วิเคราะห์ทิศทางลงทุนปี 2569 แบบเจาะลึก มอง SET Index กรอบ 1,350-1,400 จุด พร้อมโพยหุ้นเด่นรายตัวและกลยุทธ์จัดพอร์ตรับมือความผันผวน ตามแนวคิด Riding the Wild Horse เพื่อสร้างผลตอบแทนที่เหนือกว่า
เจาะลึกกลยุทธ์ลงทุน 2569 ฝ่าคลื่นความผันผวนสู่เป้า SET 1,400 จุด ด้วยธีม Riding the Wild Horse

ในโลกของการลงทุนที่หมุนเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว การก้าวเข้าสู่ปี 2569 นับเป็นความท้าทายบทใหม่ที่นักลงทุนต้องเตรียมพร้อมรับมือ หากเปรียบตลาดหุ้นเป็นสนามแข่ง ปีนี้คงไม่ใช่การวิ่งทางตรงที่ราบรื่น แต่เปรียบเสมือนการพยายามควบคุมม้าป่าที่พยศและเต็มไปด้วยพลัง ซึ่งสอดคล้องกับธีมการลงทุนหลักประจำปีนี้ที่ถูกนิยามว่า “Riding the Wild Horse”
บทความนี้ The Signals จะพาทุกท่านไปถอดรหัสกลยุทธ์การลงทุนแบบเจาะลึก เพื่อเฟ้นหาโอกาสสร้างผลตอบแทนท่ามกลางความผันผวน จากทั้งคุณสุทธิชัย คุ้มวรชัย Head of Research Department, ดร. ปิยศักดิ์ มานะสันต์ หัวหน้านักวิจัยเศรษฐกิจ, คุณรัฐศรัณย์ ธนไพศาลกิจ Head of Investment Strategy & Head of Trading Product Specialist และคุณสิทธิชัย ดวงรัตนฉายา หัวหน้านักกลยุทธ์ บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ เรือธงด้านการลงทุนภายใต้กลุ่มเอสซีบีเอกซ์ (SCBX Group)
ภาพรวมเศรษฐกิจโลกคือ ปีแห่งสองขั้วอำนาจ
เมื่อเรากางแผนที่เศรษฐกิจโลกออกมาดูในปี 2569 จะพบว่า ภาพรวมนั้นไม่ได้เลวร้ายจนถึงขั้นวิกฤต แต่เป็นปีที่ต้องอาศัยจังหวะเวลาที่แม่นยำ โดยผู้เชี่ยวชาญมองว่า เศรษฐกิจโลกมีโอกาสที่จะสร้างผลตอบแทนได้ดี เนื่องจากภาพรวมเศรษฐกิจแม้จะมีการชะลอตัวลงบ้าง แต่จะไม่เข้าสู่ภาวะถดถอยอย่างที่หลายคนกังวล
อย่างไรก็ตาม จุดที่น่าสนใจ คือ ลักษณะการเติบโตของเศรษฐกิจในปีนี้จะมีรูปแบบที่เรียกว่า “Year of Two Halves” กล่าวคือ
- ครึ่งปีแรก : เราอาจต้องเผชิญกับแรงเสียดทานจากการชะลอตัว ซึ่งเป็นผลพวงจากสงครามการค้าและความล่าช้าของนโยบายต่างๆ
- ครึ่งปีหลัง : ฟ้าจะเริ่มเปิดกว้างขึ้น โดยเศรษฐกิจมีแนวโน้มฟื้นตัวจากมาตรการกระตุ้นของภาครัฐที่จะเริ่มเห็นผลชัดเจนขึ้น
นอกจากนี้ ปัจจัยหนุนสำคัญที่ช่วยประคองตลาดในช่วงต้นปี คือ นโยบายการเงินของโลกส่วนใหญ่ที่ยังคงผ่อนคลาย รวมถึง แรงส่งจากการลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ ที่ยังเป็นปัจจัยบวกอยู่ แต่ถึงกระนั้น เราก็ไม่อาจประมาทได้ เพราะเมื่อเข้าสู่ช่วงกลางปี ความกังวลเรื่องเงินเฟ้ออาจกลับมาสร้างแรงกดดันได้อีกครั้ง
ปัจจัยเสี่ยงและคลื่นลมที่ต้องจับตามอง
ในฐานะนักลงทุน การมองหาแต่ผลกำไรเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ เราจำเป็นต้องประเมินความเสี่ยงเพื่อปิดประตูขาดทุนด้วย ในปี 2569 นี้ ความผันผวนมีแนวโน้มจะเพิ่มสูงขึ้นจากหลายปัจจัย โดยเฉพาะความเสี่ยงด้านนโยบายเศรษฐกิจและการต่างประเทศของสหรัฐฯ
ประเด็นที่ร้อนแรงและไม่อาจมองข้าม คือ “บุคลิกที่คาดเดาได้ยากของประธานาธิบดีทรัมป์” ซึ่งอาจนำไปสู่สงครามการค้าที่กลับมาปะทุขึ้นอีกครั้ง รวมถึงความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับจีน ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับญี่ปุ่นในประเด็นไต้หวัน หรือความไม่สงบในตะวันออกกลาง
ยิ่งไปกว่านั้น ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมก็เป็นอีกหนึ่งตัวแปรสำคัญ โดยเฉพาะปรากฏการณ์ “ลานีญา” (La Niña) ที่อาจเกิดขึ้นและส่งผลกระทบต่อซัพพลายเชนและเศรษฐกิจโลก ซึ่งจะยิ่งเพิ่มระดับความผันผวนให้สูงขึ้นไปอีก ประกอบกับมูลค่าหุ้น (Valuation) ในหลายตลาดที่เริ่มตึงตัว ทำให้การลงทุนในปีนี้ต้องอาศัยความพิถีพิถันเป็นพิเศษ
เจาะลึกตลาดหุ้นไทย (SET Index) : แสงสว่างปลายอุโมงค์ที่ 1,400 จุด
หันกลับมามองที่บ้านเรา ตลาดหุ้นไทยในปี 2569 ยังคงมีความหวัง โดยทาง InnovestX ได้ประเมินกรอบเป้าหมายของ SET Index ไว้ที่ระดับ 1,350 – 1,400 จุด ซึ่งถือเป็นระดับที่มีนัยสำคัญ โดยปัจจัยบวกที่จะช่วยผลักดันดัชนีมีแนวโน้มเกิดขึ้นตั้งแต่ไตรมาสแรก ซึ่งได้รับแรงหนุนจากการเลือกตั้งและนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลชุดใหม่
สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจไทย (GDP) นั้น คาดว่าจะขยายตัวได้ประมาณ 1.4% แม้จะเป็นตัวเลขที่ลดลงจากปีก่อนและสะท้อนถึงการฟื้นตัวที่ไม่ทั่วถึง รวมถึงปัญหากำลังซื้อภาคครัวเรือนที่เปราะบาง แต่ในทางกลับกัน ช่วงครึ่งหลังของปีสถานการณ์มีแนวโน้มจะดีขึ้นอย่างชัดเจนจากการเดินหน้าโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ
ปัจจัยชี้วัดสำคัญ คือ การเมืองและงบประมาณ
สิ่งที่นักลงทุนต้องติดตามอย่างใกล้ชิด คือ “เสถียรภาพทางการเมือง” หากการจัดตั้งรัฐบาลเป็นไปอย่างราบรื่นและคณะรัฐมนตรีชุดใหม่สามารถอนุมัติงบประมาณปี 2570 ได้ภายในไตรมาสที่ 2 ก่อนนำเข้าสู่สภาฯ จะทำให้การเบิกจ่ายงบประมาณไม่ล่าช้า ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ นอกจากนี้ หากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของพรรคการเมืองต่างๆ ถูกนำมาปฏิบัติจริง อาจช่วยหนุนให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวเพิ่มขึ้นจากกรณีฐานได้อีกประมาณ 0.12 – 0.50% เลยทีเดียว
กลยุทธ์การลงทุน “Stay Invested, Stay Selective”
เมื่อเราทราบทิศทางลมแล้ว คำถามสำคัญ คือ “เราควรจัดพอร์ตอย่างไร?” กลยุทธ์หลักที่แนะนำสำหรับปี 2569 คือ “Stay Invested, Stay Selective” หรือการคงน้ำหนักการลงทุนไว้ในตลาด แต่เน้นการคัดเลือกสินทรัพย์รายตัวอย่างมีวินัยและระมัดระวัง โดยเราสามารถแบ่งกลยุทธ์เจาะลึกรายสินทรัพย์ได้ดังนี้:
ตลาดหุ้นต่างประเทศ
หุ้นโลกยังคงเป็นแกนหลักของพอร์ตการลงทุน แต่ปีนี้ถึงเวลาที่จะต้องกระจายความเสี่ยงออกจากสหรัฐฯ บ้าง โดยแนะนำให้
- กระจายการลงทุนสู่ตลาดนอกสหรัฐฯ (Rest of the World) : มองหาตลาดที่ Valuation ยังอยู่ในระดับที่เหมาะสม
- โฟกัสกลุ่มเติบโตและเทคโนโลยี : ธีม AI และ Digital Transformation ยังคงเป็นเมกะเทรนด์ที่แข็งแกร่ง ควบคู่ไปกับกลุ่มโครงสร้างพื้นฐานและพลังงาน
- หุ้นสหรัฐฯ ขนาดเล็ก (Small Cap) : เป็นอีกกลุ่มที่น่าสนใจสำหรับการกระจายความเสี่ยง
รายชื่อหุ้นต่างประเทศที่น่าสนใจ
- สหรัฐฯ : เน้นกลุ่มเทคโนโลยีแพลตฟอร์มและสุขภาพที่มีคุณภาพ เช่น Amazon, Google, Meta และ Eli Lilly
- ยุโรป : มองหากลุ่มแบรนด์พรีเมียมและพลังงานสะอาด เช่น LVMH และ Orsted
- จีน : เน้นหุ้นเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมที่ได้แรงหนุนจากรัฐ เช่น Tencent และ CATL
สำหรับใครต้องการลงทุนหุ้นเหล่านี้ สามารถทำได้ง่ายๆ ผ่านตราสาร DR ในตลาดหุ้นไทย เช่น DR23 ของ InnovestX ซึ่งมีตัวเลือกหลากหลาย อาทิ BABA23, TENCENT23 หรือหุ้นญี่ปุ่นอย่าง SOFTBANK23 เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับพอร์ต
ตลาดหุ้นไทย
สำหรับตลาดหุ้นไทย แนะนำให้คัดเลือกหุ้นตามธีมที่ชัดเจน โดยเน้นกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีรายได้จากในประเทศสูงและมีลักษณะเชิงรับเพื่อทนทานต่อความผันผวน เช่น กลุ่มการแพทย์ พาณิชย์ และสื่อสาร โดยมีหุ้นเด่น (Top Picks) แบ่งตามประเภท ดังนี้
- หุ้นปันผลคุณภาพ : เพื่อสร้างกระแสเงินสดที่สม่ำเสมอ แนะนำ AP และ KTB
- หุ้นเติบโต : กลุ่มที่กำไรเริ่มฟื้นตัว เหมาะกับการลงทุนเชิงรุก แนะนำ MTC และ TRUE
- หุ้นฟื้นตัวและหุ้นมูลค่า : หุ้นที่ราคายังต่ำกว่าพื้นฐานและได้ประโยชน์จากการท่องเที่ยวและการบริโภค แนะนำ CENTEL, TU, CPALL และ OR
สินทรัพย์ทางเลือกและการกระจายความเสี่ยง
เพื่อไม่ให้พอร์ตการลงทุนของเราผันผวนจนเกินไปเมื่อเจอกับ “ม้าป่า” การจัดสรรเงินไปในสินทรัพย์อื่นๆ จึงเป็นเรื่องจำเป็น
- ตราสารหนี้ : เป็นหลุมหลบภัยที่ดี โดยแนะนำให้เน้นตราสารหนี้คุณภาพดีที่มีอายุคงเหลือปานกลางราว 3–5 ปี เพื่อช่วยลดความผันผวนของพอร์ตโดยรวม
- ทองคำ : ยังคงมีบทบาทสำคัญในการกระจายความเสี่ยง แนะนำให้ลงทุนผ่านกองทุนอย่าง UOBSG-H
- Bitcoin : สินทรัพย์ดิจิทัลอย่าง Bitcoin สามารถลงทุนได้ แต่ควรจำกัดสัดส่วนการลงทุนให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ไม่มากจนเกินไป
ธุรกิจไหน “รุ่ง” ธุรกิจไหน “ร่วง”?
The Signals มีมุมมองจากธีมการลงทุนของ InnovestX เพื่อแปลเป็น “โอกาสทางธุรกิจ” ดังนี้
กลุ่มธุรกิจที่น่าจับตามอง
หากคุณอยู่ในอุตสาหกรรมเหล่านี้ หรือมีลูกค้ากลุ่มนี้ ถือว่าเป็น “ลมใต้ปีก”
- ธุรกิจการแพทย์และสุขภาพ (Healthcare) : เป็นกลุ่มเชิงรับ (Defensive) ที่รายได้มั่นคง ไม่ผันผวนตามเศรษฐกิจ สังคมผู้สูงอายุทำให้ดีมานด์กลุ่มนี้โตต่อเนื่อง
- ธุรกิจค้าปลีกและสินค้าอุปโภคบริโภค (Commerce) : แม้กำลังซื้อรวมจะแย่ แต่กลุ่มสินค้าจำเป็นและกลุ่มที่ได้อานิสงส์จากมาตรการกระตุ้นการบริโภคของรัฐ ยังไปต่อได้
- โครงสร้างพื้นฐานและสื่อสาร (Infrastructure/ICT) : การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล (Digital Transformation) และ AI ทำให้ธุรกิจวางระบบ, Data Center และโทรคมนาคม เป็นที่ต้องการสูง
กลุ่มธุรกิจที่ต้องระวัง
- ธุรกิจที่พึ่งพาสหรัฐฯ สูง : ความเสี่ยงจากนโยบายกีดกันทางการค้า
- ภาคเกษตร (บางส่วน) : ต้องระวังปรากฏการณ์ ลานีญา (La Niña) ที่จะทำให้น้ำท่วมหรือสภาพอากาศแปรปรวน กระทบผลผลิตและต้นทุนวัตถุดิบอาหาร
บทสรุป : กุญแจสู่ความสำเร็จในปี 2569
โดยสรุปแล้ว การลงทุนในปี 2569 ภายใต้ธีม “Riding the Wild Horse” นั้น หัวใจสำคัญไม่ได้อยู่ที่การวิ่งไล่ตามตลาดเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ “การเลือกสรร” และ “วินัย” ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวในครึ่งปีแรกและฟื้นตัวในครึ่งปีหลัง
โดยผู้ที่สามารถผสมผสานระหว่างหุ้นเติบโตคุณภาพดี ทั้งในและต่างประเทศ เข้ากับสินทรัพย์มั่นคงอย่างตราสารหนี้และทองคำได้อย่างลงตัว การกระจายความเสี่ยงไปยังตลาดนอกสหรัฐฯ และการเลือกหุ้นไทยที่มีพื้นฐานแกร่ง จะเป็นเกราะป้องกันชั้นดีที่ทำให้พอร์ตการลงทุนของคุณเติบโตได้อย่างยั่งยืน แม้ต้องเผชิญกับคลื่นลมของความผันผวนก็ตาม
หมายเหตุ: การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน










