ตลาดหุ้นไทยกำลังเผชิญบททดสอบจากแรงกดดันสองด้านพร้อมกัน ด้านหนึ่ง คือ ความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอก หลังความตึงเครียดบริเวณช่องแคบฮอร์มุซผลักดันราคาน้ำมันให้กลับมาเคลื่อนไหวใกล้ระดับ 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และเพิ่มความกังวลว่า สถานการณ์อาจกระทบทั้งต้นทุนพลังงาน เงินเฟ้อ และความเชื่อมั่นของตลาดการเงินทั่วเอเชีย แม้ข้อเสนอเรียกเก็บเงินชดเชยการเดินเรือในอัตรา 20% ของสหรัฐฯ จะถูกยกเลิกในภายหลัง แต่ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ยังคงเป็นตัวแปรที่ตลาดไม่อาจมองข้าม
วิเคราะห์หุ้นไทย หุ้นแบงก์ไปต่อไหม? วิกฤตฮอร์มุซดันราคาน้ำมันพุ่ง! และงบ TISCO

อีกด้านหนึ่ง นักลงทุนกำลังจับตาฤดูกาลประกาศผลประกอบการของธนาคารพาณิชย์ หลังราคาหุ้นในกลุ่มนี้ปรับขึ้นมารับความคาดหวังล่วงหน้าค่อนข้างมาก จนนำไปสู่คำถามสำคัญว่า หุ้นแบงก์ยังมีแรงส่งต่อ หรือกำลังเข้าสู่ช่วงขายทำกำไรแบบ Sell on Fact โดยผลประกอบการไตรมาส 2 ของ TISCO ซึ่งมีกำไรสุทธิประมาณ 1,764 ล้านบาท ถือเป็นสัญญาณแรกที่ช่วยสะท้อนทั้งทิศทางรายได้ คุณภาพสินทรัพย์ และแนวโน้มของหุ้นธนาคารรายอื่นที่กำลังทยอยเปิดเผยงบตามมา
บทความนี้ THE SIGNALs จะพาไปถอดรหัสความเชื่อมโยงระหว่างวิกฤตฮอร์มุซ ราคาน้ำมัน กระแสเงินทุนต่างชาติ และผลประกอบการกลุ่มธนาคาร เพื่อประเมินว่าตลาดหุ้นไทยกำลังเผชิญเพียงการพักฐานระยะสั้น หรือกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนที่นักลงทุนต้องเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้น
วิกฤตฮอร์มุซยังไม่คลี่คลาย แม้ทรัมป์ถอยแผนเก็บค่าธรรมเนียม 20%
ความตึงเครียดบริเวณช่องแคบฮอร์มุซยังคงเป็นหนึ่งในความเสี่ยงสำคัญที่ตลาดการเงินทั่วโลกจับตามอง หลังการเผชิญหน้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านกลับมารุนแรงขึ้น พร้อมสร้างความกังวลว่า การขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติผ่านเส้นทางยุทธศาสตร์แห่งนี้อาจหยุดชะงักอีกครั้ง
ในช่วงเช้าวันที่ 16 กรกฎาคม 2569 ราคาน้ำมันดิบ Brent ปรับขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 85.28 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ราคาน้ำมันดิบ WTI เคลื่อนไหวใกล้ระดับ 80.02 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยราคาน้ำมันทั้งสองประเภทปรับขึ้นต่อเนื่องเป็นวันที่สี่และยังอยู่ใกล้ระดับสูงสุดในรอบหนึ่งเดือน สะท้อนว่าตลาดยังคงใส่ค่าความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ไว้ในราคาพลังงาน แม้ยังไม่เกิดการปิดกั้นเส้นทางเดินเรืออย่างสมบูรณ์ก็ตาม
ส่วนตัวเลขที่ระบุว่าราคาน้ำมันพุ่งขึ้นกว่า 9% นั้น เป็นความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ในวันที่ 12–13 กรกฎาคม หลังสหรัฐฯ ประกาศกลับมาใช้มาตรการปิดล้อมเรือที่เกี่ยวข้องกับอิหร่าน โดยในช่วงดังกล่าว Brent เพิ่มขึ้นมาปิดที่ประมาณ 83.30 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และ WTI อยู่ที่ประมาณ 78.14 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จึงไม่ควรนำตัวเลขเพิ่มขึ้น 9% มาเขียนว่าเป็นความเคลื่อนไหวล่าสุดภายในคืนเดียวโดยไม่ระบุวันอ้างอิงให้ชัดเจน
การเดินเรือยังไม่หยุดทั้งหมด แต่ความเสี่ยงยังอยู่ในระดับสูง
ข้อมูลติดตามเรือแสดงให้เห็นว่า การเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซยังไม่ได้หยุดลงอย่างสมบูรณ์ โดยเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม มีเรืออย่างน้อย 11 ลำเดินทางผ่านช่องแคบ และ 9 ลำใช้เส้นทางฝั่งอิหร่าน ในจำนวนนี้มีเรือ VLCC ที่บรรทุกน้ำมันดิบประมาณ 2 ล้านบาร์เรลออกจากพื้นที่ด้วย อย่างไรก็ตาม ข้อมูลดังกล่าวยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่า อิหร่านจงใจปล่อยเรือผ่าน หรือขีดความสามารถของกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามอิหร่านถูกลดทอนลงอย่างมีนัยสำคัญ สิ่งที่ข้อมูลยืนยันได้มีเพียงว่า การจราจรทางเรือยังดำเนินอยู่บางส่วนภายใต้ข้อจำกัดและความเสี่ยงที่สูงขึ้น
ขณะเดียวกัน สหรัฐฯ ยังคงเดินหน้าปฏิบัติการโจมตีเป้าหมายทางทหารของอิหร่าน โดยมุ่งไปที่ระบบขีปนาวุธ ระบบป้องกันชายฝั่ง และโครงสร้างที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมเส้นทางเดินเรือ ส่วนอิหร่านได้ตอบโต้เป้าหมายของสหรัฐฯ ในภูมิภาคและขู่ว่า ความขัดแย้งอาจขยายไปยังเส้นทางส่งออกพลังงานแห่งอื่น หากแรงกดดันจากวอชิงตันยังดำเนินต่อไป ความเสี่ยงสำคัญจึงไม่ได้อยู่เพียงที่การประกาศปิดช่องแคบอย่างเป็นทางการ แต่รวมถึงความเป็นไปได้ที่จะเกิดการโจมตีเรือพาณิชย์ ความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน หรือการประเมินสถานการณ์ผิดพลาดระหว่างสองฝ่าย ซึ่งอาจทำให้ความขัดแย้งขยายตัวอย่างรวดเร็ว
ผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกไม่ได้จำกัดอยู่แค่ราคาน้ำมัน
ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่มีความสำคัญต่อระบบพลังงานโลก โดยก่อนเกิดความขัดแย้ง มีพลังงานประมาณหนึ่งในห้าของปริมาณซื้อขายทั่วโลกไหลผ่านเส้นทางนี้ การหยุดชะงักแม้เพียงบางส่วนจึงสามารถส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมัน ค่าขนส่ง และความมั่นคงด้านพลังงานได้ในวงกว้าง
หากราคาน้ำมันทรงตัวในระดับสูงเป็นเวลานาน เศรษฐกิจโลกจะเผชิญแรงกดดันอย่างน้อยสามด้าน ได้แก่ ต้นทุนการผลิตและการขนส่งที่สูงขึ้น ความเสี่ยงที่เงินเฟ้อจะกลับมาเร่งตัว และข้อจำกัดของธนาคารกลางในการผ่อนคลายนโยบายการเงิน ประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงาน โดยเฉพาะหลายประเทศในเอเชีย มีแนวโน้มได้รับผลกระทบผ่านดุลการค้า ค่าเงิน และกำลังซื้อของภาคครัวเรือนมากกว่าประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน
สำหรับตลาดทุน ความกังวลเรื่องฮอร์มุซเป็นเพียงหนึ่งในหลายปัจจัยที่กำหนดทิศทางหุ้นเอเชีย จึงไม่ควรสรุปว่าแรงขายในตลาดหุ้นไต้หวันหรือเกาหลีใต้เกิดจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางเพียงปัจจัยเดียว เพราะตลาดทั้งสองแห่งยังได้รับอิทธิพลจากการปรับฐานของหุ้นเทคโนโลยี ความกังวลต่อมูลค่าหุ้น AI การเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ย และการลดสถานะของนักลงทุนต่างชาติด้วย
ในระยะต่อไป ตัวแปรที่ต้องติดตาม คือ ปริมาณเรือที่สามารถผ่านช่องแคบได้จริง ความรุนแรงของมาตรการปิดล้อมเรืออิหร่าน การตอบโต้ทางทหาร และความคืบหน้าของการเจรจาระหว่างวอชิงตันกับเตหะราน เพราะปัจจัยเหล่านี้จะเป็นตัวกำหนดว่า ราคาน้ำมันกำลังเผชิญเพียงความผันผวนระยะสั้น หรือกำลังเข้าสู่รอบของความเสี่ยงด้านอุปทานที่ยืดเยื้อและส่งผลต่อเศรษฐกิจโลกอย่างเป็นระบบ
SET แกว่ง Sideways ระวังผันผวนสูง หลังดัชนีขึ้นแรง จับตาแรงขายทำกำไร
บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ หรือ InnovestX ประเมินว่า ดัชนีตลาดหุ้นไทยวันนี้มีแนวโน้มแกว่งตัว Sideways ภายในกรอบ หลังความกังวลว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ Fed อาจเร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเริ่มคลายตัวลง จากตัวเลขเงินเฟ้อฝั่งผู้ผลิตและผู้บริโภคของสหรัฐฯ ที่ออกมาต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ โดยดัชนีราคาผู้ผลิตของสหรัฐฯ หรือ PPI เดือนมิถุนายน ลดลง 0.3% จากเดือนก่อน สวนทางกับที่ตลาดคาดว่าจะทรงตัว ขณะที่ดัชนีราคาผู้บริโภค หรือ CPI ลดลง 0.4% จากเดือนก่อน และขยายตัว 3.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งสัญญาณว่าแรงกดดันด้านราคาเริ่มชะลอตัวลงในระยะสั้น และช่วยลดความเป็นไปได้ที่ Fed จะเร่งขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมปลายเดือนกรกฎาคม
อย่างไรก็ตาม ทิศทางเงินเฟ้อยังไม่แน่นอน เนื่องจากราคาน้ำมันกลับมาปรับขึ้นต่อเนื่องจากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน โดยราคาน้ำมันดิบ Brent เคลื่อนไหวเหนือระดับ 85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วน WTI อยู่ใกล้ระดับ 80 ดอลลาร์ ท่ามกลางความกังวลต่อความปลอดภัยของการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ แม้ยังมีสัญญาณว่าทั้งสองฝ่ายพยายามรักษาช่องทางการเจรจาไว้ก็ตาม
ด้านนโยบายการเงิน ประธาน Fed เควิน วอร์ช ให้ถ้อยแถลงต่อสภาคองเกรสเมื่อวันที่ 14–15 กรกฎาคม โดยย้ำว่า Fed ยังคงให้ความสำคัญกับการควบคุมเงินเฟ้อ แต่ไม่ได้ส่งสัญญาณที่ชัดเจนเกี่ยวกับทิศทางดอกเบี้ยในการประชุมครั้งถัดไป ส่งผลให้ตลาดยังต้องติดตามข้อมูลเศรษฐกิจเพิ่มเติม โดยเฉพาะตัวเลขการจ้างงาน เงินเฟ้อ PCE และผลกระทบจากราคาพลังงาน
เทคนิคสะท้อนแรงขายทำกำไรเริ่มเพิ่มขึ้น
ในเชิงเทคนิค ดัชนี SET ดีดตัวขึ้นก่อนย่อลงมาปิดเป็นแท่งเทียนแดง สะท้อนว่าแรงขายทำกำไรเริ่มมีน้ำหนักมากขึ้น หลังดัชนีปรับขึ้นมาอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้พื้นที่ปรับขึ้นในระยะสั้นเริ่มจำกัด และตลาดมีโอกาสเผชิญความผันผวนเพิ่มขึ้น
InnovestX ประเมินแนวรับไว้ที่ 1,620 และ 1,615 จุด ส่วนแนวต้านอยู่ที่ 1,640 และ 1,645 จุด หากดัชนีไม่สามารถผ่านกรอบแนวต้านได้ อาจเห็นแรงขายทำกำไรสลับออกมาเป็นระยะ แม้ความเสี่ยงจากสถานการณ์ตะวันออกกลางและมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ยังเป็นปัจจัยกดดัน แต่กระแสเงินทุนต่างชาติที่ยังไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นไทยช่วยประคองบรรยากาศการลงทุน อย่างไรก็ตาม หลังดัชนีปรับขึ้นมาแรง การเลือกลงทุนเป็นรายหุ้นจึงมีความสำคัญมากกว่าการไล่ซื้อหุ้นตามทิศทางตลาดโดยรวม
ปัจจัยในประเทศกลับมามีน้ำหนักมากขึ้น
ตลาดมีแนวโน้มหันมาให้น้ำหนักกับปัจจัยภายในประเทศมากขึ้น หลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคมว่า พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินวงเงินไม่เกิน 400,000 ล้านบาท ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ช่วยปลดล็อกให้รัฐบาลสามารถเดินหน้ามาตรการลดผลกระทบด้านค่าครองชีพและแผนปรับโครงสร้างพลังงานของประเทศได้ ความชัดเจนดังกล่าวอาจช่วยฟื้นความเชื่อมั่นต่อการลงทุนภาครัฐ โดยเฉพาะโครงการที่เกี่ยวข้องกับพลังงานหมุนเวียน ความมั่นคงด้านพลังงาน และมาตรการช่วยเหลือประชาชนจากต้นทุนพลังงานที่อยู่ในระดับสูง
นอกจากนี้ ตลาดกำลังเข้าสู่ช่วงประกาศผลประกอบการไตรมาส 2/2569 ของกลุ่มธนาคารพาณิชย์ หลัง TISCO รายงานกำไรเติบโตจากปีก่อน ทำให้นักลงทุนจับตาว่า ธนาคารแห่งอื่นจะสามารถรักษาการเติบโตของรายได้ดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียม และคุณภาพสินทรัพย์ได้มากน้อยเพียงใด ภายใต้ภาวะตลาดที่มีทั้งปัจจัยบวกและความเสี่ยง InnovestX จึงแนะนำกลยุทธ์ Selective Buy เน้นหุ้นที่มีปัจจัยสนับสนุนเฉพาะตัว ผลประกอบการมีแนวโน้มฟื้นตัว และได้รับผลกระทบจำกัดจากราคาพลังงาน
เจาะงบ TISCO ไตรมาส 2/2569 กำไรโต 7.3% แต่ยังต้องจับตาคุณภาพสินเชื่อครึ่งปีหลัง
ท่ามกลางความผันผวนจากราคาพลังงานและสถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซ ผลประกอบการไตรมาส 2/2569 ของกลุ่มทิสโก้ถือเป็นหนึ่งในงบธนาคารชุดแรกที่ตลาดใช้ประเมินทิศทางของภาคการเงินไทย โดย TISCO รายงานกำไรสุทธิ 1,764 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้นเล็กน้อยประมาณ 1.8% จากไตรมาสแรก ซึ่งมีกำไรราว 1,733 ล้านบาท
เมื่อรวมช่วงครึ่งปีแรก TISCO มีกำไรสุทธิ 3,497 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.4% จากปีก่อน สะท้อนการฟื้นตัวของรายได้จากธุรกิจหลัก ทั้งสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ ธุรกิจนายหน้าประกันภัย และธุรกิจตลาดทุน อย่างไรก็ตาม การเติบโตของกำไรครั้งนี้ไม่ได้มาจากปัจจัยด้านรายได้เพียงอย่างเดียว นักลงทุนยังต้องพิจารณาค่าใช้จ่าย คุณภาพสินทรัพย์ และความสามารถในการขยายสินเชื่อควบคู่กันไปด้วย
รายได้ดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมฟื้นตัวพร้อมกัน
รายได้ดอกเบี้ยสุทธิในไตรมาส 2 เพิ่มขึ้น 5.9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนการบริหารโครงสร้างสินทรัพย์และต้นทุนทางการเงินที่ดีขึ้น ขณะที่รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น 6.3% โดยได้รับแรงสนับสนุนจากธุรกิจนายหน้าประกันภัย ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจจัดการกองทุน ซึ่งฟื้นตัวตามกิจกรรมการลงทุนและปริมาณการซื้อขายในตลาดทุนที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ดี ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานของบริษัทเพิ่มขึ้น 6.9% ในไตรมาสนี้ จึงสะท้อนว่าแรงส่งของกำไรยังขึ้นอยู่กับความสามารถในการรักษาการเติบโตของรายได้ให้สูงกว่าต้นทุนในช่วงครึ่งปีหลังด้วย
ตลาดรถยนต์ฟื้น หนุนสินเชื่อเช่าซื้อและประกันภัย
หนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญของ TISCO มาจากการฟื้นตัวของตลาดรถยนต์ภายในประเทศ โดยยอดขายรถยนต์เพิ่มขึ้นประมาณ 14% และยอดปล่อยสินเชื่อใหม่ของทิสโก้เติบโตกว่า 23% โดยเฉพาะสินเชื่อรถใหม่และรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งได้รับความสนใจมากขึ้นในช่วงที่ราคาน้ำมันอยู่ในระดับสูง
สินเชื่อเช่าซื้อของบริษัทจึงเพิ่มขึ้น 2.2% จากสิ้นปี 2568 ขณะที่ส่วนแบ่งตลาดสินเชื่อรถยนต์ของธนาคารขยับขึ้นมาอยู่ที่ 6.7% อย่างไรก็ตาม เงินให้สินเชื่อรวมของกลุ่มยังอยู่ที่ประมาณ 235,803 ล้านบาท หรือทรงตัวจากสิ้นปีก่อน เนื่องจากการเติบโตของสินเชื่อเช่าซื้อถูกหักล้างด้วยการชำระคืนสินเชื่อธุรกิจและการชะลอปล่อยสินเชื่อจำนำทะเบียนในกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง ภาพดังกล่าวสะท้อนว่า TISCO ไม่ได้เร่งขยายสินเชื่อทุกประเภท แต่เลือกเติบโตในกลุ่มที่บริษัทมองว่ามีคุณภาพและให้ผลตอบแทนเหมาะสมกับความเสี่ยงมากกว่า
คุณภาพสินทรัพย์ยังควบคุมได้
สำหรับการตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น หรือ ECL ในไตรมาส 2 อยู่ที่ 0.9% ของสินเชื่อเฉลี่ย สอดคล้องกับคุณภาพสินทรัพย์ที่ควบคุมได้ดีและระดับสำรองที่เพียงพอ ครอบคลุมความเสี่ยงจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางและราคาพลังงานที่สูงขึ้น ขณะที่อัตราหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือ NPL อยู่ที่ 2.12% ใกล้เคียงกับไตรมาสก่อน และมีอัตราสำรองต่อหนี้เสีย หรือ NPL Coverage Ratio อยู่ในระดับ 190%
ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่าคุณภาพสินทรัพย์ยังอยู่ในระดับที่บริษัทบริหารจัดการได้ แม้ว่าลูกค้าบางส่วนจะยังคงได้รับผลกระทบจากค่าครองชีพและราคาพลังงานที่อยู่ในระดับสูง แต่ด้วยการบริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบ การควบคุมคุณภาพสินเชื่ออย่างมีวินัย ตลอดจนมาตรการช่วยเหลือของภาครัฐผ่านโครงการ SMEs Credit Boost และโครงการไทยช่วยไทยพลัส (60/40) ควบคู่กับมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ของธนาคารแห่งประเทศไทยและสมาคมธนาคารไทย ซึ่งร่วมกันดำเนินมาตรการที่ตอบโจทย์และตรงจุด มีส่วนช่วยบรรเทาภาระของลูกหนี้และเสริมสภาพคล่องให้แก่ระบบเศรษฐกิจ ส่งผลให้บริษัทยังคงสามารถรักษาคุณภาพสินเชื่อและระดับเงินสำรองให้อยู่ในเกณฑ์แข็งแกร่งได้อย่างต่อเนื่อง
ด้านฐานเงินกองทุน TISCO ยังคงอยู่ในระดับที่แข็งแกร่ง โดยมีอัตราเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง หรือ BIS Ratio ประมาณ 20.6% สูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำ 11% ของธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งช่วยเพิ่มความสามารถในการรองรับความเสี่ยงหากภาวะเศรษฐกิจผันผวนมากขึ้น
งบ TISCO เป็นสัญญาณบวก แต่ยังไม่ใช่คำตอบของหุ้นแบงก์ทั้งกลุ่ม
ผลประกอบการของ TISCO นับเป็นสัญญาณบวกเบื้องต้นต่อฤดูกาลรายงานงบของธนาคารไทย เพราะแสดงให้เห็นว่ารายได้ดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียม ประกันภัย และธุรกิจตลาดทุนสามารถฟื้นตัวพร้อมกันได้ ขณะที่คุณภาพสินทรัพย์ยังไม่แสดงสัญญาณถดถอยอย่างรุนแรง
อย่างไรก็ตาม ไม่ควรใช้ผลประกอบการของ TISCO เป็นตัวแทนของธนาคารทุกแห่งโดยตรง เนื่องจากแต่ละธนาคารมีโครงสร้างสินเชื่อ ฐานเงินฝาก ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย และระดับการตั้งสำรองแตกต่างกัน โดยเฉพาะ TISCO ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับธุรกิจสินเชื่อรถยนต์และ Bancassurance มากกว่าธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่บางแห่ง
สำหรับ KKP และธนาคารอื่นที่ตลาดกำลังจับตา จึงต้องรอพิจารณาผลประกอบการจริง โดยเฉพาะการเติบโตของกำไร ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย คุณภาพสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ และแนวโน้มการตั้งสำรอง ไม่ควรสรุปล่วงหน้าว่าจะรายงานตัวเลขดีกว่า TISCO โดยยังไม่มีผลประกอบการยืนยัน
หุ้น TISCO ยังมีแรงหนุนจากปันผล แต่ต้องประเมินมูลค่าหลังราคาปรับขึ้น
TISCO มีจุดเด่นในฐานะหุ้นที่นักลงทุนให้ความสนใจด้านเงินปันผลและความสามารถในการสร้างผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้น โดยครึ่งปีแรกบริษัทมีอัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้นเฉลี่ย หรือ ROAE อยู่ที่ 16.3%
อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจถือครองหรือขายทำกำไรไม่ควรพิจารณาจากต้นทุนเดิมเพียงอย่างเดียว แต่ควรประเมินราคาหุ้นปัจจุบัน เทียบกับแนวโน้มกำไร อัตราเงินปันผล และความเสี่ยงที่ตลาดรับรู้ไปแล้ว หากราคาหุ้นปรับขึ้นรับความคาดหวังล่วงหน้ามาก นักลงทุนระยะสั้นอาจเผชิญแรงขายแบบ Sell on Fact ได้ แม้ผลประกอบการจะยังเติบโตก็ตาม ในทางกลับกัน นักลงทุนระยะยาวที่เน้นกระแสเงินสดจากเงินปันผลควรติดตามความสามารถในการรักษากำไร คุณภาพสินเชื่อ และระดับเงินกองทุน มากกว่าตัดสินใจจากความผันผวนของราคาหุ้นเพียงระยะสั้น
สรุปภาพรวมและประเด็นสำคัญที่ต้องจับตา
| หัวข้อหลัก | ข้อมูลล่าสุด | ประเด็นที่ต้องติดตาม |
|---|---|---|
| สถานการณ์ช่องแคบฮอร์มุซ | ราคาน้ำมันปรับขึ้นต่อเนื่องเป็นวันที่ 4 ในเช้าวันที่ 16 กรกฎาคม โดย Brent อยู่ที่ประมาณ 85.28 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และ WTI อยู่ที่ 80.02 ดอลลาร์ | ความเสี่ยงหลัก คือ การหยุดชะงักของการขนส่งพลังงาน หลังสหรัฐฯ และอิหร่านกลับมาโจมตีกันและสหรัฐฯ ใช้มาตรการปิดล้อมท่าเรืออิหร่าน |
| ข้อเสนอค่าธรรมเนียม 20% ของทรัมป์ | ทรัมป์เคยเสนอเรียกเก็บ 20% ของมูลค่าสินค้าที่ผ่านช่องแคบ แต่ถอนแนวคิดในวันที่ 14 กรกฎาคม และระบุว่าไม่ควรมีฝ่ายใดเรียกเก็บค่าผ่านทาง | ข้อเสนอนี้ถูกยกเลิกแล้ว |
| ผลประกอบการ TISCO ไตรมาส 2/2569 | กำไรสุทธิ 1,764 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.3% YoY และเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากไตรมาสแรก | รายได้ดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมฟื้นตัว แต่ค่าใช้จ่ายดำเนินงานเพิ่มขึ้น 6.9% |
| คุณภาพสินทรัพย์ | ECL อยู่ที่ 0.9% ของสินเชื่อเฉลี่ย, NPL 2.12% และ NPL Coverage Ratio 190% | ต้องติดตามความสามารถของลูกหนี้ท่ามกลางค่าครองชีพและราคาพลังงานที่สูงขึ้น |
| สินเชื่อรถยนต์ | ยอดปล่อยสินเชื่อใหม่เพิ่มกว่า 23% สินเชื่อเช่าซื้อโต 2.2% และส่วนแบ่งตลาดขยับเป็น 6.7% | การฟื้นตัวของยอดขายรถและ EV เป็นแรงหนุน แต่สินเชื่อรวมยังทรงตัวเพราะสินเชื่อธุรกิจและจำนำทะเบียนชะลอลง |
| แนวโน้มหุ้นธนาคาร | งบ TISCO เป็นสัญญาณบวกต่อ Sentiment ของกลุ่ม | ต้องรอผลประกอบการจริงของแต่ละธนาคาร เพราะโครงสร้างรายได้ ต้นทุนเงินฝาก และคุณภาพสินเชื่อแตกต่างกัน |
| ความเสี่ยง Sell on Fact | หุ้นธนาคารบางส่วนปรับขึ้นรับความคาดหวังก่อนประกาศงบแล้ว | แม้งบออกมาดี ราคาหุ้นอาจถูกขายทำกำไรได้ หากผลลัพธ์ไม่ได้สูงกว่าคาดหรือมูลค่าหุ้นตึงตัว |
บทสรุป
ภาพรวมตลาดในช่วงนี้สะท้อนว่า ปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่งเพียงด้านเดียวอาจไม่เพียงพอที่จะผลักดันราคาหุ้นให้ปรับขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะทิศทางของตลาดยังถูกกำหนดโดยความคาดหวัง กระแสเงินทุน และความเสี่ยงจากเหตุการณ์ภายนอกที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว ความตึงเครียดบริเวณช่องแคบฮอร์มุซจึงไม่ได้ส่งผลเฉพาะต่อราคาน้ำมัน แต่ยังเชื่อมโยงไปถึงต้นทุนการขนส่ง เงินเฟ้อ นโยบายดอกเบี้ย และความต้องการลดความเสี่ยงของนักลงทุนทั่วโลก
สำหรับหุ้นกลุ่มธนาคาร ผลประกอบการของ TISCO ที่ยังเติบโตและรายได้หลายส่วนปรับตัวดีขึ้น ถือเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อภาพรวมของอุตสาหกรรม อย่างไรก็ตาม หลังราคาหุ้นกลุ่มแบงก์ปรับขึ้นมามากและได้รับแรงหนุนจากการปรับเพิ่มคำแนะนำของสถาบันต่างประเทศ ความเสี่ยงจากแรงขายทำกำไรเมื่อผลประกอบการประกาศออกมาจึงเป็นสิ่งที่ต้องติดตามควบคู่กัน โดยเฉพาะหากตัวเลขจริงไม่ได้สูงกว่าที่ตลาดคาดหวังอย่างมีนัยสำคัญ
หัวใจสำคัญในช่วงเวลานี้จึงไม่ใช่การคาดเดาว่าตลาดจะขึ้นหรือลงเพียงทิศทางเดียว แต่คือการแยกให้ออกระหว่างความแข็งแกร่งของปัจจัยพื้นฐานกับราคาที่สะท้อนความคาดหวังไปแล้ว นักลงทุนควรติดตามทั้งคุณภาพกำไร แนวโน้มเงินปันผล ทิศทางกระแสเงินทุน และพัฒนาการทางภูมิรัฐศาสตร์อย่างรอบด้าน เพราะในตลาดที่ความผันผวนสูง วินัยในการบริหารความเสี่ยงและการตัดสินใจบนข้อมูลที่ตรวจสอบได้ อาจมีความสำคัญไม่แพ้การเลือกหุ้นที่มีพื้นฐานแข็งแกร่ง
บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลข่าวสารและการศึกษาเท่านั้น มิได้เป็นการชี้นำหรือแนะนำการลงทุน ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลและทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน
อ้างอิงจาก








