วันนี้มีประเด็นร้อนแรงในวงการเทคโนโลยีที่สะเทือนไปถึงความมั่นคงระดับโลก เรื่องราวความขัดแย้งระหว่าง Anthropic เจ้าของโมเดล AI สุดล้ำอย่าง Claude และกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ (DoD) ซึ่งบทความนี้จะมาย่อยข้อมูลและขยายความแบบเจาะลึก โดยอ้างอิงข้อมูลและจุดประกายประเด็นหลักจากช่อง 9arm ที่ได้เล่าอินไซต์ไว้ค่อนข้างดุเดือดทีเดียว ส่วนใครอยากตามไปสนับสนุนช่อง 9arm ก็สามารถสมัคร Membership เพื่อดูไลฟ์ย้อนหลังแบบเต็มรูปแบบและรับคอนเทนต์คุณภาพกันต่อได้เลย
ทำไมสหรัฐฯ แบน Claude AI? รอยร้าวกลาโหม & ก้าวต่อไป OpenAI

ทำความรู้จัก Anthropic และความสามารถที่แท้จริงของ Claude ก่อนจะเจาะลึกถึงรอยร้าว ทุกคนต้องเข้าใจพื้นฐานของบริษัท Anthropic เสียก่อน หากติดตามวงการเทคโนโลยีจะรู้ดีว่านี่คือบริษัทที่กำลังมาแรงแซงโค้งด้วยปัญญาประดิษฐ์ที่ชื่อว่า Claude โมเดลตัวนี้เป็นของดีที่คนสายไอทียอมรับว่าทำงานได้ยอดเยี่ยมจัดจ้าน ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การช่วยเขียนโค้ด ทว่าปัจจุบันยังครอบคลุมไปถึงการวิเคราะห์จำแนกภาพและการออกแบบตามคำสั่ง ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้สามารถนำไปใช้งานจริงได้ทันที หากใครกำลังเล็งจะสมัคร ChatGPT แนะนำให้ลองเบรกไว้ก่อนและหันมาเปิดใจลองใช้ Claude ดูสักเดือน แล้วจะสัมผัสได้ถึงความก้าวหน้าจนต้องอุทานออกมา
แน่นอนว่าในตลาดไม่ได้มีแค่ค่ายเดียว ยังมีกลุ่ม Open Source ที่พัฒนาออกมาท้าชน แต่ในช่วงปีที่ผ่านมา รัฐบาลสหรัฐฯ ได้ริเริ่มโครงการนำ AI เข้ามาขับเคลื่อนการทำงานในหน่วยงานรัฐ โดยดึงเอาบริษัทยักษ์ใหญ่ทั้งหลายเข้าร่วม ไม่ว่าจะเป็น ChatGPT, Google Gemini และรวมถึง Claude เพื่อให้เจ้าหน้าที่เลือกว่าจะใช้ระบบไหน ข้อมูลระบุว่าแต่ละบริษัทได้รับข้อตกลงและเม็ดเงินสนับสนุนมูลค่าระดับ 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อรายเลยทีเดียว
เมื่อ AI เข้าสู่สมรภูมิรบ และการใช้งานของกระทรวงกลาโหม
การนำ AI ไปประยุกต์ใช้ในหน่วยงานรัฐอาจดูเป็นเรื่องปกติในแง่ของงานเอกสารหรืองานวิเคราะห์ข้อมูลทั่วไป แต่จุดที่น่าจับตามองที่สุดคือการนำไปใช้งานโดย “กระทรวงกลาโหม” แม้จะไม่มีการยืนยันข้อมูลชัดเจน 100% ว่าหน่วยงานความมั่นคงนี้เอา Claude ไปทำอะไรบ้าง แต่จากเบาะแสเบื้องต้นพบว่ามีการนำไปใช้ในทุกมิติ ตั้งแต่การประมวลผลข้อมูล วางแผนโจมตีทางการทหาร ไปจนถึงประเด็นระดับไฮไลต์อย่างการใช้วางแผนจับกุมผู้นำระดับสูงของต่างประเทศ
คำถามคือทำไมข้อมูลลับระดับนี้ถึงเล็ดลอดออกมาได้ เรื่องนี้ต้องย้อนไปที่บริษัท Palantir ซึ่งเป็นผู้รับเหมาดูแลระบบยุทโธปกรณ์ สอดแนม และความมั่นคงให้กับกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ระบบของ Palantir ได้มีการฝัง Claude เข้าไปเพื่อใช้งานเป็นแกนสมองภายใน กล่าวคือ Anthropic ถือเป็นพาร์ทเนอร์ทั้งกับ Palantir และกระทรวงกลาโหมโดยตรง หลังจากปฏิบัติการบุกจับกุมผู้นำต่างชาติถึงในประเทศสำเร็จและมีข่าวลือว่า AI มีส่วนช่วยในภารกิจนี้ ทาง CEO ของ Anthropic จึงเกิดข้อสงสัยและตั้งคำถามไปยัง Palantir ว่าตกลงแล้วมีการนำ AI ของบริษัทไปใช้ทำอะไรกันแน่ และทางนั้นได้ให้คำตอบที่ชัดเจนกลับมาหรือไม่
คำสั่งแบนสายฟ้าแลบและป้ายกำกับ ‘Supply Chain Risk’
จุดยืนของ Anthropic นั้นชัดเจนมาตลอดว่าไม่อนุญาตให้นำ AI ของตนไปใช้เพื่อการสอดแนม ภารกิจทางการทหาร หรือการควบคุมเครื่องจักรสังหารอัตโนมัติ ลองนึกภาพการใช้ AI ควบคุมโดรนให้ยิงสังหารคนแบบอัตโนมัติ หรือระบบปืนต่อสู้อากาศยานที่ล็อกเป้าแล้วลั่นไกเอง สิ่งเหล่านี้คือเส้นแดงที่บริษัทรับไม่ได้ การตั้งคำถามเพื่อตรวจสอบการใช้งานที่อาจล้ำเส้น จึงดูเป็นเรื่องสมเหตุสมผลเพื่อรักษาจริยธรรมขององค์กร
ในทางกลับกัน กระทรวงกลาโหมกลับตอบโต้ด้วยท่าทีที่รุนแรง วันต่อมา Pete Hegseth รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ได้ประกาศตัดความสัมพันธ์และขึ้นบัญชีดำ Anthropic ให้เป็นบริษัทที่มี “ความเสี่ยงด้านซัพพลายเชน” (Supply Chain Risk) ทันที ป้ายกำกับนี้ถือเป็นประกาศิตขั้นเด็ดขาด ทำให้รัฐบาลสหรัฐฯ ทั้งระบบจะไม่ทำธุรกิจด้วยอีกต่อไป Anthropic หมดสิทธิ์ขายเทคโนโลยีให้กระทรวงกลาโหม รวมถึงถูกห้ามไม่ให้ขายระบบให้กับบริษัทคู่ค้าอย่าง Palantir ด้วย ใครก็ตามที่ฝืนใช้ระบบของบริษัทนี้จะถือว่าไม่ผ่านเกณฑ์และต้องโละระบบทิ้งทั้งหมด
สถานการณ์นี้ทำให้ Anthropic โดนแบนอย่างหนักหน่วงในระดับเดียวกับที่แบรนด์ Huawei เคยเผชิญ ซึ่งถือเป็นปรากฏการณ์ครั้งแรกที่บริษัทสัญชาติอเมริกันแท้ๆ โดนรัฐบาลตัวเองสั่งแบนอย่างเบ็ดเสร็จ ซ้ำร้าย โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยังออกมาวิจารณ์ซ้ำว่าเป็น “บริษัท Woke” และประกาศกร้าวว่าจะไม่ร่วมงานกับบริษัทที่มีแนวคิดเช่นนี้อีก
Claude เวอร์ชันพิเศษในโครงข่ายลับที่ทรงพลังกว่าเดิม
มีอีกหนึ่งประเด็นที่คนมักสงสัย นั่นคือ AI ที่ใช้งานในกระทรวงกลาโหมเป็นตัวเดียวกับที่พวกเราใช้งานอยู่หรือไม่ คำตอบคือ “ไม่ใช่” ปกติแล้ว Claude เวอร์ชันสาธารณะจะถูกเทรนด้วยข้อมูลจากศูนย์ข้อมูลภายนอก ทว่าสำหรับระบบคอมพิวเตอร์ของกระทรวงกลาโหมที่มีข้อมูลลับระดับชาติมหาศาล มีรายงานที่น่าเชื่อถือระบุว่า Claude Gov เป็นเวอร์ชัน custom สำหรับ U.S. national security customers สามารถ handle classified data ในโครงข่ายปิด แต่ train จากข้อมูลภายนอกมาตรฐาน ไม่ใช่ direct access ฐานข้อมูล NSA/CIA ความได้เปรียบนี้ทำให้ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ที่ใช้ประมวลผลมีความแรงขั้นสุด ข้อมูลลึกและละเอียดกว่า ส่งผลให้ Claude เวอร์ชันพิเศษมีความสามารถระดับที่ทะลุขีดจำกัดไปไกลลิบ แต่เมื่อเกิดการแตกหัก รัฐบาลจึงต้องออกคำสั่งให้ถอนรากถอนโคนระบบนี้ออกให้หมด
คำสั่งแบนที่ออกมาไม่ได้มีผลในชั่วข้ามคืน แต่กำหนดให้ต้องทยอยยกเลิก (Phase Out) ภายในเวลา 6 เดือน สัญญาเริ่มต้นมูลค่า 200 ล้านดอลลาร์ที่ทำไว้ต้องพับเก็บไป และเมื่อนับรวมกับดีลของบริษัทคู่ค้าอื่นๆ ในสายพานการผลิต มูลค่าความสูญเสียของ Anthropic อาจพุ่งทะยานไปแตะระดับพันล้านดอลลาร์เลยทีเดียว
มหากาพย์ในชั้นศาลและการเสียบแทนของ OpenAI
Anthropic เลือกที่จะไม่ยอมจำนนและยื่นฟ้องศาลทันที เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมว่าเหตุใดบริษัทอเมริกันที่ยังไม่ได้ลงมือทำอะไรผิด ถึงถูกตราหน้าด้วยข้อหาที่ร้ายแรงขนาดนี้ บรรยากาศการไต่สวนในศาลเป็นไปอย่างดุเดือด กระทรวงกลาโหมให้การว่าหากปล่อยให้ซอฟต์แวร์ของ Anthropic ฝังอยู่ในระบบ วันใดที่บริษัทเกิดไม่พอใจก็อาจสั่งปิดระบบและสร้างความเสียหายต่อความมั่นคงได้ ศาลได้ฟังตรรกะนี้แล้วถึงกับสวนกลับไปว่า หากใช้เหตุผลนี้ทหารก็ไม่ควรใช้ Windows หรือ Photoshop ด้วยเช่นกัน เพราะเจ้าของซอฟต์แวร์เหล่านั้นก็สามารถเพิกถอนใบอนุญาต (Revoke License) ได้ทุกเมื่อ การตัดสินแบนจาก “ข้อสันนิษฐานในสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต” จึงเป็นเหตุผลที่ค่อนข้างอ่อนและฟังไม่ขึ้น
Anthropic ชี้แจงเพิ่มเติมในศาลว่า นี่คือ การกลั่นแกล้งทางการค้าที่ไม่เคยเกิดขึ้นกับบริษัทอเมริกันด้วยกันมาก่อน และ Anthropic ขอ urgent ruling ในศาล, hearing จัด 24 มี.ค. 2026 และ judge ออก preliminary injunction 26 มี.ค. 2026 โดย reject DoD immediate ban หากศาลมองว่าคำสั่งแบนไม่ชอบด้วยกฎหมาย บริษัทก็จะสามารถกลับไปดำเนินธุรกิจและเดินหน้ารับรายได้ต่อ แต่หากแพ้คดีก็หมายถึงเม็ดเงินมหาศาลที่ต้องสูญเสียไป (อ้างอิงจากบทวิเคราะห์ของสื่อชั้นนำหลายแห่ง ศาลมีแนวโน้มที่จะตั้งคำถามถึงความชอบธรรมของคำสั่งจากกระทรวงกลาโหมอย่างหนัก และอาจตัดสินให้ฝั่งเอกชนเป็นฝ่ายชนะ)
ในขณะที่ Anthropic กำลังเผชิญมรสุม จู่ๆ แซม อัลต์แมน (Sam Altman) ยอดชายแห่ง OpenAI ก็กระโดดสไลด์ตัวเข้ามาสวมรอยรับดีลนี้แทนทันที เหตุการณ์นี้สร้างเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง เพราะเดิมที OpenAI ก่อตั้งขึ้นเพื่อเป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร (Non-profit) โดยมุ่งหวังทำเพื่อมวลมนุษยชาติ ก่อนจะปรับเป็น Capped-profit และปัจจุบันกำลังเปลี่ยนผ่านสู่การเป็นบริษัทเพื่อแสวงหาผลกำไร (For-profit) เต็มรูปแบบ มีการเปิดตัว ChatGPT เวอร์ชันเสียเงิน และOpenAI กำลังเปลี่ยนผ่านสู่ for-profit model
แซม อัลต์แมน ออกมาให้สัมภาษณ์ในอีก 2 วันต่อมาว่า OpenAI เองก็มีเส้นตาย (Red line) ในการไม่ให้นำ AI ไปใช้เป็นเครื่องจักรสังหารหรือใช้ฆ่าคนเช่นเดียวกับ Anthropic แต่ความย้อนแย้งคือ ทำไมกระทรวงกลาโหมที่เพิ่งแบนบริษัทเก่าด้วยเหตุผลเดียวกัน ถึงยอมเซ็นสัญญากับ OpenAI หน้าตาเฉย และที่สำคัญคือจนถึงบัดนี้ก็ยังไม่มีใครเคยเห็นรายละเอียดของสัญญาฉบับใหม่เลย ทุกอย่างขับเคลื่อนด้วยความเชื่อใจสไตล์ Trust me bro ล้วนๆ
ยิ่งไปกว่านั้น ก่อนหน้าที่จะเกิดข้อพิพาทจนต้องพึ่งศาลก่อน dispute มีการ negotiate ระหว่าง DoD และ Anthropic CEO แต่ DoD โต้แย้งข้อจำกัด AI ไม่เกี่ยวกับ weapons/surveillance โดยตรง การที่จู่ๆ กระทรวงกลาโหมพลิกคำพูดและสั่งแบนแบบกะทันหัน จึงทำให้เรื่องนี้กลายเป็นมหากาพย์ที่น่าปวดหัวและมีเบื้องลึกเบื้องหลังซ่อนอยู่
ความจริงของ AI สมัยใหม่กับ Skynet ที่อาจไม่ใช่แค่ฉากในภาพยนตร์
หากลองนำข้อมูลมาปะติดปะต่อกันเพื่อจินตนาการถึงบทบาทของ AI ในกองทัพ ทุกคนจะเห็นภาพที่น่าขนลุก เทคโนโลยีโดรนทางการทหารที่มีใช้มาตั้งแต่ช่วงปี 2013-2015 สมัยโอบามา เมื่อได้รับการอัปเกรดด้วย AI จะเปลี่ยนการสั่งการรบให้คล้ายกับการเล่นเกมวางแผน มนุษย์สามารถกำหนดแผนการบิน (Flight Plan) บนหน้าจอ สั่งให้โดรนบินวนและทิ้งระเบิดในรัศมีที่กำหนด จากนั้นให้ AI ประมวลผลภาพถ่ายดาวเทียมเพื่อระบุพิกัดเป้าหมาย (เช่น การวิเคราะห์ตำแหน่งคลังน้ำมันในกรณีสถานการณ์ความขัดแย้งกับอิหร่าน) AI จะวิเคราะห์และจัดลำดับความสำคัญของเป้าหมาย 1, 2, 3, 4 ออกมาอย่างเป็นระบบ เพื่อให้มนุษย์ตัดสินใจอนุมัติเป็นขั้นตอนสุดท้าย
AI ในยุคนี้ก้าวข้ามขีดจำกัดของการ “คาดเดา” แบบเมื่อ 1-2 ปีก่อนไปอย่างสิ้นเชิง แต่มันถูกออกแบบมาให้ “ค้นหาความจริง” โดยสืบค้นจากข้อมูลและแหล่งอ้างอิงที่น่าเชื่อถือด้วยตัวเอง ปราศจากการแทรกแซงด้วยอคติส่วนตัว การทำงานประสานกันของ AI ระดับนี้ทำให้ผู้ใช้งานรู้สึกเหมือนตัวเองเป็น โทนี่ สตาร์ค ที่มี จาร์วิส คอยจัดการระบบสุดซับซ้อนให้ หากระบบที่ชาญฉลาดระดับนี้ถูกทดลองให้เชื่อมต่อเข้ากับเครื่องจักรสังหารโดยตรง การที่เทคโนโลยีจะทำหน้าที่สั่งฆ่าคนและกลายเป็นจุดกำเนิดของ Skynet แบบในหนังคนเหล็ก ก็ไม่ใช่เรื่องที่เกินจริงเลย การปล่อยให้ AI ตัดสินใจและควบคุมระบบอาวุธด้วยตัวเอง 100% จึงเป็นประเด็นที่อ่อนไหวที่สุด
เราจะยังควบคุม AI ได้อยู่หรือไม่ในยุคที่เทคโนโลยีไล่ล่าเรา
ในความเป็นจริงที่อาจเกิดขึ้นต่อจากนี้ ความขัดแย้งระหว่างการรักษาจริยธรรมของ AI กับความต้องการบรรลุเป้าหมายด้านความมั่นคงของชาติ จะบีบให้วงการเทคโนโลยีต้องเลือกข้าง กรณีศึกษาของ Anthropic เป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็งของการตั้งคำถามว่า มนุษย์จะสามารถควบคุม AI ได้อย่างเบ็ดเสร็จตลอดไปหรือไม่ ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ เทคโนโลยีซอฟต์แวร์ทุกชนิดย่อมมีช่องโหว่ (Attack Surface) ที่สามารถถูกเจาะหรือนำไปใช้ในทางที่ควบคุมไม่ได้
ความเป็นไปได้ในอนาคตคือ รัฐบาลมหาอำนาจจะยังคงทุ่มงบมหาศาลเพื่อผลักดันการพัฒนา AI สำหรับสมรภูมิรบ โดยดึงบริษัทที่พร้อมยืดหยุ่นกฎเกณฑ์เข้ามาเป็นพันธมิตรหลัก ในขณะที่บริษัทซึ่งยึดมั่นในอุดมการณ์อาจต้องสูญเสียโอกาสระดับชาติและหันไปโฟกัสตลาดองค์กรธุรกิจแทน สรุปก็คือ เทคโนโลยี AI จะเป็นเครื่องมือทรงพลังที่ผลักดันขีดความสามารถของมนุษยชาติให้ก้าวไปได้ไกลกว่าที่เคยเป็น แต่เราต้องยอมรับความเสี่ยงที่ว่า สักวันหนึ่งระบบปฏิบัติการเหล่านี้อาจฉลาดพอที่จะเริ่มตั้งคำถามต่อคำสั่งของมนุษย์ และเมื่อถึงจุดนั้น เราอาจไม่ใช่ผู้คุมเกมเพียงฝ่ายเดียวอีกต่อไป
ตารางสรุปมหากาพย์รอยร้าว กลาโหมสหรัฐฯ vs Anthropic vs OpenAI
| ประเด็นเปรียบเทียบ | Anthropic (Claude AI) | กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ (DoD) | OpenAI (ChatGPT) |
| จุดยืนด้านจริยธรรม AI | ไม่อนุญาตให้ใช้เพื่อการทหาร, สอดแนม หรือควบคุมอาวุธ | ต้องการ AI ประมวลผลขั้นสูงเพื่อความมั่นคงและยุทธศาสตร์ | อ้างว่ามีเส้นแดงเรื่องการฆ่าคน แต่พร้อมร่วมงานกับรัฐบาล |
| จุดเริ่มต้นรอยร้าว | สงสัยว่า AI ของตนถูกนำไปใช้จับกุมผู้นำต่างชาติ จึงตั้งคำถามตรวจสอบ | มองว่าการตรวจสอบของเอกชนอาจแทรกแซงและสร้างความเสียหายต่อระบบ | อาศัยจังหวะช่องโหว่ทางธุรกิจ เข้ามาเสียบแทนทันที |
| แอ็กชันที่เกิดขึ้น | ยื่นฟ้องศาลเรียกร้องความเป็นธรรมและสิทธิในการดำเนินธุรกิจ | สั่งแบนเด็ดขาด ยัดข้อหา “Supply Chain Risk” ยกเลิกสัญญาใน 6 เดือน | เซ็นสัญญาความร่วมมือใหม่แบบไม่เปิดเผยรายละเอียดที่แน่ชัด |
| ผลกระทบ | เสี่ยงสูญเสียรายได้ระดับพันล้านดอลลาร์ และถูกแบนจากหน่วยงานรัฐ | ต้องรื้อระบบ AI เดิมออกทั้งหมด และเผชิญข้อครหาในชั้นศาล | ขยายฐานลูกค้าสู่ระดับความมั่นคงชาติ ในยุคก้าวสู่ For-profit |
อ้างอิงจาก
- https://www.youtube.com/watch?v=AKmBujNy14o
- https://www.npr.org/2026/02/27/nx-s1-5729118/trump-anthropic-pentagon-openai-ai-weapons-ban
- https://breakingdefense.com/2026/03/anthropic-ceo-says-pentagon-ban-less-harsh-than-hegseth-had-threatened
- [https://bankwatch.ca/2026/02/28/why-anthropic-got-a-u-s-military-contract/
- https://techcrunch.com/2026/03/05/its-official-the-pentagon-has-labeled-anthropic-a-supply-chain-risk/
- https://www.bbc.com/news/articles/cvg4p02lvd0o
- https://mashable.com/article/anthropic-trump-pentagon
- https://www.businessinsider.com/openai-ai-deal-sam-altman-pentagon-defense-department-anthropic-2026-2
- https://www.forbes.com/sites/anishasircar/2026/02/18/pentagon-to-cut-ties-with-anthropic-over-ai-restrictions/
- https://www.theautomated.co/p/ai-goes-classified
- https://www.cbsnews.com/news/hegseth-declares-anthropic-supply-chain-risk/
- https://www.anthropic.com/news/anthropic-and-the-department-of-defense-to-advance-responsible-ai-in-defense-operations










