นโยบายการค้าของสหรัฐฯ ขยับเข้าสู่บทใหม่ หลังรัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เริ่มบังคับใช้ภาษีนำเข้าภายใต้มาตรา 301 กับคู่ค้า 60 ประเทศและเขตเศรษฐกิจ โดยอ้างเหตุผลเรื่องความล้มเหลวในการออกและบังคับใช้มาตรการห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตด้วยแรงงานบังคับ มาตรการดังกล่าวมีผลตั้งแต่เวลา 00.01 น. วันที่ 24 กรกฎาคม 2569 ตามเวลาตะวันออกของสหรัฐฯ และเข้ามาแทนที่ภาษีนำเข้าชั่วคราว 10% ตามมาตรา 122 ซึ่งหมดอายุลงในวันเดียวกัน
ทรัมป์สั่งเก็บภาษี 10-12.5% กระทบ 60 ประเทศทั่วโลก ไทยโดน 12.5%

อัตราภาษีใหม่นี้จะถูกกำหนดไว้ที่ระหว่าง 10% – 12.5% ซึ่งในทางปฏิบัติแล้ว โดยไทยอยู่ในกลุ่มที่จะถูกเก็บภาษีนำเข้าอัตรา 12.5% แต่จะทำการยกเว้นบางรายการ สำหรับกลุ่มประเทศอาเซียนจะถูกเก็บอัตราเท่ากับไทยได้แก่ เวียดนาม สิงคโปร์ และฟิลิปปินส์ ส่วนมาเลเซีย กัมพูชา และอินโดนีเซียถูกเก็บต่ำกว่าที่อัตรา 10%
ผลกระทบวงกว้าง ครอบคลุม 99.4% ของการค้าสหรัฐฯ
ข้อมูลจากเอกสารสรุป (Fact Sheet) ของสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ที่เผยแพร่เมื่อช่วงบ่ายวันพฤหัสบดีระบุชัดเจนว่า กำแพงภาษีระลอกใหม่จะครอบคลุมประเทศคู่ค้าถึง 60 แห่ง และส่งผลกระทบต่อสัดส่วนการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐฯ สูงถึง 99.4% ขณะเดียวกัน ทาง USTR ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมกับสำนักข่าว CNBC ว่า ปัจจุบันยังไม่สามารถประเมินตัวเลขรายได้ที่แน่ชัดจากการเก็บภาษีในครั้งนี้ได้
เจ้าหน้าที่ระดับสูงในคณะบริหารของทรัมป์ได้เปิดเผยผ่านการโทรศัพท์พูดคุยกับผู้สื่อข่าวว่า ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ถือเป็น “การดำเนินการด้านสิทธิแรงงานระหว่างประเทศที่ครอบคลุมและกว้างขวางที่สุดเท่าที่สหรัฐอเมริกา หรือแม้แต่ประเทศไหนๆ บนโลกเคยทำมา”
กำแพงภาษีครอบคลุมคู่ค้า 60 แห่ง
มาตรการรอบนี้ครอบคลุมประเทศและเขตเศรษฐกิจ 60 แห่ง ซึ่งคิดเป็นประมาณ 99.4% ของมูลค่าการนำเข้าสหรัฐฯ แม้สินค้าหลายกลุ่มจะได้รับการยกเว้นก็ตาม จึงนับเป็นหนึ่งในมาตรการทางการค้าที่มีขอบเขตกว้างที่สุดของรัฐบาลทรัมป์นับตั้งแต่กลับเข้ารับตำแหน่ง
โครงสร้างภาษีแบ่งออกเป็นหลายกลุ่ม โดยประเทศที่สหรัฐฯ เห็นว่ามีกฎหมาย มาตรการบางส่วน หรือมีพันธกรณีที่จะห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตด้วยแรงงานบังคับ จะเสียภาษีในอัตรา 10% เช่น มาเลเซีย อินโดนีเซีย กัมพูชา อินเดีย แคนาดา เม็กซิโก และสหราชอาณาจักร
ส่วนไทย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ จีน ออสเตรเลีย และประเทศอื่นอีกหลายแห่ง ถูกจัดอยู่ในกลุ่มอัตรา 12.5% ขณะที่สหภาพยุโรป ไต้หวัน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และสวิตเซอร์แลนด์ ใช้โครงสร้างคำนวณแบบหักภาษี MFN เพื่อจำกัดอัตรารวมตามข้อตกลงทางการค้าที่แต่ละฝ่ายมีอยู่กับสหรัฐฯ
เหตุใดทรัมป์จึงเปลี่ยนมาใช้มาตรา 301
มาตรการรอบนี้เกิดขึ้นหลังศาลสูงสุดสหรัฐฯ มีคำวินิจฉัยเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 กระทบต่อกำแพงภาษี “Liberation Day” ซึ่งรัฐบาลทรัมป์เคยใช้กฎหมายอำนาจฉุกเฉินเป็นฐานในการเรียกเก็บภาษีทั่วโลก หลังคำตัดสินดังกล่าว รัฐบาลทรัมป์หันมาใช้มาตรา 122 ของกฎหมายการค้าปี 1974 เรียกเก็บภาษีชั่วคราว 10% เพื่อรับมือปัญหาดุลการชำระเงิน แต่กฎหมายส่วนนี้จำกัดระยะเวลาไว้ไม่เกิน 150 วัน และหมดอายุในวันที่ 24 กรกฎาคม 2569
รัฐบาลสหรัฐฯ จึงเปลี่ยนมาใช้มาตรา 301 ซึ่งต้องผ่านกระบวนการสอบสวน รับฟังความคิดเห็น และระบุพฤติการณ์ทางการค้าที่สหรัฐฯ เห็นว่าไม่เป็นธรรม แนวทางนี้ใช้เวลามากกว่า แต่มีฐานกฎหมายที่เฉพาะเจาะจงและมีแนวโน้มเผชิญความเสี่ยงทางกฎหมายน้อยกว่าการใช้อำนาจฉุกเฉินแบบเดิม เมื่อภาษีตามมาตรา 122 สิ้นสุดลง ภาษีตามมาตรา 301 จึงเข้ามารับช่วงต่อทันที ทำให้รัฐบาลทรัมป์สามารถรักษาฐานกำแพงภาษีนำเข้าทั่วโลกไว้ได้โดยไม่เกิดช่องว่างด้านเวลา
เจมีสัน เกรียร์ (Jamieson Greer) ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ได้ให้การต่อหน้าวุฒิสภาเมื่อวันพุธ โดยทิ้งท้ายไว้ว่า “เรามุ่งมั่นที่จะใช้มาตรการทางภาษีและการเจรจาข้อตกลงต่างๆ ต่อไป เพื่อสนับสนุนการฟื้นฟูภาคอุตสาหกรรมในระบบเศรษฐกิจของเรา ปกป้องแรงงานอเมริกัน รวมถึงเพิ่มค่าจ้าง และลดยอดการขาดดุลทางการค้าของประเทศลง”
แคนาดาและบราซิล โดนจัดหนักนำร่องไปแล้ว
หากสังเกตความเคลื่อนไหวในช่วงที่ผ่านมา ทำเนียบขาวเพิ่งจะฟาดภาษี 25% สำหรับสินค้านำเข้าส่วนใหญ่จากบราซิล ซึ่งมีผลบังคับใช้ไปเมื่อวันพุธ และยังมีแผนเตรียมเก็บภาษีสูงถึง 50% สำหรับสินค้าหลากหลายประเภทจากแคนาดา โดยจะเริ่มต้นอย่างเป็นทางการในเดือนหน้า ข้อเสนอเรื่องมาตรการภาษีชุดใหม่นี้ถูกจุดประเด็นขึ้นมาพูดคุยตั้งแต่ช่วงต้นเดือนมิถุนายน หลังจากทางการสหรัฐฯ สรุปว่าประเทศเป้าหมายล้มเหลวในการจัดการและสั่งห้ามใช้แรงงานบังคับในกระบวนการผลิตสินค้าที่ส่งมาขายในสหรัฐอเมริกา
สหรัฐฯ ไม่ได้กล่าวหาไทยว่าใช้แรงงานบังคับโดยตรง
ประเด็นนี้ต้องแยกให้ออกระหว่าง “การใช้แรงงานบังคับภายในประเทศ” กับ “การไม่มีกฎหมายห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตด้วยแรงงานบังคับ” ผลการสอบสวนของสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ หรือ USTR ระบุว่า ไทยอยู่ในกลุ่มประเทศที่ยังไม่มีและยังไม่ได้บังคับใช้มาตรการห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตทั้งหมดหรือบางส่วนด้วยแรงงานบังคับอย่างมีประสิทธิผล กล่าวอีกอย่างหนึ่ง สหรัฐฯ กำลังใช้มาตรา 301 กดดันให้ประเทศคู่ค้าสร้างกลไกตรวจสอบสินค้านำเข้าของตัวเอง ไม่ใช่เพียงตรวจสอบว่าโรงงานหรือกิจการภายในประเทศนั้นใช้แรงงานบังคับหรือไม่ นี่จึงเป็นจุดเปลี่ยนของมาตรา 301 จากเครื่องมือที่เคยถูกใช้เป็นหลักกับข้อพิพาทเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการค้าไม่เป็นธรรม ไปสู่เครื่องมือกำหนดมาตรฐานแรงงานและความโปร่งใสของห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก
สินค้าไทย 2,120 รายการได้รับยกเว้น
แม้อัตราภาษี 12.5% จะดูรุนแรง แต่ผลกระทบต่อการส่งออกไทยไม่ได้กระจายเท่ากันทุกอุตสาหกรรม เพราะสหรัฐฯ ยกเว้นสินค้าจากไทยจำนวน 2,120 รายการ ซึ่งคิดเป็นมากกว่าครึ่งหนึ่งของมูลค่าการส่งออกไทยไปตลาดสหรัฐฯ สินค้าที่ได้รับยกเว้นมีทั้งวงจรรวม หน่วยเก็บข้อมูลหรือ HDD ชิ้นส่วนอากาศยาน ยางธรรมชาติ ยางแผ่นและยางแท่ง แป้งมันสำปะหลัง สับปะรดสดและแปรรูป ผลไม้สดและแห้ง มะพร้าว น้ำมะพร้าว และน้ำตาลจากอ้อย
นอกจากนี้ สินค้าที่ถูกเก็บภาษีอยู่แล้วภายใต้มาตรา 232 เช่น เหล็ก อะลูมิเนียม รถยนต์และชิ้นส่วนบางประเภท รวมถึงทองแดง จะไม่ถูกนำมาคิดภาษีมาตรา 301 ซ้ำอีกชั้นหนึ่ง ข้อยกเว้นดังกล่าวช่วยลดแรงกระแทกต่อภาคส่งออกไทยได้มาก โดยเฉพาะสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และวัตถุดิบสำคัญที่สหรัฐฯ ยังต้องพึ่งพาซัพพลายจากต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม ผู้ส่งออกไม่ควรพิจารณาเพียงชื่อหมวดสินค้า แต่ต้องตรวจสอบรหัสพิกัดศุลกากร หรือ HTSUS ของสินค้าแต่ละรายการ เพราะสินค้าบางประเภทอาจได้รับยกเว้นเฉพาะบางพิกัดหรือมีเงื่อนไขด้านลักษณะการใช้งานกำกับอยู่
วิเคราะห์ ผลกระทบต่อไทย เมื่อทรัมป์งัด “มาตรา 301” ขึ้นกำแพงภาษี
จากการประเมินและอ้างอิงมุมมองของนักวิเคราะห์เศรษฐกิจจากสถาบันชั้นนำ เช่น สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และนักวิเคราะห์กลยุทธ์การลงทุน ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับประเทศไทยสามารถสรุปประเด็นหลัก ได้ดังนี้
- ต้นทุนพุ่ง แต่การแข่งขันยังสูสี : ประเทศไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่มที่ต้องเผชิญกำแพงภาษีในอัตรา 12.5% เนื่องจากสหรัฐฯ ประเมินว่าไทยยังขาดกลไกทางกฎหมายที่เข้มงวดพอในการห้ามนำเข้าสินค้าที่ใช้แรงงานบังคับ อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์มองว่าปัจจัยนี้เป็นเพียงแรงกดดันระยะสั้น ขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยในตลาดสหรัฐฯ จะไม่ได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากประเทศคู่แข่งหลัก เช่น จีน อินเดีย และญี่ปุ่น ต่างถูกเรียกเก็บภาษีในอัตรา 12.5% ภายใต้เงื่อนไขเดียวกัน
- แรงกดดันด้านมาตรฐานความโปร่งใส : ข้ออ้างอิงเรื่องการละเมิดสิทธิแรงงาน ถือเป็นสัญญาณเตือนให้ภาคธุรกิจไทยต้องเร่งสร้างความโปร่งใสในการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ตลอดห่วงโซ่อุปทาน หากไทยยังไม่มีการบังคับใช้กฎหมายระดับประเทศที่จัดการเรื่องแรงงานบังคับอย่างเป็นรูปธรรมตามมาตรฐานสากล ความเสี่ยงที่จะสูญเสียความเชื่อมั่นและถูกกีดกันเพิ่มเติมในอนาคตย่อมมีสูง
- คลื่นแทรกซ้อนจากปัญหากำลังการผลิตส่วนเกิน : นอกเหนือจากมาตรการด้านภาษี สิ่งที่น่ากังวลมากกว่าสำหรับเศรษฐกิจไทยคือผลกระทบทางอ้อมจากปัญหาอุปทานส่วนเกิน (Excess Capacity) ของประเทศมหาอำนาจ เมื่อจีนถูกสหรัฐฯ ปิดประตูการค้า สินค้าราคาถูกอาจทะลักเข้ามาทุ่มตลาดในไทย ทำให้ผู้ผลิตในประเทศต้องเผชิญสงครามราคาและแรงกดดันจากภาวะเงินฝืด ซึ่งอาจบานปลายไปสู่การเลิกจ้างงานและการหดตัวของภาคการผลิตในประเทศ
- ความเสี่ยงรอบถัดไปอาจหนักกว่า Forced Labor : นอกเหนือจากการสอบสวนเรื่องแรงงานบังคับ สหรัฐฯ ยังดำเนินการสอบสวนตามมาตรา 301 อีกชุดหนึ่งเกี่ยวกับปัญหา “กำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้าง” หรือ Structural Excess Capacity ครอบคลุม 16 ประเทศและเขตเศรษฐกิจ รวมถึงประเทศไทย ขณะนี้ USTR ยังไม่ได้ประกาศผลสอบสวนหรืออัตราภาษีตอบโต้ในประเด็นดังกล่าว แต่หากสหรัฐฯ มองว่าการอุดหนุน การลงทุน หรือกำลังการผลิตของประเทศคู่ค้าทำให้เกิดสินค้าล้นตลาดและบิดเบือนการแข่งขัน ไทยอาจเผชิญมาตรการเพิ่มเติมในอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญต่อการส่งออก เช่น รถยนต์และชิ้นส่วน เครื่องจักร และผลิตภัณฑ์ยาง
- ความเสี่ยงอีกด้าน คือ เมื่อสินค้าจากประเทศผู้ผลิตรายใหญ่เข้าตลาดสหรัฐฯ ได้ยากขึ้น ผู้ผลิตอาจระบายสินค้าเข้าสู่ภูมิภาคอื่น รวมถึงอาเซียนมากขึ้น หากเกิดขึ้นจริง ผู้ประกอบการไทยจะต้องรับแรงกดดันทั้งจากตลาดส่งออกและการแข่งขันด้านราคาภายในประเทศพร้อมกัน
ทางออกและการปรับตัวของภาคธุรกิจไทย
กระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า ไทยกำลังเร่งเจรจาข้อตกลงการค้าต่างตอบแทน หรือ Agreement on Reciprocal Trade: ART กับสหรัฐฯ เพื่อหาทางลดผลกระทบและรักษาความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออก อีกทั้ง ภาครัฐยังเตรียมมาตรการช่วยเหลือ ทั้งสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ การสนับสนุนด้านภาษี การลดต้นทุนโลจิสติกส์ การเพิ่มการใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนภายในประเทศ ตลอดจนการขยายตลาดส่งออกใหม่เพื่อลดการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป อย่างไรก็ตาม การเจรจาลดภาษีเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หากไทยยังไม่มีกลไกห้ามนำเข้าสินค้าที่เกี่ยวข้องกับแรงงานบังคับอย่างเป็นรูปธรรม การยกระดับกฎหมาย ระบบตรวจสอบย้อนกลับ และมาตรฐานการจัดซื้อวัตถุดิบจึงเป็นเงื่อนไขสำคัญต่อการรักษาการเข้าถึงตลาดสหรัฐฯ ในระยะยาว
ทั้งนี้ เพื่อรับมือกับความผันผวนจากนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ภาครัฐและเอกชนไทยจำเป็นต้องเร่งดำเนินการเชิงรุกในหลายมิติ
- เร่งเจรจาและยกระดับกฎหมาย : รัฐบาลควรเร่งผลักดันมาตรการต่อต้านการใช้แรงงานบังคับให้ชัดเจน เพื่อเป็นกุญแจสำคัญในการปูทางสู่การเจรจาข้อตกลงการค้าต่างตอบแทน (Agreement on Reciprocal Trade: ART) กับสหรัฐฯ ซึ่งอาจช่วยรักษาสมดุลและบรรเทาผลกระทบด้านภาษีในระยะยาว
- ปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมและการพึ่งพา : ผู้ส่งออกต้องกระจายความเสี่ยงไปยังตลาดเกิดใหม่ที่มีศักยภาพ เช่น ตะวันออกกลางหรืออินเดีย เพื่อลดการพึ่งพากำลังซื้อจากสหรัฐฯ และรักษาระดับการส่งออกในภาพรวม
- ปกป้องตลาดภายในประเทศ: หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องบังคับใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (Anti-Dumping) อย่างเข้มงวด เพื่อสกัดกั้นการทะลักเข้ามาของสินค้าด้อยคุณภาพที่อาจทำลายโครงสร้างอุตสาหกรรมภายในประเทศ
ผู้ประกอบการไทยควรเตรียมตัวอย่างไร?
สิ่งแรกที่ผู้ส่งออกต้องทำ คือ ตรวจสอบรหัส HTSUS ของสินค้าทุกรายการว่ามีสิทธิได้รับยกเว้นหรือไม่ ไม่ควรประเมินจากชื่อผลิตภัณฑ์หรือหมวดอุตสาหกรรมเพียงอย่างเดียว จากนั้นควรทบทวนสัญญาซื้อขาย เงื่อนไขการส่งมอบ และผู้ที่ต้องรับผิดชอบภาษีนำเข้า โดยเฉพาะธุรกรรมที่ใช้เงื่อนไข DDP หรือมีข้อตกลงแบ่งรับต้นทุนกับผู้นำเข้าสหรัฐฯ และในระยะยาว ธุรกิจต้องสร้างฐานข้อมูลซัพพลายเออร์ จัดทำเอกสารแหล่งที่มาของวัตถุดิบ และประเมินความเสี่ยงด้านแรงงานในแต่ละขั้นของห่วงโซ่การผลิต พร้อมกระจายตลาดไปยังภูมิภาคอื่นเพื่อลดความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงนโยบายของสหรัฐฯ
บทสรุป
กำแพงภาษีมาตรา 301 รอบใหม่ของทรัมป์ไม่ได้สร้างแรงกระแทกต่อสินค้าไทยทั้งหมดในระดับเดียวกัน เพราะสินค้ากว่า 2,120 รายการ ซึ่งมีมูลค่ามากกว่าครึ่งหนึ่งของการส่งออกไทยไปสหรัฐฯ ได้รับการยกเว้น ขณะที่คู่แข่งสำคัญหลายประเทศถูกเรียกเก็บในอัตราใกล้เคียงกัน แต่สิ่งที่ไทยไม่ควรมองข้าม คือ ทิศทางนโยบายการค้าสหรัฐฯ กำลังเปลี่ยนจากการแข่งขันเรื่องราคาและดุลการค้า ไปสู่การใช้มาตรฐานแรงงาน ความโปร่งใสของห่วงโซ่อุปทาน และนโยบายอุตสาหกรรมเป็นเงื่อนไขกีดกันทางการค้า
ดังนั้น ตัวเลข 12.5% จึงอาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้น โจทย์ใหญ่กว่า คือ ภาคธุรกิจไทยจะยกระดับระบบตรวจสอบย้อนกลับ ลดความเสี่ยงในห่วงโซ่อุปทาน และปรับโครงสร้างตลาดส่งออกได้เร็วเพียงใด ก่อนที่มาตรการทางการค้ารอบต่อไปจะตามมา
ตารางสรุป : ผลกระทบ “ทรัมป์ขึ้นภาษี 12.5%” ไทยโดนอะไร ต้องรับมือแบบไหน?
| ประเด็นหลัก | รายละเอียดที่ต้องรู้ |
| มาตรการภาษีใหม่ | เก็บ 10-12.5% (ไทยโดน 12.5% ส่วนอาเซียนบางประเทศโดน 10%) |
| ข้ออ้างอิงของสหรัฐฯ | ปัญหาการละเมิดสิทธิแรงงาน และการบังคับใช้แรงงาน |
| ผลกระทบต่อไทย | ต้นทุนพุ่ง แต่ความสามารถแข่งขันยังสูสี (คู่แข่งเอเชียโดนเท่ากัน) |
| คลื่นแทรกซ้อนที่น่ากลัว | สินค้าราคาถูกทะลักเข้ามาทุ่มตลาดในไทย |
| ทางรอดและวิธีรับมือ | ยกระดับกม.แรงงาน / หาตลาดส่งออกใหม่ / งัดมาตรการ Anti-Dumping สกัดของถูก |
อ้างอิงจาก









