จากการติดตามสถานการณ์พลังงานและต้นทุนการผลิตไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2569 ดร.พูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) และโฆษกคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ได้ออกมาเปิดเผยถึงมติสำคัญที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วประเทศ
ทำไมค่าไฟต้องขึ้น ไปที่ 3.95 บาทต่อหน่วย พร้อมเปิดกลไกบริหารต้นทุนพลังงาน

ในการประชุม กกพ. ครั้งที่ 13/2569 (ครั้งที่ 1,003) ซึ่งจัดขึ้นในวันเดียวกันนั้น ที่ประชุมได้พิจารณาผลการรับฟังความคิดเห็นและมีมติเห็นชอบการปรับอัตราค่าไฟฟ้าตามสูตรการปรับอัตราค่าไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ หรือที่เรารู้จักกันดีในชื่อ “ค่าเอฟที (Ft)” สำหรับเรียกเก็บในงวดเดือนพฤษภาคมถึงสิงหาคม 2569 อย่างเป็นทางการ
โครงสร้างค่าไฟฟ้าใหม่ ตัวเลขที่ผู้ใช้ไฟฟ้าต้องรู้
สำหรับงวด 4 เดือนนี้ กกพ. ได้กำหนดค่าเอฟทีเรียกเก็บอยู่ที่ 16.23 สตางค์ต่อหน่วย ทั้งนี้ เมื่อนำตัวเลขดังกล่าวไปรวมกับค่าไฟฟ้าฐานซึ่งอยู่ที่ 3.78 บาทต่อหน่วย จะส่งผลให้ค่าไฟฟ้าเรียกเก็บเฉลี่ยรวมอยู่ที่ 3.95 บาทต่อหน่วย (อัตรานี้ยังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)
เบื้องหลังตัวเลข 3.95 บาท ต้นทุนพลังงานและกลไกช่วยเหลือ
อันที่จริงแล้ว ค่าเอฟทีในรอบนี้สะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มของต้นทุนเชื้อเพลิงและค่าซื้อไฟฟ้าในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงสิงหาคม 2569 ซึ่งมีตัวเลขพุ่งสูงถึง 29.66 สตางค์ต่อหน่วย
อย่างไรก็ตาม เพื่อไม่ให้ภาระตกไปอยู่กับประชาชนมากจนเกินไป กกพ. จึงได้ใช้แนวทางการบริหารจัดการต้นทุนเข้ามาช่วยบรรเทาผลกระทบ ผ่าน 2 กลไกหลัก ได้แก่
- การรับภาระต้นทุนคงค้าง (AF) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จะยังคงเป็นผู้รับภาระต้นทุนคงค้างสะสมจำนวน 35,928 ล้านบาท เอาไว้แทนประชาชนต่อไป
- การใช้กลไก Claw back กกพ. ได้พิจารณานำเงินเรียกคืนผลประโยชน์ส่วนเกิน หรือที่เรียกว่าเงิน Claw back จำนวนประมาณ 9,472 ล้านบาท (คิดเป็น 13.43 สตางค์ต่อหน่วย) เข้ามาอุดหนุนเพื่อช่วยลดภาระค่าไฟฟ้าโดยตรง ซึ่งถือเป็นมาตรการสำคัญในช่วงที่สถานการณ์พลังงานโลกยังคงมีความผันผวนอย่างหนักจากเหตุการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลาง
ดร.พูลพัฒน์ ได้เน้นย้ำว่า การกำหนดค่าเอฟทีในครั้งนี้ ดำเนินการอย่างรัดกุมและเป็นไปตามหลักเกณฑ์การกำกับอัตราค่าบริการตามมาตรา 65 แห่งพระราชบัญญัติการประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. 2550 กฎหมายฉบับนี้กำหนดไว้อย่างชัดเจนว่าการคิดค่าบริการต้องสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และต้องเป็นธรรมต่อผู้ใช้ไฟฟ้า
นอกจากนี้ ยังสอดคล้องกับประกาศ กกพ. เรื่อง กรอบหลักเกณฑ์การกำหนดอัตราค่าไฟฟ้า พ.ศ. 2564 ข้อ 34 ที่ให้อำนาจ กกพ. ในการนำเงิน Claw back มาเป็นส่วนลดค่าไฟฟ้าให้กับผู้ใช้ไฟฟ้าตามความเหมาะสม เพื่อเป้าหมายในการบรรเทาผลกระทบจากภาวะวิกฤติและรักษาระดับอัตราค่าไฟฟ้าให้มีเสถียรภาพในรอบกำกับถัดไป
“กกพ. ให้ความสำคัญกับการรักษาสมดุลระหว่างการสะท้อนต้นทุนพลังงานที่แท้จริงและการดูแลภาระค่าครองชีพของประชาชน โดยใช้กลไกตามกฎหมาย เช่น การบริหารภาระต้นทุนคงค้าง (AF) และการนำเงิน Claw back มาช่วยบรรเทาผลกระทบค่าไฟฟ้า เพื่อไม่ให้เกิดแรงกระแทกต่อผู้ใช้ไฟฟ้าในช่วงที่เศรษฐกิจยังอยู่ในช่วงฟื้นตัว” ดร.พูลพัฒน์ กล่าวชี้แจง
เสียงสะท้อนจากประชาชนและการคำนวณงบประมาณหากตรึงค่าไฟ
ก่อนที่จะมีมติออกมา สำนักงาน กกพ. ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นผ่านช่องทางเว็บไซต์ระหว่างวันที่ 25 – 31 มีนาคม 2569 ซึ่งมีผู้เข้ามาร่วมแสดงความคิดเห็นจำนวนทั้งสิ้น 340 ความเห็น ผลปรากฏว่ากลุ่มผู้แสดงความคิดเห็น ร้อยละ 49 เห็นด้วยกับกรณีการปรับค่าไฟเฉลี่ยมาอยู่ที่ 3.95 บาทต่อหน่วย ซึ่งเป็นแนวทางที่ดึงเอากลไก Claw back มาใช้เพื่อช่วยลดภาระ
นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอเพิ่มเติมจากบางภาคส่วนที่ต้องการให้ภาครัฐตรึงค่าไฟฟ้าเอาไว้ที่ 3.88 บาทต่อหน่วย ซึ่งในประเด็นนี้ ดร.พูลพัฒน์ ได้อธิบายถึงผลกระทบในเชิงตัวเลขไว้อย่างน่าสนใจว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ใช้ไฟฟ้าประมาณ 26 ล้านราย ในทางเศรษฐศาสตร์แล้ว การตรึงค่าไฟทุกๆ 1 สตางค์ จะต้องใช้งบประมาณอุดหนุนสูงถึงประมาณ 706 ล้านบาท ดังนั้น หากต้องการตรึงค่าไฟเพิ่มอีก 7 สตางค์ (จาก 3.95 ให้เหลือ 3.88) ภาครัฐจะต้องใช้เม็ดเงินมหาศาลถึงประมาณ 5,000 ล้านบาท สำหรับระยะเวลาเพียง 4 เดือนเท่านั้น
ยิ่งไปกว่านั้น หากเจาะลึกลงไปเฉพาะกลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัย จะพบรายละเอียดงบประมาณที่ต้องใช้รองรับดังนี้
- กลุ่มที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 200 หน่วยต่อเดือน มีจำนวนประมาณ 14.3 ล้านราย (คิดเป็นร้อยละ 62 ของผู้ใช้ไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัยทั้งหมด) หากต้องอุดหนุนกลุ่มนี้ จะต้องใช้เงินประมาณ 366 ล้านบาท ต่อรอบ 4 เดือน
- กลุ่มที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 300 หน่วยต่อเดือน มีจำนวนประมาณ 17.5 ล้านราย (คิดเป็นร้อยละ 76 ของผู้ใช้ไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัยทั้งหมด) จะต้องใช้เงินอุดหนุนสูงถึงประมาณ 591 ล้านบาท ต่อรอบ 4 เดือน
“การพิจารณาตรึงค่าไฟฟ้าจึงต้องคำนึงถึงทั้งภาระงบประมาณ ความมั่นคงของระบบไฟฟ้า และผลกระทบในระยะยาว โดย กกพ. ยังคงยึดหลักการกำกับดูแลที่สมดุล โปร่งใส และเป็นธรรมต่อทุกภาคส่วน” ดร.พูลพัฒน์ กล่าวย้ำ
ปัจจัยภายนอกและข้อควรระวังในช่วงฤดูร้อน
นอกเหนือจากการบริหารจัดการภายในประเทศแล้ว กกพ. ยังต้องจับตาสถานการณ์ราคาพลังงานโลกอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะความเคลื่อนไหวของราคาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ซึ่งถือเป็นเชื้อเพลิงหลักที่สำคัญมากในการขับเคลื่อนระบบไฟฟ้าของประเทศ
(ข้อมูลเพิ่มเติม: ตามรายงานสรุปสถานการณ์พลังงานโดยสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กระทรวงพลังงาน ระบุว่าประเทศไทยพึ่งพาการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติในสัดส่วนที่สูงเกินกว่าครึ่งหนึ่งของการผลิตไฟฟ้าทั้งหมด ดังนั้นความผันผวนของราคา LNG ในตลาดโลกจึงแปรผันตรงกับต้นทุนค่าเอฟทีของไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ – อ้างอิง: สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน กระทรวงพลังงาน)
ปัจจุบันราคา LNG ยังคงมีความผันผวนสูงจากปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์และความต้องการใช้พลังงานที่ขยายตัวเพิ่มขึ้น ซึ่งปัจจัยเหล่านี้อาจส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังต้นทุนการผลิตไฟฟ้าในงวดถัดไปได้
ประการสำคัญ สำนักงาน กกพ. ได้ออกโรงเตือนและย้ำถึงพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าในช่วงเดือนเมษายนซึ่งเข้าสู่ฤดูร้อนอย่างเต็มตัว สภาพอากาศที่ร้อนจัดจะส่งผลให้ความต้องการใช้ไฟฟ้าพุ่งทะยานขึ้น เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน โดยเฉพาะเครื่องปรับอากาศต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อต่อสู้กับอุณหภูมิภายนอก รวมถึงตู้เย็นที่ต้องตัดต่อการทำงานถี่ขึ้น
พฤติกรรมเหล่านี้ทำให้ปริมาณการใช้ไฟฟ้าพุ่งสูง และอาจทำให้บิลค่าไฟรายเดือนของผู้ใช้ไฟฟ้าปรับตัวแพงขึ้นแบบก้าวกระโดด เนื่องจากโครงสร้างการคิดอัตราค่าไฟฟ้าของไทยเป็นรูปแบบขั้นบันได (Progressive Rate) ยิ่งใช้หน่วยเยอะ ค่าไฟต่อหน่วยก็ยิ่งแพงขึ้น
เพื่อรับมือกับปัญหาดังกล่าว สำนักงาน กกพ. จึงได้เชิญชวนให้ประชาชนหันมาร่วมกันบริหารจัดการพลังงานผ่านแนวทางง่ายๆ อย่างยุทธศาสตร์ “5 ป.” ซึ่งประกอบไปด้วย:
- ปลด ปลดปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าทุกครั้งเมื่อใช้งานเสร็จ
- ปิด ปิดไฟดวงที่ไม่จำเป็น
- ปรับ ปรับตั้งอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศให้อยู่ในระดับที่พอเหมาะ (ประมาณ 25-26 องศาเซลเซียส)
- เปลี่ยน เปลี่ยนมาใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ได้มาตรฐานประหยัดไฟเบอร์ 5
- ปลูก ปลูกต้นไม้บริเวณบ้านเพื่อสร้างร่มเงาและลดอุณหภูมิโดยรอบ
การดูแลอุปกรณ์ไฟฟ้าให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์พร้อมใช้งานอยู่เสมอ ไม่เพียงแต่จะช่วยลดการใช้พลังงานในภาพรวมของประเทศได้เท่านั้น แต่ยังเป็นวิธีที่ยั่งยืนที่สุดในการบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายในกระเป๋าของทุกคนในระยะยาว
แนวโน้มอนาคตพลังงานไทยและการปรับตัวของผู้บริโภค
เมื่อพิจารณาจากภาพรวมของมติ กกพ. ในรอบพฤษภาคมถึงสิงหาคม 2569 นี้ จะเห็นได้ชัดเจนว่าแม้ภาครัฐจะพยายามใช้กลไกทางการเงินอย่าง Claw back และการยืดหนี้ กฟผ. (AF) มาช่วยซับแรงกระแทกจนค่าไฟเฉลี่ยอยู่ที่ 3.95 บาทต่อหน่วยได้สำเร็จ แต่นี่เป็นเพียงการแก้ปัญหาในระยะสั้นและระยะกลางเท่านั้น
บนพื้นฐานของความเป็นจริงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต หากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยืดเยื้อ หรือเกิดภาวะอุปทานก๊าซธรรมชาติ (LNG) ตึงตัวในช่วงปลายปี ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าของประเทศย่อมมีโอกาสขยับตัวสูงขึ้นอีก และเมื่อกองทุนหรือกลไกที่ใช้รองรับเริ่มร่อยหรอลง ผู้บริโภคอาจต้องเผชิญกับการปรับขึ้นของค่าเอฟทีที่สะท้อนต้นทุนจริงอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยในอนาคต
ดังนั้น ในยุคที่ราคาพลังงานมีความอ่อนไหวสูง การพึ่งพาเพียงมาตรการอุดหนุนจากรัฐอาจไม่เพียงพออีกต่อไป ภาคธุรกิจและภาคครัวเรือนควรเริ่มหันมาพิจารณาการลงทุนด้านประสิทธิภาพพลังงาน (Energy Efficiency) อย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นการปรับปรุงระบบไฟภายในอาคาร การวางแผนติดตั้งระบบโซลาร์รูฟท็อป (Solar Rooftop) เพื่อผลิตไฟฟ้าใช้เองในช่วงกลางวัน หรือแม้กระทั่งการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตามหลัก “5 ป.” อย่างเคร่งครัด เพราะในท้ายที่สุดแล้ว “พลังงานที่ประหยัดได้” คือพลังงานที่ต้นทุนถูกที่สุดและเป็นเกราะป้องกันความผันผวนทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนที่สุดสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าทุกคน
ตารางสรุป ผ่าโครงสร้างค่าไฟฟ้างวดใหม่ พ.ค – ส.ค 2569 ทำไม กกพ ต้องปรับเป็น 3.95 บาท
| หัวข้อ | รายละเอียดสำคัญ | ผลกระทบที่เกิดขึ้น |
| มติค่าไฟฟ้างวดใหม่ | เคาะที่ 3.95 บาท/หน่วย (รวมค่าเอฟที 16.23 สตางค์) | ผู้ใช้ไฟฟ้าต้องจ่ายค่าไฟตามโครงสร้างแบบขั้นบันได |
| กลไกจัดการต้นทุน (AF) | กฟผ รับภาระต้นทุนคงค้าง 35,928 ล้านบาท | ช่วยชะลอไม่ให้ค่าไฟปรับขึ้นแบบก้าวกระโดดรุนแรง |
| เงินเรียกคืน (Claw back) | นำเงิน 9,472 ล้านบาท มาช่วยอุดหนุนระบบ | ช่วยลดภาระค่าไฟให้ประชาชนได้ 13.43 สตางค์/หน่วย |
| หากตรึงค่าไฟที่ 3.88 บ. | ต้องใช้งบประมาณอุดหนุนสูงถึง 5,000 ล้านบาท | สร้างภาระต่องบประมาณแผ่นดินอย่างมหาศาลในเวลา 4 เดือน |
| ความเสี่ยงในอนาคต | ราคา LNG ผันผวนจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ | ต้นทุนการผลิตไฟฟ้ามีโอกาสปรับตัวสูงขึ้นในงวดถัดไป |
อ้างอิงจาก
- https://www.pea.co.th/sites/default/files/ft/2025/Ft%20surcharge%20JAN-APR2026_Final_0.pdf
- https://www.thairath.co.th/news/local/2924051?fbclid=IwY2xjawQ57PBleHRuA2FlbQIxMABicmlkETFyNmhkckJSeGdyQ2xkeXR3c3J0YwZhcHBfaWQQMjIyMDM5MTc4ODIwMDg5MgABHrq5KIwOyhNmqWDEzSa3w66WhNZ5dw9bMj1UramC7w-6p9UCc7cSYPsIqOY-_aem_iznUX-m-VauKqoMBp_mk4w
- https://www.sanook.com/money/948767/
- https://siamrath.co.th/economy/news/137115










