ประเด็นเรื่องต้นทุนพลังงานกำลังกลับมาเป็นที่จับตามองอย่างใกล้ชิดอีกครั้ง เมื่อสัญญาณเตือนจากบิลค่าไฟฟ้าเริ่มชัดเจนขึ้น โดยล่าสุดทางคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน หรือ กกพ. ได้ออกมาเปิดเผยทิศทางของค่าไฟฟ้าในงวดใหม่ประจำเดือนพฤษภาคม ถึง สิงหาคม 2569 ซึ่งมีแนวโน้มที่จะปรับตัวสูงขึ้นจากงวดปัจจุบันที่จัดเก็บอยู่ในอัตรา 3.88 บาทต่อหน่วย ทว่าภายใต้สถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด ตัวเลขดังกล่าวอาจพุ่งทะยานไปถึงระดับ 4.59 บาทต่อหน่วย
ค่าไฟเตรียมขึ้น วิเคราะห์ 3 สูตรจาก กกพ. พร้อมแผนรับมือค่าไฟพุ่ง 4.59 บาทต่อหน่วย

บทความนี้ The SIgnals จะพาไปเจาะลึกถึงรากฐานของปัญหา โครงสร้างการคำนวณแบบละเอียดทั้ง 3 กรณีจาก กกพ. ไปจนถึงการคาดการณ์แนวโน้มในช่วงปลายปี เพื่อให้ภาคธุรกิจและภาคครัวเรือนสามารถประเมินความเสี่ยงและเตรียมกลยุทธ์รับมือได้อย่างทันท่วงที
ปรากฏการณ์ “โดมิโนเอฟเฟกต์” จากภูมิรัฐศาสตร์สู่บิลค่าไฟบ้าน
สาเหตุสำคัญที่เปรียบเสมือนคลื่นใต้น้ำที่ดันให้ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าของไทยพุ่งสูงขึ้นนั้น นายวรวิทย์ ศรีอนันต์รักษา กรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ชี้ให้เห็นว่าเป็นผลพวงโดยตรงจากความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง สถานการณ์ดังกล่าวได้สร้างแรงกระเพื่อมอย่างหนักต่อตลาดพลังงานโลก ส่งผลให้ราคาก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ LNG มีความผันผวนอย่างรุนแรง โดยเฉพาะราคาแอลเอ็นจีในตลาดจร (Spot LNG) ที่ดีดตัวขึ้นไปแตะระดับ 25 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อล้านบีทียู
ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อพิจารณาจากโครงสร้างพลังงานของประเทศ ข้อมูลจากสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กระทรวงพลังงาน ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า ประเทศไทยต้องพึ่งพาก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้าในสัดส่วนที่สูงเกินกว่า 50% ของเชื้อเพลิงทั้งหมด (อ้างอิง: ข้อมูลสัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้า สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน) การขยับขึ้นของราคา LNG แม้เพียงเล็กน้อย จึงสะท้อนกลับมาเป็นต้นทุนก้อนใหญ่ที่ระบบไฟฟ้าของไทยต้องแบกรับอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ด้วยเหตุปัจจัยเหล่านี้ เมื่อ กกพ. นำต้นทุนที่แท้จริงมาคำนวณเบื้องต้นสำหรับค่าไฟฟ้างวดเดือนพฤษภาคม ถึง สิงหาคม 2569 จึงได้ตัวเลขฐานอยู่ที่หน่วยละ 3.95 บาท ซึ่งสูงกว่าค่าไฟฟ้างวดปัจจุบัน (มกราคม ถึง เมษายน) ที่ 3.88 บาท อยู่ 7 สตางค์ต่อหน่วย ดังนั้นหากภาครัฐยังคงมีนโยบายที่จะตรึงค่าไฟฟ้างวดใหม่เอาไว้ การสื่อสารความจริงเรื่องต้นทุนจึงเป็นสิ่งจำเป็นสูงสุด เพื่อให้ทุกภาคส่วนตระหนักรู้และเริ่มปรับพฤติกรรมการใช้พลังงาน
เจาะลึก 3 ฉากทัศน์ สูตรการปรับค่าไฟฟ้าผันแปร (Ft)
| กรณี | กลยุทธ์หลัก | ค่าไฟใหม่ (บาท/หน่วย) | เพิ่มจากปัจจุบัน | ผลกระทบจริง |
| 1: เต็มต้นทุนจริง | ชดเชย AF เต็ม ไม่ช่วยเหลือ | 4.59 | +70 สตางค์ | หนักสุด! ครัวเรือนเสียเพิ่ม 210 บ./300หน่วย ธุรกิจขาดทุนยับ |
| 2: ชะลอจ่าย AF | ยังไม่จ่าย 36,000 ล้าน กฟผ. เสี่ยงล้ม | 4.08 | +20 สตางค์ | พอรับไหว แต่ยืดเยื้อปัญหาการเงิน [ต้นฉบับ กกพ.] |
| 3: ดึง Clawback ช่วย | Callback 9,400 ล้านจาก กฟน./กฟภ./กฟผ. + ชะลอ AF | 3.95 | +7 สตางค์ | ดีที่สุด ลดภาระได้จริง ตรึงใกล้เคียงเดิม |
เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนยิ่งขึ้น ทาง กกพ. ได้กางสูตรการปรับค่าไฟฟ้าผันแปร หรือ ค่าเอฟที (Ft) ออกมาเป็น 3 กรณีศึกษา ซึ่งแต่ละกรณีสะท้อนถึงระดับการเข้าไปแทรกแซงและผลกระทบที่แตกต่างกัน ดังต่อไปนี้
กรณีที่ 1 สะท้อนต้นทุนจริงขั้นสุด (พุ่งแตะ 4.59 บาทต่อหน่วย)
- นี่คือ สถานการณ์ที่สะท้อนกลไกตลาดอย่างแท้จริง หากไม่มีมาตรการอุดหนุนใดๆ จากภาครัฐ และต้องบวกเพิ่มเงินเรียกเก็บเพื่อชดเชยต้นทุนคงค้าง (AF) ที่เกิดขึ้นจริงของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ซึ่งก่อนหน้านี้ กฟผ. ได้ยอมแบกรับภาระค่าเชื้อเพลิงและค่าซื้อไฟฟ้าแทนประชาชนไปแล้วรวมมูลค่าสูงถึง 36,000 ล้านบาท การเดินตามแนวทางนี้จะส่งผลให้ค่าไฟฟ้าต้องบวกเพิ่มถึง 70 สตางค์ต่อหน่วย ดันให้ค่าไฟรวมขยับจาก 3.88 บาท เป็น 4.59 บาทต่อหน่วย ซึ่งจะสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อต้นทุนภาคอุตสาหกรรมและค่าครองชีพอย่างรุนแรง
กรณีที่ 2 ซื้อเวลา ชะลอชำระหนี้ กฟผ. (ขยับเป็น 4.08 บาทต่อหน่วย)
- ในทางเลือกนี้ คือ การเลือกที่จะยังไม่ชำระคืนเงินคงค้างจ่าย (AF) จำนวน 36,000 ล้านบาทให้กับ กฟผ. ซึ่งแม้จะช่วยกดตัวเลขการปรับขึ้นค่าไฟให้เหลือเพียง 20 สตางค์ต่อหน่วย (ทำให้ค่าไฟฟ้างวดใหม่หยุดอยู่ที่ 4.08 บาท) อย่างไรก็ตาม การใช้วิธีนี้เปรียบเสมือนการยืมอนาคตมาใช้ เนื่องจากจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อสภาพคล่องและสถานะทางการเงินของ กฟผ. ในระยะยาวอย่างแน่นอน
กรณีที่ 3 บริหารจัดการงบลงทุนเพื่อพยุงราคา (ระดับ 3.95 บาทต่อหน่วย)
- สำหรับแนวทางที่ 3 ทาง กกพ. จะใช้กลไกการดึงเงินเรียกคืน (Callback) จากหน่วยงานการไฟฟ้าทั้ง 3 แห่ง (กฟน. กฟภ. และ กฟผ.) ในส่วนที่เป็นงบประมาณซึ่งขออนุมัติลงทุนไปแล้วแต่ยังไม่มีการเบิกจ่ายไปลงทุนจริง รวมเป็นเม็ดเงินทั้งสิ้น 9,400 ล้านบาท นำกลับมาเป็นกระสุนเพื่อช่วยบรรเทาภาระค่าไฟฟ้า ควบคู่ไปกับการที่ยังไม่ชำระคืนเงินค้างจ่าย AF ของ กฟผ. จำนวน 36,000 ล้านบาท ผลลัพธ์ของแนวทางนี้ จะช่วยให้ค่าไฟฟ้าปรับเพิ่มขึ้นน้อยที่สุดเพียง 7 สตางค์ต่อหน่วย และไปจบที่ 3.95 บาทต่อหน่วย
ทั้งนี้ ตัวเลขจากทั้ง 3 บริบทนี้ยังคงมีสถานะเป็นกรอบการประเมินเบื้องต้น และมีโอกาสปรับเปลี่ยนได้เสมอตามความผันผวนของราคา LNG ในตลาดจร โดยทาง กกพ. จะทำการอัปเดตราคาและคำนวณตามสูตรอย่างละเอียดอีกครั้ง ก่อนที่จะนำเสนอต่อคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) ในวันที่ 25 มีนาคมนี้ เพื่อเข้าสู่กระบวนการเปิดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะต่อไป
ในขณะเดียวกัน ทางฝั่งภาคนโยบายก็ได้ส่งสัญญาณความพยายามที่จะดูแลค่าไฟฟ้างวดเดือนเมษายน ถึง พฤษภาคม ให้อยู่ที่ 3.88 บาทต่อหน่วย โดยอยู่ระหว่างการจัดหากลไกต่างๆ เข้ามาสนับสนุน ซึ่งนายวรวิทย์ได้ตอกย้ำถึงความสำคัญว่า ภาครัฐจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องพิจารณาจัดสรรงบประมาณมาช่วยเหลือแบบมุ่งเป้า โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางที่มีการใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 200 ถึง 300 หน่วยต่อเดือน เพื่อไม่ให้ภาระตกไปอยู่กับกลุ่มที่มีกำลังจ่ายน้อยที่สุด
จับตาวิกฤตซ้อนวิกฤตในช่วงปลายปี (ก.ย.-ธ.ค. 69)
นอกจากความท้าทายในงวดกลางปีแล้ว สิ่งที่ภาคธุรกิจต้องเตรียมแผนสำรองไว้คือทิศทางค่าไฟฟ้าในงวดเดือนกันยายน ถึง ธันวาคม เพราะหากไฟสงครามและความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังคงยืดเยื้อ จะเกิดภาวะวิกฤตซ้อนทับกับการเข้าสู่ฤดูหนาวของทวีปยุโรป ซึ่งในปัจจุบันสหภาพยุโรปได้เริ่มกระบวนการเร่งจัดซื้อและกักตุน LNG อย่างขนานใหญ่เพื่อเก็บเป็นสต๊อกสำรองด้านความมั่นคงทางพลังงาน
ปัจจัยเหล่านี้ จะทำหน้าที่เป็นตัวเร่งให้ราคาพลังงานในตลาดโลกผันผวนอย่างหนัก และหากประเทศไทยไม่มีเครื่องมือทางการเงินใหม่ๆ มาช่วยพยุงราคา ผนวกกับการที่ กฟผ. ยังคงต้องแบกรับภาระหนี้คงค้างมหาศาลพร้อมอัตราดอกเบี้ยที่วิ่งอยู่ตลอดเวลา โอกาสที่ค่าไฟฟ้าในช่วงปลายปีจะทะยานทะลุ 4 บาทต่อหน่วยจึงมีความเป็นไปได้สูงมาก ซึ่งสถานการณ์นี้จะส่งผลกระทบลูกโซ่ไปยังผู้ประกอบการที่ล็อกราคาขายสินค้าล่วงหน้าโดยประเมินฐานค่าไฟไว้ต่ำ จนอาจทำให้เกิดภาวะขาดทุนทางอ้อมได้
5 แผนปฏิบัติการเชิงรุก บริหารต้นทุนพลังงานอย่างยั่งยืน
เพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนเหล่านี้อย่างเป็นระบบ การลงมือปรับเปลี่ยนตั้งแต่ระดับโครงสร้างและพฤติกรรมคือคำตอบที่ยั่งยืนที่สุด:
- อัปเกรดเทคโนโลยีแสงสว่างและระบบทำความเย็น การลงทุนเปลี่ยนมาใช้หลอดไฟ LED เต็มรูปแบบ และเลือกใช้เครื่องปรับอากาศหรือตู้เย็นที่มีฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 ระดับสูงสุด สามารถช่วยลดทอนการใช้พลังงานได้ 20-30% ทันที (อ้างอิง: ข้อมูลด้านการอนุรักษ์พลังงาน กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน)
- สร้างมาตรฐานพฤติกรรมองค์กร (Behavioral Change) กำหนดนโยบายตั้งอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศที่ 26 องศาเซลเซียส การตัดไฟสแตนด์บาย (Standby Power) นอกเวลาทำการ และการปรับปรุงภูมิทัศน์เพิ่มพื้นที่สีเขียวเพื่อลดความร้อนสะสมรอบตัวอาคาร
- พลิกวิกฤตด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Rooftop) สำหรับภาคธุรกิจและบ้านเรือน การติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปในปัจจุบันมีจุดคุ้มทุน (ROI) ที่รวดเร็วขึ้นเฉลี่ยเพียง 3-5 ปี ซึ่งถือเป็นการป้องกันความเสี่ยงจากความผันผวนของระบบสายส่งหลักได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- บริหารข้อมูลด้วย Smart Energy Monitoring การนำเทคโนโลยี IoT หรือแอปพลิเคชันเพื่อติดตามพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าแบบเรียลไทม์มาใช้ จะช่วยให้ผู้ใช้งานมองเห็นจุดที่เกิดการรั่วไหลหรือสิ้นเปลืองพลังงาน และสามารถวางแผนแก้ไขได้ตรงจุด
- เจรจาทำสัญญา Direct PPA (สำหรับภาคอุตสาหกรรม) การพิจารณาทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้าโดยตรงจากผู้ผลิตพลังงานสะอาดที่เป็นเอกชน ถือเป็นกลยุทธ์สำคัญในการล็อกต้นทุนระยะยาว และยังสอดรับกับเทรนด์ธุรกิจคาร์บอนต่ำในระดับสากลอีกด้วย
ยอมรับความจริงและก้าวข้ามด้วยความพร้อม
ในท้ายที่สุดแล้ว ตามพื้นฐานความเป็นจริงที่เราไม่อาจปฏิเสธได้ ตลาดพลังงานโลกถูกขับเคลื่อนด้วยความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และวัฏจักรเศรษฐกิจที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของประเทศไทย การพึ่งพานโยบายการตรึงราคาจากภาครัฐเพียงอย่างเดียวนั้น ถือเป็นการใช้ยาระงับปวดที่ออกฤทธิ์เพียงชั่วคราวและมีต้นทุนมหาศาลซ่อนอยู่
ดังนั้น ทางรอดที่แท้จริงและยั่งยืนที่สุดสำหรับอนาคต คือการที่ทุกภาคส่วนทั้งเอกชนและภาคประชาชน ต้องยอมรับข้อเท็จจริงของต้นทุนโลก และเร่งปรับตัวสู่โครงสร้างการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ การลงทุนในเทคโนโลยีสีเขียวและการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตั้งแต่วันนี้ จะเป็นเกราะป้องกันชั้นดีที่ช่วยให้เราก้าวข้ามทุกความผันผวนของบิลค่าไฟฟ้า ไม่ว่าตัวเลขนั้นจะขยับไปที่จุดใดก็ตาม
อ้างอิงจาก










