วันพฤหัสบดี, กรกฎาคม 16, 2026
  • Contact
  • Home
  • Sitemap
The Signals
  • Home
  • Markets
  • Business
  • Macroeconomics
  • Trends
  • Lifestyle
  • More
    • Sustainability / ESG
    • Opinion
    • News
      • Brief
      • Press Release
    • Politics & Policy
  • Login
No Result
View All Result
The Signals
Home Macroeconomics

วิกฤตพลังงานครึ่งปีหลัง เมื่อจีนงัดท่าไม้ตาย และจุดเปลี่ยนช่องแคบฮอร์มุซ

กองบรรณาธิการ THE SIGNALs by กองบรรณาธิการ THE SIGNALs
กรกฎาคม 16, 2026
in Macroeconomics
0
วิกฤตพลังงานครึ่งปีหลัง เมื่อจีนงัดท่าไม้ตาย และจุดเปลี่ยนช่องแคบฮอร์มุซ
0
SHARES
0
VIEWS
Share on FacebookShare on Twitter

เมื่อความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ปะทุขึ้น ราคาน้ำมันมักเป็นหนึ่งในตัวแปรแรกที่ตลาดจับตามอง เพราะความเสี่ยงด้านอุปทานสามารถผลักดันราคาให้ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความตึงเครียดที่ยืดเยื้อในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ตลาดน้ำมันโลกกลับไม่ได้ตอบสนองรุนแรงเท่าที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้ เนื่องจากยังมีกลไกบางประการทำหน้าที่เสมือน “ตัวซับแรงกระแทก” คอยดูดซับผลกระทบจากวิกฤต และช่วยจำกัดไม่ให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นอย่างไร้ขอบเขต

วิกฤตพลังงานครึ่งปีหลัง เมื่อจีนงัดท่าไม้ตาย และจุดเปลี่ยนช่องแคบฮอร์มุซ

วิกฤตพลังงานครึ่งปีหลัง เมื่อจีนงัดท่าไม้ตาย และจุดเปลี่ยนช่องแคบฮอร์มุซ

โดยปกติแล้ว เมื่อเกิดวิกฤตในตะวันออกกลาง สายตาของนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มักจับจ้องไปที่อุปสรรคทางฝั่งอุปทาน โดยเฉพาะความเสี่ยงที่จะเกิดการหยุดชะงักของการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญที่หากถูกปิดกั้น อาจทำให้มีน้ำมันดิบปริมาณมหาศาลหายไปจากตลาดโลก จนเกิดการคาดเดาว่าราคาน้ำมันอาจทะยานทะลุเพดานไปถึงระดับ 150 หรือ 200 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

Related posts

สหรัฐฯ จ่อขึ้นภาษีไทย 12.5% เจาะลึกอุตสาหกรรมที่รับผลกระทบและแผนรับมือ

สหรัฐฯ จ่อขึ้นภาษีไทย 12.5% เจาะลึกอุตสาหกรรมที่รับผลกระทบและแผนรับมือ

กรกฎาคม 14, 2026
เจาะเทรนด์เศรษฐกิจโลก สถานการณ์ตะวันออกกลาง หุ้นเซมิคอนดักเตอร์ และทิศทางตลาดโลก

เจาะเทรนด์เศรษฐกิจโลก สถานการณ์ตะวันออกกลาง หุ้นเซมิคอนดักเตอร์ และทิศทางตลาดโลก

กรกฎาคม 14, 2026

แต่ในความเป็นจริง สิ่งที่กำลังกำหนดทิศทางตลาดไม่ได้มีเพียงฝั่งอุปทานเท่านั้น ปัจจัยฝั่งอุปสงค์ ก็มีบทบาทสำคัญไม่แพ้กัน โดยเฉพาะความเคลื่อนไหวจากมหาอำนาจอย่าง “ประเทศจีน” ที่ได้ก้าวขึ้นมาทำหน้าที่เป็น “ผู้ปรับสมดุลอุปสงค์” อย่างเต็มตัว

กลยุทธ์จำกัดกรอบราคา วิธีที่จีนใช้เพื่อลดความผันผวนของตลาด

กลไกการปรับสมดุลของจีนมีความคล้ายคลึงกับพฤติกรรมของเทรดเดอร์น้ำมันที่ใช้กลยุทธ์จำกัดกรอบราคา (Collar Strategy) กล่าวคือ พฤติกรรมของจีนมีลักษณะคล้ายการสร้างกรอบบนและกรอบล่างให้กับตลาด กล่าวคือ จีนเพิ่มการนำเข้าและสะสมน้ำมันเมื่อราคาต่ำ แต่ลดการซื้อจากตลาดโลกและใช้สินค้าคงคลังเมื่อราคาสูง จึงช่วยลดความรุนแรงของการแกว่งตัวของอุปสงค์ในตลาดน้ำมัน

วิธีการทำงานของกลยุทธ์นี้มีความชัดเจน เมื่อราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวลดลงต่ำกว่าเกณฑ์ จีนจะเร่งนำเข้าน้ำมันดิบในปริมาณที่มากเกินกว่าความต้องการใช้งานจริงเพื่อนำไปกักเก็บไว้ในคลังสำรองทางยุทธศาสตร์ ในทางกลับกัน เมื่อราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากภาวะสงครามหรือความขัดแย้ง พวกเขาก็จะลดปริมาณการนำเข้าให้ต่ำกว่าระดับความต้องการจริง แล้วหันไปดึงน้ำมันดิบจากคลังสำรองของตนเองออกมาใช้ทดแทน แม้พฤติกรรมเช่นนี้จะเกิดขึ้นมานานหลายปีแล้ว แต่เรากลับเห็นภาพที่ชัดเจนและมีปริมาณมหาศาลในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ซึ่งกลายเป็นตัวแปรสำคัญที่ช่วยสร้างกรอบราคาและดูดซับแรงกระแทกให้กับตลาดพลังงานโลก

จีนไม่เปิดเผยปริมาณน้ำมันในคลังสำรองอย่างเป็นทางการ แต่ EIA ประเมินว่า ณ สิ้นปี 2025 จีนมีน้ำมันในคลังเชิงยุทธศาสตร์เกือบ 1.4 พันล้านบาร์เรล ขณะที่การประเมินจากแหล่งอื่นอาจแตกต่างกันตามขอบเขตของคลังที่นำมาคำนวณ เมื่อนำตัวเลขนี้มาเทียบกับส่วนต่างของการนำเข้าน้ำมันที่ลดลงในช่วงที่เกิดความขัดแย้ง ซึ่งหายไปราว 6 ล้านบาร์เรล จะเห็นได้ว่าจีนมีศักยภาพในการประคองตัวและรับมือกับสถานการณ์ราคาน้ำมันแพงไปได้อีกยาวนานโดยไม่ต้องรีบกลับเข้ามาซื้อน้ำมันเพื่อดันราคาให้สูงขึ้นในทันที

การนำเข้าน้ำมัน คือ ‘จุดอ่อนทางยุทธศาสตร์’

นอกเหนือจากการบริหารจัดการคลังสำรองแล้ว จีนยังมีแผนระยะยาวที่ชัดเจนในการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน รัฐบาลจีนมองว่าการที่ประเทศต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันในปริมาณมหาศาล ถือเป็น “จุดอ่อนทางยุทธศาสตร์” ในลักษณะเดียวกันกับที่สหรัฐอเมริกาเคยเผชิญมาตลอดหลายทศวรรษนับตั้งแต่ช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง

ตราบใดที่จีนยังเป็นผู้นำเข้าน้ำมันรายใหญ่ พวกเขายังคงต้องอาศัยกองทัพเรือสหรัฐฯ ในการรักษาความปลอดภัยของเส้นทางเดินเรือขนส่งน้ำมัน ซึ่งในทางทฤษฎี หากสหรัฐฯ เป็นผู้ควบคุมเส้นทาง ก็ย่อมมีศักยภาพที่จะตัดเส้นทางลำเลียงเหล่านั้นได้ทุกเมื่อ

ด้วยเหตุนี้ จีนจึงมุ่งมั่นที่จะลบจุดอ่อนดังกล่าว โดยเป้าหมายสำคัญของจีน คือ การลดการพึ่งพาน้ำมันนำเข้าและลดความเปราะบางจากเส้นทางขนส่งทางทะเล ไม่ใช่การยุติการนำเข้าน้ำมันทั้งหมดในระยะเวลาอันใกล้ ซึ่งแผนพลังงานระยะ 5 ปีล่าสุดให้ความสำคัญกับการรักษาระดับการผลิตน้ำมันภายในประเทศ เพิ่มการกักเก็บ และผลักดันให้การใช้น้ำมันในประเทศแตะจุดสูงสุดภายในปี 2030

แม้ปัจจุบันจะยังไม่มีแหล่งพลังงานฟอสซิลภายในประเทศเพียงพอที่จะทำเช่นนั้นได้ทันที แต่รัฐบาลก็กำลังเร่งขับเคลื่อนนโยบายด้านพลังงานทางเลือกอย่างเต็มกำลัง โดยองค์การพลังงานระหว่างประเทศ IEA ระบุว่า การเติบโตของรถยนต์ไฟฟ้า รถบรรทุกที่ใช้ LNG และเครือข่ายรถไฟความเร็วสูง เป็นปัจจัยที่ทำให้ความต้องการน้ำมันของจีนมีแนวโน้มแตะจุดสูงสุดภายในทศวรรษนี้ อย่างไรก็ตาม ในปี 2025 ยอดขายรถบรรทุกไฟฟ้าในจีนแซงรถบรรทุก LNG เป็นครั้งแรก โดยรถบรรทุกไฟฟ้ามีส่วนแบ่งมากกว่า 25% ส่วนรถบรรทุกที่ใช้ก๊าซอยู่ราว 15% ซึ่งจีนใช้ ทั้ง LNG และการใช้ไฟฟ้า เพื่อลดการบริโภคดีเซล

กลยุทธ์การลงทุนในยุคที่พลังงานโลกเปลี่ยนผ่าน

ท่ามกลางการปรับโครงสร้างพลังงานระดับโลกเช่นนี้ แนวทางการมองหาโอกาสและการบริหารความเสี่ยงจึงเป็นสิ่งสำคัญ การค้นหาจุดที่มี “ความไม่สมดุลระหว่างอุปสงค์และอุปทาน” ที่มีความต่อเนื่องยาวนาน (Persistent Imbalances) ถือเป็นกุญแจสำคัญในการวิเคราะห์

ยกตัวอย่างเช่น ความต้องการพลังงานที่ยั่งยืนในสหรัฐอเมริกา ซึ่งปัจจุบันอุตสาหกรรมพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar) กำลังมีทิศทางเชิงบวกอย่างมาก พลังงานแสงอาทิตย์ไม่ได้เป็นเพียงพลังงานทางเลือกอีกต่อไป แต่พลังงานแสงอาทิตย์กำลังก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในแหล่งผลิตไฟฟ้าหลักที่เติบโตเร็วในรัฐอย่างแคลิฟอร์เนียและเท็กซัส โดยต้องทำงานร่วมกับระบบกักเก็บพลังงาน โครงข่ายไฟฟ้า และแหล่งผลิตที่ปรับกำลังได้

อย่างไรก็ตาม การจะรับมือกับตลาดที่มีความผันผวนสูง การใช้ “ระบบบริหารจัดการความเสี่ยงควบคู่” เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ หากมีมุมมองเชิงบวกต่อน้ำมันดิบหรือกลุ่มพลังงานใดๆ การรักษาสมดุลโดยการเปิดทั้งสถานะซื้อ และสถานะขาย ในระดับที่ใกล้เคียงกัน จะช่วยให้สามารถรักษาความเป็นกลางต่อราคาสินค้าโภคภัณฑ์ และเปิดทางให้สมมติฐานการลงทุนหลักทำงานไปได้โดยไม่ต้องแบกรับความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาแบบเต็มจำนวน

อนาคตช่องแคบฮอร์มุซ เมื่อโลกเร่งลดการพึ่งพาจุดเสี่ยงด้านพลังงาน

ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ยังคงเป็นตัวแปรสำคัญที่กำหนดทิศทางตลาดพลังงานโลก ล่าสุด สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า กองทัพสหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีเป้าหมายในอิหร่านระลอกใหม่ ขณะเดียวกัน สหรัฐฯ ยังแสดงท่าทีสนับสนุนความพยายามฟื้นฟูโครงการท่อส่งน้ำมันระหว่างอิรักและซีเรีย เพื่อเพิ่มทางเลือกในการลำเลียงน้ำมันออกสู่ตลาดโลกโดยไม่ต้องพึ่งพาเส้นทางเดิมมากเกินไป ความเคลื่อนไหวดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ประเด็นสำคัญของโลกพลังงานในระยะต่อไปอาจไม่ได้อยู่เพียงว่าอิหร่านจะสามารถสร้างแรงกดดันต่อช่องแคบฮอร์มุซได้มากเพียงใด

แต่อยู่ที่ว่าประเทศผู้ผลิตและผู้บริโภคน้ำมันจะสามารถลดการพึ่งพาจุดผ่านทางยุทธศาสตร์แห่งนี้ได้รวดเร็วเพียงใด ปัจจุบัน น้ำมันดิบ คอนเดนเสท และผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมในสัดส่วนประมาณ 20% ของการบริโภคปิโตรเลียมเหลวทั่วโลกต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้เส้นทางดังกล่าวยังคงเป็นหนึ่งในจุดคอขวดหรือ Chokepoint ที่สำคัญที่สุดของระบบพลังงานโลก ความเสี่ยงไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะผู้ซื้อน้ำมันปลายทางเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงประเทศผู้ส่งออกในอ่าวเปอร์เซีย ไม่ว่าจะเป็นคูเวต บาห์เรน ซาอุดีอาระเบีย หรือสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เพราะหากการเดินเรือถูกรบกวน ต้นทุนการขนส่ง ค่าประกันภัย และระยะเวลาในการส่งมอบพลังงานอาจเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

อย่างไรก็ตาม ความตึงเครียดที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่ากำลังทำหน้าที่เป็น “ตัวเร่ง” ให้ประเทศในภูมิภาคเร่งกระจายความเสี่ยงด้านโครงสร้างพื้นฐาน จากเดิมที่พึ่งพาเส้นทางเดินเรือเพียงไม่กี่แห่ง ไปสู่การพัฒนาท่อส่งน้ำมัน ท่าเรือ และเส้นทางส่งออกทางเลือกมากขึ้น ตัวอย่างสำคัญ คือ การขยายศักยภาพของท่อส่งน้ำมันทางบกไปยังท่าเรือยันบู บริเวณชายฝั่งทะเลแดงของซาอุดีอาระเบีย รวมถึงโครงข่ายท่อส่งของประเทศอื่นในภูมิภาคที่สามารถหลีกเลี่ยงช่องแคบฮอร์มุซได้บางส่วน ขณะเดียวกัน แนวคิดฟื้นฟูท่อส่งน้ำมันจากอิรักไปยังชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียนผ่านซีเรีย ก็เป็นอีกหนึ่งความพยายามในการเพิ่มเส้นทางส่งออกที่ไม่ต้องผ่านอ่าวเปอร์เซีย

โครงการเหล่านี้อาจยังไม่สามารถทดแทนปริมาณน้ำมันทั้งหมดที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ในทันที แต่ยิ่งความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์สูงขึ้น แรงจูงใจในการลงทุนเพื่อสร้างเส้นทางสำรองก็ยิ่งเพิ่มขึ้นตามไปด้วย กล่าวอีกนัยหนึ่ง ทุกครั้งที่อิหร่านแสดงศักยภาพในการรบกวนการเดินเรือ อาจช่วยเพิ่มอำนาจต่อรองในระยะสั้น แต่ในอีกด้านหนึ่งก็อาจเร่งให้ประเทศเพื่อนบ้านพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อหลีกเลี่ยงการพึ่งพาช่องแคบแห่งนี้เร็วขึ้น

ภายในช่วง 3–5 ปีข้างหน้า ความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ของช่องแคบฮอร์มุซจึงอาจเริ่มลดลงบางส่วน หากโครงการท่อส่ง ท่าเรือ และเส้นทางส่งออกใหม่สามารถดำเนินการได้ตามแผน อย่างไรก็ตาม ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่า อำนาจต่อรองของอิหร่านจะหมดลง เพราะกำลังขนส่งผ่านเส้นทางทางเลือกที่มีอยู่ยังไม่เพียงพอรองรับน้ำมันทั้งหมดที่ไหลผ่านช่องแคบแห่งนี้ สิ่งที่มีแนวโน้มเกิดขึ้นมากกว่า คือ โลกพลังงานจะค่อย ๆ เปลี่ยนจากระบบที่พึ่งพาจุดผ่านทางเพียงไม่กี่แห่ง ไปสู่โครงสร้างที่มีเส้นทางสำรองหลากหลายมากขึ้น เพื่อจำกัดผลกระทบหากเกิดสงคราม การปิดกั้นเส้นทาง หรือเหตุการณ์ไม่คาดคิดในอนาคต

รอยต่อของโลกพลังงาน จากความเปราะบางสู่การกระจายความเสี่ยง

ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นไม่ได้จำกัดอยู่เพียงตะวันออกกลาง แต่เป็นส่วนหนึ่งของการปรับโครงสร้างระบบพลังงานโลกครั้งใหญ่ จีนกำลังบริหารความเสี่ยงผ่านการสะสมน้ำมันในช่วงที่ราคาต่ำ ควบคู่กับการผลักดันรถยนต์ไฟฟ้า ระบบขนส่งสาธารณะ และพลังงานทางเลือก เพื่อลดความต้องการใช้น้ำมันและลดการพึ่งพาการนำเข้าในระยะยาวขณะที่ประเทศผู้ผลิตน้ำมันในตะวันออกกลางเองก็กำลังเร่งลงทุนในท่อส่ง ท่าเรือ โรงกลั่น และเส้นทางขนส่งใหม่ เพื่อให้สามารถส่งออกพลังงานได้แม้เส้นทางหลักจะประสบปัญหา ขณะที่ประเทศผู้นำเข้าก็เพิ่มการถือครองพลังงานสำรอง กระจายแหล่งจัดซื้อ และพัฒนาพลังงานภายในประเทศมากขึ้น

ภาพที่เกิดขึ้นจึงสะท้อนว่า ความมั่นคงทางพลังงานในอนาคตจะไม่ได้วัดจากปริมาณน้ำมันที่ประเทศหนึ่งครอบครองเพียงอย่างเดียว แต่จะขึ้นอยู่กับความหลากหลายของแหล่งพลังงาน เส้นทางขนส่ง ความสามารถในการกักเก็บ และความยืดหยุ่นของระบบโดยรวม ช่องแคบฮอร์มุซยังไม่หมดความสำคัญ และอิหร่านยังคงมีอิทธิพลต่อความเสี่ยงของตลาดน้ำมันโลก แต่ทุกวิกฤตที่เกิดขึ้นกำลังผลักดันให้ประเทศต่าง ๆ ลงทุนสร้างทางเลือกใหม่ และลดการนำความมั่นคงทางเศรษฐกิจไปผูกไว้กับเส้นทางใดเส้นทางหนึ่งมากเกินไป

ท้ายที่สุด ไม่มีอำนาจหรือโครงสร้างใดคงอยู่ได้อย่างมั่นคง หากตั้งอยู่บนความเปราะบางเพียงจุดเดียว ผู้ที่ได้เปรียบในโลกพลังงานยุคใหม่จึงอาจไม่ใช่ผู้ที่ควบคุมเส้นทางเดิมได้มากที่สุด แต่คือ ผู้ที่มองเห็นความเสี่ยงล่วงหน้า กระจายทางเลือกได้เร็ว และสร้างระบบที่สามารถเดินหน้าต่อได้ แม้โลกจะเผชิญแรงกระแทกครั้งใหม่ก็ตาม

ตารางสรุป : บทบาทของจีน และจุดเปลี่ยนสำคัญของช่องแคบฮอร์มุซ

หัวข้อสำคัญรายละเอียดและประเด็นที่ควรจับตา
บทบาทของจีนในฐานะผู้ปรับสมดุลอุปสงค์จีนมีบทบาทคล้าย “Swing Demander” โดยเร่งนำเข้าและสะสมน้ำมันเมื่อราคาต่ำ แต่ลดการซื้อจากตลาดโลกและใช้น้ำมันในคลังเมื่อราคาสูง พฤติกรรมดังกล่าวช่วยลดแรงกระแทกด้านอุปสงค์ และจำกัดความรุนแรงของการแกว่งตัวของราคาน้ำมันโลกได้บางส่วน
ปริมาณน้ำมันในคลังสำรองของจีนจีนไม่เปิดเผยตัวเลขอย่างเป็นทางการ โดยสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐฯ หรือ EIA ประเมินว่า ณ สิ้นปี 2025 จีนอาจมีน้ำมันในคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์เกือบ 1.4 พันล้านบาร์เรล อย่างไรก็ตาม ตัวเลขจากแต่ละแหล่งอาจแตกต่างกันตามนิยามและประเภทของคลังที่นำมาคำนวณ
การลดการนำเข้าในช่วงราคาน้ำมันสูงในช่วงที่ความขัดแย้งยกระดับ การนำเข้าน้ำมันของจีนเคยลดลงประมาณ 4–6 ล้านบาร์เรลต่อวัน เมื่อเทียบกับบางช่วงก่อนหน้า แต่การลดลงไม่ได้เกิดจากการใช้น้ำมันสำรองเพียงอย่างเดียว ยังเกี่ยวข้องกับการลดกำลังการกลั่น อุปสงค์ภายในประเทศ และการส่งออกผลิตภัณฑ์น้ำมัน
เป้าหมายด้านความมั่นคงทางพลังงานของจีนจีนมุ่งลดการพึ่งพาน้ำมันนำเข้าและลดความเสี่ยงจากเส้นทางขนส่งทางทะเล ผ่านการเพิ่มกำลังผลิตภายในประเทศ การสะสมพลังงานสำรอง และการพัฒนาแหล่งพลังงานที่หลากหลาย แต่ยังไม่มีหลักฐานว่าจีนตั้งเป้ายุติการนำเข้าน้ำมันทั้งหมดในระยะเวลาอันใกล้
EV และการเปลี่ยนผ่านของภาคขนส่งการเติบโตของรถยนต์ไฟฟ้า รถบรรทุกไฟฟ้า รถบรรทุกที่ใช้ LNG และระบบรถไฟความเร็วสูง ช่วยลดการใช้น้ำมันเบนซินและดีเซลในจีน ปัจจัยเหล่านี้อาจทำให้ความต้องการน้ำมันของประเทศเติบโตช้าลงหรือเข้าสู่จุดสูงสุดภายในทศวรรษนี้
แนวโน้มในช่วง 3–5 ปีข้างหน้าความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ของฮอร์มุซอาจค่อย ๆ ลดลง หากโครงการท่อส่ง ท่าเรือ และโครงสร้างพื้นฐานทางเลือกแล้วเสร็จตามแผน แต่อำนาจต่อรองของอิหร่านไม่น่าจะหมดไปทั้งหมด เพราะประเทศผู้ส่งออกน้ำมันหลายแห่งยังต้องพึ่งพาเส้นทางนี้

บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลข่าวสารและการศึกษาเท่านั้น มิได้เป็นการชี้นำหรือแนะนำการลงทุน ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลและทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน

อ้างอิงจาก

  • https://www.youtube.com/watch?v=QZGIh-qkOI0

Tags: การนำเข้าน้ำมันความมั่นคงทางพลังงานช่องแคบฮอร์มุซตลาดน้ำมันพลังงานทางเลือกพลังงานสะอาดราคาน้ำมันโลกวิกฤตพลังงานเทรนด์พลังงานเศรษฐกิจโลก
Previous Post

เจาะความเคลื่อนไหวตลาดหุ้นสหรัฐฯ ทิศทางกลุ่มเทคโนโลยี ขนส่ง และการเงินที่ควรรู้

กองบรรณาธิการ THE SIGNALs

กองบรรณาธิการ THE SIGNALs

ใส่ความเห็น ยกเลิกการตอบ

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

RECOMMENDED NEWS

ดัชนี KOSPI พุ่งทะลุ 8000! จับตาดีลสหรัฐฯ-อิหร่าน หนุนตลาดโลกฟื้นตัว

ดัชนี KOSPI พุ่งทะลุ 8000! จับตาดีลสหรัฐฯ-อิหร่าน หนุนตลาดโลกฟื้นตัว

2 เดือน ago
ส่อง 4 บริษัท Space Tech นวัตกรรมอวกาศเปลี่ยนโลกที่กำลังมาแรง

ส่อง 4 บริษัท Space Tech นวัตกรรมอวกาศเปลี่ยนโลกที่กำลังมาแรง

2 เดือน ago
บิตคอยน์ร่วง! ราคาน้ำมันพุ่งทะลุเดือด หลังสหรัฐฯ โจมตีอิหร่านอีกรอบ

บิตคอยน์ร่วง! ราคาน้ำมันพุ่งทะลุเดือด หลังสหรัฐฯ โจมตีอิหร่านอีกรอบ

3 วัน ago
รอดแน่! SME D Bank ปล่อยกู้ 2 หมื่นล้าน ดอก 3% ช่วย SME สู้ต้นทุนพุ่ง

รอดแน่! SME D Bank ปล่อยกู้ 2 หมื่นล้าน ดอก 3% ช่วย SME สู้ต้นทุนพุ่ง

3 เดือน ago

FOLLOW US

BROWSE BY CATEGORIES

  • Business
  • Lifestyle
  • Macroeconomics
  • Markets
  • News
  • Politics & Policy
  • Press Release
  • Sustainability / ESG
  • Trends

BROWSE BY TOPICS

AI OpenAI กลยุทธ์การลงทุน กลยุทธ์ธุรกิจ การลงทุน การลงทุนต่างประเทศ การเงินส่วนบุคคล ข่าวเศรษฐกิจโลก ค่าครองชีพ จัดพอร์ตลงทุน ชิป AI ช่องแคบฮอร์มุซ ดอกเบี้ยเฟด ตลาดหุ้นไทย ทิศทางเศรษฐกิจ ปัญญาประดิษฐ์ พลังงานสะอาด รถยนต์ไฟฟ้า ราคาทองคำ ราคาทองวันนี้ ราคาน้ำมัน ราคาน้ำมันโลก ลงทุนทองคำ วางแผนการเงิน วิกฤตตะวันออกกลาง วิกฤตพลังงาน วิกฤตเศรษฐกิจ วิเคราะห์ราคาทอง วิเคราะห์หุ้น สงครามตะวันออกกลาง สงครามอิหร่าน สินทรัพย์ปลอดภัย หุ้นพลังงาน หุ้นเทคโนโลยี หุ้นไทย อสังหาริมทรัพย์ เงินเฟ้อ เงินเฟ้อสหรัฐ เซมิคอนดักเตอร์ เทคโนโลยี AI เทรนด์เทคโนโลยี เศรษฐกิจโลก เศรษฐกิจไทย แนวโน้มราคาทอง แนวโน้มเศรษฐกิจ

POPULAR NEWS

  • สรุปสาเหตุหุ้นเทคฯ ร่วงทั่วโลก ฉุด Nikkei 225 ปรับฐานแรง ท่ามกลางแรงเทขายทั่วโลก

    สรุปสาเหตุหุ้นเทคฯ ร่วงทั่วโลก ฉุด Nikkei 225 ปรับฐานแรง ท่ามกลางแรงเทขายทั่วโลก

    0 shares
    Share 0 Tweet 0
  • เศรษฐกิจโลก 2026 กับยุคที่ สมอง แพงกว่าราคาน้ำมัน เราจะปรับตัวอย่างไรให้รอด? 

    0 shares
    Share 0 Tweet 0
  • วิธีลงทะเบียนไทยช่วยไทยพลัส ผ่านแอปเป๋าตัง รับ 4000 บาท ใครได้บ้างเช็กเลย!

    0 shares
    Share 0 Tweet 0
  • เจาะลึกแนวโน้มค่าเงินบาทและเศรษฐกิจโลกประจำวัน 

    0 shares
    Share 0 Tweet 0
  • ทำไม Micron Technology กำลังเป็นเจ้าบัลลังก์ชิป AI โลก

    0 shares
    Share 0 Tweet 0
The Signals

In a world full of noise, leaders look for signals.

สื่อวิเคราะห์ข้อมูลธุรกิจสำหรับผู้นำ ที่คัดกรองและตีความ “สัญญาณ” ของโลกเศรษฐกิจและธุรกิจ เพื่อให้เห็นทิศทางของการเปลี่ยนแปลง

Follow us on social media:

Recent News

  • วิกฤตพลังงานครึ่งปีหลัง เมื่อจีนงัดท่าไม้ตาย และจุดเปลี่ยนช่องแคบฮอร์มุซ
  • เจาะความเคลื่อนไหวตลาดหุ้นสหรัฐฯ ทิศทางกลุ่มเทคโนโลยี ขนส่ง และการเงินที่ควรรู้
  • เจาะทำเลทอง! SAM เปิดประมูลทรัพย์มือสอง 33 รายการ เริ่มต้น 1.12 ล้านบาท 

Category

  • Business
  • Lifestyle
  • Macroeconomics
  • Markets
  • News
  • Politics & Policy
  • Press Release
  • Sustainability / ESG
  • Trends

Recent News

วิกฤตพลังงานครึ่งปีหลัง เมื่อจีนงัดท่าไม้ตาย และจุดเปลี่ยนช่องแคบฮอร์มุซ

วิกฤตพลังงานครึ่งปีหลัง เมื่อจีนงัดท่าไม้ตาย และจุดเปลี่ยนช่องแคบฮอร์มุซ

กรกฎาคม 16, 2026
เจาะความเคลื่อนไหวตลาดหุ้นสหรัฐฯ ทิศทางกลุ่มเทคโนโลยี ขนส่ง และการเงินที่ควรรู้

เจาะความเคลื่อนไหวตลาดหุ้นสหรัฐฯ ทิศทางกลุ่มเทคโนโลยี ขนส่ง และการเงินที่ควรรู้

กรกฎาคม 16, 2026
  • Contact
  • Home
  • Sitemap

© 2026 The Signals - Decode the Signals. Shape the Future.

Welcome Back!

Login to your account below

Forgotten Password?

Retrieve your password

Please enter your username or email address to reset your password.

Log In
No Result
View All Result
  • Home
  • Markets
  • Business
  • Macroeconomics
  • Trends
  • Lifestyle
  • More
    • Sustainability / ESG
    • Opinion
    • News
      • Brief
      • Press Release
    • Politics & Policy

© 2026 The Signals - Decode the Signals. Shape the Future.