายเป็นกลุ่มที่บาดเจ็บหนักเป็นพิเศษ โดย PSH ถูกหั่นประมาณการลงลึกถึง -25.2% และ LPN ที่ -16.3% ตัวเลขที่น่าตกใจนี้สะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางอย่างหนักของฐานลูกค้าในระดับกลาง-ล่าง ซึ่งเป็นกลุ่มที่สายป่านสั้นและได้รับผลกระทบจากปัญหาค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้นรวดเร็วที่สุด</span></p>
<p><b>กลุ่มที่ 3 ท่องเที่ยวและโรงพยาบาล &#8211; ผลกระทบเฉพาะจุด</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สำหรับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและโรงพยาบาลเอกชน รายงานจาก BLS Wealth ชี้ประเด็นไว้อย่างน่าสนใจว่า ผลกระทบเชิงลบที่เกิดขึ้นไม่ได้เกิดจากการที่ปริมาณความต้องการ (Demand) หายไปจากระบบทั้งหมด แต่เป็นผลพวงจาก &#8220;Mobility Disruption&#8221; ซึ่งสร้างผลกระทบต่อกลุ่มเป้าหมายเฉพาะบาง Segment โดยเฉพาะลูกค้าที่เดินทางมาจากภูมิภาคตะวันออกกลาง</span></p>
<p><b>ตารางสรุป ผลกระทบจากสงครามต่อธุรกิจไทยในแต่ละกลุ่ม</b></p>
<table>
<tbody>
<tr>
<td><b>กลุ่มธุรกิจ</b></td>
<td><b>ทิศทาง</b></td>
<td><b>กลไกหลัก</b></td>
<td><b>Earnings Revision</b></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="font-weight: 400;">พลังงานต้นน้ำ (E&amp;P)</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">✅ บวกมาก</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">ราคาน้ำมัน/ก๊าซขึ้น</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">+2.8% (กลุ่ม)</span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="font-weight: 400;">โรงกลั่น</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">✅ บวก</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">GRM ขยายตาม Supply ตึง</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">PTTEP +2.0%, TOP +1.5%</span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="font-weight: 400;">เกษตร (ยาง/เนื้อสัตว์)</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">✅ บวกมาก</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ขึ้น</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">+12.2% (กลุ่ม)</span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="font-weight: 400;">ปิโตรเคมี (Gas-based)</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">✅ บวก</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">Supply Disruption หนุน Spread</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">PTTGC +17.7%</span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="font-weight: 400;">สื่อสาร (ICT)</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">✅ บวก</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">Recurring income, ARPU ขยายตัว</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">+5.1% (กลุ่ม)</span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="font-weight: 400;">นิคมอุตสาหกรรม</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">✅ บวก</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">FDI + BOI Fast Pass</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">WHA +7.7%, AMATA +4.9%</span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="font-weight: 400;">ห้างค้าปลีก (Recurring)</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">✅ บวก</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">รายได้ค่าเช่า Recurring</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">CPN +2.0%</span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="font-weight: 400;">ปิโตรเคมี (Naphtha-based)</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">❌ ลบมาก</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">ความเสี่ยงขาดแคลน Feedstock</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">SCC เสี่ยง</span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="font-weight: 400;">โรงไฟฟ้า SPP</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">❌ ลบ</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">Tariff Lag</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">BGRIM -4.5%</span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="font-weight: 400;">สายการบิน</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">❌ ลบมาก</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">Fuel Cost ขึ้น &gt; Fare Adjustment</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">Margin ถูก Squeeze</span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="font-weight: 400;">เครื่องดื่ม</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">❌ ลบ</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">บรรจุภัณฑ์แพงขึ้น</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">-2.8% (กลุ่ม), CBG -5.5%</span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="font-weight: 400;">ค้าปลีกทั่วไป</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">❌ ลบ</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">ค่าไฟ + กำลังซื้อตก</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">-1.1% (กลุ่ม), DOHOME -8.4%</span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="font-weight: 400;">อสังหาริมทรัพย์</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">❌ ลบมาก</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">กำลังซื้อระดับกลาง-ล่างอ่อนแอ</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">PSH -25.2%, LPN -16.3%</span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="font-weight: 400;">ปั๊มน้ำมัน (Downstream)</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">⚖️ Neutral -ลบ</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">Margin ถูกนโยบายควบคุม</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">PTG -2.4%</span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="font-weight: 400;">ธนาคาร</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">⚖️ Neutral</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">Asset Quality Channel</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">Capital Buffer สูง</span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="font-weight: 400;">โรงพยาบาล (บางกลุ่ม)</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">⚖️ Neutral</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">Segment-specific ผลกระทบ</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">BH -0.2% (Stable)</span></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h3><b>แกะรอย &#8220;Pricing Power&#8221; อาวุธลับที่ทรงพลังที่สุดในยุคต้นทุนผันผวน</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">แนวคิดระดับแกนกลางที่รายงานของ BLS Wealth พยายามเน้นย้ำและฉายภาพให้เห็นอย่างต่อเนื่อง คือ เรื่องของ Pricing Power หรืออำนาจในการกำหนดราคา ซึ่งหมายถึงความสามารถของธุรกิจในการผลักภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นกลับไปสู่ฝั่งผู้ซื้อได้อย่างราบรื่น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากอ้างอิงถึงข้อคิดของปรมาจารย์ด้านการลงทุนอย่าง Warren Buffett เขาเคยเขียนไว้ในหนังสือระดับตำนาน The Essays of Warren Buffett ว่า เกณฑ์ตัดสินที่สำคัญที่สุดในการเลือกเฟ้นบริษัทเพื่อเข้าลงทุน คือ &#8220;ความสามารถในการขยับราคาสินค้าขึ้นได้โดยที่ลูกค้าไม่หนีหายไปไหน&#8221; ซึ่งแนวคิดนี้ก็สอดรับเป็นเนื้อเดียวกันกับกรอบแนวคิด Competitive Advantage ของ Michael Porter ในตำรา Competitive Strategy (1980) ที่ระบุว่า ธุรกิจที่มีความโดดเด่นเหนือใคร (Differentiation) หรือมีความได้เปรียบด้านต้นทุนที่ต่ำกว่าคู่แข่งอย่างแท้จริง (Cost Leadership) จะสามารถรักษาระดับส่วนต่างกำไรเอาไว้ได้เสมอ แม้ในวันที่โลกเผชิญกับวิกฤตต้นทุนแพง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จากการสังเคราะห์ข้อมูลในรายงานของ BLS Wealth เราสามารถจัดกลุ่มธุรกิจตามระดับความแข็งแกร่งของ Pricing Power ได้ดังนี้</span></p>
<p><b>กลุ่มธุรกิจที่มี Pricing Power สูง</b></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">บริษัทที่ผลิตและจำหน่ายสินค้าโภคภัณฑ์ขั้นปฐมภูมิ ซึ่งราคาขายถูกกำหนดโดยกลไกความต้องการในตลาดโลกแบบอัตโนมัติ เช่น PTTEP (ปิโตรเลียม), STA และ STGT (ยางพารา)</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">บริษัทที่มีเกราะป้องกันด้วยสัญญาระยะยาว ซึ่งระบุกลไกการส่งผ่านต้นทุน (Pass-Through) ไว้อย่างชัดเจน เช่น GULF (โรงไฟฟ้า IPP แบบ PPA)</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">บริษัทที่เป็นเจ้าของโครงสร้างพื้นฐานหรือบริการที่ลูกค้ามีต้นทุนในการเปลี่ยนค่าย (Switching Cost) สูง ทำให้เปลี่ยนใจยาก เช่น ADVANC และ TRUE (บริการโทรคมนาคม)</span></li>
</ul>
<p><b>กลุ่มธุรกิจที่มี Pricing Power ต่ำ</b></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ธุรกิจที่โครงสร้างราคาขายถูกตีกรอบและควบคุมอย่างเข้มงวดโดยนโยบายของรัฐ เช่น ธุรกิจสถานีบริการน้ำมัน, โรงไฟฟ้าขนาดเล็ก (SPP)</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ธุรกิจที่ดำเนินการในสมรภูมิ Red Ocean ที่มีคู่แข่งล้นตลาด การปรับขึ้นราคาสินค้าแม้แต่น้อยอาจส่งผลให้ยอดขายร่วงหล่นทันที เช่น ธุรกิจร้านอาหาร, เครื่องดื่ม และกลุ่มค้าปลีก</span></li>
</ul>
<h3><b>&#8216;เพชร&#8217; ท่ามกลางไฟสงคราม แกะรอยหุ้นพื้นฐานแกร่งที่ถูกตลาดเทขายเกินจริง</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">รายงานของ BLS Wealth ยังได้เปิดเผยถึงปรากฏการณ์ทางจิตวิทยาที่น่าสนใจอย่างยิ่งในช่วงที่เกิดสงคราม นั่นคือ การที่บริษัทชั้นดีบางแห่งกลับถูกกลไกตลาดลงโทษ (Price Down) อย่างรุนแรงเกินกว่าที่ปัจจัยพื้นฐานที่แท้จริงควรจะเป็น ปรากฏการณ์นี้เกิดจากการที่ตลาดถูกครอบงำด้วย &#8220;Sentiment&#8221; หรืออารมณ์ความตื่นตระหนกจากสงคราม ทำให้นักลงทุนสาดเทขายหุ้นทุกตัวในพอร์ตแบบเหมารวมโดยไม่สนพื้นฐาน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">กรณีศึกษาที่ชัดเจนคือ BH (โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์) และ MINT (ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล) ซึ่งรายงาน BLS Wealth ได้จัดให้หุ้นกลุ่มนี้อยู่ในหมวด &#8220;Over-penalized Valuation&#8221; หรือกลุ่มที่ถูกประเมินมูลค่าต่ำเกินจริงอย่างไม่เป็นธรรม โดยหากพิจารณาที่ตัวเลข Earnings Revision ของทั้งสองบริษัท จะพบว่าผลกระทบนั้นเบาบางมาก โดยทรงตัวอยู่ที่เพียง -0.2% เท่านั้น ในขณะที่ราคาหุ้นบนกระดานกลับถูกเทขายจนร่วงหล่นลงมาลึกกว่าความเป็นจริงไปมาก ทำให้เกิดช่องว่างของ Valuation Discount อย่างชัดเจนเมื่อนำไปเปรียบเทียบกับรากฐานธุรกิจ (Fundamentals) ที่ยังคงเปี่ยมไปด้วยศักยภาพ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">มุมมองนี้นับว่าสอดคล้องอย่างยิ่งกับปรัชญาการลงทุนที่ Warren Buffett ได้กล่าวเอาไว้ในจดหมายประจำปีถึงผู้ถือหุ้น Berkshire Hathaway Annual Letter ปี 1994 ว่า &#8220;It&#8217;s far better to buy a wonderful company at a fair price than a fair company at a wonderful price&#8221; (การซื้อกิจการที่ยอดเยี่ยมในราคาที่ยุติธรรม ย่อมดีกว่าการซื้อกิจการที่งั้นๆ ในราคาที่ถูกแสนถูก) ดังนั้น ในบริบทที่ตลาดยังคงแกว่งตัวอย่างหนักจากกระแสข่าวสงคราม หุ้นของบริษัทที่ยอดเยี่ยมอาจถูกลากลงมาปรับฐานพร้อมๆ กับบริษัทที่ง่อนแง่น ซึ่งช่องว่างตรงนี้นี่เองที่เป็นจุดสังเกตสำหรับผู้ที่เข้าใจโมเดลธุรกิจอย่างลึกซึ้ง (ทั้งนี้ ข้อมูลดังกล่าวเป็นการวิเคราะห์เชิงโครงสร้างธุรกิจ ไม่ใช่คำแนะนำให้ซื้อหรือขายแต่อย่างใด)</span></p>
<h3><b>5 ธีมธุรกิจไฮไลต์ที่ BLS Wealth ประเมินว่ายังคงมีเครื่องยนต์ขับเคลื่อน</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">สรุปรวบยอดออกมาได้เป็น 5 ธีมธุรกิจหลักที่ยังมี Key Driver ชัดเจนในการนำพากิจการก้าวข้ามภาวะสงครามไปได้ (นำเสนอในมุมมองโครงสร้างและกลยุทธ์ธุรกิจ)</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>Theme 1 &#8211; Commodity-linked Earnings (ธุรกิจที่กระแสรายได้เกาะติดกับราคา Commodity)</b><span style="font-weight: 400;"> ตัวแทนที่โดดเด่นคือ BTG โดยมีกลไกขับเคลื่อนหลักจากทิศทางราคาขายเนื้อสัตว์ที่ทยอยปรับเพิ่มขึ้นตามทิศทางต้นทุนพลังงาน ผ่านความสามารถในการบริหารแบบ Cost Pass-Through ผนวกกับการบริหารจัดการที่ชาญฉลาดในการล็อกราคาต้นทุนอาหารสัตว์ล่วงหน้าไปจนถึงกลางปี ปัจจัยเหล่านี้ช่วยถ่างช่องว่าง Margin ให้กว้างขึ้นในช่วงเวลานี้</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>Theme 2 &#8211; Supply Disruption / Global Manufacturing Rebound (ธุรกิจมีโอกาสจาก Supply สะดุด และรอจังหวะการฟื้นตัวของภาคการผลิตโลก)</b><span style="font-weight: 400;"> ตัวแทน คือ PTTGC โดยมีปัจจัยหนุนระยะสั้นจากภาวะ Supply Disruption ที่ช่วยถ่างส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ (Spread) ให้กว้างขึ้น ประกอบกับมุมมองระยะกลางถึงยาวที่เชื่อว่าวงจรการผลิตของโลก (Global Manufacturing Cycle) มีโอกาสค่อยๆ ฟื้นตัวกลับมา</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>Theme 3 &#8211; National Infrastructure, Digitalisation &amp; Data Center (ธุรกิจเสาหลักโครงสร้างพื้นฐานระดับชาติและเศรษฐกิจดิจิทัล) </b><span style="font-weight: 400;">ตัวแทนสำคัญ ได้แก่ GULF, GUNKUL, ADVANC, TRUE, WHA และ AMATA ปัจจัยผลักดันหลักคือกระแสเม็ดเงินลงทุน FDI ที่ยังคงไหลเข้าไม่ขาดสาย การเดินเครื่องอย่างเต็มกำลังของนโยบาย BOI Fast-Track รวมถึงอุปสงค์ที่แข็งแกร่งมหาศาลต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลที่ยังคงเติบโตอย่างก้าวกระโดด ไม่หวั่นแม้โลกจะอยู่ในภาวะสงคราม</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>Theme 4 &#8211; War-Resilient Domestic Earnings (ธุรกิจฐานรากในประเทศที่มีภูมิคุ้มกันต้านทานสงคราม)</b><span style="font-weight: 400;"> ตัวแทน คือ CPN จุดเด่นสำคัญอยู่ที่โครงสร้างรายได้ที่มาจากภายในประเทศเป็นหลัก และมีสัดส่วนของ Recurring Income ในระดับที่สูงมาก ทำให้รอดพ้นจากการถูกโจมตีโดยตรงจากความผันผวนของราคาพลังงานหรือปัญหา Supply Disruption ระดับโลก</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>Theme 5 &#8211; Over-penalized Valuation (ธุรกิจดีที่ถูกตลาดกดราคาต่ำกว่าพื้นฐาน)</b><span style="font-weight: 400;"> ตัวแทนคือ BH และ MINT ประเด็นสำคัญที่รายงานชี้ให้เห็นคือ ทิศทางของ Earnings Revision ยังคงทรงตัวได้อย่างแข็งแกร่ง แม้ว่าราคาหุ้นจะถูกกระหน่ำขายลงมาอย่างหนักหน่วง สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึง Valuation Discount อย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับปัจจัยพื้นฐานทางธุรกิจที่แท้จริง</span></li>
</ul>
<h3><b>มองข้ามช็อตวิกฤตในยุคที่ ความแน่นอน คือ ความไม่แน่นอน</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">หากเราถอยภาพออกมามองในมุมกว้างจากฐานข้อมูลทั้งหมดที่วิเคราะห์มา จะเห็นได้ว่าภาพลวงตาของ<strong> &#8220;วิกฤตเศรษฐกิจ&#8221;</strong> มักจะทำให้คนส่วนใหญ่ตื่นตระหนกจนมองข้ามความจริงที่ว่า กำไรไม่ได้สูญสลายไปไหน มันแค่เปลี่ยนกระเป๋าผู้ถือครองเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ในฐานะของคนทำธุรกิจและการตลาดยุคใหม่ เราต้องไม่ลืมความจริงข้อหนึ่งว่า การเป็นผู้ชนะในสงครามระยะสั้นจากราคาพลังงานที่พุ่งสูง อาจไม่ได้การันตีความสำเร็จอย่างยั่งยืน หากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ยืดเยื้อยาวนานจนกลายเป็นสงครามเรื้อรัง ผลพวงจากการที่ผู้บริโภคแบกรับค่าครองชีพที่สูงลิ่วไม่ไหว จะย้อนกลับมาบั่นทอนกำลังซื้อโดยรวมในระบบเศรษฐกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การปรับตัวอย่างรวดเร็ว การล็อกต้นทุนล่วงหน้าเพื่อปิดความเสี่ยง และการสร้างผลิตภัณฑ์ที่มี Pricing Power สูงจนลูกค้าปฏิเสธไม่ลง จึงไม่ใช่แค่กลยุทธ์ทางเลือกอีกต่อไป แต่เป็น &#8220;ทางรอด&#8221; เดียวที่จะทำให้องค์กรสามารถยืนหยัดได้ในทุกสภาพอากาศเศรษฐกิจ สิ่งที่ผู้นำองค์กรควรทำในวันนี้ ไม่ใช่การนั่งลุ้นข่าวรายวัน แต่คือการกลับมาทบทวน Value Chain ของตนเองว่า เรากำลังอยู่ในจุดที่เปราะบาง หรือจุดที่เป็นต่อทางการแข่งขัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">บทความนี้หวังเป็นอย่างยิ่งว่า การนำเสนอมุมมองเชิงโครงสร้างจะช่วยให้ทุกคนมองเห็นเส้นทางและโอกาสที่ซ่อนอยู่ท่ามกลางกลุ่มควันของสงครามได้ชัดเจนยิ่งขึ้น</span></p>
<h3><b>คำถามที่พบบ่อย (FAQs)</b></h3>
<p><b>คำถามที่ 1 ปรากฏการณ์ Earnings Redistribution มีความแตกต่างจากการที่ &#8220;ตลาดหุ้นตกทั้งตลาด&#8221; อย่างไร</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;"><strong>คำตอบ :</strong> Earnings Redistribution เป็นกลไกที่อธิบายถึงการที่เม็ดเงินกำไรถูกโอนย้ายจากกลุ่มธุรกิจที่เสียเปรียบ ไปยังกลุ่มธุรกิจที่ได้เปรียบจากสถานการณ์ ณ ขณะนั้น ไม่ใช่แปลว่ากำไรของบริษัททั้งตลาดจะหดตัวลงพร้อมๆ กัน ในสถานการณ์ที่ตลาดหุ้นตกหนัก ราคาหุ้นส่วนใหญ่อาจจะกอดคอกันร่วงลงมา แต่ในความเป็นจริงแล้ว กำไรสุทธิของธุรกิจบางแห่งอาจจะกำลังเติบโตสวนทางอยู่ก็เป็นได้ ดังที่ตัวเลขจากรายงานของ BLS Wealth ชี้ชัดว่า ภาพรวมของ SET Earnings Revision ยังคงยืนหยัดอยู่ในแดนบวกที่ +0.1% ท่ามกลางภาวะตลาดที่ปั่นป่วนอย่างหนัก</span></p>
<p><b>คำถามที่ 2 กลุ่มธุรกิจประเภทใดที่มีภูมิต้านทาน ทนต่อแรงเสียดทานของสงครามได้ดีที่สุด</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;"><strong>คำตอบ :</strong> อ้างอิงข้อมูลจาก BLS Wealth ธุรกิจที่มีภูมิคุ้มกันแข็งแกร่งสามารถแบ่งออกเป็น 3 หมวดหมู่หลัก ได้แก่ 1) ธุรกิจที่มีโครงสร้างรายได้ผูกโยงแนบแน่นกับราคา Commodity ในตลาดโลก (เช่น กลุ่มพลังงานต้นน้ำและภาคการเกษตร) 2) ธุรกิจที่กระแสเงินสดมาในรูปแบบ Recurring Revenue ประจำและสม่ำเสมอ (เช่น กลุ่ม ICT และรายได้จากค่าเช่าของห้างค้าปลีก) และ 3) ธุรกิจที่ทำสัญญารูปแบบ Cost Pass-Through ซึ่งสามารถส่งผ่านภาระต้นทุนได้อย่างถูกต้องตามสัญญา (เช่น ผู้ผลิตไฟฟ้ากลุ่ม IPP)</span></p>
<p><b>คำถามที่ 3 เหตุใดโรงไฟฟ้ากลุ่ม IPP และ SPP จึงรับผลกระทบทางธุรกิจแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;"><strong>คำตอบ :</strong> หัวใจของความแตกต่างซ่อนอยู่ใน &#8220;รายละเอียดของโครงสร้างสัญญา&#8221; โรงไฟฟ้าประเภท IPP นั้นดำเนินธุรกิจภายใต้สัญญา PPA (Power Purchase Agreement) ที่มีเงื่อนไขรองรับการผลักภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นไปสู่ผู้ซื้อได้ ในทางตรงกันข้าม โรงไฟฟ้าประเภท SPP จำเป็นต้องรอกระบวนการอนุมัติเพื่อปรับขึ้นอัตราค่าไฟ (Tariff) จากหน่วยงานกำกับดูแล ซึ่งมีขั้นตอนและใช้เวลานาน ทำให้เกิดภาวะ Tariff Lag ในจังหวะที่ต้นทุนค่าก๊าซพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ส่วนต่างกำไรถูกบีบอัดในระยะสั้น ตามข้อมูลวิเคราะห์เชิงลึกจาก BLS Wealth</span></p>
<p><b>คำถามที่ 4 ความสามารถในการกำหนดราคา หรือ Pricing Power มีความสำคัญมากน้อยเพียงใดในยุคที่ต้นทุนพลังงานแพง</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;"><strong>คำตอบ :</strong> Pricing Power คือ ไพ่ตายและตัวแปรที่สำคัญที่สุดที่จะเป็นตัวชี้วัดว่า Margin ของบริษัทจะหดตัวลง &#8220;มหาศาล&#8221; หรือ &#8220;เพียงเล็กน้อย&#8221; ในยุควิกฤตต้นทุน ธุรกิจที่ขาดแคลน Pricing Power เช่น กลุ่มค้าปลีกทั่วไป กลุ่มเครื่องดื่ม หรือกลุ่มร้านอาหาร มักจะถูกบีบส่วนต่างกำไรอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งสอดคล้องกับภาพรวมของการหั่นเป้า Earnings Revision ในรายงานของ BLS Wealth</span></p>
<p><b>คำถามที่ 5 เพราะเหตุใดธุรกิจกลุ่มอสังหาริมทรัพย์จึงถูกหั่นประมาณการกำไรลงอย่างหนักหน่วง</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;"><strong>คำตอบ :</strong> แม้กลุ่มอสังหาริมทรัพย์อาจจะไม่ได้รับผลกระทบจากราคาพลังงานโดยตรง ทว่าพวกเขาโดนโจมตีผ่านช่องทางอ้อม (Indirect Channel) อย่างจัง เมื่อภาวะเงินเฟ้อดันให้ค่าครองชีพสูงขึ้น กำลังซื้อของผู้บริโภคโดยเฉพาะในระดับกลางถึงระดับล่างจึงอ่อนแอลงอย่างรวดเร็ว ปัจจัยนี้กระทบกระเทือนไปถึงความสามารถในการกู้ยืมและยอดโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัย ส่งผลให้หุ้นอย่าง PSH ถูกปรับประมาณการกำไรลดลงดิ่งถึง -25.2% และ LPN ที่ -16.3% ตามข้อมูลของ BLS Wealth</span></p>
<p><b>คำถามที่ 6 ทำไมกลุ่มเทคโนโลยีและการสื่อสาร (ICT) ถึงดูเหมือนจะไม่สะทกสะท้านต่อวิกฤตครั้งนี้</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;"><strong>คำตอบ :</strong> เคล็ดลับของกลุ่ม ICT อยู่ที่โครงสร้างรายได้ที่ออกแบบมาในลักษณะ Recurring Cash Flow ซึ่งผู้บริโภคจำเป็นต้องจ่ายอย่างต่อเนื่องทุกเดือน นอกจากนี้รายได้เกือบทั้งหมดยังมาจากฐานลูกค้าภายในประเทศ ไม่ได้อิงกับราคา Commodity หรือต้องพึ่งพาวัฏจักรของเศรษฐกิจโลก ผนวกกับการใช้กลยุทธ์ Pricing Discipline อย่างเคร่งครัดผ่านการปรับจูน Package และผลักดัน ARPU ให้เติบโต ทำให้ผลกระทบที่จะไปถึงบรรทัดสุดท้ายอย่าง EBITDA Margin มีอยู่อย่างจำกัด</span></p>
<p><b>คำถามที่ 7 ด้วยเหตุผลใดธุรกิจเดินเรือจึงโกยกำไรเป็นกอบเป็นกำจากสถานการณ์สงคราม</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;"><strong>คำตอบ :</strong> เมื่อเกิดภัยสงครามในพื้นที่ยุทธศาสตร์ เส้นทางการเดินเรือพาณิชย์หลายสายจำต้องเบนเข็มหลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยงภัย ส่งผลให้ระยะทางการเดินเรือยืดเยื้อและกินระยะเวลาในการขนส่งนานขึ้น เมื่อเรือต้องลอยลำอยู่ในทะเลนานขึ้น ความต้องการใช้พื้นที่ระวางเรือ (Shipping Capacity) ในตลาดจึงพุ่งสูงขึ้นฉับพลัน ในขณะที่จำนวนเรือสินค้า (Supply) ไม่สามารถเนรมิตเพิ่มขึ้นได้ทันท่วงที กฎของอุปสงค์และอุปทานจึงทำงาน ผลลัพธ์คือค่าระวางเรือ (Freight Rate) ทะยานขึ้นสูงปรี๊ด ส่งกำไรเข้ากระเป๋าธุรกิจเดินเรือไปเต็มๆ</span></p>
<p><b>คำถามที่ 8 ภาคธุรกิจธนาคารพาณิชย์จะมีหน้าตาผลประกอบการอย่างไรภายใต้เงาของสงคราม</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;"><strong>คำตอบ :</strong> กลุ่มธนาคารจะไม่ได้รับบาดแผลโดยตรงจากบิลค่าพลังงานที่แพงขึ้น แต่จะถูกทดสอบผ่านช่องทางของคุณภาพสินทรัพย์ (Asset Quality) กล่าวคือ เมื่อค่าครองชีพปรับสูงขึ้นและเศรษฐกิจในภาพรวมเริ่มเดินเครื่องช้าลง ลูกหนี้บางส่วนย่อมเสี่ยงที่จะเผชิญปัญหาผิดนัดชำระหนี้ อย่างไรก็ตาม รายงานของ BLS Wealth ได้ให้มุมมองที่ทำให้อุ่นใจได้เปลาะหนึ่งว่า ระดับเงินกองทุนสำรอง (Capital Buffer) และระดับการตั้งสำรองหนี้ (Provisioning) ของธนาคารพาณิชย์ไทยในปัจจุบัน ยังคงมีความแข็งแกร่งและอยู่ในระดับที่สูงเพียงพอต่อการบริหารจัดการความเสี่ยงนี้ได้</span></p>
<p><b>คำถามที่ 9 คำว่า ธุรกิจที่ &#8220;ถูกลงโทษเกินจริง&#8221; จากไฟสงคราม มีความหมายในเชิงลึกอย่างไร?</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;"><strong>คำตอบ :</strong> คำนี้ใช้เพื่ออธิบายถึงบริษัทที่ราคาหุ้นบนกระดานถูกทุบจนร่วงลงไปลึกกว่าที่ระดับกำไรของกิจการควรจะสะท้อนออกมา สาเหตุเกิดจาก Sentiment ความกลัวที่ครอบงำตลาดในช่วงสงคราม ทำให้นักลงทุนเลือกที่จะสาดขายหุ้นทุกตัวทิ้งเพื่อถือเงินสด รายงาน BLS Wealth ได้หยิบยกกรณีศึกษาของหุ้น BH และ MINT ที่ระดับ Earnings Revision ยืนหยัดอย่างมั่นคงที่ -0.2% แต่ราคาหุ้นกลับดิ่งพสุธาลงไปแรงกว่ามาก ซึ่งเป็นภาพสะท้อนของ Valuation Discount เมื่อเทียบกับพื้นฐานหรือ Fundamentals ที่ยังแน่นปึ้ก</span></p>
<p><b>คำถามที่ 10 ในฝั่งของอุตสาหกรรมปิโตรเคมี การใช้วัตถุดิบ Naphtha-based กับ Gas-based มีความเสี่ยงแตกต่างกันแค่ไหน</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;"><strong>คำตอบ :</strong> โรงงานปิโตรเคมีกลุ่ม Naphtha-based จะใช้วัตถุดิบอย่างแนฟทา ซึ่งเป็นผลพลอยได้จากการกลั่นน้ำมันดิบ เมื่อปริมาณน้ำมันจากตะวันออกกลางเริ่มตึงตัว แนฟทาก็จะขาดตลาดและมีราคาสูงขึ้น กระแทกเข้ากับต้นทุนการผลิตโดยตรง ในทางกลับกัน กลุ่ม Gas-based จะใช้ก๊าซธรรมชาติที่ผลิตได้ภายในประเทศเป็นวัตถุดิบหลัก จึงมีความยืดหยุ่นในแง่ของ Feedstock มากกว่า หนำซ้ำบริษัทกลุ่ม Gas-based ยังอาจได้รับผลพลอยได้ (Windfall) จากการที่คู่แข่งฝั่ง Naphtha-based แบกต้นทุนไม่ไหวจนต้องยอมลดกำลังการผลิตลงอีกด้วย</span></p>
<p><b>คำถามที่ 11 อะไรคือเบื้องหลังที่ทำให้นิคมอุตสาหกรรมในไทยยังเดินหน้าต่อได้ท่ามกลางความผันผวนของโลก</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;"><strong>คำตอบ :</strong> </span>ย้อนกลับไปในช่วงเช้าวันที่ 4 มีนาคม 2026 ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้เผชิญกับเหตุการณ์ความผันผวนรุนแรงในระดับที่ไม่ได้เห็นมานานกว่าห้าปีเต็ม เมื่อดัชนี SET ปรับตัวร่วงลงอย่างหนักถึง 8.01% ในระหว่างชั่วโมงการซื้อขาย (12.18 น.)  สถานการณ์ดังกล่าวบีบคั้นให้ตลาดหลักทรัพย์ฯ ต้องงัดมาตรการ Circuit Breaker ออกมาใช้เพื่อหยุดการซื้อขายชั่วคราวเป็นเวลา 12 นาที (12.18-12.30 น.)  เพื่อให้นักลงทุนได้ตั้งสติและประเมินสถานการณ์ใหม่ซึ่งในท้ายที่สุด ดัชนีปิดตลาดในวันนั้นไปที่ระดับ 1,384.61 จุด ปรับตัวลดลงไป 81.90 จุด หรือคิดเป็น -5.58%</p>
<p><b>อ้างอิงจาก </b> <a href="https://research2.bualuang.co.th/article/N.1f.ItrowR9D5Ulo93pPbdi2npl93SMkiqpSIFqWKC9W2gj1t8Oj_jBV.kh5p4fG2wNYeX8RYt.Xm8nBOeMf.hKKB2uETrwZ.M6sbJMp21MggRV726V96Jv2phbeKfHv8FR8_Onc2Dh2CeZORUAcQ--" target="_blank" rel="noopener">Alpha PULSE Weekly Strategy</a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thesignals.net/thai-stocks-survival-energy-crisis-war/">เจาะลึกวิกฤตสงครามดันพลังงานพุ่ง หุ้นไทยกลุ่มไหนรอด กลุ่มไหนร่วง </a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thesignals.net">The Signals</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.thesignals.net/thai-stocks-survival-energy-crisis-war/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>สรุปภาพรวมตลาดหุ้นไทย ก.พ. 69 หุ้นไทยพุ่ง ทุนต่างชาติไหลเข้า ทำไมถึงน่าลงทุน?</title>
		<link>https://www.thesignals.net/%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b8%9b%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%a7%e0%b8%a1%e0%b8%95%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2-%e0%b8%81/</link>
					<comments>https://www.thesignals.net/%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b8%9b%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%a7%e0%b8%a1%e0%b8%95%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2-%e0%b8%81/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[deawbb3@gmail.com]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 10 Mar 2026 08:27:57 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Markets]]></category>
		<category><![CDATA[SET Index]]></category>
		<category><![CDATA[กองทุนต่างชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[ตลาดหุ้นไทย]]></category>
		<category><![CDATA[ลงทุนหุ้น]]></category>
		<category><![CDATA[สรุปภาวะตลาดหุ้น]]></category>
		<category><![CDATA[หุ้นไทย 2569]]></category>
		<category><![CDATA[แนวโน้มเศรษฐกิจไทย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.thesignals.net/wp/?p=917</guid>

					<description><![CDATA[<p>สรุปภาพรวมตลาดหุ้นไทย ก.พ. 69 หุ้นไทยพุ่ง ทุนต่างชาติไห [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thesignals.net/%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b8%9b%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%a7%e0%b8%a1%e0%b8%95%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2-%e0%b8%81/">สรุปภาพรวมตลาดหุ้นไทย ก.พ. 69 หุ้นไทยพุ่ง ทุนต่างชาติไหลเข้า ทำไมถึงน่าลงทุน?</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thesignals.net">The Signals</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h2><b>สรุปภาพรวมตลาดหุ้นไทย ก.พ. 69 หุ้นไทยพุ่ง ทุนต่างชาติไหลเข้า ทำไมถึงน่าลงทุน?</b></h2>
<p><img decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-919" src="https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/03/010.jpg" alt="สรุปภาพรวมตลาดหุ้นไทย ก.พ. 69 หุ้นไทยพุ่ง ทุนต่างชาติไหลเข้า ทำไมถึงน่าลงทุน?" width="1200" height="1500" title="สรุปภาพรวมตลาดหุ้นไทย ก.พ. 69 หุ้นไทยพุ่ง ทุนต่างชาติไหลเข้า ทำไมถึงน่าลงทุน?" srcset="https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/03/010.jpg 1200w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/03/010-240x300.jpg 240w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/03/010-819x1024.jpg 819w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/03/010-768x960.jpg 768w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/03/010-750x938.jpg 750w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/03/010-1140x1425.jpg 1140w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากเรามองย้อนกลับไปในช่วงต้นปีที่ผ่านมา ตลาดทุนไทยถือว่ามีความน่าสนใจและเต็มไปด้วยพลวัตที่นักลงทุนต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ที่ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ วันนี้ The Signals ขอเสนอภาพรวม ข้อมูลเชิงลึก และสถิติที่สำคัญของตลาดหุ้นไทยในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 แบบเจาะลึกทุกประเด็นครับ</span></p>
<h3><b>ดัชนีพุ่งรับความเชื่อมั่น ทะยานสู่ 1,528.26 จุด</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ภาพรวมของดัชนี SET Index ณ สิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2569 สามารถปิดยอดไปได้อย่างสวยงามที่ระดับ 1,528.26 จุด ซึ่งตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นถึงการเติบโตที่แข็งแกร่ง โดยปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 15.3% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า ยิ่งไปกว่านั้น หากนับตั้งแต่เริ่มต้นปี (Year-to-Date) ดัชนีมีการปรับตัวขึ้นมาแล้วถึง 21.3%</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ปัจจัยหลักที่เข้ามาเป็นแรงหนุนสำคัญ คือ กระแสเงินทุนไหลเข้า (Fund Flow) จากกลุ่มผู้ลงทุนต่างประเทศที่กลับมาเชื่อมั่นในตลาดทุนไทยอีกครั้ง หลังจากผลการเลือกตั้งภายในประเทศมีความชัดเจน ส่งผลดีต่อเสถียรภาพทางการเมือง ประกอบกับตัวเลขการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย (GDP) ในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปี 2568 ออกมาดีกว่าที่นักวิเคราะห์หลายสำนักได้คาดการณ์เอาไว้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยบวกจากฝั่งต่างประเทศที่ส่งผลดีต่อภาคการส่งออกของไทยโดยตรง นั่นคือ กรณีที่ศาลฎีกาสหรัฐฯ ได้มีคำวินิจฉัยเรื่องการใช้กฎหมาย International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) ว่าการใช้กฎหมายดังกล่าวเพื่อจัดเก็บภาษีนำเข้าในวงกว้างนั้น ถือเป็นการใช้อำนาจเกินขอบเขตของประธานาธิบดี</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผลจากคำวินิจฉัยนี้ ทำให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ต้องเปลี่ยนมาใช้อำนาจภายใต้มาตรา 122 แห่งพระราชบัญญัติการค้าปี 1974 (Trade Act of 1974) แทน โดยประกาศเรียกเก็บภาษีนำเข้าจากทั่วโลกในอัตรา 10% ก่อนที่จะมีการปรับขึ้นเป็น 15% ในเวลาต่อมา สิ่งที่น่าสนใจ คือ อัตราภาษีใหม่นี้ยังคงต่ำกว่าอัตราที่เคยตั้งเป้าจัดเก็บภายใต้กฎหมาย IEEPA เดิม จึงกลายเป็นผลเชิงบวกที่ช่วยลดแรงกดดันและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับภาคการส่งออกของประเทศไทยในตลาดโลก</span></p>
<h3><b>หุ้นกลุ่มไหนมาแรง? และการรับมือกับความผันผวน</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ทางด้าน</span><b>นายศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานกลยุทธ์องค์กรและการเงิน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย</b><span style="font-weight: 400;"> ได้ให้ข้อมูลเชิงลึกที่น่าสนใจว่า ดัชนีอุตสาหกรรมในทุกกลุ่มมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างถ้วนหน้าในเดือนกุมภาพันธ์ โดยมีหัวหอกสำคัญคือกลุ่มหุ้นขนาดใหญ่ที่อยู่ในคำนวณของ MSCI Thailand Index</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อเจาะลึกลงไปในกลุ่มอุตสาหกรรมที่สามารถทำผลงานได้ดีกว่าตลาด (Outperform SET Index) เมื่อเทียบกับช่วงสิ้นปี 2568 ได้แก่ </span><b>กลุ่มเทคโนโลยี</b><span style="font-weight: 400;"> และ </span><b>กลุ่มทรัพยากร</b><span style="font-weight: 400;"> ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางการลงทุนในระดับสากล</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ตาม การลงทุนย่อมมาพร้อมกับความท้าทาย ในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ สถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลางเริ่มมีแนวโน้มรุนแรงและคาดเดาได้ยากขึ้น ส่งผลให้นักลงทุนบางส่วนปรับพอร์ตเข้าสู่ภาวะ Risk-Off คือการเทขายสินทรัพย์เสี่ยงและโยกย้ายเงินทุนกลับเข้าสู่สินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven) แม้ว่าตลาดทุนไทยอาจเผชิญความผันผวนในระยะสั้นจากปัจจัยภายนอกเหล่านี้ แต่สถิติในอดีตได้พิสูจน์แล้วว่า SET Index มีความสามารถในการฟื้นตัว (Resilience) จากเหตุการณ์กระทบกระเทือนต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ที่สำคัญ ตลาดหลักทรัพย์ฯ เองก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ โดยมีการเตรียมมาตรการรองรับความผันผวนของตลาดไว้อย่างรัดกุม และพร้อมที่จะนำมาบังคับใช้ทันทีหากมีความจำเป็น เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ลงทุนมีเวลาในการพิจารณาข้อมูลและตัดสินใจลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด</span></p>
<h3><b>สถิติการซื้อขายและสัดส่วนนักลงทุน ต่างชาติยังคงเป็นผู้นำ</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เพื่อให้เห็นภาพรวมที่ชัดเจนยิ่งขึ้น ลองมาดูตัวเลขมูลค่าการซื้อขายกันครับ ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยรายวันรวมของทั้ง SET และตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ (mai) อยู่ที่ 72,999 ล้านบาท ซึ่งถือว่าเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดถึง 40.3% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า ผลลัพธ์นี้ทำให้ภาพรวมในช่วง 2 เดือนแรกของปี 2569 มีมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยรายวันรวมอยู่ที่ 59,748 ล้านบาท ปรับตัวเพิ่มขึ้น 32.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในแง่ของเม็ดเงินลงทุน </span><b>นักลงทุนต่างประเทศ</b><span style="font-weight: 400;"> คือ ฟันเฟืองสำคัญ โดยในเดือนกุมภาพันธ์เพียงเดือนเดียว มียอดซื้อสุทธิสูงถึง 54,560 ล้านบาท นับเป็นการซื้อสุทธิที่ต่อเนื่องยาวนานมาตั้งแต่เดือนธันวาคม 2568 และหากรวมยอดตั้งแต่ต้นปีจนถึงสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2569 นักลงทุนกลุ่มนี้มียอดซื้อสุทธิรวมแล้วถึง 58,905 ล้านบาท</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทางด้านสัดส่วนมูลค่าการซื้อขายแยกตามกลุ่มนักลงทุน มีรายละเอียด ดังนี้</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>ผู้ลงทุนต่างประเทศ </b><span style="font-weight: 400;">ครองสัดส่วนสูงสุดที่ 51.74% ของมูลค่าการซื้อขายรวม</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>ผู้ลงทุนรายย่อยในประเทศ</b><span style="font-weight: 400;"> มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 32.79%</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>ผู้ลงทุนสถาบันในประเทศ</b><span style="font-weight: 400;"> มีสัดส่วนอยู่ที่ 8.79%</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>บริษัทหลักทรัพย์</b><span style="font-weight: 400;"> มีสัดส่วนอยู่ที่ 6.68%</span></li>
</ul>
<h3><b>ความน่าสนใจด้านมูลค่า (Valuation) และเงินปันผล</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ปัจจัยที่ดึงดูดใจนักลงทุนไม่แพ้กัน คือ เรื่องของมูลค่าหุ้นและผลตอบแทน ณ สิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ค่า Forward P/E ของตลาดหลักทรัพย์ฯ อยู่ที่ระดับ 16.0 เท่า (ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ในภูมิภาคเอเชียที่อยู่ในระดับ 15.1 เท่าเล็กน้อย) ในขณะที่ค่า Historical P/E อยู่ที่ระดับ 17.1 เท่า ซึ่งตัวเลขนี้ยังถือว่าต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ในเอเชียที่ระดับ 18.6 เท่า สะท้อนให้เห็นว่าหุ้นไทยหลายตัวยังคงมีราคาที่น่าเข้าสะสม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จุดเด่นที่สุดคงหนีไม่พ้น </span><b>อัตราเงินปันผลตอบแทน (Dividend Yield)</b><span style="font-weight: 400;"> ซึ่งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ณ สิ้นกุมภาพันธ์ 2569 ให้ผลตอบแทนอยู่ที่ระดับ 3.68% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ในเอเชีย 2.67% อย่างเห็นได้ชัด จึงกลายเป็นแม่เหล็กดึงดูดนักลงทุนระยะยาวที่ต้องการกระแสเงินสดที่สม่ำเสมอ</span></p>
<h3><b>ตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (TFEX) คึกคักรับเทรนด์ตลาด</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ไม่เพียงแค่ตลาดหุ้นเท่านั้นที่มีความคึกคัก ภาวะตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (TFEX) ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ก็เติบโตไปในทิศทางเดียวกัน โดยมีปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันสูงถึง 668,476 สัญญา ปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 47.1% จากเดือนก่อนหน้า แรงขับเคลื่อนหลักมาจากการเติบโตของกลุ่ม SET50 Index Futures และ Single Stock Futures</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ส่งผลให้ภาพรวมในช่วง 2 เดือนแรกของปี 2569 ปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยรายวันรวมของ TFEX ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 561,465 สัญญา ซึ่งเพิ่มขึ้น 34.9% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โดยสรุปแล้ว ภาวะตลาดทุนไทยในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 แสดงให้เห็นถึงพื้นฐานที่แข็งแกร่งและความน่าเชื่อถือในสายตาของนักลงทุนทั่วโลก แม้จะมีปัจจัยท้าทายจากภายนอกประเทศ แต่ด้วยผลประกอบการที่ดี เสถียรภาพทางการเมืองที่ชัดเจน และผลตอบแทนจากเงินปันผลที่จูงใจ ทำให้ SET Index ยังคงเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางการลงทุนที่น่าจับตามองในภูมิภาคนี้</span></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thesignals.net/%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b8%9b%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%a7%e0%b8%a1%e0%b8%95%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2-%e0%b8%81/">สรุปภาพรวมตลาดหุ้นไทย ก.พ. 69 หุ้นไทยพุ่ง ทุนต่างชาติไหลเข้า ทำไมถึงน่าลงทุน?</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thesignals.net">The Signals</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.thesignals.net/%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b8%9b%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%a7%e0%b8%a1%e0%b8%95%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2-%e0%b8%81/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Circuit Breaker คือ อะไร ทำไมถึงเรียกว่า กลไกห้ามเลือดตลาดหุ้น ในวันที่โลกกำลังวุ่นวาย  </title>
		<link>https://www.thesignals.net/circuit-breaker-%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%ad-%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b9%84%e0%b8%a3-%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b8%96%e0%b8%b6%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%a7/</link>
					<comments>https://www.thesignals.net/circuit-breaker-%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%ad-%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b9%84%e0%b8%a3-%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b8%96%e0%b8%b6%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%a7/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[deawbb3@gmail.com]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 04 Mar 2026 10:58:23 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Politics & Policy]]></category>
		<category><![CDATA[Circuit Breaker]]></category>
		<category><![CDATA[SET Index]]></category>
		<category><![CDATA[ตลาดหุ้นไทย]]></category>
		<category><![CDATA[วิกฤตเศรษฐกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[หุ้นดิ่งแรง]]></category>
		<category><![CDATA[หุ้นต่างประเทศ]]></category>
		<category><![CDATA[โอกาสการลงทุน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.thesignals.net/wp/?p=794</guid>

					<description><![CDATA[<p>ในวันที่ตลาดหุ้นแดงเดือดทั่วกระดาน ดัชนีร่วงลงอย่างหนัก [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thesignals.net/circuit-breaker-%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%ad-%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b9%84%e0%b8%a3-%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b8%96%e0%b8%b6%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%a7/">Circuit Breaker คือ อะไร ทำไมถึงเรียกว่า กลไกห้ามเลือดตลาดหุ้น ในวันที่โลกกำลังวุ่นวาย  </a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thesignals.net">The Signals</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">ในวันที่ตลาดหุ้นแดงเดือดทั่วกระดาน ดัชนีร่วงลงอย่างหนักจนสร้างความตื่นตระหนกให้กับผู้คนในตลาด สิ่งที่หยุดความโกลาหลนี้ได้ไม่ใช่ปาฏิหาริย์ แต่คือกลไกของตลาดหลักทรัพย์ที่เรียกว่า &#8220;Circuit Breaker&#8221; คำถามที่น่าสนใจ คือ เมื่อระฆังพักรบดังขึ้น ท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจหรือความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ เหตุการณ์นี้คือจุดจบของรอบการลงทุน หรือแท้จริงแล้วคือจุดเริ่มต้นของโอกาสครั้งใหม่ที่เราอาจมองข้ามไป</span></p>
<h2><b>Circuit Breaker คือ อะไร ทำไมถึงเรียกว่า กลไกห้ามเลือดตลาดหุ้น ในวันที่โลกกำลังวุ่นวาย  </b></h2>
<p><img decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-789" src="https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/03/5185415881_2_11zon.webp" alt="Circuit Breaker คือ อะไร ทำไมถึงเรียกว่า กลไกห้ามเลือดตลาดหุ้น ในวันที่โลกกำลังวุ่นวาย  " width="1200" height="1500" title="Circuit Breaker คือ อะไร ทำไมถึงเรียกว่า กลไกห้ามเลือดตลาดหุ้น ในวันที่โลกกำลังวุ่นวาย  " srcset="https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/03/5185415881_2_11zon.webp 1200w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/03/5185415881_2_11zon-240x300.webp 240w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/03/5185415881_2_11zon-819x1024.webp 819w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/03/5185415881_2_11zon-768x960.webp 768w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/03/5185415881_2_11zon-750x938.webp 750w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/03/5185415881_2_11zon-1140x1425.webp 1140w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></p>
<p><b>Circuit Breaker คือ</b><span style="font-weight: 400;"> มาตรการของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ในการหยุดพักการซื้อขายหลักทรัพย์ชั่วคราว เมื่อดัชนีหุ้น (SET Index) ปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงตามเกณฑ์ที่กำหนด โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อให้นักลงทุนมีเวลาติดตามข้อมูลข่าวสาร ตรวจสอบข้อเท็จจริง และลดภาวะตื่นตระหนกเทขาย (Panic Sell)</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากเปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดเจน Circuit Breaker ในตลาดหุ้นมีหลักการทำงานคล้ายคลึงกับเบรกเกอร์ไฟฟ้าในบ้านของเรา เมื่อใดก็ตามที่มีกระแสไฟฟ้าลัดวงจรหรือใช้งานเกินพิกัด เบรกเกอร์จะทำการตัดไฟทันทีเพื่อป้องกันไฟไหม้บ้าน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในโลกของการลงทุนก็เช่นเดียวกัน เมื่อตลาดหุ้นเผชิญกับปัจจัยลบที่ถาโถม ไม่ว่าจะเป็นโรคระบาดระดับโลก ข่าวร้ายทางเศรษฐกิจ หรือเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ความหวาดกลัวจะผลักดันให้นักลงทุนเทขายหุ้นออกมาพร้อมๆ กันจนราคาดิ่งลงเหว ดังนั้น กลไก Circuit Breaker จึงถูกออกแบบมาเพื่อ &#8220;สับสวิตช์&#8221; หยุดการซื้อขายชั่วคราว ดึงสติทุกคนกลับมา และเปิดโอกาสให้ข้อมูลที่แท้จริงได้ตกผลึกเสียก่อน</span></p>
<h2><b>ทำไม Circuit Breaker ถึงสำคัญในโลกการลงทุนปัจจุบัน?</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารเดินทางด้วยความเร็วแสงผ่านสมาร์ทโฟน ความผันผวนสามารถเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วและรุนแรงกว่าในอดีตมาก ยิ่งไปกว่านั้น ตลาดการเงินทั่วโลกมีความเชื่อมโยงกันอย่างแยกไม่ออก ตัวอย่างเช่น หากเกิดการเทขายอย่างหนักในกลุ่ม หุ้นเทคโนโลยี หรือบริษัทผู้ผลิต GPU และ semiconductor ระดับโลกในฝั่งสหรัฐอเมริกา แรงสั่นสะเทือนนั้นย่อมส่งผลกระทบถึงตลาดหุ้นเอเชียและตลาดหุ้นไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ด้วยเหตุนี้ นักลงทุนที่ลงทุนหุ้นต่างประเทศ หรือแม้แต่นักลงทุนในประเทศเอง ต่างต้องเผชิญกับความอ่อนไหวของตลาดที่เพิ่มสูงขึ้น การมีมาตรการหยุดพักการซื้อขายที่มีประสิทธิภาพจึงเป็นเสมือนเกราะป้องกันชั้นดี ที่ช่วยรักษาเสถียรภาพของระบบตลาดทุนในภาพรวม ไม่ให้พังทลายลงจากการตัดสินใจด้วยอารมณ์เพียงชั่ววูบ</span></p>
<h2><b>กลไกการทำงานของ Circuit Breaker ในตลาดหุ้นไทย</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ย้อนกลับไปในช่วงต้นปี 2563 ซึ่งเป็นช่วงที่ตลาดต้องรับมือกับความผันผวนอย่างหนัก ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้ประกาศปรับปรุงหลักเกณฑ์ Circuit Breaker จากเดิมที่มี 2 ระดับ (ที่ใช้เกณฑ์ดัชนีลดลง 10% หยุด 30 นาที / 20% หยุด 60 นาที) มาเป็นหลักเกณฑ์ใหม่ 3 ระดับ (8% / 15% / 20%) ที่มีความยืดหยุ่นและละเอียดมากขึ้น โดยเริ่มใช้มาตรการแบบชั่วคราวตั้งแต่วันที่ 18 มีนาคม 2563 และประกาศใช้เป็นหลักเกณฑ์ถาวรตั้งแต่วันที่ 15 เมษายน 2563 เป็นต้นมา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในช่วงแรก มาตรการใหม่ถูกนำมาใช้ในลักษณะชั่วคราวเพื่อรับมือกับความผันผวนจากโควิด-19 ก่อนจะถูกปรับให้เป็นเกณฑ์ถาวรของตลาดหลักทรัพย์ในเวลาต่อมา</span></p>
<p><b>กลไกการทำงานในปัจจุบันถูกแบ่งออกเป็น 3 ระดับ ดังต่อไปนี้</b></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ระดับที่ 1 (Trigger Point 8%) &#8211; กลไกนี้จะทำงานเมื่อดัชนี SET Index ปรับตัวลดลงถึง 8% ของดัชนีปิดในวันทำการก่อนหน้า ผลลัพธ์คือ ตลาดหลักทรัพย์จะสั่งพักการซื้อขายหลักทรัพย์ทั้งหมดเป็นเวลา 30 นาที</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ระดับที่ 2 (Trigger Point 15%) &#8211; หากเปิดตลาดมาแล้วแรงเทขายยังไม่หยุด และดัชนี SET Index ลดลงลึกไปถึง 15% ของดัชนีปิดวันทำการก่อนหน้า ผลลัพธ์คือ ตลาดหลักทรัพย์จะสั่งพักการซื้อขายหลักทรัพย์ทั้งหมดเป็นเวลา 30 นาที อีกครั้ง</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ระดับที่ 3 (Trigger Point 20%) &#8211; นี่คือ ระดับสูงสุดของมาตรการ หากดัชนี SET Index ทรุดตัวลงไปถึง 20% ของดัชนีปิดวันทำการก่อนหน้า ผลลัพธ์คือ ตลาดหลักทรัพย์จะสั่งพักการซื้อขายหลักทรัพย์ทั้งหมดเป็นเวลา 1 ชั่วโมงเต็ม</span></li>
</ul>
<h3><b>เงื่อนไขสำคัญที่ต้องรู้เกี่ยวกับการพักการซื้อขาย</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากระดับเปอร์เซ็นต์ที่ต้องจดจำแล้ว ยังมีเงื่อนไขเชิงเทคนิคที่สำคัญซึ่งเป็นข้อควรรู้ ดังนี้</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ภายหลังจากตลาดใช้มาตรการในระดับที่ 3 ไปแล้ว ตลาดจะเปิดให้ซื้อขายต่อไปตามปกติจนถึงเวลาปิดทำการ (16.30 น.) โดยจะไม่มีการหยุดพักการซื้อขายด้วยกลไกนี้อีก ไม่ว่าดัชนีจะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางใดก็ตาม</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ในกรณีที่ระยะเวลาในรอบการซื้อขายนั้นเหลือไม่ถึง 30 นาที หรือ 1 ชั่วโมง ตลาดจะทำการหยุดพักการซื้อขายเพียงระยะเวลาที่เหลือในรอบนั้นๆ และจะกลับมาเปิดให้ซื้อขายตามปกติในรอบถัดไปทันที</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">มาตรการนี้จะทำงานเฉพาะในตลาด &#8220;ขาลง&#8221; เท่านั้น เนื่องจากตลาดขาขึ้นสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุน ซึ่งไม่ได้ส่งผลกระทบเชิงลบต่อระบบตลาดทุนโดยรวม</span></li>
</ul>
<h3><b>ตารางเปรียบเทียบ 7 ครั้งประวัติศาสตร์ ‘Circuit Breaker’ ตลาดหุ้นไทย</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">นับตั้งแต่มีการก่อตั้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มาตรการหยุดพักการซื้อขายนี้เคยถูกนำมาใช้จริงแล้วทั้งสิ้น 7 ครั้ง นับตั้งแต่ก่อตั้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยครั้งล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2569 จากแรงเทขายรุนแรงที่ทำให้ดัชนี SET ลดลงเกิน 8% จนต้องใช้ Circuit Breaker ระดับที่ 1 อีกครั้ ซึ่งแต่ละครั้งล้วนเกิดจากวิกฤตการณ์ระดับชาติหรือระดับโลกที่เป็นบทเรียนครั้งสำคัญ</span></p>
<table>
<tbody>
<tr>
<td><span style="font-weight: 400;">วันที่เกิดเหตุการณ์</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">สาเหตุหลักของวิกฤต</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">ประเภทปัจจัย (ใน/นอกประเทศ)</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">ระดับ Circuit Breaker ที่ใช้</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">ผลกระทบต่อ SET Index (โดยประมาณ)</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">หมายเหตุสำคัญ</span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="font-weight: 400;">19 ธ.ค. 2549</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">มาตรการกันสำรองเงินทุน 30% ของ ธปท. เพื่อชะลอเงินทุนไหลเข้า</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">ในประเทศ (นโยบายการเงิน)</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">กฎเก่า (10%)</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">ดัชนีเคยดิ่งระหว่างวันลึกสุดราว 19.5% แต่ปิดตลาดลดลงราว 14.8%</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">ครั้งแรกที่ใช้ Circuit Breaker ในไทย</span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="font-weight: 400;">10 ต.ค. 2551</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">วิกฤตซับไพรม–การล้มละลายสถาบันการเงินสหรัฐ</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">ต่างประเทศ (วิกฤตการเงินโลก)</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">กฎเก่า (10%)</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">ดัชนีลดลงประมาณ 10%</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">ผลกระทบต่อเนื่องจากวิกฤตการเงินโลก</span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="font-weight: 400;">27 ต.ค. 2551</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">วิกฤตซับไพรมลุกลามต่อเนื่อง ความกังวลเศรษฐกิจถดถอย</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">ต่างประเทศ</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">กฎเก่า (10%)</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">ดัชนีลดลงกว่า 10%</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">ใช้มาตรการซ้ำในระยะเวลาใกล้เคียงกัน</span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="font-weight: 400;">12 มี.ค. 2563</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">โควิด-19 ระบาดทั่วโลก + สงครามราคาน้ำมันซาอุฯ–รัสเซีย</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">ต่างประเทศ (โรคระบาด + น้ำมัน)</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">กฎเก่า (10%)</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">ดัชนีลดลงประมาณ 10%</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">เป็นหนึ่งในวันที่ตลาดผันผวนหนักที่สุดจากโควิด</span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="font-weight: 400;">13 มี.ค. 2563</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">ความตื่นตระหนกต่อเนื่องจากวันก่อนหน้า</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">ต่างประเทศ (ต่อเนื่องโควิด-19)</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">กฎเก่า (10%)</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">ดัชนีลดลงราว 10%</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">ตลาดใช้ Circuit Breaker สองวันติดกัน</span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="font-weight: 400;">23 มี.ค. 2563</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">ความกังวลโควิด-19 รุนแรงขึ้น ใช้เกณฑ์ใหม่ 8% เป็นครั้งแรก</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">ต่างประเทศ (โรคระบาด)</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">เกณฑ์ใหม่ ระดับที่ 1 (8%)</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">ดัชนีลดลงกว่า 8% หรือมากกว่า 90 จุด</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">ครั้งแรกที่ใช้เกณฑ์ 3 ระดับ (8/15/20%)</span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="font-weight: 400;">4 มี.ค. 2569</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">ความตึงเครียดในตะวันออกกลางลุกลาม (สงคราม/ความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์)</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">ต่างประเทศ (ภูมิรัฐศาสตร์)</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">เกณฑ์ใหม่ ระดับที่ 1 (8%)</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">ดัชนีดิ่งราว 8% ในช่วงเช้า จนต้องพักการซื้อขาย 30 นาที</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">ครั้งที่ 7 ในประวัติศาสตร์ตลาดหุ้นไทยภายใต้เกณฑ์ใหม่</span></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h3><b>โอกาสที่น่าสนใจเมื่อเกิดเหตุการณ์ดัชนีดิ่งแรง</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ในวิกฤตมักมีโอกาสซ่อนอยู่เสมอ เมื่อมาตรการ Circuit Breaker ถูกงัดออกมาใช้ นั่นหมายความว่าตลาดกำลังอยู่ในสภาวะที่อารมณ์อยู่เหนือเหตุผล ส่งผลให้หุ้นพื้นฐานดีหลายตัวถูกเทขายออกมาในราคาที่ต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง (Undervalued)</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ช่วงเวลาที่ตลาด &#8220;หยุดนิ่ง&#8221; 30 นาที หรือ 1 ชั่วโมงนี้ จึงเป็นช่วงเวลาทองที่เราจะได้กลับมาทบทวนพอร์ตโฟลิโอ ตรวจสอบงบการเงิน และประเมินพื้นฐานกิจการของบริษัทที่เราสนใจ หากปัจจัยพื้นฐานของบริษัทยังคงแข็งแกร่ง และวิกฤตที่เกิดขึ้นเป็นเพียงผลกระทบระยะสั้น การเข้าซื้อหุ้นในจังหวะนี้อาจสร้างผลตอบแทนที่คุ้มค่าในระยะยาว การมีคอมมูนิตี้ที่ดีหรือการอยู่ในสังคมแห่งการลงทุนที่คอยแลกเปลี่ยนข้อมูลเชิงลึก จะช่วยให้เรามองเห็นโอกาสที่ซ่อนอยู่ในช่วงเวลาแห่งความตื่นตระหนกได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้น</span></p>
<p><b>มีโอกาสก็ต้องมีความเสี่ยงเช่นกัน</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้ราคาหุ้นจะปรับตัวลงมาถูกมาก แต่การรีบกระโจนเข้าซื้อทันทีที่ตลาดเปิดทำการอีกครั้งก็มีความเสี่ยงสูงเช่นกัน สิ่งที่ต้องระวังคือปรากฏการณ์ &#8220;รับมีดที่กำลังตก&#8221; ซึ่งหมายถึงการเข้าไปซื้อหุ้นที่คิดว่าราคาต่ำสุดแล้ว แต่ราคากลับไหลลงลึกไปได้อีก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากนี้ วิกฤตบางอย่างอาจส่งผลกระทบต่อโครงสร้างของธุรกิจในระยะยาว ไม่ใช่เพียงแค่ความตื่นตระหนกชั่วคราว การแยกให้ออกระหว่าง &#8220;หุ้นราคาถูกเพราะคนตกใจ&#8221; กับ &#8220;หุ้นราคาถูกเพราะพื้นฐานเปลี่ยนไปแล้ว&#8221; จึงเป็นทักษะที่สำคัญที่สุดในการเอาตัวรอดจากตลาดที่ผันผวน</span></p>
<h3><b>บทสรุป</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">หัวใจสำคัญของ Circuit Breaker ไม่ใช่การพยายามขัดขวางกลไกเสรีของตลาดเงิน แต่คือการทำหน้าที่เป็น &#8220;ตัวหน่วงเวลา&#8221; ในยามที่อารมณ์ของมวลชนอยู่เหนือเหตุผล การปรับเกณฑ์ให้เริ่มกระตุกเบรกตั้งแต่ดัชนีลดลง 8% ช่วยให้นักลงทุนมีโอกาสรับรู้ข้อมูลได้เร็วขึ้นและลดความเสียหายในวงกว้าง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ความผันผวนเป็นเรื่องธรรมชาติของการลงทุน สิ่งสำคัญที่สุดคือการเตรียมความพร้อมทั้งด้านความรู้และสภาพจิตใจ การเข้าใจกลไกเหล่านี้อย่างถ่องแท้ จะช่วยให้เราสามารถบริหารจัดการพอร์ตการลงทุนได้อย่างเป็นระบบ ไม่ว่าตลาดจะเผชิญกับพายุลูกใหญ่แค่ไหน เราก็จะสามารถใช้ช่วงเวลาที่ตลาดหยุดพัก เป็นจังหวะในการมองหาโอกาสเพื่อก้าวต่อไปได้อย่างมั่นคง</span></p>
<p><strong>คำถามที่พบบ่อย (FAQ)</strong></p>
<ul>
<li><b>Q: Circuit Breaker คืออะไร?</b><span style="font-weight: 400;"> A: กลไกของตลาดหลักทรัพย์ในการหยุดพักการซื้อขายหุ้นชั่วคราว เมื่อดัชนีตลาดปรับตัวลดลงอย่างรุนแรง เพื่อให้นักลงทุนมีเวลาตรวจสอบข้อมูลและลดภาวะตื่นตระหนกเทขาย</span></li>
<li><b>Q: Circuit Breaker ตลาดหุ้นไทยมีกี่ระดับ?</b><span style="font-weight: 400;"> A: ปัจจุบันมี 3 ระดับ คือ ระดับที่ 1 (ดัชนีลดลง 8%), ระดับที่ 2 (ดัชนีลดลง 15%) และระดับที่ 3 (ดัชนีลดลง 20%)</span></li>
<li><b>Q: เมื่อเกิด Circuit Breaker นักลงทุนควรทำอย่างไร?</b><span style="font-weight: 400;"> A: ควรใช้เวลาช่วงที่ตลาดหยุดพักเพื่อตั้งสติ ตรวจสอบพอร์ตการลงทุน และประเมินปัจจัยพื้นฐานของหุ้นที่ถืออยู่ หลีกเลี่ยงการตัดสินใจซื้อขายตามอารมณ์หรือกระแสความตระหนกของคนหมู่มาก</span></li>
<li><b>Q: กลไกนี้มีผลกับตลาดช่วงขาขึ้นหรือไม่?</b><span style="font-weight: 400;"> A: ไม่มีผล มาตรการนี้ถูกออกแบบมาเพื่อใช้ควบคุมความผันผวนในทิศทางขาลงเท่านั้น เนื่องจากขาขึ้นสะท้อนถึงความเชื่อมั่น ซึ่งไม่เป็นอันตรายต่อระบบโดยรวม</span></li>
<li><b>Q: การหยุดพักการซื้อขายนานแค่ไหน?</b><span style="font-weight: 400;"> A: ระดับที่ 1 และ 2 จะหยุดพักเป็นเวลา 30 นาที ส่วนระดับที่ 3 จะหยุดพักนาน 1 ชั่วโมง ก่อนจะเปิดให้กลับมาซื้อขายตามปกติ</span></li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 400;">อ้างอิงจาก </span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://www.set.or.th/th/market/information/trading-procedure/circuit-breaker" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://www.set.or.th/th/market/information/trading-procedure/circuit-breaker</span></a><span style="font-weight: 400;">​</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://media.set.or.th/set/Documents/2021/Dec/20200325_Consultation_Market_disruption_and_Circuit_breaker.pdf" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://media.set.or.th/set/Documents/2021/Dec/20200325_Consultation_Market_disruption_and_Circuit_breaker.pdf</span></a><span style="font-weight: 400;">​</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://www.bualuang.co.th/article/47301" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://www.bualuang.co.th/article/47301</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://www.efinancethai.com/LastestNews/LatestNewsMain.aspx?id=QmlUQkZxd1NyYWc9" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://www.efinancethai.com/LastestNews/LatestNewsMain.aspx?id=QmlUQkZxd1NyYWc9</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://www.setinvestnow.com/th/glossary/circuit-breaker" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://www.setinvestnow.com/th/glossary/circuit-breaker</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://www.bangkokbiznews.com/finance/stock/1223729" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://www.bangkokbiznews.com/finance/stock/1223729</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://today.line.me/th/v3/article/0MVK5Yz" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://today.line.me/th/v3/article/0MVK5Yz</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://today.line.me/th/v3/article/eL8jxaZ" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://today.line.me/th/v3/article/eL8jxaZ</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://www.prachachat.net/finance/news-1973531" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://www.prachachat.net/finance/news-1973531</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://hoonsmart.com/archives/17852" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://hoonsmart.com/archives/17852</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://money.kapook.com/view222070.html" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://money.kapook.com/view222070.htm</span></a></li>
</ul>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thesignals.net/circuit-breaker-%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%ad-%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b9%84%e0%b8%a3-%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b8%96%e0%b8%b6%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%a7/">Circuit Breaker คือ อะไร ทำไมถึงเรียกว่า กลไกห้ามเลือดตลาดหุ้น ในวันที่โลกกำลังวุ่นวาย  </a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thesignals.net">The Signals</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.thesignals.net/circuit-breaker-%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%ad-%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b9%84%e0%b8%a3-%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b8%96%e0%b8%b6%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%a7/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>อะไรทำให้ SET Index ดิ่งช็อก ลดลงกว่า 100 จุด จนต้องหยุดพักการซื้อขาย</title>
		<link>https://www.thesignals.net/%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89-set-index-%e0%b8%94%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%8a%e0%b9%87%e0%b8%ad%e0%b8%81-%e0%b8%a5%e0%b8%94%e0%b8%a5/</link>
					<comments>https://www.thesignals.net/%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89-set-index-%e0%b8%94%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%8a%e0%b9%87%e0%b8%ad%e0%b8%81-%e0%b8%a5%e0%b8%94%e0%b8%a5/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[deawbb3@gmail.com]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 04 Mar 2026 10:48:07 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Markets]]></category>
		<category><![CDATA[SET Index]]></category>
		<category><![CDATA[ตลาดหุ้นไทย]]></category>
		<category><![CDATA[วิกฤตตะวันออกกลาง]]></category>
		<category><![CDATA[วิเคราะห์หุ้นไทย]]></category>
		<category><![CDATA[หุ้นไทยร่วงหนัก]]></category>
		<category><![CDATA[เซอร์กิตเบรกเกอร์]]></category>
		<category><![CDATA[โอกาสการลงทุน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.thesignals.net/wp/?p=784</guid>

					<description><![CDATA[<p>ในช่วงเช้าของวันที่ 4 มีนาคม 2569 ตลาดหุ้นไทยเผชิญกับคว [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thesignals.net/%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89-set-index-%e0%b8%94%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%8a%e0%b9%87%e0%b8%ad%e0%b8%81-%e0%b8%a5%e0%b8%94%e0%b8%a5/">อะไรทำให้ SET Index ดิ่งช็อก ลดลงกว่า 100 จุด จนต้องหยุดพักการซื้อขาย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thesignals.net">The Signals</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">ในช่วงเช้าของวันที่ 4 มีนาคม 2569 ตลาดหุ้นไทยเผชิญกับความผันผวนครั้งสำคัญ โดยดัชนี SET ได้ปรับตัวลดลงต่ำกว่าระดับ 1,400 จุด ซึ่งลดลงกว่า 102.37 จุด หรือคิดเป็น &#8211; 6.98% เหตุการณ์นี้นับเป็นการย่อตัวที่ค่อนข้างมีนัยสำคัญที่สุดในรอบหลายปี โดยในช่วงภาคเช้า ดัชนีร่วงลงแตะ &#8211; 8.01% ลดลง 117.52 จุด จนตลาดหลักทรัพย์ฯ ประกาศใช้ Circuit Breaker ขั้นแรก หยุดการซื้อขายเป็นเวลา 30 นาที (12:18 &#8211; 12:48 น.) ก่อนเปิดซื้อขายต่อในภาคบ่าย อย่างไรก็ตาม ก่อนที่เราจะวางแผนการลงทุนในระยะถัดไป การทำความเข้าใจถึงบริบทและสาเหตุที่แท้จริงของสถานการณ์นี้เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง</span></p>
<h2><b>อะไรทำให้ SET Index ดิ่งช็อก ลดลงกว่า 100 จุด จนต้องหยุดพักการซื้อขาย</b></h2>
<p><img decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-788" src="https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/03/65654654_3_11zon.webp" alt="อะไรทำให้ SET Index ดิ่งช็อก ลดลงกว่า 100 จุด จนต้องหยุดพักการซื้อขาย" width="1200" height="1500" title="อะไรทำให้ SET Index ดิ่งช็อก ลดลงกว่า 100 จุด จนต้องหยุดพักการซื้อขาย" srcset="https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/03/65654654_3_11zon.webp 1200w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/03/65654654_3_11zon-240x300.webp 240w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/03/65654654_3_11zon-819x1024.webp 819w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/03/65654654_3_11zon-768x960.webp 768w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/03/65654654_3_11zon-750x938.webp 750w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/03/65654654_3_11zon-1140x1425.webp 1140w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากเรามองย้อนกลับไปในช่วงปลายเดือนธันวาคม 2568 จนถึงกลางเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ดัชนี SET มีการปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องกว่า 300 จุด ภายในระยะเวลาเพียง 7 สัปดาห์ ปัจจัยหลักเกิดจากกระแสเงินทุนสะพัด (Fund Flow) ของนักลงทุนต่างชาติที่กระจายความเสี่ยงจากกลุ่มเทคโนโลยี AI ในตลาดสหรัฐอเมริกา เข้าสู่ตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market) อย่างประเทศไทย ส่งผลให้ดัชนีขึ้นไปทดสอบระดับสูงสุดบริเวณ 1,540 ถึง 1,550 จุด แต่ทว่า สถานการณ์ได้เปลี่ยนแปลงไปจากปัจจัยภายนอกหลายประการ</span></p>
<h2><b>3 ปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อการปรับตัวลงของ SET Index ในปี 2569</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">การที่ตลาดมีการย่อตัวลงอย่างรวดเร็วนั้น ไม่ได้เกิดจากปัจจัยพื้นฐานภายในประเทศเพียงอย่างเดียว </span><b>แต่</b><span style="font-weight: 400;">เป็นผลกระทบเชิงระบบจากปัจจัยระดับโลก ดังนี้</span></p>
<ol>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง &#8211;</b><span style="font-weight: 400;">ในช่วงต้นเดือนมีนาคม 2569 ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐอเมริกา อิสราเอล และอิหร่าน ได้เพิ่มสูงขึ้น ความกังวลเกี่ยวกับความยืดเยื้อของสถานการณ์ และความเสี่ยงที่ช่องแคบฮอร์มุซอาจได้รับผลกระทบ ทำให้นักลงทุนทั่วโลกปรับพอร์ตเพื่อลดความเสี่ยงพร้อมกัน</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>การปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมันดิบ &#8211;</b><span style="font-weight: 400;"> จากความกังวลในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ WTI ปรับตัวสูงขึ้นกว่า 7% ภายในวันเดียว </span><b>นอกจากนี้</b><span style="font-weight: 400;"> การเพิ่มขึ้นของต้นทุนพลังงานยังเป็นสัญญาณที่อาจส่งผลให้ตัวเลขเงินเฟ้อกลับมาสูงขึ้น ซึ่งย่อมส่งผลกระทบต่อต้นทุนในห่วงโซ่อุปทานและอัตรากำไรของบริษัทจดทะเบียน</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>แรงขายลดความเสี่ยงที่ต่อเนื่อง &#8211;</b><span style="font-weight: 400;"> ข้อมูลสถิติชี้ให้เห็นว่า ในวันที่ 1 มีนาคม ดัชนีปรับลดลง 29 จุด หลุดระดับ 1,500 จุด ต่อมาในวันที่ 2 มีนาคม ดัชนีปรับลดลงอีก 61.75 จุด ปิดที่ 1,466.51 จุด (-4.04%) และในวันที่ 4 มีนาคม ดัชนีปรับตัวลง 102.37 จุด (-6.98%) มาอยู่ที่ 1,364.14 จุด ซึ่งลักษณะดังกล่าวสะท้อนถึงการตอบสนองต่อความไม่แน่นอนของนักลงทุนในตลาด</span></li>
</ol>
<h2><b>ข้อมูลเชิงสถิติของตลาดหุ้นไทย (ณ วันพฤหัสบดีที่ 4 มีนาคม 2569)</b></h2>
<table>
<tbody>
<tr>
<td><span style="font-weight: 400;">ข้อมูล</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">ตัวเลข</span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="font-weight: 400;">ราคาปิด (ล่าสุด)</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">1,364.14 จุด</span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="font-weight: 400;">ราคาเปิด</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">1,395.89 จุด</span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="font-weight: 400;">จุดสูงสุดในวัน</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">1,404.73 จุด</span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="font-weight: 400;">จุดต่ำสุดในวัน</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">1,341.14 จุด (ช่วง Circuit Breaker)</span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="font-weight: 400;">การเปลี่ยนแปลง</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">-102.37 จุด (-6.98%)</span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="font-weight: 400;">ราคาปิดวันก่อน</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">1,466.51 จุด</span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="font-weight: 400;">มูลค่าซื้อขาย</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">123,676.12 ล้านบาท</span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="font-weight: 400;">% Swing ในวัน</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">4.74%</span></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><span style="font-weight: 400;">ในช่วงภาคเช้า ดัชนีร่วงลงถึงระดับ -8.01% จนกระตุ้น Circuit Breaker ขั้นแรก เวลา 12:18 น. ตลาดหลักทรัพย์ฯ หยุดการซื้อขายเป็นเวลา 30 นาที ก่อนเปิดภาคบ่ายตามปกติ นับเป็นการใช้ Circuit Breaker ครั้งแรกในรอบหลายปี</span></p>
<h3><b>เปรียบเทียบสถิติการปรับตัวลงของตลาดในอดีต</b></h3>
<table>
<tbody>
<tr>
<td><span style="font-weight: 400;">เหตุการณ์</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">ปี</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">การร่วงสูงสุดต่อวัน</span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="font-weight: 400;">วิกฤตโควิด-19 ระลอกแรก</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">2563</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">-8% ถึง -10%</span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="font-weight: 400;">แพนิคโลก (อิหร่าน-สหรัฐฯ)</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">2569 (มี.ค.)</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">-8.01% (ภาคเช้า) / -6.98% (ปิดตลาด)</span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="font-weight: 400;">วิกฤตซับไพรม์</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">2551</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">-6% ถึง -8%</span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="font-weight: 400;">วิกฤตต้มยำกุ้ง</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">2540</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">-5% ถึง -15%</span></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><b>คุณสุวัฒน์ สินสาฎก กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด (Globlex Group) เปิดเผยกับ The Signals </b><span style="font-weight: 400;">ว่า ที่ผ่านมาดัชนีหุ้นไทย ได้ปรับขึ้นมา 313 จุด จากดัชนีหุ้นไทยที่ 1220 จุด มาอยู่ที่ 1530 จุด ทำให้คาดว่าหุ้นไทยจะปรับลง 150-170 จุดจาก high 1530 มีที่ 1360-1380 </span><span style="font-weight: 400;">และเชื่อว่าดัชนีหุ้นไทยจะรีบาวน์ขึ้น และอาจต่ำสุดไปรอบนี้  ซึ่งแนะนำให้สะสมหุ้นที่ระดับ 50-60% ของการซื้อที่ตรงนี้  </span><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ตาม  หุ้นแนะนำ  GULF ราคาแนะนำให้ลงทุนอยู่ที่ 51-52 บาทต่อหุ้น  DELTA  ราคาแนะนำให้ลงทุนอยู่ 240-241 บาทต่อหุ้น และ AOT ราคาแนะนำให้ลงทุนอยู่ 46-47 บาทต่อหุ้น</span></p>
<p><img decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-785" src="https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/03/S__4341940_5_11zon-scaled.webp" alt="อะไรทำให้ SET Index ดิ่งช็อก ลดลงกว่า 100 จุด จนต้องหยุดพักการซื้อขาย" width="2560" height="811" title="อะไรทำให้ SET Index ดิ่งช็อก ลดลงกว่า 100 จุด จนต้องหยุดพักการซื้อขาย" srcset="https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/03/S__4341940_5_11zon-scaled.webp 2560w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/03/S__4341940_5_11zon-300x95.webp 300w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/03/S__4341940_5_11zon-1024x324.webp 1024w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/03/S__4341940_5_11zon-768x243.webp 768w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/03/S__4341940_5_11zon-1536x487.webp 1536w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/03/S__4341940_5_11zon-2048x649.webp 2048w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/03/S__4341940_5_11zon-750x238.webp 750w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/03/S__4341940_5_11zon-1140x361.webp 1140w" sizes="(max-width: 2560px) 100vw, 2560px" /></p>
<h3><b>โอกาสที่ซ่อนอยู่หลัง SET ปรับตัวต่ำกว่า 1,400 จุด</b></h3>
<p><b>ในทางกลับกัน</b><span style="font-weight: 400;"> ทุกความผันผวนมักจะมาพร้อมกับโอกาสเสมอ สำหรับนักลงทุนที่เตรียมพร้อม นี่คือ 3 มุมมองโอกาสที่นักวิเคราะห์ได้ให้ข้อสังเกตไว้</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>ระดับมูลค่า (Valuation) ที่มีความน่าสนใจมากขึ้น &#8211;</b><span style="font-weight: 400;"> จากการที่ดัชนีปรับลดลงจาก 1,540 จุด มาสู่ 1,364 จุด ทำให้หุ้นพื้นฐานดีหลายบริษัทกลับมามีระดับราคาที่น่าสนใจ บล.บัวหลวง ได้ประเมินแนวรับสำคัญไว้ก่อนหน้านี้ที่บริเวณ 1,470 จุด อย่างไรก็ดี ดัชนีได้ปรับลงต่ำกว่าระดับดังกล่าวไปแล้ว นักลงทุนจึงควรติดตามการวิเคราะห์แนวรับใหม่จากนักวิเคราะห์อย่างใกล้ชิด</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>ส่วนต่างผลตอบแทน (Earning Yield Gap) ที่จูงใจ &#8211; </b><span style="font-weight: 400;">บล.ทรีนีตี้ ชี้ให้เห็นว่า ดัชนีในระดับปัจจุบันส่งผลให้ Earning Yield Gap ปรับตัวสูงขึ้นถึง 5.9% ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สามารถดึงดูดความสนใจจากนักลงทุนสถาบันต่างชาติที่ต้องการผลตอบแทนจากการลงทุนในตลาดเกิดใหม่</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>กลุ่มพลังงานที่ได้เปรียบจากวัฏจักรราคา &#8211; </b><span style="font-weight: 400;">เนื่องจากปัจจัยความตึงเครียดส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น หุ้นในกลุ่มพลังงานจึงเป็นหนึ่งในกลุ่มอุตสาหกรรมที่ยังคงรักษาระดับราคาไว้ได้ และอาจได้รับประโยชน์จากสถานการณ์นี้</span></li>
</ul>
<h3><b>5 ปัจจัยความเสี่ยงที่นักลงทุนต้องประเมินอย่างรอบคอบ</b></h3>
<p><b>อย่างไรก็ตาม</b><span style="font-weight: 400;"> ก่อนที่จะตัดสินใจเข้าลงทุนเพิ่ม นักลงทุนควรพิจารณาความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตประกอบด้วย</span></p>
<ol>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>ความยืดเยื้อของสถานการณ์ตะวันออกกลาง &#8211; </b><span style="font-weight: 400;">หากสถานการณ์ส่งผลกระทบต่อเส้นทางขนส่งทางเรือ เช่น ช่องแคบฮอร์มุซ ราคาน้ำมันดิบอาจมีโอกาสปรับตัวสูงขึ้นไปทดสอบระดับ 120 &#8211; 130 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งจะกดดันต้นทุนทางเศรษฐกิจทั่วโลก</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>แนวโน้มอัตราเงินเฟ้อ &#8211; </b><span style="font-weight: 400;">การปรับขึ้นของราคาน้ำมันกว่า 7% ในวันเดียว เป็นตัวแปรสำคัญที่อาจส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อเร่งตัวขึ้น และอาจสร้างความท้าทายต่อนโยบายการเงินของธนาคารกลางต่างๆ</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>ทิศทางกระแสเงินทุน (Fund Flow) &#8211;</b><span style="font-weight: 400;"> ในวันที่ 2 มีนาคม 2569 พบว่านักลงทุนสถาบันมียอดขายสุทธิสูงถึง 5,995 ล้านบาท หากแนวโน้มการขายยังคงมีอยู่ ดัชนีอาจมีความเสี่ยงที่จะทดสอบแนวรับในระดับถัดไป</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>ผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานและการส่งออก &#8211;</b><span style="font-weight: 400;"> หุ้นในกลุ่มที่มีความเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจจีน เช่น CPF, GFPT และ TFG อาจได้รับผลกระทบทางอ้อม เนื่องจากประเทศคู่กรณีมีความสัมพันธ์ทางการค้าที่สำคัญด้านพลังงานกับจีน</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>ความผันผวนของตลาดหุ้นทั่วโลก &#8211;</b><span style="font-weight: 400;"> การปรับตัวลดลงไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศไทย ตลาดหุ้นอื่นๆ เช่น อินเดีย (Nifty 50) และภูมิภาคยุโรป ก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน ซึ่งยืนยันว่านี่คือผลกระทบเชิงระบบระดับโลก</span></li>
</ol>
<p><span style="font-weight: 400;">นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ในวันนี้ (4 มีนาคม 2569) SET Index ปิดที่ 1,384.61 จุด ปรับตัวลดลง 81.90 จุด คิดเป็น -5.58% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 159,372.02 ล้านบาท การลดลงของดัชนีสอดคล้องกับทิศทางตลาดทุนทั่วโลกจากสถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลาง </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โดยในช่วงเช้าวันนี้ SET Index ปรับตัวลดลง 8.01% ส่งผลให้มาตรการ Circuit Breaker ทำงาน ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะตลาดหุ้นไทยปิดทำการในวันหยุดเมื่อวานนี้ ขณะที่ตลาดอื่นเปิดทำการและปรับตัวลงไปแล้ว ประกอบกับตั้งแต่ต้นปีตลาดหุ้นไทยเป็นหนึ่งในตลาดหุ้นที่ให้ผลตอบแทนดีกว่าตลาดอื่นหลายแห่งในภูมิภาคเอเชีย และถึงแม้ 2 วันที่ผ่านมา SET Index จะปรับตัวลดลง แต่นับตั้งแต่ต้นปี (YTD) ตลาดหุ้นไทยยังคงให้ผลตอบแทน (Index Return) บวกเป็นอันดับ 3 ของภูมิภาคเอเชีย รองจากเกาหลีใต้และไต้หวัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ตาม ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังคงติดตามสถานการณ์ดังกล่าวอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง และทำงานประสานงานกับหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้อง พร้อมไปกับการกำกับดูแลการซื้อขายหลักทรัพย์ให้เป็นไปตามกลไกตลาดเพื่อรักษาเสถียรภาพ สร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้ลงทุน</span></p>
<h3><b>บทสรุป</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">Warren Buffett นักลงทุนผู้เป็นตำนาน เคยให้ข้อคิดไว้ว่า &#8220;ตลาดหุ้นเป็นเครื่องมือโอนถ่ายเงินจากคนที่ไม่อดทน ไปยังคนที่อดทนได้&#8221; </span><span style="font-weight: 400;">สถานการณ์ที่ดัชนี SET ปรับตัวลงต่ำกว่า 1,400 จุด ถือเป็นช่วงเวลาที่ทดสอบวินัยในการลงทุนของทุกคน ตลาดกำลังสะท้อนคำถามสำคัญที่ว่า เราลงทุนด้วยความเข้าใจในพื้นฐานของธุรกิจ หรือลงทุนตามกระแสของตลาด ผู้ที่มีการวิเคราะห์ที่ชัดเจนและมีวินัย มักจะสามารถก้าวผ่านความผันผวนไปได้เสมอ</span></p>
<p><b>ท้ายที่สุดนี้</b><span style="font-weight: 400;"> ประวัติศาสตร์ได้สอนเราว่า ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตเศรษฐกิจ หรือปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ ตลาดทุนมีกลไกในการปรับสมดุลและฟื้นตัวได้ในระยะยาว สิ่งสำคัญที่สุดคือการเตรียมความพร้อม บริหารความเสี่ยงอย่างเหมาะสม และรักษาโอกาสในการอยู่ในตลาดต่อไปอย่างยั่งยืน</span></p>
<h3><b>คำถามที่พบบ่อย (FAQ) เกี่ยวกับสถานการณ์ SET Index</b></h3>
<ul>
<li><span style="font-weight: 400;">Q: สาเหตุหลักที่ทำให้ SET ปรับตัวลงหลุด 1,400 จุด คืออะไร?</span><span style="font-weight: 400;"><br />
</span><span style="font-weight: 400;">A: สาเหตุหลักมาจากแรงกดดัน 3 ประการ ได้แก่ ความกังวลด้านภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง (รวมถึงการโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ) การพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันดิบที่อาจกดดันเงินเฟ้อ และแรงขายเพื่อลดความเสี่ยง (Risk-off) จากนักลงทุนสถาบันทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งสะท้อนออกมาในรูปแบบของการปรับลดลง -6.98% (ปิดตลาด) และจุดสูงสุดของการร่วงระหว่างวันที่ -8.01% ก่อนถูก Circuit Breaker ในวันที่ 4 มีนาคม 2569</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">Q: การปรับตัวลงครั้งนี้มีความรุนแรงระดับไหนเมื่อเทียบกับอดีต?</span><span style="font-weight: 400;"><br />
</span><span style="font-weight: 400;">A: ถือเป็นการปรับลดลงรายวันที่ค่อนข้างมีนัยสำคัญที่สุดในรอบหลายปี โดยดัชนีร่วงแตะระดับ -8.01% ระหว่างวัน จนกระตุ้น Circuit Breaker ซึ่งใกล้เคียงกับช่วงเริ่มต้นของวิกฤตโควิด-19 ในปี 2563 ที่ดัชนีปรับลดลงประมาณ 8-10% ต่อวัน</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">Q: ในสถานการณ์เช่นนี้ นักลงทุนควรมีกลยุทธ์อย่างไร?</span><span style="font-weight: 400;"><br />
</span><span style="font-weight: 400;">A: เนื่องจากดัชนีปรับลงต่ำกว่าแนวรับ 1,470 จุดที่ บล.บัวหลวงเคยประเมินไว้ก่อนหน้านี้แล้ว นักลงทุนควรติดตามบทวิเคราะห์แนวรับใหม่ และหากสถานการณ์ภายนอกยังไม่มีความชัดเจน กลยุทธ์ที่ปลอดภัยคือการรอดูเสถียรภาพของตลาดก่อน และหลีกเลี่ยงการเข้าลงทุนอย่างรีบร้อน</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">Q: กลุ่มอุตสาหกรรมใดที่อาจเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ?</span><span style="font-weight: 400;"><br />
</span><span style="font-weight: 400;">A: หุ้นในกลุ่มพลังงานที่มีรายได้อ้างอิงกับราคาน้ำมันมีแนวโน้มได้รับประโยชน์ นอกจากนี้ หุ้นกลุ่มเน้นคุณค่า (Value Stock) ที่มีอัตราส่วน P/E ต่ำและมีการจ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอ มักถูกใช้เป็นสินทรัพย์หลบภัย (Safe Haven) ในช่วงที่ตลาดผันผวน</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">Q: ทิศทางของตลาดหุ้นไทยจะกลับมาฟื้นตัวได้เมื่อใด?</span><span style="font-weight: 400;"><br />
</span><span style="font-weight: 400;">A: แม้จะไม่สามารถระบุเวลาที่แน่ชัดได้ แต่จากข้อมูลในอดีต ตลาดมักจะเริ่มสร้างฐานและฟื้นตัวเมื่อความไม่แน่นอนทางการเมืองระหว่างประเทศเริ่มคลี่คลาย ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดคือ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางและทิศทางราคาน้ำมันในตลาดโลก</span></li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 400;">อ้างอิงจาก</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://www.set.or.th/th/market/product/stock/overview" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://www.set.or.th/th/market/product/stock/overview</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://www.set.or.th/th/market/index/set/overview" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://www.set.or.th/th/market/index/set/overview</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://www.set.or.th/th/home" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://www.set.or.th/th/home</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://www.nationthailand.com/business/trading-investment/40063285" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://www.nationthailand.com/business/trading-investment/40063285</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://today.line.me/th/v3/article/eL8jxaZ" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://today.line.me/th/v3/article/eL8jxaZ</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://today.line.me/th/v3/article/7NqKGrl" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://today.line.me/th/v3/article/7NqKGrl</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://www.thaitv5hd.com/web/content.php?id=63012" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://www.thaitv5hd.com/web/content.php?id=63012</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://www.thansettakij.com/finance/stockmarket/652939" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://www.thansettakij.com/finance/stockmarket/652939</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://www.bangkokbiznews.com/finance/stock/1223487" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://www.bangkokbiznews.com/finance/stock/1223487</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://bualuang.fund/archives/29405/market-summary-2-3-2569/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://bualuang.fund/archives/29405/market-summary-2-3-2569/</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://www.trinitythai.com/Upload/Research/Trinit_1772588495_99523.pdf" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://www.trinitythai.com/Upload/Research/Trinit_1772588495_99523.pdf</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://www.acnews.net/view_news_breaking.php?news_id=N256973163" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://www.acnews.net/view_news_breaking.php?news_id=N256973163</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://www.marketwatch.com/data-news/thai-stocks-tumble-as-set-index-drops-4-0-e4d8f583-d6ca5537dabe" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://www.marketwatch.com/data-news/thai-stocks-tumble-as-set-index-drops-4-0-e4d8f583-d6ca5537dabe</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://oilprice.com/Latest-Energy-News/World-News/Oil-Prices-Surge-3-as-US-Iran-Standoff-Triggers-Higher-2026-Forecasts.html" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://oilprice.com/Latest-Energy-News/World-News/Oil-Prices-Surge-3-as-US-Iran-Standoff-Triggers-Higher-2026-Forecasts.html</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://www.barchart.com/futures/quotes/CLH26" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">https://www.barchart.com/futures/quotes/CLH26</span></a></li>
</ul>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thesignals.net/%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89-set-index-%e0%b8%94%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%8a%e0%b9%87%e0%b8%ad%e0%b8%81-%e0%b8%a5%e0%b8%94%e0%b8%a5/">อะไรทำให้ SET Index ดิ่งช็อก ลดลงกว่า 100 จุด จนต้องหยุดพักการซื้อขาย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thesignals.net">The Signals</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.thesignals.net/%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89-set-index-%e0%b8%94%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%8a%e0%b9%87%e0%b8%ad%e0%b8%81-%e0%b8%a5%e0%b8%94%e0%b8%a5/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>SET Index พุ่ง 14.4% ต้นปี 2026 ตลาดหุ้นไทยกลับมาแล้ว? หรือสัญญาณที่นักลงทุนรอคอย</title>
		<link>https://www.thesignals.net/set-index-%e0%b8%9e%e0%b8%b8%e0%b9%88%e0%b8%87-14-4-%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%9b%e0%b8%b5-2026-%e0%b8%95%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%97/</link>
					<comments>https://www.thesignals.net/set-index-%e0%b8%9e%e0%b8%b8%e0%b9%88%e0%b8%87-14-4-%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%9b%e0%b8%b5-2026-%e0%b8%95%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%97/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[deawbb3@gmail.com]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 16 Feb 2026 10:21:03 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Markets]]></category>
		<category><![CDATA[Fund Flow]]></category>
		<category><![CDATA[SET Index]]></category>
		<category><![CDATA[วิเคราะห์หุ้น]]></category>
		<category><![CDATA[หุ้นต่างชาติซื้อ]]></category>
		<category><![CDATA[หุ้นน่าลงทุน]]></category>
		<category><![CDATA[หุ้นไทย 2026]]></category>
		<category><![CDATA[แนวโน้มตลาดหุ้น]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.thesignals.net/wp/?p=558</guid>

					<description><![CDATA[<p>ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ตลาดหลักทรัพย์ไทยเผชิญกับความท้าทา [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thesignals.net/set-index-%e0%b8%9e%e0%b8%b8%e0%b9%88%e0%b8%87-14-4-%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%9b%e0%b8%b5-2026-%e0%b8%95%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%97/">SET Index พุ่ง 14.4% ต้นปี 2026 ตลาดหุ้นไทยกลับมาแล้ว? หรือสัญญาณที่นักลงทุนรอคอย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thesignals.net">The Signals</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ตลาดหลักทรัพย์ไทยเผชิญกับความท้าทายมากมาย ตั้งแต่ความไม่แน่นอนทางการเมือง การฟื้นตัวที่ล่าช้าหลังวิกฤตโควิด-19 ไปจนถึงกระแสเงินทุนต่างชาติที่ไหลออกอย่างต่อเนื่อง นักลงทุนหลายรายเริ่มหันไปมองหาโอกาสในตลาดอื่นที่ดูน่าสนใจกว่า ไม่ว่าจะเป็นเวียดนาม อินโดนีเซีย หรือแม้แต่ตลาดพัฒนาแล้วอย่างสหรัฐอเมริกา​</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่แล้วในช่วงต้นปี 2026 สถานการณ์ก็เริ่มเปลี่ยนไป ดัชนี SET Index ปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่ง แซงหน้าตลาดหลักในต่างประเทศหลายแห่ง ทำให้นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศเริ่มหันกลับมาจับตามองตลาดหุ้นไทยอีกครั้ง </span><b>โดยคุณกรรณ์ หทัยศรัทธา หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุน และ นักเศรษฐศาสตร์ สายงานวิจัย (ลูกค้ารายย่อย) บริษัทหลักทรัพย์ CGS International (ประเทศไทย)</b><span style="font-weight: 400;"> ได้ให้มุมมองตลาดหุ้นไทยว่า ได้แสดงให้เห็นถึงสัญญาณการฟื้นตัวที่ชัดเจน โดยเฉพาะในกลุ่มพลังงาน เทคโนโลยี และสื่อสารโทรคมนาคม​</span></p>
<h2><b>SET Index พุ่ง 14.4% ต้นปี 2026 ตลาดหุ้นไทยกลับมาแล้ว? หรือสัญญาณที่นักลงทุนรอคอย</b></h2>
<p><img decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-561" src="https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/02/Artboard-1_4_11zon.webp" alt="SET Index พุ่ง 14.4% ต้นปี 2026 ตลาดหุ้นไทยกลับมาแล้ว? หรือสัญญาณที่นักลงทุนรอคอย" width="1200" height="1500" title="SET Index พุ่ง 14.4% ต้นปี 2026 ตลาดหุ้นไทยกลับมาแล้ว? หรือสัญญาณที่นักลงทุนรอคอย" srcset="https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/02/Artboard-1_4_11zon.webp 1200w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/02/Artboard-1_4_11zon-240x300.webp 240w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/02/Artboard-1_4_11zon-819x1024.webp 819w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/02/Artboard-1_4_11zon-768x960.webp 768w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/02/Artboard-1_4_11zon-750x938.webp 750w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/02/Artboard-1_4_11zon-1140x1425.webp 1140w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คำถามที่นักลงทุนต้องการคำตอบ คือ &#8220;การฟื้นตัวครั้งนี้ยั่งยืนหรือไม่&#8221; และ &#8220;ตอนนี้เป็นจังหวะที่เหมาะสมในการเข้าลงทุนหรือยัง&#8221; บทความนี้จะช่วยให้คุณได้คำตอบผ่านการวิเคราะห์เชิงลึกจากข้อมูลจริง พร้อมแนวทางจากนักลงทุนระดับโลกที่คุณสามารถนำไปปรับใช้ได้ทันที</span></p>
<h3><b>Direct Answer SET Index โดดเด่นกว่าตลาดโลกอย่างชัดเจน</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ตลาดหลักทรัพย์ไทย (SET Index) บันทึกผลตอบแทน +14.4% ณ วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2026 ที่ระดับ 1,441.53 จุด ตามรายงานของ CGS International การเติบโตนี้โดดเด่นกว่าตลาดหลักทั่วโลกอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับตลาดสหรัฐอเมริกาที่ลดลง -0.2% และ Bitcoin ที่ร่วงหนัก -24.5% ในช่วงเวลาเดียวกัน​</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">CGS International ให้มุมมองว่า กลุ่มอุตสาหกรรมที่มีผลตอบแทนโดดเด่นที่สุด ได้แก่ กลุ่มปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ (PETRO) ที่เติบโต +29.8% กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ (ETRON) ที่เพิ่มขึ้น +28.4% และกลุ่มเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) ที่ปรับตัวขึ้น +21.8%​</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ความโดดเด่นของตลาดหุ้นไทยไม่ได้มาจากเพียงผลตอบแทนเท่านั้น แต่ยังมาจากการประเมินมูลค่าที่น่าสนใจ โดย SET Index ซื้อขายที่ Forward Price-to-Earnings Ratio (FWD P/E) 14.67 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 10 ปีที่ 16.74 เท่า และต่ำกว่าค่าเฉลี่ยลบค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 1 เท่า (-1 S.D.) ที่ 14.49 เท่า การประเมินมูลค่าที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยประวัติศาสตร์นี้ชี้ให้เห็นถึงโอกาสในการปรับตัวขึ้นต่อไปในอนาคต หากปัจจัยบวกต่างๆ เป็นจริงตามที่คาดการณ์​</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากนี้ สินทรัพย์ประเภทอื่นในตลาดโลกก็แสดงภาพที่น่าสนใจ ทองคำเติบโต +15.0% YTD เป็นผู้นำในกลุ่ม Multi-Asset ตามด้วยตลาดหุ้นไทยที่ +14.4% และตลาดหุ้นญี่ปุ่นที่ +12.8% ในขณะที่สินทรัพย์ดิจิทัลอย่าง Bitcoin และ Ethereum ร่วงหนัก -24.5% และ -34.8% ตามลำดับ แสดงให้เห็นว่านักลงทุนกำลังเลือกสินทรัพย์ที่มีพื้นฐานแข็งแกร่งมากขึ้น​</span></p>
<h3><b>ทำไมตอนนี้ถึงเป็นจังหวะสำคัญของตลาดหุ้นไทย</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้นักวิเคราะห์หลายรายมองว่าตลาดหุ้นไทยกำลังอยู่ในจังหวะที่น่าสนใจ คือ การเปลี่ยนแปลงทางการเมือง &#8220;ประเทศไทยกำลังใกล้จะมีรัฐบาล 300+ เสียง ครั้งแรกในรอบหลายปี&#8221; โดยหลังจากการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 พรรคที่ชนะการเลือกตั้งกำลังอยู่ในระหว่างการเจรจาจัดตั้งรัฐบาลผสม ซึ่งหากสำเร็จ รัฐบาลที่มีเสียงข้างมากชัดเจนในรัฐสภามักนำมาซึ่งเสถียรภาพทางการเมือง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนสถาบันใช้ประกอบการตัดสินใจลงทุน​</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ความเสถียรทางการเมืองส่งผลโดยตรงต่อความมั่นใจของนักลงทุน โดยเฉพาะนักลงทุนต่างชาติที่ต้องการความแน่นอนในนโยบายเศรษฐกิจและการลงทุน จากประสบการณ์ในอดีต ช่วงที่ไทยมีรัฐบาลที่เข้มแข็งและมีเสถียรภาพ ตลาดหุ้นมักมีแนวโน้มเติบโตได้ดีกว่าช่วงที่มีความขัดแย้งทางการเมือง ดังที่เห็นได้จากข้อมูล Foreign Ownership ที่เริ่มมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในช่วงต้นปี 2026​</span></p>
<p><b>อุปมาจาก &#8220;สุมาอี้&#8221; กลยุทธ์การรอจังหวะ</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">CGS International ใช้อุปมาจาก &#8220;สุมาอี้&#8221; (Sima Yi) นักยุทธศาสตร์ในยุคสามก๊กที่มีชื่อเสียงในเรื่องความอดทนและการรอจังหวะที่เหมาะสม โดยอ้างแนวคิดที่ปรากฏใน Facebook Page &#8220;คุยสามก๊ก ถกไซ่ฮั่น&#8221; ซึ่งตีความว่า &#8220;ลับกระบี่หมื่นวัน เพื่อเชือดฟันครั้งเดียว&#8221; และ &#8220;ข้าตวัดกระบี่เพียงครั้งเดียว แต่รู้ไหมว่าลับมาสิบกว่าปีแล้ว&#8221; แนวคิดเหล่านี้สะท้อนถึงกลยุทธ์การอดทนและการรอจังหวะที่เหมาะสมของ Sima Yi ที่ปรากฏในเรื่องราวประวัติศาสตร์ยุคสามก๊ก&#8221;​</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">CGS International ใช้อุปมานี้เพื่อเปรียบเทียบกับสถานการณ์การเมืองไทยที่กำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยน รายงานใช้ภาษาเชิงสัญลักษณ์เพื่อวิเคราะห์สถานการณ์ทางการเมือง ซึ่งสะท้อนถึงมุมมองของนักวิเคราะห์ว่าปัจจุบันอาจเป็นจังหวะสำคัญที่สถานการณ์กำลังคลี่คลาย โดยเฉพาะการเคลื่อนไหวที่อาจนำไปสู่ความเสถียรภาพทางการเมืองที่มากขึ้น​ &#8220;*</span><b>หมายเหตุ </b><span style="font-weight: 400;">ความเห็นทางการเมืองที่ปรากฏในรายงาน CGS International เป็นการวิเคราะห์ของนักวิเคราะห์ ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่ยืนยันได้&#8221;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">Warren Buffett นักลงทุนระดับตำนานเคยกล่าวไว้ในจดหมายถึงผู้ถือหุ้น Berkshire Hathaway ปี 1994 ว่า &#8220;The stock market is a device for transferring money from the impatient to the patient&#8221; (ตลาดหุ้น คือ กลไกในการถ่ายโอนเงินจากคนใจร้อนไปยังคนที่อดทนได้) แนวคิดนี้สอดคล้องกับการรอจังหวะที่เหมาะสมในการลงทุน ซึ่งเป็นหลักการสำคัญของการลงทุนระยะยาว</span></p>
<h3><b>ผลตอบแทนแบ่งตามขนาดบริษัท ที่นักลงทุนต้องรู้</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">CGS International ณ วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2026 ผลตอบแทนของดัชนีหุ้นไทยแบ่งตามขนาดบริษัทมี ดังนี้</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">SET Index (ดัชนีรวมทุกหุ้น) +14.4% YTD</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">SET50 (50 บริษัทใหญ่ที่สุด) +16.3% YTD</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">SET100 (100 บริษัทใหญ่ที่สุด) +16.0% YTD</span></li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 400;">ความแตกต่างของผลตอบแทนระหว่างดัชนีเหล่านี้สะท้อนถึงแนวโน้มสำคัญของตลาด การที่ SET50 และ SET100 มีผลตอบแทนสูงกว่า SET Index แสดงว่าหุ้นขนาดใหญ่ (Large Cap) มีประสิทธิภาพดีกว่าหุ้นขนาดเล็ก (Small Cap) ในช่วงนี้ ซึ่งเป็นสัญญาณที่บ่งชี้ว่านักลงทุนกำลังเลือกความปลอดภัยและสภาพคล่องมากขึ้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">Peter Lynch นักลงทุนตำนานผู้บริหาร Fidelity Magellan Fund กล่าวไว้ในหนังสือ &#8220;One Up on Wall Street&#8221; (1989) ว่าหุ้นขนาดใหญ่มักมีความผันผวนต่ำกว่าและให้ความมั่นใจมากกว่าในช่วงที่ตลาดมีความไม่แน่นอน อย่างไรก็ตาม Lynch ก็ยังคงเน้นว่าหุ้นขนาดเล็กที่มีคุณภาพสามารถให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าในระยะยาวได้หากนักลงทุนทำการบ้านอย่างถูกต้อง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การที่ผลตอบแทนของ SET50 (+16.3%) สูงกว่า SET Index (+14.4%) ถึง 1.9% แสดงให้เห็นว่าเงินทุนกำลังไหลเข้าสู่บริษัทขนาดใหญ่ที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่ง ซึ่งสอดคล้องกับกระแสเงินทุนต่างชาติ (Foreign Flow) ที่มักเลือกลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่ที่มีสภาพคล่องสูงและความเสี่ยงต่ำกว่า​</span></p>
<h3><b>ผลตอบแทนแบ่งตามอุตสาหกรรม Sector Rotation ที่กำลังเกิดขึ้น</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อวิเคราะห์ผลตอบแทนแบ่งตามอุตสาหกรรมเป็นเครื่องมือสำคัญในการทำความเข้าใจว่าภาคส่วนใดของเศรษฐกิจกำลังได้รับความสนใจจากนักลงทุน กลุ่มอุตสาหกรรมที่มีผลตอบแทนโดดเด่น 10 อันดับแรก คือ​</span></p>
<ol>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">PETRO (ปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์) +29.8% YTD</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ETRON (อิเล็กทรอนิกส์) +28.4% YTD</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ICT (เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร) +21.8% YTD</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ENERG (พลังงานและสาธารณูปโภค) +20.0% YTD</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">CONS (สินค้าอุปโภคบริโภค) +17.8% YTD</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">AGRI (เกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร) +3.6% YTD</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">FOOD (อาหารและเครื่องดื่ม) +3.6% YTD</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">BANK (ธนาคาร) +2.1% YTD</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">PERSON (สินค้าส่วนบุคคลและเวชภัณฑ์) +1.7% YTD</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">FASHION (แฟชั่น) -2.5% YTD</span></li>
</ol>
<p><span style="font-weight: 400;">การที่กลุ่ม PETRO นำตลาดด้วยผลตอบแทน +29.8% สะท้อนถึงความเข้มแข็งของราคาน้ำมันในตลาดโลกและอุปสงค์ที่ฟื้นตัว ตามรายงานของ CGS International ราคาน้ำมัน (Oil) เพิ่มขึ้น +9.4% YTD ซึ่งส่งผลบวกต่อบริษัทในกลุ่มปิโตรเคมีและพลังงานของไทย ซึ่งส่งผลบวกต่อบริษัทในกลุ่มปิโตรเคมีและพลังงานของไทย โดยเฉพาะบริษัทขนาดใหญ่อย่าง PTT และ PTTEP ที่ได้รับเงินทุนไหลเข้าจากต่างประเทศอย่างมาก​ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">*หมายเหตุ: ตัวเลขราคาน้ำมันอาจแตกต่างกันไปตาม benchmark ที่ใช้อ้างอิง (เช่น WTI, Brent, Dubai Crude) และช่วงเวลาในการคำนวณ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">กลุ่ม ETRON ที่เติบโต +28.4% สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ไทย ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของ Supply Chain โลก โดยเฉพาะในธุรกิจผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ บริษัทอย่าง DELTA (Delta Electronics Thailand) เคยได้รับคำแนะนำ Take Profit จาก CGS International เนื่องจากราคาปรับตัวขึ้นแล้วมากในช่วงก่อนหน้า​</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">กลุ่ม ICT ที่เพิ่มขึ้น +21.8% ได้รับแรงหนุนจากการเติบโตของธุรกิจดิจิทัลและโทรคมนาคมในไทย บริษัทอย่าง ADVANC (Advanced Info Service) ซึ่งเป็นผู้นำด้านโทรคมนาคมก็อยู่ในรายชือที่ CGS International แนะนำให้ Take Profit เช่นกัน แสดงว่าราคาได้ปรับตัวขึ้นถึงระดับที่น่าพอใจสำหรับนักลงทุนบางกลุ่มแล้ว​</span></p>
<h3><b>ประเมินมูลค่าด้วย P/E Ratio กับโอกาสที่ซ่อนอยู่</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">Forward Price-to-Earnings Ratio (FWD P/E) เป็นตัวชี้วัดพื้นฐานที่สำคัญในการประเมินว่าตลาดหุ้นกำลังซื้อขายในระดับราคาที่แพงหรือถูกเมื่อเทียบกับกำไรที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต ณ วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2026 SET Index มีค่า FWD P/E ที่ 14.67 เท่า​</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อเปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ย 10 ปีที่ 16.74 เท่า SET Index ปัจจุบันซื้อขายต่ำกว่าค่าเฉลี่ยประมาณ 2.07 เท่า หรือคิดเป็นส่วนลด 12.4% จากค่าเฉลี่ย นอกจากนี้ ค่า FWD P/E ปัจจุบันยังใกล้เคียงกับระดับ -1 Standard Deviation (S.D.) ที่ 14.49 เท่า ซึ่งในทางสถิติหมายความว่าตลาดกำลังซื้อขายในระดับที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยอย่างมีนัยสำคัญ​</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">CGS International ประเมินว่าหาก SET Index ปรับ P/E Ratio กลับไปที่ 15.0 เท่า (ระดับ -1 S.D.) และใช้การประเมิน EPS ปี 2027 ที่ 94.5 บาท จะได้มูลค่าดัชนีที่ประมาณ 1,400 จุด อย่างไรก็ตาม หาก SET Index สามารถ Re-rate ไปที่ระดับ -0.25 S.D. หรือใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ย มูลค่าดัชนีอาจแตะระดับ 1,480 จุด (ซึ่งเป็นเป้าหมายของ CGSI ณ สิ้นปี 2026) หรือแม้กระทั่งเกิน 1,500 จุด​</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">Benjamin Graham บิดาแห่ง Value Investing และอาจารย์ของ Warren Buffett กล่าวไว้ในหนังสือ &#8220;The Intelligent Investor&#8221; (1949) ว่าการซื้อหลักทรัพย์ที่ราคาต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง (Buying with a Margin of Safety) เป็นหลักการพื้นฐานที่สำคัญที่สุดของการลงทุน การที่ SET Index ซื้อขายต่ำกว่าค่าเฉลี่ยประวัติศาสตร์อาจถือเป็น Margin of Safety สำหรับนักลงทุนที่มองหาโอกาสในตลาดหุ้นไทย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ตาม Graham ก็เตือนว่า P/E Ratio เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอในการตัดสินใจลงทุน นักลงทุนต้องพิจารณาปัจจัยอื่นๆ ประกอบ เช่น คุณภาพของธุรกิจ ความมั่นคงทางการเงิน แนวโน้มการเติบโตของกำไร และปัจจัยมหภาคทางเศรษฐกิจ การวิเคราะห์แบบองค์รวมจะช่วยให้นักลงทุนตัดสินใจได้อย่างมีข้อมูลครบถ้วน</span></p>
<h3><b>Foreign Net Buy Top 10 หุ้นที่ได้รับความสนใจ</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">กระแสเงินทุนจากนักลงทุนต่างชาติเป็นตัวชี้วัดสำคัญของความเชื่อมั่นในตลาดหุ้นไทย จากข้อมูลของ CGS International ที่รวบรวมจาก Stock Exchange of Thailand หุ้นที่มีมูลค่า Foreign Net Buy สูงสุดในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา (ณ 12 กุมภาพันธ์ 2026) มีดังนี้​</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">Foreign Net Buy Top 5</span></p>
<ol>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">PTT (พลังงานและปิโตรเคมี) +3,804 ล้านบาท (สัปดาห์), +11,882 ล้านบาท (YTD)</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">PTTEP (สำรวจและผลิตปิโตรเลียม) +2,984 ล้านบาท (สัปดาห์), +4,915 ล้านบาท (YTD)</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">BCP (ปิโตรเคมี) +1,119 ล้านบาท (สัปดาห์), +2,310 ล้านบาท (YTD)</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">GULF (ผลิตไฟฟ้า) +1,918 ล้านบาท (สัปดาห์), +4,293 ล้านบาท (YTD)</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">CPALL (ค้าปลีก) +1,976 ล้านบาท (สัปดาห์), +980 ล้านบาท (YTD)</span></li>
</ol>
<p><span style="font-weight: 400;">การที่หุ้นกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมีครอง Top 3 ของ Foreign Net Buy สะท้อนถึงความมั่นใจของนักลงทุนสถาบันต่างชาติในแนวโน้มราคาพลังงานและความสามารถในการทำกำไรของบริษัทเหล่านี้ PTT และ PTTEP เป็นบริษัทขนาดใหญ่ที่มีสภาพคล่องสูงและเป็นส่วนสำคัญของดัชนี SET50 จึงเป็นตัวเลือกแรกของนักลงทุนสถาบันที่ต้องการ Exposure ในตลาดไทย​</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">CGS International แนะนำให้นักลงทุน &#8220;Let Profit Run&#8221; สำหรับหุ้นกลุ่มนี้ รวมถึง PTT, GULF, และ CPALL การแนะนำนี้สอดคล้องกับหลักการของ Peter Lynch ที่กล่าวไว้ในหนังสือ &#8220;One Up on Wall Street&#8221; ว่า &#8220;Letting winners run is one of the most important investment principles&#8221; (การปล่อยให้หุ้นที่ชนะวิ่งต่อไปเป็นหนึ่งในหลักการลงทุนที่สำคัญที่สุด)</span></p>
<h3><b>Foreign Net Sell Top 10 ภาคส่วนที่ถูกขาย</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ในทางกลับกัน หุ้นบางตัวกำลังเผชิญกับแรงขายจากนักลงทุนต่างชาติ หุ้นที่มีมูลค่า Foreign Net Sell สูงสุดในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา (ณ 12 กุมภาพันธ์ 2026) ได้แก่:</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">Foreign Net Sell Top 5</span></p>
<ol>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">KBANK (ธนาคารกสิกรไทย) -2,656 ล้านบาท (สัปดาห์), -16,322 ล้านบาท (YTD)</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">SCB (ธนาคารไทยพาณิชย์) -661 ล้านบาท (สัปดาห์), -10,824 ล้านบาท (YTD)</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">HMPRO (ค้าปลีกสินค้าก่อสร้าง) -443 ล้านบาท (สัปดาห์), -509 ล้านบาท (YTD)</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ADVANC (โทรคมนาคม) อยู่ใน Take Profit List</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">DELTA (อิเล็กทรอนิกส์ อยู่ใน Take Profit List</span></li>
</ol>
<p><span style="font-weight: 400;">การที่หุ้นกลุ่มธนาคารถูกขายหนักโดยนักลงทุนต่างชาติสะท้อนถึงความกังวลเกี่ยวกับคุณภาพสินทรัพย์ (Asset Quality) และผลกระทบจากดอกเบี้ยที่ยังคงสูง แม้ว่ากลุ่มธนาคารจะมีผลตอบแทนเพียง +2.1% YTD ซึ่งต่ำกว่าตลาดมาก </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ตาม CGS International ยังคงแนะนำให้ Let Profit Run </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สำหรับ SCB แสดงว่ามีมุมมองเชิงบวกต่อธนาคารบางแห่งที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่ง​</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สำหรับ HMPRO ที่ถูกขายหนัก อาจสะท้อนถึงความกังวลเกี่ยวกับภาคอสังหาริมทรัพย์ไทยที่ยังคงชะลอตัว ซึ่งส่งผลต่ออุปสงค์สินค้าก่อสร้างและของตกแต่งบ้าน นักลงทุนควรติดตามข้อมูลอสังหาริมทรัพย์และนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่ที่อาจช่วยหนุนภาคส่วนนี้ในอนาคต</span></p>
<h3><b>Foreign Ownership Trend มองภาพใหญ่ 10 ปี</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การวิเคราะห์ Foreign Ownership ในระยะยาวช่วยให้เห็นภาพใหญ่ของความเชื่อมั่นต่อตลาดหุ้นไทย แสดงให้เห็นว่า Foreign Ownership ในตลาดหุ้นไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญตั้งแต่ปลายปี 2025 หลังจากที่ลดลงมาอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีก่อนหน้า​</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ณ ต้นปี 2026 Foreign Ownership อยู่ที่ประมาณ 38% และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งใกล้เคียงกับระดับสูงสุดในรอบหลายปีที่ประมาณ 40% การเพิ่มขึ้นนี้สะท้อนถึงความเชื่อมั่นที่กลับมาของนักลงทุนสถาบันต่างชาติ โดยเฉพาะหลังจากมีความชัดเจนเกี่ยวกับทิศทางทางการเมืองและนโยบายเศรษฐกิจ​</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">Warren Buffett เคยกล่าวในจดหมายถึงผู้ถือหุ้น Berkshire Hathaway ปี 1996 ว่า &#8220;Be fearful when others are greedy, and greedy when others are fearful&#8221; (จงกลัวเมื่อคนอื่นโลภ และจงโลภเมื่อคนอื่นกลัว) การที่เงินทุนต่างชาติเริ่มไหลกลับเข้ามาในตลาดหุ้นไทยอาจเป็นสัญญาณว่าความกลัวกำลังลดลงและโอกาสกำลังเปิดขึ้น</span></p>
<h3><b>ตำแหน่งของหุ้นไทยในภาพรวมสินทรัพย์โลก</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การเปรียบเทียบผลตอบแทนของสินทรัพย์ประเภทต่างๆ ช่วยให้นักลงทุนเข้าใจว่าหุ้นไทยกำลังมีประสิทธิภาพอย่างไรเมื่อเทียบกับทางเลือกการลงทุนอื่น จากข้อมูลของ CGS International ณ วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2026 ผลตอบแทน YTD ของสินทรัพย์หลักเป็น ดังนี้​</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนบวก</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">Gold +15.0%</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">SET Index +14.4%</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">Japan Equities +12.8%</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">EM Equities (ตลาดหุ้นเกิดใหม่) +11.8%</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">Pacific Rim xJapan +11.2%</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">Oil +9.4%</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">US REITs +8.2%</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">UK Equities +4.7%</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">Europe Equities +4.4%</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">Industrial Metals +3.1%</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">TH REITs +1.4%</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">US Government Bonds +1.4%</span></li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 400;">สินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนลบ</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">US Equities -0.2%</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">High Yield Bonds -0.8%</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">Investment Grade Bonds -0.9%</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">EM Sovereign Bonds -1.0%</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">US Dollar -1.4%</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">TH Government Bonds -13.4%</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">Bitcoin -24.5%</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">Ethereum -34.8%</span></li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 400;">แสดงให้เห็นสิ่งที่น่าสนใจหลายประการ </span></p>
<ol>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ทองคำยังคงเป็นสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงสุดในช่วงต้นปี 2026 ซึ่งสะท้อนถึงความไม่แน่นอนในตลาดโลกและความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven) </span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ตลาดหุ้นไทยให้ผลตอบแทนรองจากทองคำ และโดดเด่นกว่าตลาดหุ้นในภูมิภาคอื่นส่วนใหญ่ รวมถึงตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกา </span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">สินทรัพย์ดิจิทัลอย่าง Bitcoin และ Ethereum ร่วงหนักมาก แสดงว่านักลงทุนกำลังหลบหนีออกจากสินทรัพย์เสี่ยงไปสู่สินทรัพย์ที่มีพื้นฐานแข็งแกร่งกว่า</span></li>
</ol>
<p><span style="font-weight: 400;">การที่พันธบัตรรัฐบาลไทยร่วงหนัก -13.4% YTD เป็นสัญญาณที่น่าสนใจ เนื่องจากปกติแล้วพันธบัตรรัฐบาลเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย แต่การร่วงลงครั้งนี้อาจสะท้อนถึงความคาดหวังว่าอัตราดอกเบี้ยอาจยังไม่ลดลง หรือมีปัจจัยอื่นๆ ที่ส่งผลต่อตลาดตราสารหนี้ไทย นักลงทุนควรติดตามนโยบายการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทยอย่างใกล้ชิด​</span></p>
<h3><b>SET Index Volatility วัดความผันผวนของตลาด</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">Volatility หรือความผันผวนเป็นตัวชี้วัดความเสี่ยงที่สำคัญของการลงทุน โดยวัดจากค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานของผลตอบแทนในช่วงเวลาหนึ่ง ยิ่งค่า Volatility สูง แสดงว่าราคาของสินทรัพย์นั้นผันผวนมาก จากข้อมูลของ CGS International ณ กุมภาพันธ์ 2026 ค่า Volatility ของ SET Index เป็นดังนี้</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">30-Day Volatility ประมาณ 16-17%</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">90-Day Volatility ประมาณ 16-17%</span></li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 400;">การที่ค่า Volatility 30 วันและ 90 วันใกล้เคียงกันแสดงว่าความผันผวนของตลาดค่อนข้างคงที่และไม่มีการพุ่งขึ้นหรือลดลงอย่างกะทันหัน เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงปลายปี 2025 ที่ค่า Volatility เคยอยู่ที่ระดับ 18-20% จะเห็นว่าความผันผวนลดลงบ้าง สะท้อนถึงความมั่นใจที่กลับมาของนักลงทุน​</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ตาม ค่า Volatility 16-17% ยังถือว่าสูงกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวของตลาดหุ้นพัฒนาแล้วอย่างสหรัฐอเมริกาที่มักอยู่ในช่วง 12-15% แสดงว่าตลาดหุ้นไทยยังคงมีความเสี่ยงสูงกว่า ซึ่งเป็นลักษณะทั่วไปของตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) นักลงทุนควรเตรียมจิตใจให้พร้อมกับความผันผวนและไม่ตื่นตระหนกเมื่อราคาหุ้นขึ้นลงในระยะสั้น</span></p>
<h3><b>Sector Volatility กลุ่มอุตสาหกรรมไหนผันผวนที่สุด</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การวิเคราะห์ Volatility แบ่งตามกลุ่มอุตสาหกรรมช่วยให้นักลงทุนเข้าใจว่ากลุ่มไหนมีความเสี่ยงสูงและควรจัดสรรเงินทุนอย่างระมัดระวัง จากข้อมูลของ CGS International กลุ่มอุตสาหกรรมที่มี Volatility สูงสุด (90-Day) ได้แก่​</span></p>
<ol>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ETRON (อิเล็กทรอนิกส์) 70% Volatility</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">PETRO (ปิโตรเคมี) 45% Volatility</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">PROF (บริการรับเหมาและอาชีพอิสระ) 42% Volatility</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">TRANS (ขนส่งและโลจิสติกส์) 38% Volatility</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">MEDIA (สื่อและสิ่งพิมพ์) 37% Volatility</span></li>
</ol>
<p><span style="font-weight: 400;">กลุ่ม ETRON ที่มี Volatility สูงถึง 70% แสดงว่า ราคาหุ้นในกลุ่มนี้ผันผวนมาก อาจขึ้นหรือลงได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งสะท้อนถึงความไม่แน่นอนของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ที่ได้รับผลกระทบจากปัจจัยหลายอย่าง เช่น ความต้องการจากตลาดโลก, Supply Chain, นโยบายการค้าระหว่างประเทศ​</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">กลุ่ม PETRO ที่มี Volatility ประมาณ 45% ก็มีความผันผวนสูงเช่นกัน เนื่องจากราคาปิโตรเลียมและปิโตรเคมีในตลาดโลกผันผวนตามอุปสงค์-อุปทาน สภาพอากาศ ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ และนโยบายของ OPEC+​</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในทางกลับกัน กลุ่มที่มี Volatility ต่ำ ได้แก่</span></p>
<ol>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">COMM (พาณิชยกรรม) 25% Volatility</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">TOURISM (ท่องเที่ยวและสันทนาการ) 30% Volatility</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">CONS (สินค้าอุปโภคบริโภค) 32% Volatility</span></li>
</ol>
<p><span style="font-weight: 400;">กลุ่มเหล่านี้มักเป็นธุรกิจที่มีรายได้ค่อนข้างคงที่และได้รับผลกระทบจากวัฏจักรเศรษฐกิจน้อยกว่า เหมาะสำหรับนักลงทุนที่ต้องการความเสี่ยงต่ำและผลตอบแทนที่มั่นคง​</span></p>
<h3><b>หุ้นที่แนะนำ Let Profit Run กับโอกาสที่ยังดำเนินต่อ</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">CGS International ได้ให้คำแนะนำ &#8220;Let Profit Run&#8221; สำหรับหุ้นกลุ่มหนึ่งที่ทีมวิเคราะห์มองว่ายังมีศักยภาพในการเติบโตต่อ หุ้นที่ได้รับคำแนะนำนี้ ได้แก่​</span></p>
<ol>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">CPALL (CP All &#8211; ค้าปลีก 7-Eleven)</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">PTT (ปตท. &#8211; พลังงานและปิโตรเคมี)</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">GULF (Gulf Energy Development &#8211; ผลิตไฟฟ้า)</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">BDMS (Bangkok Dusit Medical Services &#8211; โรงพยาบาลเอกชน)</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">MINT (Minor International &#8211; โรงแรมและร้านอาหาร)</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">SCB (ธนาคารไทยพาณิชย์)</span></li>
</ol>
<p><span style="font-weight: 400;">คำแนะนำ &#8220;Let Profit Run&#8221; หมายความว่า หุ้นเหล่านี้แม้จะปรับตัวขึ้นไปแล้วบ้าง แต่ยังมีปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่งและมีโอกาสเติบโตต่อในอนาคต นักลงทุนที่ถือหุ้นเหล่านี้อยู่แล้วไม่ควรรีบขายเพื่อทำกำไร แต่ควรปล่อยให้หุ้นวิ่งต่อไปเพื่อรับผลตอบแทนสูงสุด​</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">CPALL เป็นผู้นำในธุรกิจค้าปลีกสะดวกซื้อในไทยด้วยจำนวนสาขา 7-Eleven มากกว่า 13,000 แห่งทั่วประเทศ ธุรกิจนี้ได้รับประโยชน์จากการฟื้นตัวของการบริโภคภายในประเทศและการท่องเที่ยว ผลตอบแทน YTD ของ CPALL อยู่ที่ +13.8% และมี Foreign Net Buy +1,976 ล้านบาทในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา​</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">PTT และ GULF อยู่ในกลุ่มพลังงานที่ได้รับประโยชน์จากราคาน้ำมันที่ปรับตัวขึ้นและอุปสงค์ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น PTT มี Foreign Net Buy สูงสุดในตลาดที่ +3,804 ล้านบาทในสัปดาห์ และ +11,882 ล้านบาท YTD ในขณะที่ GULF มี Foreign Net Buy +1,918 ล้านบาทในสัปดาห์ และ +4,293 ล้านบาท YTD​</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">BDMS เป็นกลุ่มโรงพยาบาลเอกชนที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้รับประโยชน์จากการฟื้นตัวของ Medical Tourism (การท่องเที่ยวเชิงการแพทย์) และความต้องการบริการสุขภาพที่เพิ่มขึ้นจากประชากรไทยที่มีอายุมากขึ้น ผลตอบแทน YTD ของ BDMS อยู่ที่ +9.3%​</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">MINT ได้รับประโยชน์จากการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะในตลาดยุโรปและเอเชีย ผลตอบแทน YTD ของ MINT อยู่ที่ +9.1%​</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">SCB แม้จะอยู่ในกลุ่มธนาคารที่โดนขายโดยต่างชาติ แต่ CGS International ยังคงมองว่ามีปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่งและมีโอกาสปรับตัวขึ้นเมื่อความกังวลเรื่อง Asset Quality คลายตัว ผลตอบแทน YTD ของ SCB อยู่ที่ +1.8%​</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">*รายชื่อหุ้นต่อไปนี้เป็นข้อมูลจากรายงานวิเคราะห์ของ CGS International ณ วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2026 ไม่ใช่คำแนะนำในการลงทุน สถานการณ์ตลาดและปัจจัยพื้นฐานของหุ้นอาจเปลี่ยนแปลงได้ ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและประเมินความเหมาะสมกับพอร์ตการลงทุนของตนเองก่อนตัดสินใจ</span></p>
<h3><b>หุ้นที่แนะนำ Take Profit ถึงเวลาทำกำไร</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ในทางกลับกัน CGS International แนะนำให้ &#8220;Take Profit&#8221; หรือขายทำกำไรสำหรับหุ้นอีกกลุ่มหนึ่งที่ราคาได้ปรับตัวขึ้นมามากแล้วและอาจมีแรงกดดันในระยะสั้น หุ้นที่ได้รับคำแนะนำนี้ ได้แก่:​</span></p>
<ol>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">DELTA (Delta Electronics Thailand &#8211; อิเล็กทรอนิกส์)</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">BCH (Bangkok Chain Hospital &#8211; โรงพยาบาล)</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">IVL (Indorama Ventures &#8211; ปิโตรเคมี)</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">CBG (Carabao Group &#8211; เครื่องดื่มชูกำลัง)</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ADVANC (Advanced Info Service &#8211; โทรคมนาคม)</span></li>
</ol>
<p><span style="font-weight: 400;">คำแนะนำ &#8220;Take Profit&#8221; หมายความว่าหุ้นเหล่านี้ได้ปรับตัวขึ้นไปในระดับที่น่าพอใจแล้ว และอาจมีความเสี่ยงที่ราคาจะปรับฐานหรือพักตัว นักลงทุนที่ถือหุ้นเหล่านี้อาจพิจารณาขายบางส่วนเพื่อทำกำไรและลดความเสี่ยง​</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">DELTA มีผลตอบแทน YTD ที่โดดเด่นมากที่ +29.5% และซื้อขายที่ P/E Ratio 141.7 เท่า ซึ่งสูงมาก แสดงว่าตลาดได้ Pricing การเติบโตในอนาคตไว้แล้วมาก หากมีข่าวลบหรือผลประกอบการไม่เป็นไปตามคาด อาจมีความเสี่ยงที่ราคาจะปรับลงได้มาก​</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">BCH มีผลตอบแทน YTD ที่ +3.8% ซึ่งต่ำกว่าตลาด แต่อาจมีปัจจัยที่ทำให้ CGS International มองว่าควรทำกำไรบางส่วน​</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">IVL อยู่ในกลุ่มปิโตรเคมีที่มีความผันผวนสูงตามราคาน้ำมันและเคมีภัณฑ์ในตลาดโลก มีผลตอบแทน YTD ที่ +42.2% ซึ่งเติบโตมามากแล้ว​</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">CBG มีผลตอบแทน YTD ที่ +9.2% อยู่ในกลุ่มอาหารและเครื่องดื่มที่มีการแข่งขันสูง​</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ADVANC มีผลตอบแทน YTD ที่ +26.2% เติบโตมามากในกลุ่ม ICT​</span></li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 400;">*รายชื่อหุ้นต่อไปนี้เป็นข้อมูลจากรายงานวิเคราะห์ของ CGS International ณ วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2026 ไม่ใช่คำแนะนำในการลงทุน สถานการณ์ตลาดและปัจจัยพื้นฐานของหุ้นอาจเปลี่ยนแปลงได้ ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและประเมินความเหมาะสมกับพอร์ตการลงทุนของตนเองก่อนตัดสินใจ</span></p>
<h3><b>แนวทาง Peter Lynch รู้ว่าเมื่อไหร่ควรขาย</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">Peter Lynch หนึ่งในนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จที่สุดในประวัติศาสตร์ กล่าวไว้ในหนังสือ &#8220;One Up on Wall Street&#8221; (1989) ว่าการตัดสินใจว่าเมื่อไหร่ควรขายหุ้นเป็นหนึ่งในทักษะที่สำคัญที่สุดของการลงทุน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">Lynch เสนอเหตุผลหลัก 6 ประการที่ควรพิจารณาขายหุ้น </span></p>
<ol>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">เรื่องราวของหุ้นเปลี่ยนไป (The story has changed) ธุรกิจไม่ได้เป็นไปตามที่คาดการณ์ มีการเปลี่ยนแปลงเชิงลบในโมเดลธุรกิจหรืออุตสาหกรรม</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">บริษัททำผลงานได้ไม่ดีติดต่อกัน 2 ไตรมาส สัญญาณเตือนว่าอาจมีปัญหาพื้นฐาน</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">หุ้นขึ้นเกินมูลค่าที่ควรจะเป็น P/E Ratio หรือ Valuation สูงเกินไปเมื่อเทียบกับการเติบโต</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">พบโอกาสที่ดีกว่า มีหุ้นอื่นที่น่าสนใจกว่าและมี Upside มากกว่า</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ถือหุ้นมากเกินไป พอร์ตไม่สมดุล มีหุ้นหลายตัวเกินความจำเป็น</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">เกิดเหตุการณ์ที่ทำให้ต้องการเงิน ความต้องการเงินสดฉุกเฉิน</span></li>
</ol>
<p><span style="font-weight: 400;">สำหรับหุ้นที่ CGS International แนะนำให้ Take Profit เหตุผลหลักน่าจะเป็นเรื่องของการประเมินมูลค่าที่สูงขึ้นมากแล้ว (ข้อ 3) และอาจมีโอกาสที่ดีกว่าในหุ้นตัวอื่น (ข้อ 4) นักลงทุนควรพิจารณาปัจจัยเหล่านี้ประกอบกับสถานการณ์ของตัวเองก่อนตัดสินใจ</span></p>
<h3><b>ปัจจัยภายในประเทศ เมื่อการเมืองและเศรษฐกิจไทย</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การเมืองไทยกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนที่สำคัญ ตามที่รายงานของ CGS International ระบุว่า &#8220;ประเทศไทยกำลังใกล้จะมีรัฐบาล 300+ เสียง ครั้งแรกในรอบหลายปี&#8221; รัฐบาลที่มีเสถียรภาพและเสียงข้างมากในรัฐสภาจะสามารถผลักดันนโยบายเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น​</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นโยบายที่นักลงทุนควรจับตามอง</span></p>
<ol>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ โครงการช่วยเหลือรายได้ประชาชน การลดภาษี โครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">นโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยว มาตรการดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่งจะส่งผลบวกต่อกลุ่ม TOURISM, HOTEL, AIRLINE</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">นโยบายดิจิทัล การส่งเสริม Digital Economy, E-Commerce, Fintech ส่งผลบวกต่อกลุ่ม ICT และ FIN</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">นโยบายพลังงานสะอาด การส่งเสริม Renewable Energy ส่งผลต่อกลุ่ม ENERG โดยเฉพาะบริษัทที่ลงทุนใน Solar, Wind</span></li>
</ol>
<p><b>การฟื้นตัวของการท่องเที่ยว</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การท่องเที่ยวเป็นหนึ่งในเสาหลักของเศรษฐกิจไทย การฟื้นตัวเต็มรูปแบบของนักท่องเที่ยวจีนและตลาดอื่นๆ จะช่วยหนุนเศรษฐกิจไทยอย่างมาก กลุ่ม TOURISM มีผลตอบแทน YTD ที่ +12.4% โดยเฉลี่ย บริษัทอย่าง MINT (Minor International) ที่ดำเนินธุรกิจโรงแรมและร้านอาหารได้รับประโยชน์โดยตรง และอยู่ใน Let Profit Run List ของ CGS International​</span></p>
<p><b>ภาคอสังหาริมทรัพย์</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ภาคอสังหาริมทรัพย์ไทยยังคงเผชิญความท้าทาย โดยเฉพาะในกลุ่มคอนโดมิเนียมและบ้านราคาสูง อย่างไรก็ตาม นโยบายกระตุ้นจากรัฐบาลใหม่อาจช่วยให้ภาคนี้ฟื้นตัว นักลงทุนควรติดตามมาตรการต่างๆ เช่น การลดค่าธรรมเนียมการโอน การให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ซึ่งจะส่งผลต่อกลุ่ม PROP และ CONMAT</span></p>
<h3><b>ปัจจัยต่างประเทศกับสิ่งที่เกิดขึ้นในโลกส่งผลต่อเรา</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">CGS International ระบุว่าสัปดาห์หน้า (หลังวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2026) นักลงทุนควรติดตาม &#8220;FED Minutes&#8221; รายงานการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐ (Federal Reserve) เป็นตัวชี้วัดสำคัญของทิศทางดอกเบี้ยและนโยบายการเงินโลก​</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หาก FED ส่งสัญญาณว่าจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับสูงต่อเนื่อง อาจกดดันตลาดหุ้นและกระแสเงินทุนไหลออกจากตลาดเกิดใหม่รวมถึงไทย ในทางกลับกัน หาก FED ส่งสัญญาณว่าจะเริ่มลดดอกเบี้ย อาจเป็นสัญญาณบวกต่อตลาดหุ้นทั่วโลก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">Warren Buffett เคยกล่าวว่า &#8220;Interest rates are to asset prices what gravity is to the apple. When there are low interest rates, there is a very low gravitational pull on asset prices&#8221; (อัตราดอกเบี้ยต่อราคาสินทรัพย์เหมือนแรงโน้มถ่วงต่อแอปเปิล เมื่อดอกเบี้ยต่ำ แรงดึงดูดต่อราคาสินทรัพย์ก็ต่ำ) ดังนั้นการเคลื่อนไหวของดอกเบี้ยจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนต้องจับตา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">India AI Summit โอกาสและการแข่งขันในภูมิภาค</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">CGS International ระบุว่า &#8220;India AI Summit&#8221; เป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์ที่ควรติดตาม การพัฒนา Artificial Intelligence (AI) ในอินเดียและภูมิภาคเอเชียกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว ซึ่งอาจสร้างทั้งโอกาสและการแข่งขันสำหรับบริษัทไทย​</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">บริษัทไทยในกลุ่ม ICT และ TECH ที่สามารถปรับตัวและนำ AI มาใช้ในธุรกิจจะได้เปรียดเปรียบ กลุ่ม ICT มีผลตอบแทน +21.8% YTD แสดงว่านักลงทุนให้ความสนใจกับเทคโนโลยีดิจิทัล​</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ราคาน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ราคาน้ำมันเป็นปัจจัยสำคัญต่อตลาดหุ้นไทย โดยเฉพาะกลุ่ม PETRO และ ENERG ที่มีน้ำหนักมากในดัชนี จากข้อมูลของ CGS International ราคาน้ำมัน (Oil) เพิ่มขึ้น +9.4% YTD การที่กลุ่ม PETRO เติบโต +29.8% และ ENERG เติบโต +20.0% สะท้อนถึงความสัมพันธ์โดยตรงกับราคาพลังงาน​</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นักลงทุนควรติดตามปัจจัยที่ส่งผลต่อราคาน้ำมัน เช่น</span></p>
<ol>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">นโยบายของ OPEC+: การตัดสินใจเพิ่มหรือลดกำลังการผลิต</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">สถานการณ์ตะวันออกกลาง: ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">อุปสงค์จากจีนและอินเดีย: การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">นโยบายพลังงานสะอาด: การเปลี่ยนผ่านสู่ Renewable Energy</span></li>
</ol>
<p><span style="font-weight: 400;">เศรษฐกิจจีน คู่ค้าสำคัญของไทย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จีนเป็นคู่ค้าที่ใหญ่ที่สุดของไทย การฟื้นตัวหรือชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนส่งผลโดยตรงต่อการส่งออกของไทย โดยเฉพาะในกลุ่ม</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">AGRI: ส่งออกผลไม้ สินค้าเกษตร</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">FOOD: ส่งออกอาหารแปรรูป</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">PETRO: ส่งออกผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">AUTO: ส่งออกชิ้นส่วนยานยนต์</span></li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 400;">นักลงทุนควรติดตามตัวเลข GDP, PMI, และนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของจีนอย่างใกล้ชิด</span></p>
<h3><b>สรุป</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ตลาดหลักทรัพย์ไทยเปิดต้นปี 2026 ด้วยผลตอบแทนที่โดดเด่น SET Index บันทึก +14.4% YTD ณ วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2026 แซงหน้าตลาดสหรัฐอเมริกาและสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างชัดเจน การฟื้นตัวครั้งนี้ได้รับแรงหนุนจากหลายปัจจัย ทั้งราคาน้ำมันที่ปรับตัวขึ้น การฟื้นตัวของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยี และความคาดหวังต่อเสถียรภาพทางการเมืองที่จะเกิดขึ้น​</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การวิเคราะห์ของ CGS International ชี้ว่า SET Index ยังซื้อขายที่ Valuation ที่น่าสนใจ โดย FWD P/E 14.67 เท่าต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 10 ปี หากสถานการณ์การเมืองคลี่คลายด้วยรัฐบาลใหม่ที่มีเสียงข้างมากชัดเจน ตลาดหุ้นไทยอาจมีโอกาสปรับตัวขึ้นต่อสู่เป้าหมาย 1,480 จุดหรือสูงกว่า​</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สำหรับนักลงทุน สิ่งสำคัญคือการเลือกหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่งและ Valuation สมเหตุสมผล ไม่ควรไล่ซื้อหุ้นที่ปรับตัวขึ้นมามากแล้ว การกระจายความเสี่ยงตามหลักการของ Harry Markowitz การลงทุนในธุรกิจที่เข้าใจตามคำแนะนำของ Peter Lynch และการมี Margin of Safety ตามหลักการของ Benjamin Graham จะช่วยเพิ่มโอกาสความสำเร็จในระยะยาว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ไม่ว่าคุณจะเป็นนักลงทุนมือใหม่ที่กำลังเริ่มต้นด้วย SET50 ETF หรือนักลงทุนมีประสบการณ์ที่กำลังปรับพอร์ตตามข้อมูลการวิเคราะห์ สิ่งสำคัญที่สุดคือการทำการบ้านอย่างถูกต้อง ควบคุมอารมณ์ และมีวินัยในการลงทุนระยะยาว </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังที่ Warren Buffett กล่าวไว้ว่า &#8220;The stock market is a device for transferring money from the impatient to the patient&#8221; (ตลาดหุ้นคือกลไกในการถ่ายโอนเงินจากคนใจร้อนไปยังคนที่อดทนได้) ความอดทนและการตัดสินใจอย่างมีเหตุผลคือกุญแจสำคัญของความสำเร็จในการลงทุน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลและการศึกษาเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำในการลงทุนหรือการเชิญชวนให้ซื้อขายหลักทรัพย์ใดๆ การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลและทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน ข้อมูลในบทความนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2026 และอาจมีการเปลี่ยนแปลง</span></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thesignals.net/set-index-%e0%b8%9e%e0%b8%b8%e0%b9%88%e0%b8%87-14-4-%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%9b%e0%b8%b5-2026-%e0%b8%95%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%97/">SET Index พุ่ง 14.4% ต้นปี 2026 ตลาดหุ้นไทยกลับมาแล้ว? หรือสัญญาณที่นักลงทุนรอคอย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thesignals.net">The Signals</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.thesignals.net/set-index-%e0%b8%9e%e0%b8%b8%e0%b9%88%e0%b8%87-14-4-%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%9b%e0%b8%b5-2026-%e0%b8%95%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%97/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เปิดมุมมองตลาดหุ้นไทยหลังเลือกตั้ง 2569 รัฐบาลเสถียรภาพสูงหนุนดัชนีพุ่ง</title>
		<link>https://www.thesignals.net/%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%a1%e0%b8%b8%e0%b8%a1%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%95%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b8%ab/</link>
					<comments>https://www.thesignals.net/%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%a1%e0%b8%b8%e0%b8%a1%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%95%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b8%ab/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[deawbb3@gmail.com]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 09 Feb 2026 08:09:54 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Markets]]></category>
		<category><![CDATA[Election Play]]></category>
		<category><![CDATA[SET Index]]></category>
		<category><![CDATA[พรรคภูมิใจไทย]]></category>
		<category><![CDATA[หุ้นเด่น]]></category>
		<category><![CDATA[หุ้นไทย]]></category>
		<category><![CDATA[เลือกตั้ง 2569]]></category>
		<category><![CDATA[แนวโน้มตลาดหุ้น]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.thesignals.net/wp/?p=432</guid>

					<description><![CDATA[<p>การเลือกตั้งทั่วไปปี 2569 ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงครั้งส [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thesignals.net/%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%a1%e0%b8%b8%e0%b8%a1%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%95%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b8%ab/">เปิดมุมมองตลาดหุ้นไทยหลังเลือกตั้ง 2569 รัฐบาลเสถียรภาพสูงหนุนดัชนีพุ่ง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thesignals.net">The Signals</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">การเลือกตั้งทั่วไปปี 2569 ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญต่อตลาดทุนไทย เมื่อพรรคภูมิใจไทยคว้าชนะการเลือกตั้งด้วยคะแนนที่นั่งเกือบระดับ Landslide ประมาณ 195-200 ที่นั่ง ผลลัพธ์นี้สูงกว่าที่นักวิเคราะห์หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้มาก โดยเดิมประเมินว่าพรรคที่ชนะน่าจะได้ไม่เกิน 160 ที่นั่ง ความชัดเจนในทิศทางการเมืองครั้งนี้กลายเป็นตัวเร่งสำคัญที่ทำให้นักวิเคราะห์หลายสำนักปรับมุมมองต่อตลาดหุ้นไทยในเชิงบวกขึ้นอย่างเห็นได้ชัด</span></p>
<h2><b>เปิดมุมมองตลาดหุ้นไทยหลังเลือกตั้ง 2569 รัฐบาลเสถียรภาพสูงหนุนดัชนีพุ่ง</b></h2>
<p><img decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-434 aligncenter" src="https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/02/เปิดมุมมองตลาดหุ้นไทย_0_13.webp" alt="เปิดมุมมองตลาดหุ้นไทยหลังเลือกตั้ง 2569 รัฐบาลเสถียรภาพสูงหนุนดัชนีพุ่ง" width="1080" height="1350" title="เปิดมุมมองตลาดหุ้นไทยหลังเลือกตั้ง 2569 รัฐบาลเสถียรภาพสูงหนุนดัชนีพุ่ง" srcset="https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/02/เปิดมุมมองตลาดหุ้นไทย_0_13.webp 1080w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/02/เปิดมุมมองตลาดหุ้นไทย_0_13-240x300.webp 240w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/02/เปิดมุมมองตลาดหุ้นไทย_0_13-819x1024.webp 819w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/02/เปิดมุมมองตลาดหุ้นไทย_0_13-768x960.webp 768w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/02/เปิดมุมมองตลาดหุ้นไทย_0_13-750x938.webp 750w" sizes="(max-width: 1080px) 100vw, 1080px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คุณกรภัทร วรเชษฐ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดใหญ่ และหัวหน้าสายงานวิจัย บล.กรุงศรี กล่าวกับ</span><b> The Signals </b><span style="font-weight: 400;">ว่า ผลคะแนนเลือกตั้งออกมา เราก็ถือว่าเซอร์ไฟรส์ เพราะเดิมเราคาดว่า พรรคที่ได้คะแนนสูงสุด คงไม่เกิน 160 เสียง ทำให้เรากลับมาคิดเรื่อง Lanslide และปรับกรอบเป้าหมายในช่วง 3 เดือนข้างหน้านี้ที่ 1425-1500 จุด แต่เป้าดัชนีทั้งปียังเหมือนเดิมที่ 1475 จุด</span></p>
<h3><b>ผลการเลือกตั้งสร้างความมั่นใจให้ตลาด</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">พรรคภูมิใจไทยได้ที่นั่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขต 175 ที่นั่ง และแบบบัญชีรายชื่อ 19 ที่นั่ง รวมทั้งสิ้น 194 ที่นั่ง ขณะที่พรรคประชาชนอยู่อันดับสองด้วย 114-116 ที่นั่ง และพรรคเพื่อไทยอันดับสามด้วย 78 ที่นั่ง การได้เสียงข้างมากอย่างชัดเจนของพรรคภูมิใจไทยนี้ทำให้มีโอกาสสูงในการจัดตั้งรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ และสามารถขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ตลาดหุ้นไทยตอบรับในทันทีหลังผลการเลือกตั้งประกาศ โดยวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 ดัชนี SET ปรับตัวขึ้น 2.70% มาอยู่ที่ระดับ 1390.56 จุด สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่กลับมาเข้าซื้อหุ้นหลังจากความกังวลทางการเมืองคลี่คลาย หุ้นที่ปรับตัวโดดเด่นในกลุ่มผู้นำตลาดได้แก่ DELTA ขึ้น 5.31%, AOT พุ่ง 9.91% และ GULF เพิ่มขึ้น 7.54%​</span></p>
<h3><b>เปรียบเทียบกับรูปแบบการเลือกตั้งในอดีต</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">นักวิเคราะห์ชี้ว่า รูปแบบการเลือกตั้งครั้งนี้ใกล้เคียงกับกรณีปี 2011 เมื่อรัฐบาลยิ่งลักษณ์ได้รับเสียงข้างมากสูง ซึ่งในช่วงนั้นตลาดตอบรับในเชิงบวกอย่างต่อเนื่อง โดยหลังการเลือกตั้ง 1 เดือน ตลาดปรับขึ้น 1.85%, 3 เดือนขึ้น 9.47% และ 6 เดือนพุ่งขึ้น 17.01% ข้อมูลในอดีตนี้กลายเป็นจุดอ้างอิงสำคัญที่ทำให้นักวิเคราะห์หลายฝ่างคาดว่าตลาดหุ้นไทยมีโอกาส Rally ใน 3 เดือนข้างหน้าประมาณ 8-10%</span></p>
<h3><b>เป้าหมายดัชนีและสมมติฐานการเติบโต</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">บริษัทหลักทรัพย์กรุงศรีปรับกรอบเป้าหมาย SET Index ใน 3 เดือนข้างหน้าไปอยู่ที่ 1420-1500 จุด แต่ยังคงเป้าหมายสิ้นปี 2026 ไว้ที่ 1475 จุด การตั้งเป้าหมายนี้อิงจากอัตราส่วน PER ที่ 15.9 เท่า บนสมมติฐานการเติบโตของกำไรต่อหุ้น (EPS Growth) ที่ 8% ต่อปี ทั้งนี้ค่า PER ดังกล่าวใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ย Forward ระยะยาวของตลาดหุ้นไทย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">กลุ่มหุ้นที่ได้ประโยชน์จากผลการเลือกตั้ง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นักวิเคราะห์ ระบุว่า ธีมการลงทุนที่โดดเด่นหลังการเลือกตั้งคือ Election Play ซึ่งประกอบด้วยสองกลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนและการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) และกลุ่มบริการที่พึ่งพากำลังซื้อภายในประเทศ​</span></p>
<h3><b>กลุ่มการลงทุนและโครงสร้างพื้นฐาน</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">กลุ่มนี้ได้แรงหนุนจากนโยบายการเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน การลดขั้นตอนการอนุมัติโครงการ และการดึงดูดเงินลงทุนจากต่างประเทศ หุ้นที่น่าสนใจในกลุ่มนี้ประกอบด้วย STECON, GULF, EGCO, KTB, KBANK, ADVANC, AMATA, WHA, SCC, PYLON, INSET และ STPI โดยเฉพาะ STECON และ GULF ที่คาดว่าจะได้ประโยชน์โดยตรงจากการเร่งลงทุนภาครัฐและการลดความซับซ้อนของกระบวนการลงทุนจากต่างประเทศ รวมถึงโครงการพลังงานทางเลือก​</span></p>
<h3><b>กลุ่มบริการและการบริโภคภายในประเทศ</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">กลุ่มหุ้นบริการและค้าปลีกจะได้รับแรงหนุนจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่มุ่งเพิ่มกำลังซื้อในประเทศ หุ้นที่โดดเด่นในกลุ่มนี้ ได้แก่ BDMS, CPALL, AOT, CENTEL, MTC, KTC และ PLANB โดยเฉพาะ AOT ที่ได้ประโยชน์จากการปรับขึ้นค่าธรรมเนียมสนามบินขาออกและการฟื้นตัวต่อเนื่องของภาคการท่องเที่ยว ผสานกับช่วงเทศกาลตรุษจีน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หุ้นเด่นที่นักวิเคราะห์แนะนำ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">บริษัทหลักทรัพย์กรุงศรีได้คัดเลือกหุ้น Top Picks จาก Election Play ทั้งหมด 5 บริษัท ประกอบด้วย STECON, GULF, CPALL, KTB และ AOT หุ้นเหล่านี้ถูกมองว่ามีศักยภาพในการเติบโตสูงภายใต้นโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่ และสามารถตอบสนองความต้องการทั้งในส่วนของการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและการกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ​</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากนี้ยังมี SONY80 ที่นักวิเคราะห์มองในมุม Global Play โดยคาดว่าจะได้ประโยชน์จากการฟื้นตัวของการบริโภคในญี่ปุ่นภายใต้นโยบายรัฐบาลใหม่ของประเทศญี่ปุ่น​</span></p>
<h3><b>ปัจจัยสนับสนุนและความเสี่ยงที่ต้องติดตาม</b></h3>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>ความเสถียรภาพทางการเมืองไทย : </b><span style="font-weight: 400;">รัฐบาลใหม่ที่มีเสถียรภาพสูงจะสามารถขับเคลื่อนนโยบายการคลังได้อย่างเต็มรูปแบบและต่อเนื่อง นโยบายสำคัญที่คาดว่าจะดำเนินการต่อเนื่องประกอบด้วยโครงการคนละครึ่ง, การแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือน, การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยี และโครงการพิเศษอื่นๆ ความชัดเจนในทิศทางนโยบายนี้คาดว่าจะดึงดูดกระแสเงินทุนไหลกลับเข้าสู่ตลาดหุ้นไทย โดยเฉพาะจากนักลงทุนสถาบันต่างชาติที่เคยถือน้ำหนักการลงทุนในไทยต่ำกว่าปกติ (Underweight)​</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>เทคโนโลยีระดับโลก</b><span style="font-weight: 400;"> : ผู้บริหาร NVIDIA ได้ออกมาแสดงมุมมองว่าการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI ยังคงต้องดำเนินต่อไปอีก 6-7 ปี ทิศทางนี้เป็นปัจจัยบวกต่อหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและชิปคอมพิวเตอร์ทั่วโลก เชื่อมโยงไปถึงหุ้นไทยในกลุ่ม DELTA, นิคมอุตสาหกรรม, โรงไฟฟ้า, รับเหมาก่อสร้าง และสื่อสาร​</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>เศรษฐกิจสหรัฐอเมริกา : </b><span style="font-weight: 400;">ข้อมูลล่าสุดจากมหาวิทยาลัยมิชิแกนแสดงให้เห็นว่าการคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อในระยะ 1 ปีข้างหน้าลดลงเหลือ 3.5% ในขณะเดียวกัน ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคฟื้นตัวขึ้นมาอยู่ที่ 57.9 จุด สัญญาณเหล่านี้ช่วยบรรเทาความกังวลเกี่ยวกับเศรษฐกิจสหรัฐ และเป็นปัจจัยหนุนสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกรวมถึงหุ้นไทย​</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>สถานการณ์การเจรจาระหว่างสหรัฐและอิหร่าน : </b><span style="font-weight: 400;">การเจรจายังไม่มีความคืบหน้าที่ชัดเจน ส่งผลให้ราคาน้ำมันมีความผันผวน อย่างไรก็ตาม สถานการณ์นี้สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อหุ้นกลุ่มพลังงานต้นน้ำซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 10-11% ของตลาดหุ้นไทย​</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>ผลประกอบการไตรมาส 4 ปี 2568</b><span style="font-weight: 400;"> : นักลงทุนต้องติดตามการประกาศงบการเงินไตรมาส 4 ปี 2568 ของบริษัทจดทะเบียนสำคัญในสัปดาห์นี้ ได้แก่ PTTEP, PTTGC, OR, GPSC, GULF, SPRC, TOP, AOT และ MINT โดยเฉพาะ TOP และ MINT ที่คาดว่าจะมีผลประกอบการโดดเด่น​</span></li>
</ul>
<h3><b>แนวโน้มระยะสั้นและระยะยาว</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">สำหรับแนวโน้มในวันนี้ บริษัทหลักทรัพย์กรุงศรีคาดว่า SET Index จะปรับตัวขึ้น โดยมีแนวต้านอยู่ที่ระดับ 1395 และ 1415 จุด ขณะที่แนวรับอยู่ที่ 1350 และ 1341 จุด การเคลื่อนไหวในช่วงนี้สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่กลับมาหลังความไม่แน่นอนทางการเมืองลดลง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในระยะยาว เสถียรภาพของรัฐบาลใหม่ถือเป็นตัวเร่งสำคัญ (Catalyst) ต่อการประเมินมูลค่าตลาดหุ้นไทยใหม่ (Re-rating SET Index) การที่รัฐบาลสามารถขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่ติดขัดจากปัญหาทางการเมือง จะช่วยเพิ่มความน่าดึงดูดของตลาดทุนไทยในสายตานักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ​</span></p>
<p><b>โอกาสในการลงทุนและข้อควรระวัง</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การเลือกตั้งปี 2569 ถือเป็นจุดเปลี่ยนโครงสร้างตลาดทุนไทยที่สำคัญ ความชัดเจนในทิศทางการเมืองช่วยลดความเสี่ยงที่นักลงทุนเคยกังวล และเปิดโอกาสให้ตลาดสะท้อนมูลค่าพื้นฐานทางเศรษฐกิจได้ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม ผู้ที่สนใจลงทุนควรพิจารณาปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ที่อาจเกิดขึ้น ทั้งจากสถานการณ์เศรษฐกิจโลก ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน และการแข่งขันในภูมิภาคเอเชีย​</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากนี้ การติดตามผลการดำเนินนโยบายของรัฐบาลใหม่อย่างใกล้ชิดจะช่วยให้นักลงทุนประเมินโอกาสและความเสี่ยงได้แม่นยำยิ่งขึ้น โดยเฉพาะนโยบายที่มีผลกระทบโดยตรงต่อกลุ่มธุรกิจที่ตนถือหุ้นอยู่ การกระจายความเสี่ยงและการเลือกหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่งยังคงเป็นหลักการสำคัญในการบริหารพอร์ตการลงทุน</span></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thesignals.net/%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%a1%e0%b8%b8%e0%b8%a1%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%95%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b8%ab/">เปิดมุมมองตลาดหุ้นไทยหลังเลือกตั้ง 2569 รัฐบาลเสถียรภาพสูงหนุนดัชนีพุ่ง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thesignals.net">The Signals</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.thesignals.net/%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%a1%e0%b8%b8%e0%b8%a1%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%95%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b8%ab/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เจาะลึกกลยุทธ์ลงทุน 2569 ฝ่าคลื่นความผันผวนสู่เป้า SET 1,400 จุด ด้วยธีม Riding the Wild Horse</title>
		<link>https://www.thesignals.net/%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%b0%e0%b8%a5%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b9%8c%e0%b8%a5%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%99-2569-%e0%b8%9d%e0%b9%88/</link>
					<comments>https://www.thesignals.net/%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%b0%e0%b8%a5%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b9%8c%e0%b8%a5%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%99-2569-%e0%b8%9d%e0%b9%88/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[deawbb3@gmail.com]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 02 Feb 2026 06:49:18 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Business]]></category>
		<category><![CDATA[InnovestX]]></category>
		<category><![CDATA[Riding the Wild Horse]]></category>
		<category><![CDATA[SET Index]]></category>
		<category><![CDATA[กลยุทธ์ลงทุน]]></category>
		<category><![CDATA[ลงทุนปี 2569]]></category>
		<category><![CDATA[หุ้นเด่น]]></category>
		<category><![CDATA[หุ้นไทย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.thesignals.net/wp/?p=322</guid>

					<description><![CDATA[<p>วิเคราะห์ทิศทางลงทุนปี 2569 แบบเจาะลึก มอง SET Index กร [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thesignals.net/%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%b0%e0%b8%a5%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b9%8c%e0%b8%a5%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%99-2569-%e0%b8%9d%e0%b9%88/">เจาะลึกกลยุทธ์ลงทุน 2569 ฝ่าคลื่นความผันผวนสู่เป้า SET 1,400 จุด ด้วยธีม Riding the Wild Horse</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thesignals.net">The Signals</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">วิเคราะห์ทิศทางลงทุนปี 2569 แบบเจาะลึก มอง SET Index กรอบ 1,350-1,400 จุด พร้อมโพยหุ้นเด่นรายตัวและกลยุทธ์จัดพอร์ตรับมือความผันผวน ตามแนวคิด Riding the Wild Horse เพื่อสร้างผลตอบแทนที่เหนือกว่า</span></p>
<h2><b>เจาะลึกกลยุทธ์ลงทุน 2569 ฝ่าคลื่นความผันผวนสู่เป้า SET 1,400 จุด ด้วยธีม Riding the Wild Horse</b></h2>
<p><img decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-325 aligncenter" src="https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/02/เจาะลึกกลยุทธ์ลงทุน-2569-ฝ่าคลื่นความผันผวนสู่เป้า-SET-1400-จุด-ด้วยธีม-Riding-the-Wild-Horse-2.webp" alt="เจาะลึกกลยุทธ์ลงทุน 2569 ฝ่าคลื่นความผันผวนสู่เป้า SET 1,400 จุด ด้วยธีม Riding the Wild Horse" width="1080" height="1350" title="เจาะลึกกลยุทธ์ลงทุน 2569 ฝ่าคลื่นความผันผวนสู่เป้า SET 1,400 จุด ด้วยธีม Riding the Wild Horse" srcset="https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/02/เจาะลึกกลยุทธ์ลงทุน-2569-ฝ่าคลื่นความผันผวนสู่เป้า-SET-1400-จุด-ด้วยธีม-Riding-the-Wild-Horse-2.webp 1080w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/02/เจาะลึกกลยุทธ์ลงทุน-2569-ฝ่าคลื่นความผันผวนสู่เป้า-SET-1400-จุด-ด้วยธีม-Riding-the-Wild-Horse-2-240x300.webp 240w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/02/เจาะลึกกลยุทธ์ลงทุน-2569-ฝ่าคลื่นความผันผวนสู่เป้า-SET-1400-จุด-ด้วยธีม-Riding-the-Wild-Horse-2-819x1024.webp 819w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/02/เจาะลึกกลยุทธ์ลงทุน-2569-ฝ่าคลื่นความผันผวนสู่เป้า-SET-1400-จุด-ด้วยธีม-Riding-the-Wild-Horse-2-768x960.webp 768w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/02/เจาะลึกกลยุทธ์ลงทุน-2569-ฝ่าคลื่นความผันผวนสู่เป้า-SET-1400-จุด-ด้วยธีม-Riding-the-Wild-Horse-2-750x938.webp 750w" sizes="(max-width: 1080px) 100vw, 1080px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในโลกของการลงทุนที่หมุนเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว การก้าวเข้าสู่ปี 2569 นับเป็นความท้าทายบทใหม่ที่นักลงทุนต้องเตรียมพร้อมรับมือ หากเปรียบตลาดหุ้นเป็นสนามแข่ง ปีนี้คงไม่ใช่การวิ่งทางตรงที่ราบรื่น แต่เปรียบเสมือนการพยายามควบคุมม้าป่าที่พยศและเต็มไปด้วยพลัง ซึ่งสอดคล้องกับธีมการลงทุนหลักประจำปีนี้ที่ถูกนิยามว่า </span><b>“Riding the Wild Horse”</b><span style="font-weight: 400;"> </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">บทความนี้ </span><b>The Signals </b><span style="font-weight: 400;">จะพาทุกท่านไปถอดรหัสกลยุทธ์การลงทุนแบบเจาะลึก เพื่อเฟ้นหาโอกาสสร้างผลตอบแทนท่ามกลางความผันผวน จากทั้ง</span><span style="font-weight: 400;">คุณสุทธิชัย คุ้มวรชัย Head of Research Department, ดร. ปิยศักดิ์ มานะสันต์ หัวหน้านักวิจัยเศรษฐกิจ, คุณรัฐศรัณย์ ธนไพศาลกิจ Head of Investment Strategy &amp; Head of Trading Product Specialist และคุณสิทธิชัย ดวงรัตนฉายา หัวหน้านักกลยุทธ์ บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ เรือธงด้านการลงทุนภายใต้กลุ่มเอสซีบีเอกซ์ (SCBX Group)</span></p>
<h3><b>ภาพรวมเศรษฐกิจโลกคือ ปีแห่งสองขั้วอำนาจ</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อเรากางแผนที่เศรษฐกิจโลกออกมาดูในปี 2569 จะพบว่า ภาพรวมนั้นไม่ได้เลวร้ายจนถึงขั้นวิกฤต แต่เป็นปีที่ต้องอาศัยจังหวะเวลาที่แม่นยำ โดยผู้เชี่ยวชาญมองว่า เศรษฐกิจโลกมีโอกาสที่จะสร้างผลตอบแทนได้ดี เนื่องจากภาพรวมเศรษฐกิจแม้จะมีการชะลอตัวลงบ้าง แต่จะไม่เข้าสู่ภาวะถดถอยอย่างที่หลายคนกังวล</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ตาม จุดที่น่าสนใจ คือ ลักษณะการเติบโตของเศรษฐกิจในปีนี้จะมีรูปแบบที่เรียกว่า </span><b>&#8220;Year of Two Halves&#8221;</b><span style="font-weight: 400;"> กล่าวคือ</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>ครึ่งปีแรก :</b><span style="font-weight: 400;"> เราอาจต้องเผชิญกับแรงเสียดทานจากการชะลอตัว ซึ่งเป็นผลพวงจากสงครามการค้าและความล่าช้าของนโยบายต่างๆ</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>ครึ่งปีหลัง :</b><span style="font-weight: 400;"> ฟ้าจะเริ่มเปิดกว้างขึ้น โดยเศรษฐกิจมีแนวโน้มฟื้นตัวจากมาตรการกระตุ้นของภาครัฐที่จะเริ่มเห็นผลชัดเจนขึ้น</span></li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากนี้ ปัจจัยหนุนสำคัญที่ช่วยประคองตลาดในช่วงต้นปี คือ นโยบายการเงินของโลกส่วนใหญ่ที่ยังคงผ่อนคลาย รวมถึง แรงส่งจากการลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ ที่ยังเป็นปัจจัยบวกอยู่ แต่ถึงกระนั้น เราก็ไม่อาจประมาทได้ เพราะเมื่อเข้าสู่ช่วงกลางปี ความกังวลเรื่องเงินเฟ้ออาจกลับมาสร้างแรงกดดันได้อีกครั้ง</span></p>
<h3><b>ปัจจัยเสี่ยงและคลื่นลมที่ต้องจับตามอง</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ในฐานะนักลงทุน การมองหาแต่ผลกำไรเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ เราจำเป็นต้องประเมินความเสี่ยงเพื่อปิดประตูขาดทุนด้วย ในปี 2569 นี้ ความผันผวนมีแนวโน้มจะเพิ่มสูงขึ้นจากหลายปัจจัย โดยเฉพาะความเสี่ยงด้านนโยบายเศรษฐกิจและการต่างประเทศของสหรัฐฯ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ประเด็นที่ร้อนแรงและไม่อาจมองข้าม คือ </span><b>&#8220;บุคลิกที่คาดเดาได้ยากของประธานาธิบดีทรัมป์&#8221;</b><span style="font-weight: 400;"> ซึ่งอาจนำไปสู่สงครามการค้าที่กลับมาปะทุขึ้นอีกครั้ง รวมถึงความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับจีน ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับญี่ปุ่นในประเด็นไต้หวัน หรือความไม่สงบในตะวันออกกลาง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ยิ่งไปกว่านั้น ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมก็เป็นอีกหนึ่งตัวแปรสำคัญ โดยเฉพาะปรากฏการณ์ </span><b>&#8220;ลานีญา&#8221; (La Niña)</b><span style="font-weight: 400;"> ที่อาจเกิดขึ้นและส่งผลกระทบต่อซัพพลายเชนและเศรษฐกิจโลก ซึ่งจะยิ่งเพิ่มระดับความผันผวนให้สูงขึ้นไปอีก ประกอบกับมูลค่าหุ้น (Valuation) ในหลายตลาดที่เริ่มตึงตัว ทำให้การลงทุนในปีนี้ต้องอาศัยความพิถีพิถันเป็นพิเศษ</span></p>
<h3><b>เจาะลึกตลาดหุ้นไทย (SET Index) : แสงสว่างปลายอุโมงค์ที่ 1,400 จุด</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">หันกลับมามองที่บ้านเรา ตลาดหุ้นไทยในปี 2569 ยังคงมีความหวัง โดยทาง InnovestX ได้ประเมินกรอบเป้าหมายของ </span><b>SET Index ไว้ที่ระดับ 1,350 – 1,400 จุด</b><span style="font-weight: 400;"> ซึ่งถือเป็นระดับที่มีนัยสำคัญ โดยปัจจัยบวกที่จะช่วยผลักดันดัชนีมีแนวโน้มเกิดขึ้นตั้งแต่ไตรมาสแรก ซึ่งได้รับแรงหนุนจากการเลือกตั้งและนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลชุดใหม่</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจไทย (GDP) นั้น คาดว่าจะขยายตัวได้ประมาณ </span><b>1.4%</b><span style="font-weight: 400;"> แม้จะเป็นตัวเลขที่ลดลงจากปีก่อนและสะท้อนถึงการฟื้นตัวที่ไม่ทั่วถึง รวมถึงปัญหากำลังซื้อภาคครัวเรือนที่เปราะบาง แต่ในทางกลับกัน ช่วงครึ่งหลังของปีสถานการณ์มีแนวโน้มจะดีขึ้นอย่างชัดเจนจากการเดินหน้าโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ</span></p>
<p><b>ปัจจัยชี้วัดสำคัญ คือ การเมืองและงบประมาณ</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สิ่งที่นักลงทุนต้องติดตามอย่างใกล้ชิด คือ </span><b>&#8220;เสถียรภาพทางการเมือง&#8221; </b><span style="font-weight: 400;">หากการจัดตั้งรัฐบาลเป็นไปอย่างราบรื่นและคณะรัฐมนตรีชุดใหม่สามารถอนุมัติงบประมาณปี 2570 ได้ภายในไตรมาสที่ 2 ก่อนนำเข้าสู่สภาฯ จะทำให้การเบิกจ่ายงบประมาณไม่ล่าช้า ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ นอกจากนี้ หากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของพรรคการเมืองต่างๆ ถูกนำมาปฏิบัติจริง อาจช่วยหนุนให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวเพิ่มขึ้นจากกรณีฐานได้อีกประมาณ 0.12 &#8211; 0.50% เลยทีเดียว</span></p>
<h3><b>กลยุทธ์การลงทุน &#8220;Stay Invested, Stay Selective&#8221;</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อเราทราบทิศทางลมแล้ว คำถามสำคัญ คือ</span><b> &#8220;เราควรจัดพอร์ตอย่างไร?&#8221; </b><span style="font-weight: 400;">กลยุทธ์หลักที่แนะนำสำหรับปี 2569 คือ </span><b>&#8220;Stay Invested, Stay Selective&#8221;</b><span style="font-weight: 400;"> หรือการคงน้ำหนักการลงทุนไว้ในตลาด แต่เน้นการคัดเลือกสินทรัพย์รายตัวอย่างมีวินัยและระมัดระวัง โดยเราสามารถแบ่งกลยุทธ์เจาะลึกรายสินทรัพย์ได้ดังนี้:</span></p>
<p><b>ตลาดหุ้นต่างประเทศ </b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หุ้นโลกยังคงเป็นแกนหลักของพอร์ตการลงทุน แต่ปีนี้ถึงเวลาที่จะต้องกระจายความเสี่ยงออกจากสหรัฐฯ บ้าง โดยแนะนำให้</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>กระจายการลงทุนสู่ตลาดนอกสหรัฐฯ (Rest of the World) :</b><span style="font-weight: 400;"> มองหาตลาดที่ Valuation ยังอยู่ในระดับที่เหมาะสม</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>โฟกัสกลุ่มเติบโตและเทคโนโลยี :</b><span style="font-weight: 400;"> ธีม AI และ Digital Transformation ยังคงเป็นเมกะเทรนด์ที่แข็งแกร่ง ควบคู่ไปกับกลุ่มโครงสร้างพื้นฐานและพลังงาน</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>หุ้นสหรัฐฯ ขนาดเล็ก (Small Cap) :</b><span style="font-weight: 400;"> เป็นอีกกลุ่มที่น่าสนใจสำหรับการกระจายความเสี่ยง</span></li>
</ul>
<p><b>รายชื่อหุ้นต่างประเทศที่น่าสนใจ </b></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>สหรัฐฯ :</b><span style="font-weight: 400;"> เน้นกลุ่มเทคโนโลยีแพลตฟอร์มและสุขภาพที่มีคุณภาพ เช่น </span><b>Amazon, Google, Meta</b><span style="font-weight: 400;"> และ </span><b>Eli Lilly</b></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>ยุโรป :</b><span style="font-weight: 400;"> มองหากลุ่มแบรนด์พรีเมียมและพลังงานสะอาด เช่น </span><b>LVMH</b><span style="font-weight: 400;"> และ </span><b>Orsted</b></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>จีน :</b><span style="font-weight: 400;"> เน้นหุ้นเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมที่ได้แรงหนุนจากรัฐ เช่น </span><b>Tencent</b><span style="font-weight: 400;"> และ </span><b>CATL</b></li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 400;">สำหรับใครต้องการลงทุนหุ้นเหล่านี้ สามารถทำได้ง่ายๆ ผ่านตราสาร DR ในตลาดหุ้นไทย เช่น DR23 ของ InnovestX ซึ่งมีตัวเลือกหลากหลาย อาทิ </span><b>BABA23, TENCENT23</b><span style="font-weight: 400;"> หรือหุ้นญี่ปุ่นอย่าง </span><b>SOFTBANK23</b><span style="font-weight: 400;"> เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับพอร์ต</span></p>
<p><b>ตลาดหุ้นไทย</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สำหรับตลาดหุ้นไทย แนะนำให้คัดเลือกหุ้นตามธีมที่ชัดเจน โดยเน้นกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีรายได้จากในประเทศสูงและมีลักษณะเชิงรับเพื่อทนทานต่อความผันผวน เช่น กลุ่มการแพทย์ พาณิชย์ และสื่อสาร โดยมีหุ้นเด่น (Top Picks) แบ่งตามประเภท ดังนี้</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>หุ้นปันผลคุณภาพ :</b><span style="font-weight: 400;"> เพื่อสร้างกระแสเงินสดที่สม่ำเสมอ แนะนำ </span><b>AP</b><span style="font-weight: 400;"> และ </span><b>KTB</b></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>หุ้นเติบโต :</b><span style="font-weight: 400;"> กลุ่มที่กำไรเริ่มฟื้นตัว เหมาะกับการลงทุนเชิงรุก แนะนำ </span><b>MTC</b><span style="font-weight: 400;"> และ </span><b>TRUE</b></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>หุ้นฟื้นตัวและหุ้นมูลค่า :</b><span style="font-weight: 400;"> หุ้นที่ราคายังต่ำกว่าพื้นฐานและได้ประโยชน์จากการท่องเที่ยวและการบริโภค แนะนำ </span><b>CENTEL, TU, CPALL</b><span style="font-weight: 400;"> และ </span><b>OR</b></li>
</ul>
<p><b>สินทรัพย์ทางเลือกและการกระจายความเสี่ยง</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เพื่อไม่ให้พอร์ตการลงทุนของเราผันผวนจนเกินไปเมื่อเจอกับ &#8220;ม้าป่า&#8221; การจัดสรรเงินไปในสินทรัพย์อื่นๆ จึงเป็นเรื่องจำเป็น</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>ตราสารหนี้ :</b><span style="font-weight: 400;"> เป็นหลุมหลบภัยที่ดี โดยแนะนำให้เน้นตราสารหนี้คุณภาพดีที่มีอายุคงเหลือปานกลางราว </span><b>3–5 ปี</b><span style="font-weight: 400;"> เพื่อช่วยลดความผันผวนของพอร์ตโดยรวม</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>ทองคำ :</b><span style="font-weight: 400;"> ยังคงมีบทบาทสำคัญในการกระจายความเสี่ยง แนะนำให้ลงทุนผ่านกองทุนอย่าง </span><b>UOBSG-H</b></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>Bitcoin :</b><span style="font-weight: 400;"> สินทรัพย์ดิจิทัลอย่าง Bitcoin สามารถลงทุนได้ แต่ควรจำกัดสัดส่วนการลงทุนให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ไม่มากจนเกินไป</span></li>
</ul>
<h3><b>ธุรกิจไหน &#8220;รุ่ง&#8221; ธุรกิจไหน &#8220;ร่วง&#8221;?</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">The Signals มีมุมมองจากธีมการลงทุนของ InnovestX เพื่อแปลเป็น </span><b>&#8220;โอกาสทางธุรกิจ&#8221;</b><span style="font-weight: 400;"> ดังนี้</span></p>
<p><b>กลุ่มธุรกิจที่น่าจับตามอง</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากคุณอยู่ในอุตสาหกรรมเหล่านี้ หรือมีลูกค้ากลุ่มนี้ ถือว่าเป็น &#8220;ลมใต้ปีก&#8221;</span></p>
<ol>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>ธุรกิจการแพทย์และสุขภาพ (Healthcare) :</b><span style="font-weight: 400;"> เป็นกลุ่มเชิงรับ (Defensive) ที่รายได้มั่นคง ไม่ผันผวนตามเศรษฐกิจ สังคมผู้สูงอายุทำให้ดีมานด์กลุ่มนี้โตต่อเนื่อง</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>ธุรกิจค้าปลีกและสินค้าอุปโภคบริโภค (Commerce) :</b><span style="font-weight: 400;"> แม้กำลังซื้อรวมจะแย่ แต่กลุ่มสินค้าจำเป็นและกลุ่มที่ได้อานิสงส์จากมาตรการกระตุ้นการบริโภคของรัฐ ยังไปต่อได้</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>โครงสร้างพื้นฐานและสื่อสาร (Infrastructure/ICT) :</b><span style="font-weight: 400;"> การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล (Digital Transformation) และ AI ทำให้ธุรกิจวางระบบ, Data Center และโทรคมนาคม เป็นที่ต้องการสูง</span></li>
</ol>
<p><b>กลุ่มธุรกิจที่ต้องระวัง</b></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>ธุรกิจที่พึ่งพาสหรัฐฯ สูง :</b><span style="font-weight: 400;"> ความเสี่ยงจากนโยบายกีดกันทางการค้า</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>ภาคเกษตร (บางส่วน) :</b><span style="font-weight: 400;"> ต้องระวังปรากฏการณ์ </span><b>ลานีญา (La Niña)</b><span style="font-weight: 400;"> ที่จะทำให้น้ำท่วมหรือสภาพอากาศแปรปรวน กระทบผลผลิตและต้นทุนวัตถุดิบอาหาร</span></li>
</ul>
<h3><b>บทสรุป : กุญแจสู่ความสำเร็จในปี 2569</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">โดยสรุปแล้ว การลงทุนในปี 2569 ภายใต้ธีม &#8220;Riding the Wild Horse&#8221; นั้น หัวใจสำคัญไม่ได้อยู่ที่การวิ่งไล่ตามตลาดเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ &#8220;การเลือกสรร&#8221;  และ &#8220;วินัย&#8221; ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวในครึ่งปีแรกและฟื้นตัวในครึ่งปีหลัง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โดยผู้ที่สามารถผสมผสานระหว่างหุ้นเติบโตคุณภาพดี ทั้งในและต่างประเทศ เข้ากับสินทรัพย์มั่นคงอย่างตราสารหนี้และทองคำได้อย่างลงตัว การกระจายความเสี่ยงไปยังตลาดนอกสหรัฐฯ และการเลือกหุ้นไทยที่มีพื้นฐานแกร่ง จะเป็นเกราะป้องกันชั้นดีที่ทำให้พอร์ตการลงทุนของคุณเติบโตได้อย่างยั่งยืน แม้ต้องเผชิญกับคลื่นลมของความผันผวนก็ตาม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หมายเหตุ: การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน </span></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thesignals.net/%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%b0%e0%b8%a5%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b9%8c%e0%b8%a5%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%99-2569-%e0%b8%9d%e0%b9%88/">เจาะลึกกลยุทธ์ลงทุน 2569 ฝ่าคลื่นความผันผวนสู่เป้า SET 1,400 จุด ด้วยธีม Riding the Wild Horse</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thesignals.net">The Signals</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.thesignals.net/%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%b0%e0%b8%a5%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b9%8c%e0%b8%a5%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%99-2569-%e0%b8%9d%e0%b9%88/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
