ก้าวเข้าสู่ไตรมาสที่สองของปีอย่างเป็นทางการ การติดตามความเคลื่อนไหวของราคาสินค้าอุปโภคบริโภคยังคงเป็นเรื่องสำคัญที่ผู้บริโภคและผู้ประกอบการต้องอัปเดตกันอย่างใกล้ชิด วันนี้ เราจะพามาวิเคราะห์ข้อมูลราคาสินค้าเกษตรและของสดประจำวัน โดยอ้างอิงข้อมูลจาก “ไทยรัฐจ่ายตลาด” ซึ่งตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงกลไกตลาดที่กำลังปรับตัวรับมือกับสภาพแวดล้อมและฤดูกาลใหม่ที่กำลังมาถึง
เช็คราคาของสดอะไรขึ้นบ้างหลังราคาน้ำมันพุ่งกระฉูด รับมืออย่างไรเมื่อต้นทุนพุ่ง

จากการสำรวจความเปลี่ยนแปลงของราคาวัตถุดิบหลัก พบว่ามีของสดที่ปรับราคาเพิ่มขึ้นจำนวน 3 รายการสำคัญ ซึ่งการขยับตัวของราคามีที่มาที่ไปจากปัจจัยทางเศรษฐกิจและการเกษตรที่สมเหตุสมผล โดยมีรายละเอียดเชิงลึกดังต่อไปนี้
หมูสามชั้น ความต้องการสูงในตลาดยังคงผลักดันราคา
- เรามาดูที่เนื้อหมูส่วนยอดฮิตอย่างหมูสามชั้นกันก่อน ข้อมูลล่าสุดชี้ให้เห็นว่า ราคาหมูสามชั้นเพิ่มขึ้น จาก 140 บาท (ราคาวันที่ 7 มี.ค.) เป็น 165 บาท ซึ่งหากเจาะดูรายละเอียดความเคลื่อนไหวจะพบว่า ราคาได้เพิ่มขึ้นมาอีก 5 บาท จากวันที่ 27 มี.ค. ที่ผ่านมา นอกจากนี้ หากมองลึกลงไปถึงปัจจัยสนับสนุน ข้อมูลจากสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติและกระทรวงพาณิชย์ระบุว่า สภาพอากาศที่ร้อนจัดในช่วงนี้ส่งผลให้สุกรเกิดภาวะความเครียดจากความร้อน (Heat Stress) ทำให้สัตว์เติบโตช้ากว่าปกติ ผนวกกับต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่ยืนระยะในระดับสูง จึงทำให้ปริมาณผลผลิตที่เข้าสู่ระบบตลาดมีการปรับสมดุล ซึ่งสะท้อนออกมาในรูปแบบของราคาที่ขยับขึ้นตามหลักอุปสงค์และอุปทานของตลาดเนื้อสัตว์
ซี่โครงหมู ขยับตัวตามกลไกต้นทุนฟาร์ม
- ถัดมา ในส่วนของซี่โครงหมู ก็มีการเคลื่อนไหวของราคาในทิศทางเดียวกัน โดยราคาซี่โครงหมูจาก 115 บาท (ราคาวันที่ 7 มี.ค.) เป็น 125 บาท ซึ่งถือเป็นการเพิ่มขึ้นมาอีก 5 บาท จากวันที่ 27 มี.ค. เช่นเดียวกัน ยิ่งไปกว่านั้น การปรับตัวของราคาซี่โครงหมูยังเป็นภาพสะท้อนของอุตสาหกรรมปศุสัตว์ภาพรวมที่กำลังบริหารจัดการต้นทุนอย่างรัดกุม ผู้ประกอบการฟาร์มจำเป็นต้องปรับราคาหน้าฟาร์มเพื่อให้สอดคล้องกับค่าใช้จ่ายด้านพลังงานในการดูแลระบบระบายความร้อนในโรงเรือน เพื่อคงมาตรฐานและคุณภาพของเนื้อหมูให้สดสะอาดพร้อมส่งตรงถึงมือผู้บริโภคทุกคน
ไข่ไก่เบอร์ 2 ผลกระทบจากสภาพอากาศต่อผลผลิต
- ในขณะเดียวกัน วัตถุดิบสามัญประจำบ้านที่ขาดไม่ได้อย่างไข่ไก่ก็มีการปรับเปลี่ยนเช่นกัน โดยราคาไข่ไก่เบอร์ 2 ราคาเพิ่มขึ้น จากเดิมแผงละ 110 บาท เป็น 120 บาท อย่างไรก็ตาม การปรับฐานราคาของไข่ไก่นั้นถือเป็นพลวัตที่คาดการณ์ได้ในช่วงเข้าสู่ฤดูร้อน เนื่องจากสรีรวิทยาของสัตว์ปีกจะได้รับผลกระทบจากอุณหภูมิที่สูงขึ้น ทำให้แม่ไก่กินอาหารน้อยลงและให้ผลผลิตลดลงตามธรรมชาติ การขยับราคาขึ้นจึงเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยให้เกษตรกรสามารถรักษาสภาพคล่องและมีกำลังในการดูแลฟาร์มต่อไปได้ ท่ามกลางการเฝ้าระวังของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
สรุปตารางเปรียบเทียบราคาผัก-เนื้อ (ระหว่างวันที่ 7 มี.ค. กับ 1 เม.ย. 2569)
| หมวดหมู่ | รายการสินค้า | ราคาก่อน | ราคาหลัง | ส่วนต่าง (บาท) |
| เนื้อสัตว์ | กุ้ง 30 ตัว | 250 | 260 | +10 |
| กุ้ง 35 ตัว (แกะ) | 230 | 240 | +10 | |
| ตับหมู | 70 | 80 | +10 | |
| หมูสามชั้น | 140 | 165 | +25 | |
| หมูบด | 110 | 130 | +20 | |
| หมูสันนอก/สันคอ | 120-125 | 140-145 | +20 | |
| ซี่โครงหมู/คอหมูย่าง | 115-150 | 125-170 | +10-20 | |
| อกไก่/ปีกปลาย/เครื่องในไก่ | 60-110 | 80-115 | +5-20 | |
| น่องสะโพก/ตีนไก่ | 65-85 | 75-95 | +10 | |
| ผักสด | ต้นหอม/ผักชี/ขึ้นฉ่าย | 60-80 | 90 | +10-30 |
| ผักกาดหอม | 35 | 45 | +10 | |
| กะเพรา/โหระพา | 40-50 | 45-60 | +5-10 | |
| กะหล่ำปลี | 10 | 14 | +4 | |
| ถั่วฝักยาว/ถั่วพู | 25-60 | 35-80 | +5-20 | |
| มะนาว (ต่อลูก) | 3 | 6 | +เท่าตัว | |
| กระเทียมไทย | 80 | 95 | +15 | |
| อื่นๆ | น้ำมันพืช | 43 | 50 | +7 |
| ไข่ไก่เบอร์ 2 | 110 | 120 | +10 | |
| ถุงพลาสติก | 35-46 | 45-56 | +10 |
หมายเหตุ: สำรวจราคาสินค้าจาก “ตลาดบางแค”
หมวดเนื้อสัตว์ ขยับขึ้นยกแผงตามต้นทุนฟาร์ม
นอกจากหมูสามชั้นและซี่โครงหมูที่ได้กล่าวไปแล้ว ในส่วนของชิ้นส่วนอื่นๆ ก็ปรับฐานราคาขึ้นในทิศทางเดียวกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
- เนื้อหมู: หมูบดปรับเพิ่มขึ้น 20 บาท (จาก 110 เป็น 130 บาท) ตับหมูเพิ่ม 10 บาท (จาก 70 เป็น 80 บาท) และหมูสันนอก/สันคอ ปรับเพิ่ม 20 บาท (จาก 120-125 เป็น 140-145 บาท)
- สัตว์ปีก: กลุ่มเนื้อไก่มีการขยับตัวตามกลไกทดแทน อกไก่/ปีกปลาย/เครื่องในไก่ เพิ่มขึ้น 5-20 บาท (จาก 60-110 เป็น 80-115 บาท) ขณะที่น่องสะโพก/ตีนไก่ ปรับเพิ่ม 10 บาท (จาก 65-85 เป็น 75-95 บาท)
- อาหารทะเล: ยิ่งไปกว่านั้น กุ้งสดก็มีการปรับราคาขึ้นเล็กน้อยตามรอบการจับและต้นทุนการขนส่ง โดยกุ้ง 30 ตัว ปรับเพิ่ม 10 บาท (จาก 250 เป็น 260 บาท) และกุ้ง 35 ตัวแบบแกะเปลือก เพิ่ม 10 บาทเช่นกัน (จาก 230 เป็น 240 บาท)
หมวดผักสด ผลกระทบจากฤดูแล้งดันราคาพุ่ง
หมวดพืชผักทางการเกษตรกันบ้าง จะเห็นได้ว่าปัจจัยด้านสภาพอากาศร้อนและปริมาณน้ำฝนที่ลดลงส่งผลกระทบโดยตรงต่อปริมาณผลผลิตที่เข้าสู่ตลาดสด ทำให้ราคามีการปรับตัวสูงขึ้นเกือบทุกรายการ
- ผักสวนครัวและเครื่องเทศ: กลุ่มต้นหอม/ผักชี/ขึ้นฉ่าย ปรับเพิ่มขึ้นถึง 10-30 บาท (จาก 60-80 กระโดดไปที่ 90 บาท) กะเพรา/โหระพา เพิ่มขึ้น 5-10 บาท (จาก 40-50 เป็น 45-60 บาท) ส่วนกระเทียมไทยปรับเพิ่ม 15 บาท (จาก 80 เป็น 95 บาท)
- ผักใบและผักทานผล: ถั่วฝักยาว/ถั่วพู ปรับเพิ่ม 5-20 บาท (จาก 25-60 เป็น 35-80 บาท) ผักกาดหอม เพิ่ม 10 บาท (จาก 35 เป็น 45 บาท) และกะหล่ำปลีขยับขึ้น 4 บาท (จาก 10 เป็น 14 บาท)
- ที่น่าจับตามองที่สุดคือ ราคามะนาว ที่ปรับตัวสูงขึ้น เพิ่มขึ้นเท่าตัว จากเดิมลูกละ 3 บาท ทะยานขึ้นเป็นลูกละ 6 บาท ซึ่งถือเป็นปรากฏการณ์ปกติของตลาดมะนาวในช่วงหน้าแล้งที่ผลผลิตมักจะขาดแคลนและออกผลน้อยกว่าปกติ
หมวดสินค้าอื่นๆ ต้นทุนแฝงที่ขยับตัว
สินค้าอุปโภคบริโภคพื้นฐานอื่นๆ ก็มีการปรับตัวรับกับโครงสร้างต้นทุนที่เปลี่ยนแปลงไป น้ำมันพืชปรับเพิ่มขึ้น 7 บาท (จาก 43 เป็น 50 บาท) และที่น่าสนใจคือ แม้กระทั่งต้นทุนของบรรจุภัณฑ์อย่าง ถุงพลาสติก ก็ยังมีการปรับราคาเพิ่มขึ้น 10 บาท (จาก 35-46 เป็น 45-56 บาท) ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงต้นทุนการผลิตและขนส่งในภาพรวมที่พ่อค้าแม่ค้าต้องแบกรับ
สรุปแนวโน้มอนาคต
โดยสรุปแล้ว การปรับตัวของราคาสินค้าแบบยกแผงตามข้อมูลของไทยรัฐจ่ายตลาดในครั้งนี้ ไม่ใช่เรื่องที่ต้องตื่นตระหนก แต่เป็นวงจรปกติของระบบเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยกลไกอุปสงค์อุปทาน (Demand & Supply) โดยมีปัจจัยทางฤดูกาล โดยเฉพาะสภาพอากาศที่ร้อนจัดและภัยแล้ง เป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้ผลผลิตทางการเกษตรและปศุสัตว์ลดลงชั่วคราว
และเมื่อเข้าสู่ช่วงฤดูฝนที่สภาพอากาศเอื้ออำนวยต่อการเพาะปลูกและการเลี้ยงสัตว์มากขึ้น ปริมาณผลผลิตจะกลับมาสมบูรณ์และเติมเต็มเข้าสู่ระบบตลาดอีกครั้ง ซึ่งจะส่งผลให้ราคาสินค้าค่อยๆ ปรับฐานลงมาสู่จุดสมดุล ดังนั้น การติดตามข้อมูลข่าวสารอย่างใกล้ชิดและเลือกใช้วัตถุดิบทดแทนตามฤดูกาล จึงเป็นกลยุทธ์ที่ดีที่สุดสำหรับทั้งผู้ประกอบการร้านอาหารและผู้บริโภคทั่วไป ในการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพและตอบโจทย์ที่สุด
ท้ายที่สุด การที่หน่วยงานภาครัฐอย่างกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ควรลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์และหารือร่วมกับกลุ่มผู้เลี้ยงอย่างต่อเนื่องเพื่อหาแนวทางบริหารจัดการระบบซัพพลายเชน เชื่อมั่นได้ว่าปริมาณสินค้าจะกลับมาหมุนเวียนในตลาดอย่างเต็มที่ ซึ่งจะเป็นผลดีต่อทั้งระบบนิเวศการเกษตรและผู้บริโภคในระยะยาว
อ้างอิงจาก









