เปิดวิธีคำนวณเงินบำนาญชราภาพสูตร CARE จากประกันสังคม อัปเดตล่าสุด 2569 เทียบชัดๆ สูตรใหม่ดีกว่าเดิมอย่างไร พร้อมตารางผลกระทบ ม.33 และ ม.39 แบบเข้าใจง่าย…
วิธีคำนวนสูตรบำนาญ CARE จากประกันสังคมใหม่ ม.33 ม.39 ใครได้ใครเสีย

การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของระบบประกันสังคมไทยได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว เมื่อคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบ “สูตรคำนวณบำนาญชราภาพรูปแบบใหม่” เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2569 (ปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนตรวจร่างโดยกฤษฎีกา) ซึ่งเป็นการพัฒนาร่วมกับองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) เพื่ออุดช่องโหว่ของระบบเดิมที่ใช้งานมานาน
คำถามที่คนวัยทำงานสงสัยมากที่สุดในตอนนี้ คือ สูตรบำนาญ CARE คืออะไร? และ ดีกว่าสูตรเดิมที่เราคุ้นเคยอย่างไร? บทความนี้ THE SIGNALs จะพาไปเจาะลึกทุกรายละเอียดแบบ Step-by-Step พร้อมตัวเลขเปรียบเทียบจริง เพื่อให้คุณวางแผนเกษียณได้อย่างแม่นยำ
สูตรคำนวณบำนาญ CARE คืออะไร?
CARE ย่อมาจาก Career-Average Revalued Earnings หรือแปลให้เข้าใจง่ายๆ คือ การคิดบำนาญแบบ “เฉลี่ยค่าจ้างตลอดการทำงาน แล้วนำมาปรับเป็นค่าเงินปัจจุบัน”
จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้สูตรนี้ต่างจากอดีตโดยสิ้นเชิง มีด้วยกัน 3 ประเด็นหลัก ได้แก่
1.เปลี่ยนวิธีคิดฐานค่าจ้าง
- สูตรเดิม : ใช้ฐานค่าจ้างเฉลี่ยแค่ 60 เดือนสุดท้าย (5 ปีท้าย) ก่อนเกษียณ
- สูตร CARE : นำค่าจ้าง “ทุกเดือน” ที่เคยส่งเงินสมทบตั้งแต่เริ่มทำงานจนถึงวันเกษียณ มาคำนวณหาค่าเฉลี่ยทั้งหมด
2.ปกป้องค่าเงินด้วยระบบ Pension Point : เงินสมทบที่คุณเคยจ่ายเมื่อ 20 ปีก่อน ระบบจะนำดัชนีทางเศรษฐกิจมาปรับมูลค่าเงินในอดีตให้เทียบเท่ากับค่าเงินในปัจจุบัน (Revalued Earnings)
3.คำนวณเศษของเดือนแบบไม่สูญเปล่า
- สูตรเดิม : หากส่งเงินสมทบเกิน 15 ปี จะบวกอัตราบำนาญเพิ่มให้ 1.5% เฉพาะปีที่ส่งครบ 12 เดือนเต็ม เศษเดือนที่เหลือปัดทิ้ง
- สูตร CARE : คิดเศษที่เกินมาเป็นรายเดือนให้ทันทีในอัตรา 0.125% ต่อเดือน
สูตร CARE ดีกว่าสูตรเดิมอย่างไร?
โครงสร้างของสูตร CARE ถูกออกแบบมาเพื่อลบภาพจำเดิมๆ และคืนความยุติธรรมให้กับผู้ประกันตน โดยเฉพาะในมิติของการปรับตัวตามเส้นทางอาชีพที่หลากหลาย
1. ปลดล็อกความไม่เป็นธรรมให้คนย้ายจาก ม.33 ไป ม.39
นี่คือ Pain Point ที่ใหญ่ที่สุดของระบบเดิม ลองจินตนาการว่าคุณทำงานบริษัท (ม.33) ฐานเงินเดือน 15,000 บาทมาตลอด 15 ปีเต็ม แต่ตัดสินใจลาออกมาทำธุรกิจส่วนตัวและส่ง ม.39 ต่อในช่วง 5 ปีสุดท้ายก่อนเกษียณ สูตรเดิมจะดึงฐานเงินเดือน 5 ปีท้ายของ ม.39 (เพดาน 4,800 บาท) มาคำนวณทันที ทำให้บำนาญลดวูบเหลือแค่พันกว่าบาท
แต่สำหรับสูตร CARE เงินที่คุณส่งมาตลอดชีวิตจะไม่สูญเปล่า ตัวอย่างเปรียบเทียบที่เห็นภาพชัดเจน : ผู้ประกันตนส่ง ม.33 มา 15 ปี และส่ง ม.39 ต่ออีก 10 ปี (รวม 25 ปี)
- คำนวณด้วยสูตรเดิม : ได้บำนาญเพียง 1,680 บาท/เดือน
- คำนวณด้วยสูตร CARE : บำนาญพุ่งขึ้นเป็น 3,822 บาท/เดือน (เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว)
ยิ่งไปกว่านั้น หากลองกางตารางเปรียบเทียบการลาออกจาก ม.33 (ฐาน 15,000 บาท) แล้วเลือกส่ง ม.39 ต่อ จะพบตัวเลขที่น่าสนใจมาก
| ระยะเวลาที่ส่ง ม.39 ต่อ | บำนาญที่ได้จากสูตรเดิม | บำนาญที่ได้จากสูตร CARE | อัตราที่เพิ่มขึ้น |
| หยุดส่ง (ไม่ต่อ ม.39) | 3,000 บาท | 3,000 บาท | เท่าเดิม |
| ส่ง ม.39 ต่อ 1 ปี | 2,786 บาท | 3,088 บาท | + 11% |
| ส่ง ม.39 ต่อ 2 ปี | 2,512 บาท | 3,174 บาท | + 26% |
| ส่ง ม.39 ต่อ 3 ปี | 2,176 บาท | 3,259 บาท | + 50% |
| ส่ง ม.39 ต่อ 4 ปี | 1,778 บาท | 3,342 บาท | + 88% |
| ส่ง ม.39 ต่อ 5 ปี | 1,320 บาท | 3,417 บาท | + 159% |
จากตารางจะเห็นว่า สูตรใหม่เปลี่ยนจุดอ่อนให้กลายเป็นจุดแข็ง ยิ่งส่ง ม.39 นานขึ้น บำนาญยิ่งปรับเพิ่มเป็นขั้นบันไดอย่างสมเหตุสมผล
2. คุ้มครองคนลาออกก่อนอายุ 55 ปี
หากคุณส่งสมทบครบ 15 ปี แล้วลาออกจากระบบตอนอายุ 40 ปี สูตรเดิมจะนำค่าจ้างตอนอายุ 40 มาแช่แข็งไว้ รอจ่ายตอนคุณอายุ 55 ซึ่งมูลค่าเงินจะถูกกระทบจากเงินเฟ้อในขณะที่สูตร CARE จะแปลงค่าจ้างในอดีตของคุณเป็น “แต้มบำนาญ” เก็บไว้ และเมื่อคุณอายุ 55 ปี ระบบจะคูณแต้มนั้นกลับด้วยค่าจ้างเฉลี่ยของสังคมในเวลานั้น ทำให้มูลค่าเงินบำนาญอัปเดตสอดคล้องกับค่าครองชีพปัจจุบันเสมอ
เปิดกลไก “แต้มบำนาญ” เขาคิดกันอย่างไร?
หลายคนกังวลว่า การนำเงินเดือนเมื่อ 20 ปีก่อนมาหาค่าเฉลี่ย จะทำให้บำนาญถูกกดให้ต่ำลงหรือไม่? คำตอบ คือ ไม่ เพราะระบบใช้ แต้มบำนาญ เข้ามาปรับมูลค่าเงินย้อนหลัง (Inflation Protection) โดยมีขั้นตอน ดังนี้
สเตปที่ 1 : แปลงเงินเดือนในอดีตเป็นแต้ม ประกันสังคมจะนำเงินเดือนของคุณในเดือนนั้นๆ หารด้วย “ค่าจ้างเฉลี่ยของ ม.33 ทั้งระบบในเดือนเดียวกัน” ตัวอย่าง : ในปี 2541 คุณเงินเดือน 5,000 บาท และค่าจ้างเฉลี่ยทั้งระบบอยู่ที่ 6,346 บาท แต้มบำนาญของคุณเดือนนั้น = 5,000 ÷ 6,346 = 0.79 แต้ม
สเตปที่ 2 : หาค่าเฉลี่ยตลอดชีพ (Avg PP) นำแต้มจากทุกเดือนตลอดการทำงานมารวมกัน แล้วหารด้วยจำนวนเดือนทั้งหมดที่ส่งสมทบ
สเตปที่ 3 : อัปเดตมูลค่าปัจจุบัน (CARE Base Wage) เมื่อถึงวัยเกษียณ ระบบจะนำแต้มเฉลี่ย (Avg PP) ไปคูณกับค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้ายของระบบ (System FAE) ณ วันที่คุณเกษียณ ตัวอย่าง: ธันวาคม 2568 ตัวเลข System FAE อยู่ที่ 11,966 บาท ฐานค่าจ้างที่จะนำไปคูณเปอร์เซ็นต์บำนาญก็จะถูกอัปเดตตามตัวเลขนี้ทันที
ใครบ้างที่อาจได้บำนาญ “ลดลง” จากสูตร CARE?
แม้จะดูมีข้อดีมากมาย แต่อย่างไรก็ตาม มีคนกลุ่มหนึ่งที่เมื่อคำนวณด้วยสูตรใหม่แล้ว ตัวเลขบำนาญจะลดลง นั่นคือ กลุ่มคนที่มีเงินเดือนช่วงเริ่มต้นต่ำมาก แต่เงินเดือนเพิ่งมาก้าวกระโดดพุ่งสูงเฉพาะช่วง 5 ปีสุดท้ายก่อนเกษียณ
กรณีศึกษา คุณสมชาย (ส่งสมทบ 30 ปี)
- 15 ปีแรก เงินเดือน 11,000 บาท
- 15 ปีหลัง (รวม 5 ปีท้าย) เงินเดือนพุ่งเป็น 15,000 บาท
- คำนวณสูตรเดิม : (ดึงเฉพาะ 5 ปีท้าย 15,000 บาท) ได้บำนาญ 6,375 บาท
- คำนวณสูตร CARE : (ดึงเฉลี่ย 30 ปี) ได้บำนาญ 5,525 บาท
- ผลลัพธ์ คือ คุณสมชายได้เงินลดลง 850 บาท/เดือน
มาตรการเยียวยา 5 ปีแรก “ไม่มีใครต้องเจ็บตัวกะทันหัน”
เพื่อไม่ให้เกิดแรงกระแทกกับคนกลุ่มนี้ สำนักงานประกันสังคมจึงอัดฉีดงบชดเชยราว 31,000 ล้านบาท สำหรับผู้ที่เกษียณในช่วง 5 ปีแรกของการเปลี่ยนผ่าน (คาดว่ามีราว 4.5 แสนคน) โดยมีเกณฑ์การชดเชยส่วนต่างแบบลดหลั่น ดังนี้
- เกษียณปีที่ 1 : รัฐชดเชยส่วนต่างให้ 100% (รับเงินเท่าสูตรเดิมเป๊ะ)
- เกษียณปีที่ 2 : ชดเชย 80%
- เกษียณปีที่ 3 : ชดเชย 60%
- เกษียณปีที่ 4 : ชดเชย 40%
- เกษียณปีที่ 5 : ชดเชย 20%
- เกษียณปีที่ 6 เป็นต้นไป : รับตามสูตร CARE เต็มจำนวนโดยไม่มีเงินชดเชย
ส่วนคนที่ รับบำนาญอยู่แล้วในปัจจุบัน ไม่ต้องตกใจ เพราะมีเกณฑ์การันตีว่า ยอดบำนาญจะไม่ลดลงเด็ดขาด และถ้าระบบเอาประวัติไปคำนวณสูตร CARE แล้วได้มากกว่าเดิม ประกันสังคมจะโอนเงินเพิ่มให้ในงวดถัดไปทันที
ไทม์ไลน์ขยับเพดานเงินสมทบ ม.33 สู่บำนาญหลักแปดพัน (ปี 2569-2575)
นอกจากเรื่องของสูตรคำนวณ อีกหนึ่งปัจจัยที่มีผลต่อบำนาญ คือ “การปรับขึ้นเพดานค่าจ้างขั้นสูง” ซึ่งประกาศลงราชกิจจานุเบกษาไปเมื่อ 12 ธันวาคม 2568 โดยแบ่งเป็น 3 สเตป ดังนี้
- ขั้นที่ 1 (เริ่ม 1 มกราคม 2569) : ปรับเพดานเป็น 17,500 บาท (หักเงินสมทบสูงสุด 875 บาท/เดือน)
- ขั้นที่ 2 (เริ่มปี 2572) : ปรับเพดานเป็น 20,000 บาท (หักเงินสมทบสูงสุด 1,000 บาท/เดือน)
- ขั้นที่ 3 (เริ่มปี 2575) : ปรับเพดานเป็น 23,000 บาท (หักเงินสมทบสูงสุด 1,150 บาท/เดือน)
ผลลัพธ์เมื่อจับคู่กับสูตร CARE : หากคุณทำงาน ม.33 ต่อเนื่อง 30 ปี บนเพดานเดิม (15,000 บาท) คุณจะได้บำนาญราว 6,750 บาท แต่ภายใต้เพดานใหม่ปัจจุบัน (17,500 บาท) ยอดบำนาญจะขยับพุ่งขึ้นไปถึงราว 8,100 บาท/เดือน ทันที และจะยิ่งสูงขึ้นไปอีกเมื่อฐานทะลุ 23,000 บาทในปี 2575
(หมายเหตุ: คนที่เงินเดือนต่ำกว่า 15,000 บาท จะยังคงถูกหัก 5% จากฐานจริงตามปกติ ไม่ได้รับผลกระทบจากเพดานใหม่นี้)
สรุปภาพแผนภูมิสรุปยอดเงินบำนาญในอนาคต

ความจริงที่น่าตกใจจากแผนภูมิเปรียบเทียบนี้
- สูตรเดิม ยิ่งส่งเงินต่อ บำนาญยิ่งลดลง: หากคุณลาออกจาก ม.33 แล้วสมัครส่งต่อ ม.39 ไปเรื่อย ๆ บำนาญชราภาพสะสมจะลดลงอย่างต่อเนื่องจากสูงสุด 3,000 บาท (หากเลือกไม่ส่งต่อเลย) ลงไปต่ำสุดเหลือเพียง 1,320 บาท/เดือน (เมื่อส่ง ม.39 ต่อเนื่องเป็นเวลา 5 ปี) นั่นเป็นเพราะสูตรคำนวณเดิมดึงเฉพาะฐานค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย (เพดาน ม.39 เพียง 4,800 บาท) มาคิดเท่านั้น
- สูตรใหม่ CARE คืนความเป็นธรรมและเพิ่มบำนาญสูงสุดถึง 159% : สูตรใหม่จะแก้ปัญหานี้โดยสิ้นเชิง โดยใช้วิธีหาค่าเฉลี่ยตลอดชีวิตการทำงานที่ปรับเป็นค่าเงินปัจจุบัน (Career Average) ส่งผลให้บำนาญที่ส่ง ม.39 ต่อปีที่ 5 ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 3,417 บาท/เดือน (เพิ่มขึ้นจากสูตรเดิมถึง 2,097 บาท หรือคิดเป็น 159%) ยิ่งส่งต่อเนื่องยอดบำนาญจะยิ่งเพิ่มเป็นขั้นบันไดอย่างมีเสถียรภาพและเป็นธรรม
หากไม่ลาออกจากมาตรา 33 (ม.33) และเลือกทำงานประจำส่งสมทบ ม.33 ต่อไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งเกษียณอายุ
ยอดเงินบำนาญชราภาพที่จะได้รับระหว่างสูตรเดิมและสูตรใหม่ CARE จะคำนวณบนฐานคิดที่แตกต่างกัน โดยส่วนใหญ่กลุ่ม ม.33 ที่ส่งสม่ำเสมอจะได้รับเงินใกล้เคียงเดิมหรือสูงขึ้นกว่าสูตรเดิม โดยขึ้นอยู่กับกรณีต่าง ๆ ดังนี้
1. กรณีเงินเดือนปกติที่ชนเพดานสม่ำเสมอ (เช่น ส่ง ม.33 ตลอด 25 ปี ฐานเงินเดือน 25,000 บาท)
ในกรณีนี้ เงินเดือนส่งสมทบของคุณสูงกว่าเพดานขั้นสูงของประกันสังคม (เพดานเดิม 15,000 บาท) มาโดยตลอด
คำนวณด้วยสูตรเดิม:
- ส่งสมทบ 25 ปี (เกินเกณฑ์ 15 ปีแรกมา 15 ปี ได้เพิ่มปีละ 1.5% x 10 ปี = +15%)
- อัตราทดแทนบำนาญสะสมรวม = 20%+15% = 35%
- คิดจากฐานค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้ายสูงสุดที่ 15,000 บาท
- ได้รับบำนาญตามสูตรเดิม : 35%×15,000 = 5,250 บาท/เดือน
คำนวณด้วยสูตรใหม่ CARE
- เนื่องจากประวัติเงินเดือนชนเพดานสูงสุดมาโดยตลอด ค่าเฉลี่ยสะสมตลอดชีวิตที่นำมาปรับมูลค่าปัจจุบันแล้วก็ยังคงอยู่ในระดับเพดานสูงสุด
- ได้รับบำนาญตามสูตรใหม่ (CARE) : ประมาณ 5,250 บาท/เดือน (เท่ากับหรือใกล้เคียงสูตรเดิมพอดี)
2. กรณีที่ได้รับประโยชน์เต็มที่จากการปรับขึ้น “เพดานเงินสมทบใหม่” (เช่น ทำงาน 30 ปี เงินเดือนจริง 40,000 บาท)
เนื่องจากประกันสังคมเริ่มปรับเพิ่มเพดานสมทบ ม.33 แบบขั้นบันไดจาก 15,000 บาท ไปสู่ 17,500 บาท (ปี 2569), 20,000 บาท (ปี 2572) และ 23,000 บาท (ปี 2575) การคิดบำนาญจะเปลี่ยนไปอย่างมากเมื่อรวมกับการใช้เพดานใหม่นี้:
คำนวณด้วยสูตรเดิม (คิดบนเพดานเก่า 15,000 บาท)
- ส่งสมทบ 30 ปี (อัตราบำนาญสะสมรวม = 20%+(15×1.5%) = 42.5%)
- ได้รับบำนาญ : 42.5%×15,000 = 6,750 บาท/เดือน
คำนวณด้วยสูตรใหม่ (CARE + เพดานใหม่ 17,500 บาท)
- เงินเดือนจริงสะสมของคุณจะถูกคิดบนฐานเพดานใหม่ที่สูงขึ้นตามสัดส่วนการส่งจริง
- ได้รับบำนาญเพิ่มขึ้นเป็น : ประมาณ 8,100 บาท/เดือน (เพิ่มขึ้นจากสูตรเดิมถึง 1,350 บาท/เดือน) และยอดนี้จะขยับขึ้นสูงไปอีกในอนาคตตามเพดานขั้นบันไดที่ขยายตัวไปถึงปี 2575
3. กรณีที่คุณทำงานมีเศษของปี (เช่น ส่งสมทบ ม.33 ตลอด 25 ปี กับอีก 6 เดือน)
คำนวณด้วยสูตรเดิม : เศษเดือนจะถูกปัดทิ้งทั้งหมด คิดบำนาญเพิ่มให้เฉพาะปีที่ส่งครบ 12 เดือนเต็มเท่านั้น (คิดเป็น 25 ปีเต็ม ได้อัตราทดแทน 35%) บำนาญที่ได้จึงเท่ากับ 5,250 บาท/เดือน
คำนวณด้วยสูตรใหม่ CARE : เศษเดือนจะไม่สูญเปล่าเพราะสูตร CARE คิดบวกเพิ่มให้เป็นรายเดือนทันทีในอัตรา 0.125% ต่อเดือน
- เศษ 6 เดือน จะถูกคำนวณเพิ่มให้เป็น: 6×0.125% = +0.75%
- อัตราบำนาญสะสมรวมจะขยับขึ้นเป็น 35.75%
- ได้รับบำนาญ: 35.75%×15,000 = 5,362.50 บาท/เดือน (ได้เงินเพิ่มขึ้นทันทีจากเศษเดือนทำงาน)
สรุป คือ หากคุณอยู่ใน ม.33 ตลอดไป บำนาญของคุณจะมีความมั่นคงสูงอยู่แล้วตามฐานเงินเดือน ม.33 แต่สูตรใหม่ CARE จะช่วยให้คุณได้รับประโยชน์สูงสุดจากเศษเดือนทำงานที่ไม่ถูกปัดทิ้ง และคุ้มครองให้ได้รับประโยชน์ร่วมกับการปรับขึ้นเพดานสมทบใหม่ได้ดียิ่งขึ้นตามระดับการส่งเงินจริง
บทรุป
บรรดานักวิเคราะห์ด้านเศรษฐศาสตร์มหภาคและนโยบายสาธารณะต่างประเมินทิศทางของสูตรคำนวณบำนาญ CARE ว่าเป็นก้าวที่สอดคล้องกับหลักการทางคณิตศาสตร์ประกันภัยระดับสากล ข้อบกพร่องของระบบเดิม คือ การใช้ฐานค่าจ้างเฉลี่ยเพียง 60 เดือนสุดท้าย ซึ่งสร้างความบิดเบี้ยวให้กับผู้ที่อยู่ในระบบมาอย่างยาวนาน
กลไกหลักของสูตรคำนวณบำนาญ CARE คือ การนำค่าจ้าง “ทุกเดือน” ตลอดอายุการทำงานมาคำนวณ โดยผสานระบบ Pension Point เพื่อป้องกันการเสื่อมค่าของเงินจากอัตราเงินเฟ้อ กลไกดังกล่าวนี้จะแปลงเงินสมทบในอดีตให้สอดคล้องกับค่าครองชีพในยุคปัจจุบัน ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่านี่คือการสร้างเสถียรภาพทางการเงินส่วนบุคคลที่แท้จริง เพราะจะเป็นการสะท้อนมูลค่าทางเศรษฐกิจที่ผู้ประกันตนได้อุดหนุนเข้าสู่ระบบประกันสังคมอย่างครบถ้วน
คืนความเป็นธรรมให้ผู้ประกันตน ม.39
กลุ่มที่จะได้รับผลบวกจากการปรับปรุงระบบครั้งนี้อย่างชัดเจนที่สุด คือ กลุ่มที่เปลี่ยนผ่านสถานะจากผู้ประกันตน ม.33 ไปสู่ผู้ประกันตน ม.39 ชี้ให้เห็นว่า ระบบเดิมเปรียบเสมือนบทลงโทษสำหรับผู้ที่ลาออกจากงานประจำไปประกอบอาชีพอิสระ
หากผู้ประกันตนส่งเงินสมทบในระบบ ม.33 เป็นเวลา 15 ปี และส่งต่อในระบบ ม.39 อีก 5 ปี สูตรเดิมจะดึงฐานเพดานเงินเดือนที่ 4,800 บาทของ ม.39 มาคำนวณ ทำให้บำนาญชราภาพร่วงลงไปอยู่ที่ระดับ 1,320 บาทต่อเดือน ในทางกลับกัน สูตรคำนวณบำนาญ CARE จะนำประวัติการส่งเงินสมทบทั้งหมดมาประเมินร่วมกัน ส่งผลให้ตัวเลขขยับขึ้นไปถึง 3,417 บาทต่อเดือน หรือคิดเป็นอัตราการเติบโตสูงถึง 159%
เมื่อเป็นเช่นนี้จะสร้างแรงจูงใจเชิงบวกให้แรงงานอิสระยังคงรักษาสถานะการเป็นผู้ประกันตน ม.39 ต่อไปโดยไม่ต้องกังวลว่าเม็ดเงินบำนาญชราภาพของตนจะถูกกัดกร่อน ซึ่งจะส่งผลดีต่อสภาพคล่องของกองทุนประกันสังคมโดยรวม
มาตรการลดแรงกระแทก
ในทุกการเปลี่ยนผ่านเชิงนโยบายย่อมมีกลุ่มที่ได้รับผลกระทบเชิงลบ สำหรับสูตรคำนวณบำนาญ CARE กลุ่มที่น่ากังวล คือ ผู้ที่มีฐานเงินเดือนในช่วงเริ่มต้นการทำงานต่ำมาก และเพิ่งมีการปรับฐานเงินเดือนขึ้นอย่างก้าวกระโดดในช่วง 5 ปีสุดท้ายก่อนเกษียณอายุ การใช้ค่าเฉลี่ยตลอดชีพ จะทำให้ค่าเฉลี่ยโดยรวมของคนกลุ่มนี้ต่ำกว่าสูตรเดิมที่คำนวณเฉพาะช่วงที่เงินเดือนสูงสุด
อย่างไรก็ตาม ภาครัฐได้ประเมินความเสี่ยงเชิงระบบ ในจุดนี้ไว้แล้ว ซึ่งนักวิเคราะห์นโยบายประเมินว่างบประมาณชดเชยราว 31,000 ล้านบาท สำหรับช่วงเปลี่ยนผ่าน 5 ปีแรก ถือเป็นมาตรการ Soft Landing ที่เหมาะสม การทยอยลดการชดเชยส่วนต่างแบบขั้นบันได (จาก 100% ในปีแรก ลดหลั่นลงไปจนถึงปีที่ 5) จะช่วยให้ระบบเศรษฐกิจและผู้ประกันตนมีเวลาปรับตัวอย่างเพียงพอ โดยไม่สร้างภาระทางการคลังที่เฉียบพลันจนเกินไป
ดังนั้น การใช้ “สูตรคำนวณบำนาญ CARE” ถือเป็นการจัดระเบียบโครงสร้างทางเศรษฐกิจและสังคมครั้งประวัติศาสตร์ของระบบประกันสังคมไทย แม้ในระยะสั้นอาจมีความท้าทายในแง่ของการทำความเข้าใจกลไกใหม่และการปรับตัวทางการเงิน แต่ในมุมมองเชิงมหภาค นี่คือ นโยบายที่อุดรอยรั่วของระบบเดิมได้อย่างตรงจุด โดยเฉพาะการคืนความยุติธรรมให้กับผู้ประกันตน ม.39 และการปรับปรุงมูลค่าบำนาญชราภาพให้ก้าวทันกับค่าครองชีพ ซึ่งจะกลายเป็นรากฐานสำคัญในการรองรับสังคมสูงวัยของประเทศไทยในทศวรรษหน้าอย่างมีเสถียรภาพ
สิ่งที่ผู้ประกันตนควรทำในเวลานี้ไม่ใช่รีบตัดสินใจลาออกหรือเปลี่ยนมาตราจากตัวเลขตัวอย่างเพียงชุดเดียว แต่ควรตรวจสอบประวัติการส่งเงินสมทบ ฐานค่าจ้างในแต่ละช่วง และติดตามวันที่กฎกระทรวงประกาศในราชกิจจานุเบกษาอย่างเป็นทางการ เพราะท้ายที่สุดแล้ว สูตร CARE ไม่ได้คำนวณจากเพียงคำว่า ม.33 หรือ ม.39 แต่คำนวณจากเส้นทางรายได้และการส่งเงินสมทบตลอดชีวิตของผู้ประกันตนแต่ละคน
บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลข่าวสารและการศึกษาเท่านั้น มิได้เป็นการชี้นำหรือแนะนำการลงทุน ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลและทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน
แหล่งอ้างอิง
- สำนักงานประกันสังคม
- https://www.thaipbs.or.th/news/content/350034?fbclid=IwY2xjawTNcQ5leHRuA2FlbQIxMABicmlkETFWUVltTFd2V0FxYmNMWUVXc3J0YwZhcHBfaWQQMjIyMDM5MTc4ODIwMDg5MgABHvYY4tQ4_c7ZLwhmeCCrnc2ZAtNriLJacvpzOuYfsKYZAA0re1ThRXJKq9CT_aem_arvmroeufhc1C-C_jBYKvg
- https://care-sso.vercel.app/?fbclid=IwY2xjawTNbkZleHRuA2FlbQIxMABicmlkETEzdzI1V3RpNUt4UHVBQVJqc3J0YwZhcHBfaWQQMjIyMDM5MTc4ODIwMDg5MgABHg0YrSOLn3WMJSzYyedgo8Tmy1O2q0HrAfwwpIuX7giAmKs4001Ff3FtE85U_aem_w41hm9-N8mXNJKuM9asN2w
- https://www.mol.go.th
- https://www.ilo.org
- https://xn--72c5abh2bf8icw0m9d.doe.go.th
- https://xn--72c5abh2bf8icw0m9d.doe.go.th/web//INF/Post/detail/A8EEA8EEA8E9A8E6A8AO4228
- https://policywatch.thaipbs.or.th/article/life-221
- https://thestandard.co/new-retirement-pension-formula/
- https://www.sanook.com/money/935699/https://www.hrzoft.com/th/article/detail/hrzoft-knowledge-employee7










