วันพุธ, มิถุนายน 10, 2026
  • Contact
  • Home
  • Sitemap
The Signals
  • Home
  • Markets
  • Business
  • Macroeconomics
  • Trends
  • Lifestyle
  • More
    • Sustainability / ESG
    • Opinion
    • News
      • Brief
      • Press Release
    • Politics & Policy
  • Login
No Result
View All Result
The Signals
Home Lifestyle

ทำไมค่าไฟต้องขึ้น ไปที่ 3.95 บาทต่อหน่วย พร้อมเปิดกลไกบริหารต้นทุนพลังงาน

ทำไมค่าไฟต้องขึ้น ไปที่ 3.95 บาทต่อหน่วย พร้อมเปิดกลไกบริหารต้นทุนพลังงาน
0
SHARES
11
VIEWS
Share on FacebookShare on Twitter

จากการติดตามสถานการณ์พลังงานและต้นทุนการผลิตไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2569 ดร.พูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) และโฆษกคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ได้ออกมาเปิดเผยถึงมติสำคัญที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วประเทศ

ทำไมค่าไฟต้องขึ้น ไปที่ 3.95 บาทต่อหน่วย พร้อมเปิดกลไกบริหารต้นทุนพลังงาน

ทำไมค่าไฟต้องขึ้น ไปที่ 3.95 บาทต่อหน่วย พร้อมเปิดกลไกบริหารต้นทุนพลังงาน

Related posts

Toto Wolff ชายที่ชีวิตจากติดลบสู่เศรษฐี ผู้ปั้น Mercedes F1 มูลค่า 6 พันล้าน$

Toto Wolff ชายที่ชีวิตจากติดลบสู่เศรษฐี ผู้ปั้น Mercedes F1 มูลค่า 6 พันล้าน$

มิถุนายน 3, 2026
ถอดรหัสพฤติกรรม Gen Alpha ขุมทรัพย์ 10 ล้านล้าน โอกาสธุรกิจไทย!

ถอดรหัสพฤติกรรม Gen Alpha ขุมทรัพย์ 10 ล้านล้าน โอกาสธุรกิจไทย!

พฤษภาคม 31, 2026

ในการประชุม กกพ. ครั้งที่ 13/2569 (ครั้งที่ 1,003) ซึ่งจัดขึ้นในวันเดียวกันนั้น ที่ประชุมได้พิจารณาผลการรับฟังความคิดเห็นและมีมติเห็นชอบการปรับอัตราค่าไฟฟ้าตามสูตรการปรับอัตราค่าไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ หรือที่เรารู้จักกันดีในชื่อ “ค่าเอฟที (Ft)” สำหรับเรียกเก็บในงวดเดือนพฤษภาคมถึงสิงหาคม 2569 อย่างเป็นทางการ

โครงสร้างค่าไฟฟ้าใหม่ ตัวเลขที่ผู้ใช้ไฟฟ้าต้องรู้

สำหรับงวด 4 เดือนนี้ กกพ. ได้กำหนดค่าเอฟทีเรียกเก็บอยู่ที่ 16.23 สตางค์ต่อหน่วย ทั้งนี้ เมื่อนำตัวเลขดังกล่าวไปรวมกับค่าไฟฟ้าฐานซึ่งอยู่ที่ 3.78 บาทต่อหน่วย จะส่งผลให้ค่าไฟฟ้าเรียกเก็บเฉลี่ยรวมอยู่ที่ 3.95 บาทต่อหน่วย (อัตรานี้ยังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)

เบื้องหลังตัวเลข 3.95 บาท ต้นทุนพลังงานและกลไกช่วยเหลือ

อันที่จริงแล้ว ค่าเอฟทีในรอบนี้สะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มของต้นทุนเชื้อเพลิงและค่าซื้อไฟฟ้าในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงสิงหาคม 2569 ซึ่งมีตัวเลขพุ่งสูงถึง 29.66 สตางค์ต่อหน่วย

อย่างไรก็ตาม เพื่อไม่ให้ภาระตกไปอยู่กับประชาชนมากจนเกินไป กกพ. จึงได้ใช้แนวทางการบริหารจัดการต้นทุนเข้ามาช่วยบรรเทาผลกระทบ ผ่าน 2 กลไกหลัก ได้แก่

  1. การรับภาระต้นทุนคงค้าง (AF) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จะยังคงเป็นผู้รับภาระต้นทุนคงค้างสะสมจำนวน 35,928 ล้านบาท เอาไว้แทนประชาชนต่อไป
  2. การใช้กลไก Claw back กกพ. ได้พิจารณานำเงินเรียกคืนผลประโยชน์ส่วนเกิน หรือที่เรียกว่าเงิน Claw back จำนวนประมาณ 9,472 ล้านบาท (คิดเป็น 13.43 สตางค์ต่อหน่วย) เข้ามาอุดหนุนเพื่อช่วยลดภาระค่าไฟฟ้าโดยตรง ซึ่งถือเป็นมาตรการสำคัญในช่วงที่สถานการณ์พลังงานโลกยังคงมีความผันผวนอย่างหนักจากเหตุการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลาง

ดร.พูลพัฒน์ ได้เน้นย้ำว่า การกำหนดค่าเอฟทีในครั้งนี้ ดำเนินการอย่างรัดกุมและเป็นไปตามหลักเกณฑ์การกำกับอัตราค่าบริการตามมาตรา 65 แห่งพระราชบัญญัติการประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. 2550 กฎหมายฉบับนี้กำหนดไว้อย่างชัดเจนว่าการคิดค่าบริการต้องสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และต้องเป็นธรรมต่อผู้ใช้ไฟฟ้า

นอกจากนี้ ยังสอดคล้องกับประกาศ กกพ. เรื่อง กรอบหลักเกณฑ์การกำหนดอัตราค่าไฟฟ้า พ.ศ. 2564 ข้อ 34 ที่ให้อำนาจ กกพ. ในการนำเงิน Claw back มาเป็นส่วนลดค่าไฟฟ้าให้กับผู้ใช้ไฟฟ้าตามความเหมาะสม เพื่อเป้าหมายในการบรรเทาผลกระทบจากภาวะวิกฤติและรักษาระดับอัตราค่าไฟฟ้าให้มีเสถียรภาพในรอบกำกับถัดไป

“กกพ. ให้ความสำคัญกับการรักษาสมดุลระหว่างการสะท้อนต้นทุนพลังงานที่แท้จริงและการดูแลภาระค่าครองชีพของประชาชน โดยใช้กลไกตามกฎหมาย เช่น การบริหารภาระต้นทุนคงค้าง (AF) และการนำเงิน Claw back มาช่วยบรรเทาผลกระทบค่าไฟฟ้า เพื่อไม่ให้เกิดแรงกระแทกต่อผู้ใช้ไฟฟ้าในช่วงที่เศรษฐกิจยังอยู่ในช่วงฟื้นตัว” ดร.พูลพัฒน์ กล่าวชี้แจง

เสียงสะท้อนจากประชาชนและการคำนวณงบประมาณหากตรึงค่าไฟ

ก่อนที่จะมีมติออกมา สำนักงาน กกพ. ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นผ่านช่องทางเว็บไซต์ระหว่างวันที่ 25 – 31 มีนาคม 2569 ซึ่งมีผู้เข้ามาร่วมแสดงความคิดเห็นจำนวนทั้งสิ้น 340 ความเห็น ผลปรากฏว่ากลุ่มผู้แสดงความคิดเห็น ร้อยละ 49 เห็นด้วยกับกรณีการปรับค่าไฟเฉลี่ยมาอยู่ที่ 3.95 บาทต่อหน่วย ซึ่งเป็นแนวทางที่ดึงเอากลไก Claw back มาใช้เพื่อช่วยลดภาระ

นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอเพิ่มเติมจากบางภาคส่วนที่ต้องการให้ภาครัฐตรึงค่าไฟฟ้าเอาไว้ที่ 3.88 บาทต่อหน่วย ซึ่งในประเด็นนี้ ดร.พูลพัฒน์ ได้อธิบายถึงผลกระทบในเชิงตัวเลขไว้อย่างน่าสนใจว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ใช้ไฟฟ้าประมาณ 26 ล้านราย ในทางเศรษฐศาสตร์แล้ว การตรึงค่าไฟทุกๆ 1 สตางค์ จะต้องใช้งบประมาณอุดหนุนสูงถึงประมาณ 706 ล้านบาท ดังนั้น หากต้องการตรึงค่าไฟเพิ่มอีก 7 สตางค์ (จาก 3.95 ให้เหลือ 3.88) ภาครัฐจะต้องใช้เม็ดเงินมหาศาลถึงประมาณ 5,000 ล้านบาท สำหรับระยะเวลาเพียง 4 เดือนเท่านั้น

ยิ่งไปกว่านั้น หากเจาะลึกลงไปเฉพาะกลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัย จะพบรายละเอียดงบประมาณที่ต้องใช้รองรับดังนี้

  • กลุ่มที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 200 หน่วยต่อเดือน มีจำนวนประมาณ 14.3 ล้านราย (คิดเป็นร้อยละ 62 ของผู้ใช้ไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัยทั้งหมด) หากต้องอุดหนุนกลุ่มนี้ จะต้องใช้เงินประมาณ 366 ล้านบาท ต่อรอบ 4 เดือน
  • กลุ่มที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 300 หน่วยต่อเดือน มีจำนวนประมาณ 17.5 ล้านราย (คิดเป็นร้อยละ 76 ของผู้ใช้ไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัยทั้งหมด) จะต้องใช้เงินอุดหนุนสูงถึงประมาณ 591 ล้านบาท ต่อรอบ 4 เดือน

“การพิจารณาตรึงค่าไฟฟ้าจึงต้องคำนึงถึงทั้งภาระงบประมาณ ความมั่นคงของระบบไฟฟ้า และผลกระทบในระยะยาว โดย กกพ. ยังคงยึดหลักการกำกับดูแลที่สมดุล โปร่งใส และเป็นธรรมต่อทุกภาคส่วน” ดร.พูลพัฒน์ กล่าวย้ำ

ปัจจัยภายนอกและข้อควรระวังในช่วงฤดูร้อน

นอกเหนือจากการบริหารจัดการภายในประเทศแล้ว กกพ. ยังต้องจับตาสถานการณ์ราคาพลังงานโลกอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะความเคลื่อนไหวของราคาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ซึ่งถือเป็นเชื้อเพลิงหลักที่สำคัญมากในการขับเคลื่อนระบบไฟฟ้าของประเทศ

(ข้อมูลเพิ่มเติม: ตามรายงานสรุปสถานการณ์พลังงานโดยสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กระทรวงพลังงาน ระบุว่าประเทศไทยพึ่งพาการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติในสัดส่วนที่สูงเกินกว่าครึ่งหนึ่งของการผลิตไฟฟ้าทั้งหมด ดังนั้นความผันผวนของราคา LNG ในตลาดโลกจึงแปรผันตรงกับต้นทุนค่าเอฟทีของไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ – อ้างอิง: สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน กระทรวงพลังงาน)

ปัจจุบันราคา LNG ยังคงมีความผันผวนสูงจากปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์และความต้องการใช้พลังงานที่ขยายตัวเพิ่มขึ้น ซึ่งปัจจัยเหล่านี้อาจส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังต้นทุนการผลิตไฟฟ้าในงวดถัดไปได้

ประการสำคัญ สำนักงาน กกพ. ได้ออกโรงเตือนและย้ำถึงพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าในช่วงเดือนเมษายนซึ่งเข้าสู่ฤดูร้อนอย่างเต็มตัว สภาพอากาศที่ร้อนจัดจะส่งผลให้ความต้องการใช้ไฟฟ้าพุ่งทะยานขึ้น เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน โดยเฉพาะเครื่องปรับอากาศต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อต่อสู้กับอุณหภูมิภายนอก รวมถึงตู้เย็นที่ต้องตัดต่อการทำงานถี่ขึ้น

พฤติกรรมเหล่านี้ทำให้ปริมาณการใช้ไฟฟ้าพุ่งสูง และอาจทำให้บิลค่าไฟรายเดือนของผู้ใช้ไฟฟ้าปรับตัวแพงขึ้นแบบก้าวกระโดด เนื่องจากโครงสร้างการคิดอัตราค่าไฟฟ้าของไทยเป็นรูปแบบขั้นบันได (Progressive Rate) ยิ่งใช้หน่วยเยอะ ค่าไฟต่อหน่วยก็ยิ่งแพงขึ้น

เพื่อรับมือกับปัญหาดังกล่าว สำนักงาน กกพ. จึงได้เชิญชวนให้ประชาชนหันมาร่วมกันบริหารจัดการพลังงานผ่านแนวทางง่ายๆ อย่างยุทธศาสตร์ “5 ป.” ซึ่งประกอบไปด้วย:

  • ปลด ปลดปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าทุกครั้งเมื่อใช้งานเสร็จ
  • ปิด ปิดไฟดวงที่ไม่จำเป็น
  • ปรับ ปรับตั้งอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศให้อยู่ในระดับที่พอเหมาะ (ประมาณ 25-26 องศาเซลเซียส)
  • เปลี่ยน เปลี่ยนมาใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ได้มาตรฐานประหยัดไฟเบอร์ 5
  • ปลูก ปลูกต้นไม้บริเวณบ้านเพื่อสร้างร่มเงาและลดอุณหภูมิโดยรอบ

การดูแลอุปกรณ์ไฟฟ้าให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์พร้อมใช้งานอยู่เสมอ ไม่เพียงแต่จะช่วยลดการใช้พลังงานในภาพรวมของประเทศได้เท่านั้น แต่ยังเป็นวิธีที่ยั่งยืนที่สุดในการบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายในกระเป๋าของทุกคนในระยะยาว

แนวโน้มอนาคตพลังงานไทยและการปรับตัวของผู้บริโภค

เมื่อพิจารณาจากภาพรวมของมติ กกพ. ในรอบพฤษภาคมถึงสิงหาคม 2569 นี้ จะเห็นได้ชัดเจนว่าแม้ภาครัฐจะพยายามใช้กลไกทางการเงินอย่าง Claw back และการยืดหนี้ กฟผ. (AF) มาช่วยซับแรงกระแทกจนค่าไฟเฉลี่ยอยู่ที่ 3.95 บาทต่อหน่วยได้สำเร็จ แต่นี่เป็นเพียงการแก้ปัญหาในระยะสั้นและระยะกลางเท่านั้น

บนพื้นฐานของความเป็นจริงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต หากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยืดเยื้อ หรือเกิดภาวะอุปทานก๊าซธรรมชาติ (LNG) ตึงตัวในช่วงปลายปี ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าของประเทศย่อมมีโอกาสขยับตัวสูงขึ้นอีก และเมื่อกองทุนหรือกลไกที่ใช้รองรับเริ่มร่อยหรอลง ผู้บริโภคอาจต้องเผชิญกับการปรับขึ้นของค่าเอฟทีที่สะท้อนต้นทุนจริงอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยในอนาคต

ดังนั้น ในยุคที่ราคาพลังงานมีความอ่อนไหวสูง การพึ่งพาเพียงมาตรการอุดหนุนจากรัฐอาจไม่เพียงพออีกต่อไป ภาคธุรกิจและภาคครัวเรือนควรเริ่มหันมาพิจารณาการลงทุนด้านประสิทธิภาพพลังงาน (Energy Efficiency) อย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นการปรับปรุงระบบไฟภายในอาคาร การวางแผนติดตั้งระบบโซลาร์รูฟท็อป (Solar Rooftop) เพื่อผลิตไฟฟ้าใช้เองในช่วงกลางวัน หรือแม้กระทั่งการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตามหลัก “5 ป.” อย่างเคร่งครัด เพราะในท้ายที่สุดแล้ว “พลังงานที่ประหยัดได้” คือพลังงานที่ต้นทุนถูกที่สุดและเป็นเกราะป้องกันความผันผวนทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนที่สุดสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าทุกคน

ตารางสรุป ผ่าโครงสร้างค่าไฟฟ้างวดใหม่ พ.ค – ส.ค 2569 ทำไม กกพ ต้องปรับเป็น 3.95 บาท

หัวข้อ รายละเอียดสำคัญ ผลกระทบที่เกิดขึ้น
มติค่าไฟฟ้างวดใหม่ เคาะที่ 3.95 บาท/หน่วย (รวมค่าเอฟที 16.23 สตางค์) ผู้ใช้ไฟฟ้าต้องจ่ายค่าไฟตามโครงสร้างแบบขั้นบันได
กลไกจัดการต้นทุน (AF) กฟผ รับภาระต้นทุนคงค้าง 35,928 ล้านบาท ช่วยชะลอไม่ให้ค่าไฟปรับขึ้นแบบก้าวกระโดดรุนแรง
เงินเรียกคืน (Claw back) นำเงิน 9,472 ล้านบาท มาช่วยอุดหนุนระบบ ช่วยลดภาระค่าไฟให้ประชาชนได้ 13.43 สตางค์/หน่วย
หากตรึงค่าไฟที่ 3.88 บ. ต้องใช้งบประมาณอุดหนุนสูงถึง 5,000 ล้านบาท สร้างภาระต่องบประมาณแผ่นดินอย่างมหาศาลในเวลา 4 เดือน
ความเสี่ยงในอนาคต ราคา LNG ผันผวนจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ ต้นทุนการผลิตไฟฟ้ามีโอกาสปรับตัวสูงขึ้นในงวดถัดไป

อ้างอิงจาก 

  • https://www.pea.co.th/sites/default/files/ft/2025/Ft%20surcharge%20JAN-APR2026_Final_0.pdf
  • https://www.thairath.co.th/news/local/2924051?fbclid=IwY2xjawQ57PBleHRuA2FlbQIxMABicmlkETFyNmhkckJSeGdyQ2xkeXR3c3J0YwZhcHBfaWQQMjIyMDM5MTc4ODIwMDg5MgABHrq5KIwOyhNmqWDEzSa3w66WhNZ5dw9bMj1UramC7w-6p9UCc7cSYPsIqOY-_aem_iznUX-m-VauKqoMBp_mk4w
  • https://www.sanook.com/money/948767/
  • https://siamrath.co.th/economy/news/137115

Tags: กกพกฟผค่าครองชีพค่าเอฟทีค่าไฟค่าไฟพุ่งค่าไฟฟ้าพลังงานลดค่าไฟเศรษฐกิจ
Previous Post

ขุมพลัง BESS บ้านปู พลิกโฉม Data Center ยุค AI

Next Post

ทำไมราคาดีเซลขยับแตะ 44.24 บาท สายซิ่ง-สายแบกต้องรู้ รับมือยังไง?

Next Post
ทำไมราคาดีเซลขยับแตะ 44.24 บาท สายซิ่ง-สายแบกต้องรู้ รับมือยังไง?

ทำไมราคาดีเซลขยับแตะ 44.24 บาท สายซิ่ง-สายแบกต้องรู้ รับมือยังไง?

ใส่ความเห็น ยกเลิกการตอบ

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

RECOMMENDED NEWS

ด่วน! จีนสั่งเบรก OpenClaw AI สะเทือนหุ้นเทคฯ ส่องผลกระทบและทิศทางการลงทุน

ด่วน! จีนสั่งเบรก OpenClaw AI สะเทือนหุ้นเทคฯ ส่องผลกระทบและทิศทางการลงทุน

3 เดือน ago
ราคาทองพุ่งทะลุ $4900 น้ำมันดิ่ง 13% รับข่าวเปิดช่องแคบฮอร์มุซ 

ราคาทองพุ่งทะลุ $4900 น้ำมันดิ่ง 13% รับข่าวเปิดช่องแคบฮอร์มุซ 

2 เดือน ago
เมื่อโลกขยับเข้าใกล้สงคราม เก็บเงินที่ไหนปลอดภัยสุด 

เมื่อโลกขยับเข้าใกล้สงคราม เก็บเงินที่ไหนปลอดภัยสุด? 

4 เดือน ago
เจาะแผนพฤกษา 2569 บ้าน+สุขภาพ ดันรายได้ 1.8 หมื่นล้าน รับเทรนด์ Wellness

เจาะแผนพฤกษา 2569 บ้าน+สุขภาพ ดันรายได้ 1.8 หมื่นล้าน รับเทรนด์ Wellness

3 เดือน ago

FOLLOW US

BROWSE BY CATEGORIES

  • Business
  • Lifestyle
  • Macroeconomics
  • Markets
  • News
  • Politics & Policy
  • Press Release
  • Sustainability / ESG
  • Trends

BROWSE BY TOPICS

AI OpenAI กลยุทธ์การลงทุน กลยุทธ์ธุรกิจ การลงทุน การลงทุนต่างประเทศ ข่าวเศรษฐกิจ ข่าวเศรษฐกิจโลก ค่าครองชีพ จัดพอร์ตลงทุน ชิป AI ช่องแคบฮอร์มุซ ดอกเบี้ยเฟด ตลาดหุ้นไทย ปัญญาประดิษฐ์ พลังงานสะอาด รถยนต์ไฟฟ้า ราคาทองคำ ราคาทองวันนี้ ราคาน้ำมัน ราคาน้ำมันพุ่ง ราคาน้ำมันโลก ลงทุนทองคำ วางแผนการเงิน วิกฤตตะวันออกกลาง วิกฤตพลังงาน วิกฤตเศรษฐกิจ วิเคราะห์ราคาทอง วิเคราะห์หุ้น สงครามตะวันออกกลาง สงครามอิหร่าน สินทรัพย์ปลอดภัย หุ้นต่างประเทศ หุ้นพลังงาน หุ้นเทคโนโลยี หุ้นไทย อสังหาริมทรัพย์ เงินเฟ้อ เซมิคอนดักเตอร์ เทคโนโลยี AI เทรนด์เทคโนโลยี เศรษฐกิจโลก เศรษฐกิจไทย แนวโน้มราคาทอง แนวโน้มเศรษฐกิจ

POPULAR NEWS

  • วิธีลงทะเบียนไทยช่วยไทยพลัส ผ่านแอปเป๋าตัง รับ 4000 บาท ใครได้บ้างเช็กเลย!

    วิธีลงทะเบียนไทยช่วยไทยพลัส ผ่านแอปเป๋าตัง รับ 4000 บาท ใครได้บ้างเช็กเลย!

    0 shares
    Share 0 Tweet 0
  • ส่อง 3 หุ้นซูชิยักษ์ใหญ่จากญี่ปุ่น เปลี่ยนมื้ออร่อยให้เป็นขุมทรัพย์

    0 shares
    Share 0 Tweet 0
  • ส่องอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบ้าน 10 ประเทศ และ วิธีกู้ซื้อบ้านในช่วงดอกเบี้ยขาลง

    0 shares
    Share 0 Tweet 0
  • ดัชนี Nikkei พุ่งทำนิวไฮทะลุ 65900 จุด เมื่อชิป AI คือ ขุมพลังขับเคลื่อนตลาดทุน

    0 shares
    Share 0 Tweet 0
  • ก้าวใหม่สาธารณสุข ข้อมูลสุขภาพบนบล็อกเชน คุณเป็นเจ้าของเอง

    0 shares
    Share 0 Tweet 0
The Signals

In a world full of noise, leaders look for signals.

สื่อวิเคราะห์ข้อมูลธุรกิจสำหรับผู้นำ ที่คัดกรองและตีความ “สัญญาณ” ของโลกเศรษฐกิจและธุรกิจ เพื่อให้เห็นทิศทางของการเปลี่ยนแปลง

Follow us on social media:

Recent News

  • EARTH JUMP 2026 พลิกโฉมธุรกิจ SME ไทยสู่ยุคความยั่งยืนด้วย K-Climate Solutions
  • เจาะแนวโน้มหุ้นไทย กับกลยุทธ์รับมือความผันผวน ชู 5 หุ้นเด่นกลุ่มส่งออก-อิเล็กทรอนิกส์
  • ถอดรหัส Mixue จากแฟรนไชส์ไอศกรีมโตไว ทำไมจู่ๆ ปิดกว่า 400 สาขา?

Category

  • Business
  • Lifestyle
  • Macroeconomics
  • Markets
  • News
  • Politics & Policy
  • Press Release
  • Sustainability / ESG
  • Trends

Recent News

EARTH JUMP 2026 พลิกโฉมธุรกิจ SME ไทยสู่ยุคความยั่งยืนด้วย K-Climate Solutions

EARTH JUMP 2026 พลิกโฉมธุรกิจ SME ไทยสู่ยุคความยั่งยืนด้วย K-Climate Solutions

มิถุนายน 10, 2026
เจาะแนวโน้มหุ้นไทย กับกลยุทธ์รับมือความผันผวน ชู 5 หุ้นเด่นกลุ่มส่งออก-อิเล็กทรอนิกส์

เจาะแนวโน้มหุ้นไทย กับกลยุทธ์รับมือความผันผวน ชู 5 หุ้นเด่นกลุ่มส่งออก-อิเล็กทรอนิกส์

มิถุนายน 10, 2026
  • Contact
  • Home
  • Sitemap

© 2026 The Signals - Decode the Signals. Shape the Future.

Welcome Back!

Login to your account below

Forgotten Password?

Retrieve your password

Please enter your username or email address to reset your password.

Log In
No Result
View All Result
  • Home
  • Markets
  • Business
  • Macroeconomics
  • Trends
  • Lifestyle
  • More
    • Sustainability / ESG
    • Opinion
    • News
      • Brief
      • Press Release
    • Politics & Policy

© 2026 The Signals - Decode the Signals. Shape the Future.