เศรษฐกิจโลกในช่วงกลางปี 2569 กำลังเดินอยู่บนเส้นทางที่เต็มไปด้วยสัญญาณผสม ด้านหนึ่ง ตัวเลขการจ้างงานสหรัฐฯ เริ่มชะลอลง สะท้อนแรงส่งของเศรษฐกิจที่กำลังปรับสมดุล ขณะที่ธนาคารกลางทั่วโลกยังต้องชั่งน้ำหนักระหว่างการควบคุมเงินเฟ้อกับการประคองการเติบโต อีกด้านหนึ่ง เอเชียยังเผชิญโจทย์เฉพาะตัว ตั้งแต่เงินเยนอ่อนค่าที่กดดันต้นทุนธุรกิจญี่ปุ่น ภาคการผลิตจีนที่เริ่มขยับตัวดีขึ้น ไปจนถึงเศรษฐกิจไทยที่ฟื้นตัวแบบไม่เท่ากันระหว่างการบริโภค การลงทุน การส่งออก และการท่องเที่ยว
สรุปเทรนด์เศรษฐกิจโลก-ไทย กลางปี 2569 จับสัญญาณธุรกิจและวิธีเตรียมรับมือ
ภายใต้บริบทเช่นนี้ การอ่านตัวเลขเศรษฐกิจจึงไม่ใช่แค่การมองว่า “ดีขึ้น” หรือ “แย่ลง” แต่คือ การถอดรหัสว่า แรงกดดันกำลังย้ายจากจุดใดไปยังจุดใด และภาคธุรกิจควรเตรียมรับมืออย่างไรในช่วงครึ่งปีหลัง เพราะในปีที่นโยบายการเงินยังไม่ผ่อนคลายเต็มที่ ต้นทุนยังผันผวน และกำลังซื้อยังฟื้นตัวไม่ทั่วถึง ธุรกิจที่เข้าใจสัญญาณก่อน ย่อมมีโอกาสปรับตัวได้เร็วกว่าและรักษาความได้เปรียบได้ดีกว่า

สหรัฐฯ : เมื่อทิศทางดอกเบี้ยนโยบาย ท่ามกลางตัวเลขการจ้างงานที่ปรับสมดุล

เมื่อมองไปที่ฟากฝั่งของสหรัฐอเมริกา ประธานเฟด เควิน วอร์ช ได้ออกมาย้ำถึงความตั้งใจในการเดินหน้าควบคุมอัตราเงินเฟ้อ พร้อมทั้งยุติการส่งสัญญาณล่วงหน้าเกี่ยวกับทิศทางดอกเบี้ยเพื่อรักษาเสถียรภาพ ในขณะเดียวกัน ความเป็นไปได้ในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยได้ถูกลดทอนลงไปพอสมควร ภายหลังจากที่ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรในเดือนมิถุนายนเพิ่มขึ้นเพียง 57,000 ตำแหน่ง ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่ต่ำกว่าการคาดการณ์ที่ 114,000 ตำแหน่ง และเป็นการชะลอตัวลงเมื่อเทียบกับเดือนพฤษภาคมที่มีการจ้างงานเพิ่มขึ้น 129,000 ตำแหน่ง ในขณะเดียวกัน อัตราการว่างงาน จะสังเกตเห็นได้ว่าตัวเลขในเดือนมิถุนายนทรงตัวอยู่ที่ระดับ 4.2%
แน่นอนว่า ข้อมูลเชิงสถิติเหล่านี้เปรียบเสมือนภาพสะท้อนที่แสดงให้เห็นถึงจังหวะของการบริโภคและภาพรวมเศรษฐกิจที่กำลังอยู่ในช่วงปรับสมดุล ด้วยเหตุผลดังกล่าว จึงเป็นปัจจัยสนับสนุนที่สมเหตุสมผลต่อมุมมองทางเศรษฐศาสตร์ที่คาดการณ์ว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด (Fed) มีแนวโน้มที่จะรักษาระดับอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ในกรอบ 3.50-3.75% ในช่วงเวลาที่เหลือของปีนี้ เพื่อเป็นการบริหารจัดการเสถียรภาพทางการเงินอย่างรัดกุม โดยไม่จำเป็นต้องเร่งส่งสัญญาณใดๆ ล่วงหน้าให้ตลาดเกิดความกังวล
ญี่ปุ่นกับความท้าทายของ SMEs ภายใต้บริบทของค่าเงินเยน
ข้ามมาที่ฝั่งเอเชียอย่างประเทศญี่ปุ่น นอกเหนือจากประเด็นด้านวิกฤตพลังงานแล้ว การอ่อนค่าของเงินเยนยังคงเป็นปัจจัยที่เพิ่มแรงกดดันต่อต้นทุนการนำเข้าของภาคธุรกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ SMEs
Tokyo Shoko Research ได้ระบุรายละเอียดที่น่าสนใจว่า ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 มีบริษัทที่ได้รับผลกระทบจนต้องปิดตัวลงอันเป็นผลสืบเนื่องมาจากการอ่อนค่าของเงินเยนจำนวน 45 แห่ง ซึ่งนับเป็นตัวเลขที่สูงสุดตั้งแต่เริ่มมีการจัดเก็บข้อมูลเมื่อปี 2565 อย่างไรก็ตาม แรงกดดันดังกล่าวอาจเป็นปัจจัยที่หนุนให้ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) พิจารณาทยอยปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เพื่อช่วยลดช่องว่างของส่วนต่างดอกเบี้ยและชะลอการอ่อนค่าของเงินเยนในระยะต่อไป
ภาคการผลิตในจีนขยายตัว ท่ามกลางภาพรวมเศรษฐกิจที่กำลังรอจังหวะฟื้นตัว

สำหรับประเทศจีน ผลพวงจากวิกฤตน้ำมันยังคงมีอยู่บ้าง แม้ว่าจะมีทิศทางที่คลี่คลายลง ดัชนี PMI ภาคการผลิตยังคงสามารถขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง โดยมีกลุ่มสินค้าไฮเทคเป็นแกนหลักที่สำคัญ นอกจากนี้ ต้นทุนการผลิตก็ปรับตัวเพิ่มขึ้นในอัตราที่ลดลง ซึ่งสอดคล้องกับการปรับตัวลงของราคาเชื้อเพลิงภายในประเทศ โดยล่าสุดระดับราคาเชื้อเพลิงอยู่สูงกว่าช่วงก่อนเกิดวิกฤตเพียง 15-16% เมื่อเทียบกับสัดส่วน 28-30% ในช่วงต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา
เมื่อพิจารณาจากภาคการผลิต จะเห็นได้ว่า ตัวเลขยังคงสามารถรักษาระดับอยู่เหนือเส้นฐาน (Baseline ที่ระดับ 50) โดยล่าสุดในเดือนมิถุนายน ปี 2569 ดัชนีขยับมาอยู่ที่ 50.3 ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยมีกลุ่มสินค้าไฮเทคเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อน
ในทางตรงกันข้าม เมื่อหันมามองถึงต้นทุนราคาวัตถุดิบ จะพบว่า ได้ปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญจากช่วงก่อนหน้า ลงมาอยู่ที่ระดับ 54.2 ในเดือนมิถุนายน สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่าแม้ต้นทุนการผลิตจะยังคงเพิ่มขึ้น ทว่าก็เป็นการเพิ่มขึ้นในอัตราที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัด
ยิ่งไปกว่านั้น การผ่อนคลายของต้นทุนดังกล่าวยังมีความสอดคล้องไปในทิศทางเดียวกันกับการลดลงของราคาเชื้อเพลิงภายในประเทศจีน ล่าสุด ตัวเลขระดับราคาสูงกว่าช่วงก่อนเกิดวิกฤตเพียง 15-16% เท่านั้น เมื่อนำไปเทียบกับสัดส่วน 28-30% ในช่วงต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา แม้ภาพรวมของเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 2 จะยังคงอยู่ในระยะที่กำลังรอจังหวะปรับสมดุลจากการบริโภคและการลงทุน ทว่าสัญญาณบวกจากภาคการผลิตและการส่งออกที่แข็งแกร่ง ก็ถือเป็นแสงสว่างที่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการปรับตัวของภาคธุรกิจจีนได้เป็นอย่างดี
เศรษฐกิจไทยกับสัญญาณการขยับตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป และทิศทางนโยบายการเงิน

กลับมาที่ประเทศไทย สภาพเศรษฐกิจในประเทศเริ่มส่งสัญญาณของการขยับตัวไปในทิศทางที่ดีขึ้นเล็กน้อย ในขณะที่ภาคการส่งออกอยู่ในระยะชะลอตัว ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้รายงานเครื่องชี้เศรษฐกิจสำคัญในเดือนพฤษภาคมซึ่งสะท้อนภาพรวมที่ส่งสัญญาณผสมผสาน โดยพบว่าดัชนีการบริโภคภาคเอกชน (PCI) มีการขยับตัวขึ้นที่ระดับ +2.7% แบบ YoY ปรับตัวดีขึ้นจาก +1.4% ในเดือนเมษายน ควบคู่ไปกับดัชนีการลงทุนภาคเอกชน (PII) ที่ขยายตัว +14.8% จากเดิมที่ +11.1% ในขณะเดียวกัน การใช้จ่ายของภาครัฐก็มีส่วนช่วยพยุงระบบผ่านการเบิกจ่ายงบบุคลากร ค่ารักษาพยาบาล และงบประมาณเหลื่อมปี
ทว่าในส่วนของภาคการท่องเที่ยว จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติรวมมีการปรับตัวลดลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ 2.3 ล้านคน จากเดิม 2.4 ล้านคน และการส่งออกสินค้าหากไม่รวมทองคำก็มีทิศทางชะลอลงมาอยู่ที่ +8.4% จาก +23.2%
เมื่อเจาะลึกลงไปในรายละเอียดเชิงลึก แม้ว่าจำนวนนักท่องเที่ยวจากภูมิภาคตะวันออกกลางและจีนจะเริ่มมีสัญญาณการเดินทางเข้ามาอย่างชัดเจน โดยคิดเป็นสัดส่วน 90.4% และ 102.7% ของระดับก่อนเกิดสงครามตามลำดับ แต่นักท่องเที่ยวจากฝั่งอเมริกาและยุโรปยังคงอยู่ในช่วงของการขยับตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป โดยอยู่ที่ระดับ 56.4% และ 30.8% เท่านั้น ทั้งนี้ หากความตึงเครียดในตะวันออกกลางสามารถผ่อนคลายลงได้และต้นทุนการเดินทางเริ่มทยอยปรับตัวลดลง ก็มีความเป็นไปได้สูงที่กลุ่มนักท่องเที่ยวระยะไกลจะกลับมาเป็นฟันเฟืองช่วยหนุนเศรษฐกิจไทย ที่ในปัจจุบันยังมีลักษณะการเติบโตแบบกระจายตัวไม่เต็มที่นัก (Uneven Growth)
ทางด้านคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ได้มีมติในการประชุมเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.00% เพื่อประคองการฟื้นตัวของระบบเศรษฐกิจ โดยทางวิจัยกรุงศรีได้ประเมินทิศทางไว้ว่า การดำเนินนโยบายการเงินของ ธปท. จะยังคงให้น้ำหนักกับสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจภายในประเทศเป็นหลัก มากกว่าที่จะเอนเอียงตามปัจจัยกดดันจากภายนอก เช่น การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของประเทศต่างๆ ส่งผลให้ กนง. มีแนวโน้มที่จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายอย่างต่อเนื่องไปตลอดทั้งปีนี้
บทสรุป
ภาพรวมเศรษฐกิจโลกและไทยในช่วงกลางปี 2569 สะท้อนชัดว่า การฟื้นตัวรอบนี้ไม่ได้เดินหน้าเป็นเส้นตรง สหรัฐฯ กำลังเผชิญตลาดแรงงานที่ชะลอลง ซึ่งอาจช่วยลดแรงกดดันต่อการขึ้นดอกเบี้ยของ Fed ในระยะสั้น แต่ความเสี่ยงจากเงินเฟ้อ พลังงาน และภูมิรัฐศาสตร์ยังทำให้ทิศทางนโยบายการเงินไม่สามารถวางใจได้ทั้งหมด ขณะที่ญี่ปุ่นยังต้องรับมือกับผลกระทบจากค่าเงินเยนอ่อน จีนเริ่มเห็นแรงหนุนจากภาคการผลิตและสินค้าไฮเทค แต่การบริโภคภายในประเทศยังต้องใช้เวลา ส่วนไทยแม้การบริโภคและการลงทุนเอกชนเริ่มฟื้นตัวดีขึ้น แต่แรงส่งจากท่องเที่ยวและส่งออกยังมีลักษณะเปราะบางและไม่สม่ำเสมอ
โจทย์สำคัญของภาคธุรกิจในครึ่งปีหลังจึงไม่ใช่แค่การรอเศรษฐกิจกลับมาเติบโต แต่คือ การบริหารความเสี่ยงให้รอบด้าน ตั้งแต่ต้นทุนการเงิน อัตราแลกเปลี่ยน ราคาพลังงาน กระแสเงินสด ไปจนถึงพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนเร็วกว่าเดิม ธุรกิจที่สามารถอ่านสัญญาณมหภาคได้แม่น ปรับกลยุทธ์ได้ไว และรักษาความยืดหยุ่นทางการเงินไว้ได้ จะเป็นกลุ่มที่พร้อมเปลี่ยนความผันผวนให้กลายเป็นโอกาส ท่ามกลางปีที่เศรษฐกิจยังฟื้นตัวแบบเลือกข้างและไม่เท่ากันในทุกภาคส่วน
ตารางสรุป : สัญญาณเศรษฐกิจโลกและไทย กลางปี 2569
| ประเทศ/ภูมิภาค | สถานการณ์ปัจจุบันกลางปี 2569 | ทิศทางและสิ่งที่ต้องจับตา |
| สหรัฐอเมริกา | ตัวเลขการจ้างงานชะลอตัว (เพิ่มเพียง 57,000 ตำแหน่ง) สะท้อนการบริโภคที่กำลังปรับสมดุล | เฟด (Fed) มีแนวโน้มคงดอกเบี้ยที่ 3.50-3.75% ในช่วงที่เหลือของปี |
| ญี่ปุ่น | เงินเยนอ่อนค่าหนัก กดดันต้นทุนนำเข้า กระทบธุรกิจ SMEs (มีบริษัทปิดตัวสูงสุดนับแต่ปี 2565) | BOJ อาจพิจารณาทยอยขึ้นดอกเบี้ย เพื่อลดช่องว่างและชะลอเยนอ่อน |
| จีน | ดัชนี PMI ภาคการผลิตขยายตัวต่อเนื่อง (50.3) ต้นทุนผลิตและราคาเชื้อเพลิงเริ่มลดลง | ภาคการผลิตและส่งออกฟื้นตัวชัดเจน แต่การบริโภคในประเทศยังรอปรับฐาน |
| ไทย | การบริโภคและการลงทุนเอกชนเริ่มขยับตัวดีขึ้น แต่จำนวนนักท่องเที่ยวและส่งออกรวมยังชะลอตัว | กนง. มีมติคงดอกเบี้ยที่ 1.00% เพื่อประคองเศรษฐกิจในประเทศเป็นหลัก |









