วันอาทิตย์, กรกฎาคม 26, 2026
  • Contact
  • Home
  • Sitemap
The Signals
  • Home
  • Markets
  • Business
  • Macroeconomics
  • Trends
  • Lifestyle
  • More
    • Sustainability / ESG
    • Opinion
    • News
      • Brief
      • Press Release
    • Politics & Policy
  • Login
No Result
View All Result
The Signals
Home Macroeconomics

ทรัมป์สั่งเก็บภาษี 10-12.5% กระทบ 60 ประเทศทั่วโลก ไทยโดน 12.5%

กองบรรณาธิการ THE SIGNALs by กองบรรณาธิการ THE SIGNALs
กรกฎาคม 26, 2026
in Macroeconomics, Markets
0
ทรัมป์สั่งเก็บภาษี 10-12.5% กระทบ 60 ประเทศทั่วโลก ไทยโดน 12.5%
0
SHARES
14
VIEWS
Share on FacebookShare on Twitter

นโยบายการค้าของสหรัฐฯ ขยับเข้าสู่บทใหม่ หลังรัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เริ่มบังคับใช้ภาษีนำเข้าภายใต้มาตรา 301 กับคู่ค้า 60 ประเทศและเขตเศรษฐกิจ โดยอ้างเหตุผลเรื่องความล้มเหลวในการออกและบังคับใช้มาตรการห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตด้วยแรงงานบังคับ มาตรการดังกล่าวมีผลตั้งแต่เวลา 00.01 น. วันที่ 24 กรกฎาคม 2569 ตามเวลาตะวันออกของสหรัฐฯ และเข้ามาแทนที่ภาษีนำเข้าชั่วคราว 10% ตามมาตรา 122 ซึ่งหมดอายุลงในวันเดียวกัน

ทรัมป์สั่งเก็บภาษี 10-12.5% กระทบ 60 ประเทศทั่วโลก ไทยโดน 12.5% 

ทรัมป์สั่งเก็บภาษี 10-12.5% กระทบ 60 ประเทศทั่วโลก ไทยโดน 12.5%

อัตราภาษีใหม่นี้จะถูกกำหนดไว้ที่ระหว่าง 10% – 12.5% ซึ่งในทางปฏิบัติแล้ว โดยไทยอยู่ในกลุ่มที่จะถูกเก็บภาษีนำเข้าอัตรา 12.5% แต่จะทำการยกเว้นบางรายการ สำหรับกลุ่มประเทศอาเซียนจะถูกเก็บอัตราเท่ากับไทยได้แก่ เวียดนาม สิงคโปร์ และฟิลิปปินส์ ส่วนมาเลเซีย กัมพูชา และอินโดนีเซียถูกเก็บต่ำกว่าที่อัตรา 10%

Related posts

กลยุทธ์พอร์ตการลงทุนและทิศทางดอกเบี้ย FED สินทรัพย์ไหนไปต่อ 

กลยุทธ์พอร์ตการลงทุนและทิศทางดอกเบี้ย FED สินทรัพย์ไหนไปต่อ 

กรกฎาคม 26, 2026
รวมหุ้นปันผลสูงปี 2026 คัด หุ้นเด่นกำไรขาขึ้นครึ่งหลังปี 2026 – 2027

รวมหุ้นปันผลสูงปี 2026 คัด หุ้นเด่นกำไรขาขึ้นครึ่งหลังปี 2026 – 2027

กรกฎาคม 26, 2026

ผลกระทบวงกว้าง ครอบคลุม 99.4% ของการค้าสหรัฐฯ

ข้อมูลจากเอกสารสรุป (Fact Sheet) ของสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ที่เผยแพร่เมื่อช่วงบ่ายวันพฤหัสบดีระบุชัดเจนว่า กำแพงภาษีระลอกใหม่จะครอบคลุมประเทศคู่ค้าถึง 60 แห่ง และส่งผลกระทบต่อสัดส่วนการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐฯ สูงถึง 99.4% ขณะเดียวกัน ทาง USTR ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมกับสำนักข่าว CNBC ว่า ปัจจุบันยังไม่สามารถประเมินตัวเลขรายได้ที่แน่ชัดจากการเก็บภาษีในครั้งนี้ได้

เจ้าหน้าที่ระดับสูงในคณะบริหารของทรัมป์ได้เปิดเผยผ่านการโทรศัพท์พูดคุยกับผู้สื่อข่าวว่า ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ถือเป็น “การดำเนินการด้านสิทธิแรงงานระหว่างประเทศที่ครอบคลุมและกว้างขวางที่สุดเท่าที่สหรัฐอเมริกา หรือแม้แต่ประเทศไหนๆ บนโลกเคยทำมา”

กำแพงภาษีครอบคลุมคู่ค้า 60 แห่ง

มาตรการรอบนี้ครอบคลุมประเทศและเขตเศรษฐกิจ 60 แห่ง ซึ่งคิดเป็นประมาณ 99.4% ของมูลค่าการนำเข้าสหรัฐฯ แม้สินค้าหลายกลุ่มจะได้รับการยกเว้นก็ตาม จึงนับเป็นหนึ่งในมาตรการทางการค้าที่มีขอบเขตกว้างที่สุดของรัฐบาลทรัมป์นับตั้งแต่กลับเข้ารับตำแหน่ง

โครงสร้างภาษีแบ่งออกเป็นหลายกลุ่ม โดยประเทศที่สหรัฐฯ เห็นว่ามีกฎหมาย มาตรการบางส่วน หรือมีพันธกรณีที่จะห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตด้วยแรงงานบังคับ จะเสียภาษีในอัตรา 10% เช่น มาเลเซีย อินโดนีเซีย กัมพูชา อินเดีย แคนาดา เม็กซิโก และสหราชอาณาจักร

ส่วนไทย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ จีน ออสเตรเลีย และประเทศอื่นอีกหลายแห่ง ถูกจัดอยู่ในกลุ่มอัตรา 12.5% ขณะที่สหภาพยุโรป ไต้หวัน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และสวิตเซอร์แลนด์ ใช้โครงสร้างคำนวณแบบหักภาษี MFN เพื่อจำกัดอัตรารวมตามข้อตกลงทางการค้าที่แต่ละฝ่ายมีอยู่กับสหรัฐฯ

เหตุใดทรัมป์จึงเปลี่ยนมาใช้มาตรา 301

มาตรการรอบนี้เกิดขึ้นหลังศาลสูงสุดสหรัฐฯ มีคำวินิจฉัยเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 กระทบต่อกำแพงภาษี “Liberation Day” ซึ่งรัฐบาลทรัมป์เคยใช้กฎหมายอำนาจฉุกเฉินเป็นฐานในการเรียกเก็บภาษีทั่วโลก หลังคำตัดสินดังกล่าว รัฐบาลทรัมป์หันมาใช้มาตรา 122 ของกฎหมายการค้าปี 1974 เรียกเก็บภาษีชั่วคราว 10% เพื่อรับมือปัญหาดุลการชำระเงิน แต่กฎหมายส่วนนี้จำกัดระยะเวลาไว้ไม่เกิน 150 วัน และหมดอายุในวันที่ 24 กรกฎาคม 2569

รัฐบาลสหรัฐฯ จึงเปลี่ยนมาใช้มาตรา 301 ซึ่งต้องผ่านกระบวนการสอบสวน รับฟังความคิดเห็น และระบุพฤติการณ์ทางการค้าที่สหรัฐฯ เห็นว่าไม่เป็นธรรม แนวทางนี้ใช้เวลามากกว่า แต่มีฐานกฎหมายที่เฉพาะเจาะจงและมีแนวโน้มเผชิญความเสี่ยงทางกฎหมายน้อยกว่าการใช้อำนาจฉุกเฉินแบบเดิม เมื่อภาษีตามมาตรา 122 สิ้นสุดลง ภาษีตามมาตรา 301 จึงเข้ามารับช่วงต่อทันที ทำให้รัฐบาลทรัมป์สามารถรักษาฐานกำแพงภาษีนำเข้าทั่วโลกไว้ได้โดยไม่เกิดช่องว่างด้านเวลา

เจมีสัน เกรียร์ (Jamieson Greer) ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ได้ให้การต่อหน้าวุฒิสภาเมื่อวันพุธ โดยทิ้งท้ายไว้ว่า “เรามุ่งมั่นที่จะใช้มาตรการทางภาษีและการเจรจาข้อตกลงต่างๆ ต่อไป เพื่อสนับสนุนการฟื้นฟูภาคอุตสาหกรรมในระบบเศรษฐกิจของเรา ปกป้องแรงงานอเมริกัน รวมถึงเพิ่มค่าจ้าง และลดยอดการขาดดุลทางการค้าของประเทศลง”

แคนาดาและบราซิล โดนจัดหนักนำร่องไปแล้ว

หากสังเกตความเคลื่อนไหวในช่วงที่ผ่านมา ทำเนียบขาวเพิ่งจะฟาดภาษี 25% สำหรับสินค้านำเข้าส่วนใหญ่จากบราซิล ซึ่งมีผลบังคับใช้ไปเมื่อวันพุธ และยังมีแผนเตรียมเก็บภาษีสูงถึง 50% สำหรับสินค้าหลากหลายประเภทจากแคนาดา โดยจะเริ่มต้นอย่างเป็นทางการในเดือนหน้า ข้อเสนอเรื่องมาตรการภาษีชุดใหม่นี้ถูกจุดประเด็นขึ้นมาพูดคุยตั้งแต่ช่วงต้นเดือนมิถุนายน หลังจากทางการสหรัฐฯ สรุปว่าประเทศเป้าหมายล้มเหลวในการจัดการและสั่งห้ามใช้แรงงานบังคับในกระบวนการผลิตสินค้าที่ส่งมาขายในสหรัฐอเมริกา

สหรัฐฯ ไม่ได้กล่าวหาไทยว่าใช้แรงงานบังคับโดยตรง

ประเด็นนี้ต้องแยกให้ออกระหว่าง “การใช้แรงงานบังคับภายในประเทศ” กับ “การไม่มีกฎหมายห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตด้วยแรงงานบังคับ” ผลการสอบสวนของสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ หรือ USTR ระบุว่า ไทยอยู่ในกลุ่มประเทศที่ยังไม่มีและยังไม่ได้บังคับใช้มาตรการห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตทั้งหมดหรือบางส่วนด้วยแรงงานบังคับอย่างมีประสิทธิผล กล่าวอีกอย่างหนึ่ง สหรัฐฯ กำลังใช้มาตรา 301 กดดันให้ประเทศคู่ค้าสร้างกลไกตรวจสอบสินค้านำเข้าของตัวเอง ไม่ใช่เพียงตรวจสอบว่าโรงงานหรือกิจการภายในประเทศนั้นใช้แรงงานบังคับหรือไม่ นี่จึงเป็นจุดเปลี่ยนของมาตรา 301 จากเครื่องมือที่เคยถูกใช้เป็นหลักกับข้อพิพาทเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการค้าไม่เป็นธรรม ไปสู่เครื่องมือกำหนดมาตรฐานแรงงานและความโปร่งใสของห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก

สินค้าไทย 2,120 รายการได้รับยกเว้น

แม้อัตราภาษี 12.5% จะดูรุนแรง แต่ผลกระทบต่อการส่งออกไทยไม่ได้กระจายเท่ากันทุกอุตสาหกรรม เพราะสหรัฐฯ ยกเว้นสินค้าจากไทยจำนวน 2,120 รายการ ซึ่งคิดเป็นมากกว่าครึ่งหนึ่งของมูลค่าการส่งออกไทยไปตลาดสหรัฐฯ สินค้าที่ได้รับยกเว้นมีทั้งวงจรรวม หน่วยเก็บข้อมูลหรือ HDD ชิ้นส่วนอากาศยาน ยางธรรมชาติ ยางแผ่นและยางแท่ง แป้งมันสำปะหลัง สับปะรดสดและแปรรูป ผลไม้สดและแห้ง มะพร้าว น้ำมะพร้าว และน้ำตาลจากอ้อย

นอกจากนี้ สินค้าที่ถูกเก็บภาษีอยู่แล้วภายใต้มาตรา 232 เช่น เหล็ก อะลูมิเนียม รถยนต์และชิ้นส่วนบางประเภท รวมถึงทองแดง จะไม่ถูกนำมาคิดภาษีมาตรา 301 ซ้ำอีกชั้นหนึ่ง ข้อยกเว้นดังกล่าวช่วยลดแรงกระแทกต่อภาคส่งออกไทยได้มาก โดยเฉพาะสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และวัตถุดิบสำคัญที่สหรัฐฯ ยังต้องพึ่งพาซัพพลายจากต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม ผู้ส่งออกไม่ควรพิจารณาเพียงชื่อหมวดสินค้า แต่ต้องตรวจสอบรหัสพิกัดศุลกากร หรือ HTSUS ของสินค้าแต่ละรายการ เพราะสินค้าบางประเภทอาจได้รับยกเว้นเฉพาะบางพิกัดหรือมีเงื่อนไขด้านลักษณะการใช้งานกำกับอยู่

วิเคราะห์ ผลกระทบต่อไทย เมื่อทรัมป์งัด “มาตรา 301” ขึ้นกำแพงภาษี

จากการประเมินและอ้างอิงมุมมองของนักวิเคราะห์เศรษฐกิจจากสถาบันชั้นนำ เช่น สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และนักวิเคราะห์กลยุทธ์การลงทุน ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับประเทศไทยสามารถสรุปประเด็นหลัก ได้ดังนี้

  • ต้นทุนพุ่ง แต่การแข่งขันยังสูสี : ประเทศไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่มที่ต้องเผชิญกำแพงภาษีในอัตรา 12.5% เนื่องจากสหรัฐฯ ประเมินว่าไทยยังขาดกลไกทางกฎหมายที่เข้มงวดพอในการห้ามนำเข้าสินค้าที่ใช้แรงงานบังคับ อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์มองว่าปัจจัยนี้เป็นเพียงแรงกดดันระยะสั้น ขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยในตลาดสหรัฐฯ จะไม่ได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากประเทศคู่แข่งหลัก เช่น จีน อินเดีย และญี่ปุ่น ต่างถูกเรียกเก็บภาษีในอัตรา 12.5% ภายใต้เงื่อนไขเดียวกัน
  • แรงกดดันด้านมาตรฐานความโปร่งใส : ข้ออ้างอิงเรื่องการละเมิดสิทธิแรงงาน ถือเป็นสัญญาณเตือนให้ภาคธุรกิจไทยต้องเร่งสร้างความโปร่งใสในการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ตลอดห่วงโซ่อุปทาน หากไทยยังไม่มีการบังคับใช้กฎหมายระดับประเทศที่จัดการเรื่องแรงงานบังคับอย่างเป็นรูปธรรมตามมาตรฐานสากล ความเสี่ยงที่จะสูญเสียความเชื่อมั่นและถูกกีดกันเพิ่มเติมในอนาคตย่อมมีสูง
  • คลื่นแทรกซ้อนจากปัญหากำลังการผลิตส่วนเกิน : นอกเหนือจากมาตรการด้านภาษี สิ่งที่น่ากังวลมากกว่าสำหรับเศรษฐกิจไทยคือผลกระทบทางอ้อมจากปัญหาอุปทานส่วนเกิน (Excess Capacity) ของประเทศมหาอำนาจ เมื่อจีนถูกสหรัฐฯ ปิดประตูการค้า สินค้าราคาถูกอาจทะลักเข้ามาทุ่มตลาดในไทย ทำให้ผู้ผลิตในประเทศต้องเผชิญสงครามราคาและแรงกดดันจากภาวะเงินฝืด ซึ่งอาจบานปลายไปสู่การเลิกจ้างงานและการหดตัวของภาคการผลิตในประเทศ
  • ความเสี่ยงรอบถัดไปอาจหนักกว่า Forced Labor : นอกเหนือจากการสอบสวนเรื่องแรงงานบังคับ สหรัฐฯ ยังดำเนินการสอบสวนตามมาตรา 301 อีกชุดหนึ่งเกี่ยวกับปัญหา “กำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้าง” หรือ Structural Excess Capacity ครอบคลุม 16 ประเทศและเขตเศรษฐกิจ รวมถึงประเทศไทย ขณะนี้ USTR ยังไม่ได้ประกาศผลสอบสวนหรืออัตราภาษีตอบโต้ในประเด็นดังกล่าว แต่หากสหรัฐฯ มองว่าการอุดหนุน การลงทุน หรือกำลังการผลิตของประเทศคู่ค้าทำให้เกิดสินค้าล้นตลาดและบิดเบือนการแข่งขัน ไทยอาจเผชิญมาตรการเพิ่มเติมในอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญต่อการส่งออก เช่น รถยนต์และชิ้นส่วน เครื่องจักร และผลิตภัณฑ์ยาง
  • ความเสี่ยงอีกด้าน คือ เมื่อสินค้าจากประเทศผู้ผลิตรายใหญ่เข้าตลาดสหรัฐฯ ได้ยากขึ้น ผู้ผลิตอาจระบายสินค้าเข้าสู่ภูมิภาคอื่น รวมถึงอาเซียนมากขึ้น หากเกิดขึ้นจริง ผู้ประกอบการไทยจะต้องรับแรงกดดันทั้งจากตลาดส่งออกและการแข่งขันด้านราคาภายในประเทศพร้อมกัน

ทางออกและการปรับตัวของภาคธุรกิจไทย

กระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า ไทยกำลังเร่งเจรจาข้อตกลงการค้าต่างตอบแทน หรือ Agreement on Reciprocal Trade: ART กับสหรัฐฯ เพื่อหาทางลดผลกระทบและรักษาความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออก อีกทั้ง ภาครัฐยังเตรียมมาตรการช่วยเหลือ ทั้งสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ การสนับสนุนด้านภาษี การลดต้นทุนโลจิสติกส์ การเพิ่มการใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนภายในประเทศ ตลอดจนการขยายตลาดส่งออกใหม่เพื่อลดการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป อย่างไรก็ตาม การเจรจาลดภาษีเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หากไทยยังไม่มีกลไกห้ามนำเข้าสินค้าที่เกี่ยวข้องกับแรงงานบังคับอย่างเป็นรูปธรรม การยกระดับกฎหมาย ระบบตรวจสอบย้อนกลับ และมาตรฐานการจัดซื้อวัตถุดิบจึงเป็นเงื่อนไขสำคัญต่อการรักษาการเข้าถึงตลาดสหรัฐฯ ในระยะยาว

ทั้งนี้ เพื่อรับมือกับความผันผวนจากนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ภาครัฐและเอกชนไทยจำเป็นต้องเร่งดำเนินการเชิงรุกในหลายมิติ

  • เร่งเจรจาและยกระดับกฎหมาย : รัฐบาลควรเร่งผลักดันมาตรการต่อต้านการใช้แรงงานบังคับให้ชัดเจน เพื่อเป็นกุญแจสำคัญในการปูทางสู่การเจรจาข้อตกลงการค้าต่างตอบแทน (Agreement on Reciprocal Trade: ART) กับสหรัฐฯ ซึ่งอาจช่วยรักษาสมดุลและบรรเทาผลกระทบด้านภาษีในระยะยาว
  • ปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมและการพึ่งพา : ผู้ส่งออกต้องกระจายความเสี่ยงไปยังตลาดเกิดใหม่ที่มีศักยภาพ เช่น ตะวันออกกลางหรืออินเดีย เพื่อลดการพึ่งพากำลังซื้อจากสหรัฐฯ และรักษาระดับการส่งออกในภาพรวม
  • ปกป้องตลาดภายในประเทศ: หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องบังคับใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (Anti-Dumping) อย่างเข้มงวด เพื่อสกัดกั้นการทะลักเข้ามาของสินค้าด้อยคุณภาพที่อาจทำลายโครงสร้างอุตสาหกรรมภายในประเทศ

ผู้ประกอบการไทยควรเตรียมตัวอย่างไร?

สิ่งแรกที่ผู้ส่งออกต้องทำ คือ ตรวจสอบรหัส HTSUS ของสินค้าทุกรายการว่ามีสิทธิได้รับยกเว้นหรือไม่ ไม่ควรประเมินจากชื่อผลิตภัณฑ์หรือหมวดอุตสาหกรรมเพียงอย่างเดียว จากนั้นควรทบทวนสัญญาซื้อขาย เงื่อนไขการส่งมอบ และผู้ที่ต้องรับผิดชอบภาษีนำเข้า โดยเฉพาะธุรกรรมที่ใช้เงื่อนไข DDP หรือมีข้อตกลงแบ่งรับต้นทุนกับผู้นำเข้าสหรัฐฯ และในระยะยาว ธุรกิจต้องสร้างฐานข้อมูลซัพพลายเออร์ จัดทำเอกสารแหล่งที่มาของวัตถุดิบ และประเมินความเสี่ยงด้านแรงงานในแต่ละขั้นของห่วงโซ่การผลิต พร้อมกระจายตลาดไปยังภูมิภาคอื่นเพื่อลดความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงนโยบายของสหรัฐฯ

บทสรุป

กำแพงภาษีมาตรา 301 รอบใหม่ของทรัมป์ไม่ได้สร้างแรงกระแทกต่อสินค้าไทยทั้งหมดในระดับเดียวกัน เพราะสินค้ากว่า 2,120 รายการ ซึ่งมีมูลค่ามากกว่าครึ่งหนึ่งของการส่งออกไทยไปสหรัฐฯ ได้รับการยกเว้น ขณะที่คู่แข่งสำคัญหลายประเทศถูกเรียกเก็บในอัตราใกล้เคียงกัน แต่สิ่งที่ไทยไม่ควรมองข้าม คือ ทิศทางนโยบายการค้าสหรัฐฯ กำลังเปลี่ยนจากการแข่งขันเรื่องราคาและดุลการค้า ไปสู่การใช้มาตรฐานแรงงาน ความโปร่งใสของห่วงโซ่อุปทาน และนโยบายอุตสาหกรรมเป็นเงื่อนไขกีดกันทางการค้า

ดังนั้น ตัวเลข 12.5% จึงอาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้น โจทย์ใหญ่กว่า คือ ภาคธุรกิจไทยจะยกระดับระบบตรวจสอบย้อนกลับ ลดความเสี่ยงในห่วงโซ่อุปทาน และปรับโครงสร้างตลาดส่งออกได้เร็วเพียงใด ก่อนที่มาตรการทางการค้ารอบต่อไปจะตามมา

ตารางสรุป : ผลกระทบ “ทรัมป์ขึ้นภาษี 12.5%” ไทยโดนอะไร ต้องรับมือแบบไหน?

ประเด็นหลักรายละเอียดที่ต้องรู้
มาตรการภาษีใหม่เก็บ 10-12.5% (ไทยโดน 12.5% ส่วนอาเซียนบางประเทศโดน 10%)
ข้ออ้างอิงของสหรัฐฯปัญหาการละเมิดสิทธิแรงงาน และการบังคับใช้แรงงาน
ผลกระทบต่อไทยต้นทุนพุ่ง แต่ความสามารถแข่งขันยังสูสี (คู่แข่งเอเชียโดนเท่ากัน)
คลื่นแทรกซ้อนที่น่ากลัวสินค้าราคาถูกทะลักเข้ามาทุ่มตลาดในไทย 
ทางรอดและวิธีรับมือยกระดับกม.แรงงาน / หาตลาดส่งออกใหม่ / งัดมาตรการ Anti-Dumping สกัดของถูก

อ้างอิงจาก 

  • https://www.cnbc.com/2026/07/23/trump-tariffs-trade-deadline.html?fbclid=IwY2xjawTPx-FwZG9mBWV4dG4DYWVtAjExAHNydGMGYXBwX2lkEDIyMjAzOTE3ODgyMDA4OTIAAR7sC98hsdPg5AQ7EF9lxrARtn4cAzBkB_nfh3ENeZZ-mcN2S6rssHWcECfDjA_aem_n7_Vwl4SgXSNeFDiysCTuQ

Tags: การส่งออกไทยกำแพงภาษีทรัมป์ขึ้นภาษีนโยบายการค้าทรัมป์ผลกระทบเศรษฐกิจไทยภาษีนำเข้าสหรัฐมาตรา301สงครามการค้าสิทธิแรงงานสินค้าจีนทุ่มตลาด
Previous Post

แสนสิริ จับมือ SCB ชูโมเดล Green Loan ปั้นคอนโดซูเปอร์ลักซ์ชัวรีรักษ์โลก

Next Post

กลยุทธ์พอร์ตการลงทุนและทิศทางดอกเบี้ย FED สินทรัพย์ไหนไปต่อ 

กองบรรณาธิการ THE SIGNALs

กองบรรณาธิการ THE SIGNALs

Next Post
กลยุทธ์พอร์ตการลงทุนและทิศทางดอกเบี้ย FED สินทรัพย์ไหนไปต่อ 

กลยุทธ์พอร์ตการลงทุนและทิศทางดอกเบี้ย FED สินทรัพย์ไหนไปต่อ 

ใส่ความเห็น ยกเลิกการตอบ

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

RECOMMENDED NEWS

บิ๊กดีลหมื่นล้าน! CPAXT ส่ง โลตัส มาเลเซีย ซื้อกิจการ The Food Purveyor คุมตลาดพรีเมียมมาเลเซีย

บิ๊กดีลหมื่นล้าน! CPAXT ส่ง โลตัส มาเลเซีย ซื้อกิจการ The Food Purveyor คุมตลาดพรีเมียมมาเลเซีย

5 เดือน ago
ราคาทองคำวันนี้ อัปเดตแนวโน้มและวิเคราะห์ปัจจัยรอบด้านที่ต้องรู้ 

ราคาทองคำวันนี้ อัปเดตแนวโน้มและวิเคราะห์ปัจจัยรอบด้านที่ต้องรู้ 

3 วัน ago
ส่งออกไทย เม.ย. 69 โตทะยาน 23.1% กวาดทะลุล้านล้าน เช็กเทรนด์เศรษฐกิจด่วน 

ส่งออกไทย เม.ย. 69 โตทะยาน 23.1% กวาดทะลุล้านล้าน เช็กเทรนด์เศรษฐกิจด่วน 

2 เดือน ago
ทำไมค่าไฟต้องขึ้น ไปที่ 3.95 บาทต่อหน่วย พร้อมเปิดกลไกบริหารต้นทุนพลังงาน

ทำไมค่าไฟต้องขึ้น ไปที่ 3.95 บาทต่อหน่วย พร้อมเปิดกลไกบริหารต้นทุนพลังงาน

4 เดือน ago

FOLLOW US

BROWSE BY CATEGORIES

  • Business
  • Lifestyle
  • Macroeconomics
  • Markets
  • News
  • Politics & Policy
  • Press Release
  • Sustainability / ESG
  • Trends

BROWSE BY TOPICS

AI กลยุทธ์การลงทุน กลยุทธ์ธุรกิจ การลงทุน การลงทุนต่างประเทศ การเงินส่วนบุคคล ข่าวเศรษฐกิจโลก ค่าครองชีพ จัดพอร์ตลงทุน ชิป AI ช่องแคบฮอร์มุซ ดอกเบี้ยเฟด ตลาดหุ้นไทย ทิศทางเศรษฐกิจ ปัญญาประดิษฐ์ พลังงานสะอาด รถยนต์ไฟฟ้า ราคาทองคำ ราคาทองวันนี้ ราคาน้ำมัน ราคาน้ำมันดิบ ราคาน้ำมันโลก ลงทุนทองคำ วางแผนการเงิน วิกฤตตะวันออกกลาง วิกฤตพลังงาน วิกฤตเศรษฐกิจ วิเคราะห์ราคาทอง วิเคราะห์หุ้น สงครามตะวันออกกลาง สงครามอิหร่าน สินทรัพย์ปลอดภัย หุ้นพลังงาน หุ้นเทคโนโลยี หุ้นไทย อสังหาริมทรัพย์ เงินเฟ้อ เงินเฟ้อสหรัฐ เซมิคอนดักเตอร์ เทคโนโลยี AI เทรนด์เทคโนโลยี เศรษฐกิจโลก เศรษฐกิจไทย แนวโน้มราคาทอง แนวโน้มเศรษฐกิจ

POPULAR NEWS

  • สรุปสาเหตุหุ้นเทคฯ ร่วงทั่วโลก ฉุด Nikkei 225 ปรับฐานแรง ท่ามกลางแรงเทขายทั่วโลก

    สรุปสาเหตุหุ้นเทคฯ ร่วงทั่วโลก ฉุด Nikkei 225 ปรับฐานแรง ท่ามกลางแรงเทขายทั่วโลก

    0 shares
    Share 0 Tweet 0
  • เจาะลึกแนวโน้มค่าเงินบาทและเศรษฐกิจโลกประจำวัน 

    0 shares
    Share 0 Tweet 0
  • เศรษฐกิจโลก 2026 กับยุคที่ สมอง แพงกว่าราคาน้ำมัน เราจะปรับตัวอย่างไรให้รอด? 

    0 shares
    Share 0 Tweet 0
  • วิธีลงทะเบียนไทยช่วยไทยพลัส ผ่านแอปเป๋าตัง รับ 4000 บาท ใครได้บ้างเช็กเลย!

    0 shares
    Share 0 Tweet 0
  • ทำไม Micron Technology กำลังเป็นเจ้าบัลลังก์ชิป AI โลก

    0 shares
    Share 0 Tweet 0
The Signals

In a world full of noise, leaders look for signals.

สื่อวิเคราะห์ข้อมูลธุรกิจสำหรับผู้นำ ที่คัดกรองและตีความ “สัญญาณ” ของโลกเศรษฐกิจและธุรกิจ เพื่อให้เห็นทิศทางของการเปลี่ยนแปลง

Follow us on social media:

Recent News

  • กลยุทธ์พอร์ตการลงทุนและทิศทางดอกเบี้ย FED สินทรัพย์ไหนไปต่อ 
  • ทรัมป์สั่งเก็บภาษี 10-12.5% กระทบ 60 ประเทศทั่วโลก ไทยโดน 12.5%
  • แสนสิริ จับมือ SCB ชูโมเดล Green Loan ปั้นคอนโดซูเปอร์ลักซ์ชัวรีรักษ์โลก

Category

  • Business
  • Lifestyle
  • Macroeconomics
  • Markets
  • News
  • Politics & Policy
  • Press Release
  • Sustainability / ESG
  • Trends

Recent News

กลยุทธ์พอร์ตการลงทุนและทิศทางดอกเบี้ย FED สินทรัพย์ไหนไปต่อ 

กลยุทธ์พอร์ตการลงทุนและทิศทางดอกเบี้ย FED สินทรัพย์ไหนไปต่อ 

กรกฎาคม 26, 2026
ทรัมป์สั่งเก็บภาษี 10-12.5% กระทบ 60 ประเทศทั่วโลก ไทยโดน 12.5%

ทรัมป์สั่งเก็บภาษี 10-12.5% กระทบ 60 ประเทศทั่วโลก ไทยโดน 12.5%

กรกฎาคม 26, 2026
  • Contact
  • Home
  • Sitemap

© 2026 The Signals - Decode the Signals. Shape the Future.

Welcome Back!

Login to your account below

Forgotten Password?

Retrieve your password

Please enter your username or email address to reset your password.

Log In
No Result
View All Result
  • Home
  • Markets
  • Business
  • Macroeconomics
  • Trends
  • Lifestyle
  • More
    • Sustainability / ESG
    • Opinion
    • News
      • Brief
      • Press Release
    • Politics & Policy

© 2026 The Signals - Decode the Signals. Shape the Future.