การทำความเข้าใจความเคลื่อนไหวของเศรษฐกิจและการลงทุนในยุคปัจจุบัน เป็นสิ่งที่ท้าทายและเต็มไปด้วยพลวัตที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา หลายสิ่งที่เราเคยคุ้นเคยอาจไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรมผู้บริโภค ทิศทางนโยบายการเงินของโลก หรือแม้แต่สินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำ
ทองคำจบขาขึ้นจริงหรือ? อัปเดตเทรนด์หุ้น Tech และกลุ่มแบงก์ไทยที่กำลังมาแรง
โดยเนื้อหาต่อไปนี้อ้างอิงจาก คุณ ประกิต สิริวัฒนเกตุ กรรมการผู้จัดการ บล.เมอร์ชั่นพาร์ทเนอร์ เราจะพาทุกคนไปเจาะลึกและทำความเข้าใจกลไกตลาดที่กำลังเกิดขึ้นอย่างละเอียด เพื่อให้มองเห็นภาพรวมและเตรียมพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์
พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป กรณีศึกษาจากธุรกิจร้านอาหาร
เมื่อพูดถึงพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว กรณีศึกษาที่เห็นได้ชัดเจน คือ ธุรกิจอาหารแบบเฉพาะเจาะจง อย่างเช่นแบรนด์สุกี้ระดับตำนานที่หลายคนคุ้นเคยกันดี การที่ปริมาณผู้ใช้บริการอาจดูบางตาลง ไม่ได้เกิดจากการที่กลุ่มผู้สูงอายุลดลงเพียงอย่างเดียว แต่อย่างที่ทราบกันดีว่า ปัจจุบันเราอยู่ในยุคที่มีตัวเลือก (Choice) มหาศาล ผู้บริโภคไม่จำเป็นต้องทนกับรสชาติที่จำเจอีกต่อไป
ในอดีตที่ทางเลือกมีจำกัด ผู้คนมักมีความภักดีต่อแบรนด์ (Brand Loyalty) สูงมาก แต่ในวันนี้ พฤติกรรมได้เปลี่ยนไปสู่การมองหาความต้องการแบบเฉพาะบุคคล (Hyper-Personalization) สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นในทุกอุตสาหกรรม ตั้งแต่การเลือกรถยนต์ที่สามารถปรับแต่งสเปก สี และรายละเอียดต่างๆ ได้ตามใจชอบผ่านระบบออนไลน์ แล้วโรงงานก็ผลิตออกมาให้ตรงตามความต้องการแบบเป๊ะๆ
ด้วยเหตุนี้ อาหารประเภทที่ขายความเฉพาะเจาะจงเพียงอย่างเดียวจึงเกิดจุดอ่อน แม้จะบอกว่าสามารถเลือกสั่งวัตถุดิบได้หลากหลาย แต่ผลลัพธ์สุดท้ายมันก็คือเมนูต้มรูปแบบเดิม ซึ่งอาจไม่สามารถดึงดูดให้ผู้บริโภคกลับมารับประทานได้บ่อยครั้งเหมือนในอดีต ยิ่งไปกว่านั้น การแข่งขันในอุตสาหกรรมอาหารปัจจุบันดุเดือดมาก มีความหลากหลายทั้งอาหารประเภทเดียวกันและต่างประเภท ยิ่งแบรนด์เคยสร้างมาตรฐานไว้สูงจนกลายเป็นบรรทัดฐานของตลาด เมื่อร้านอื่นๆ สามารถยกระดับขึ้นมาทำตามมาตรฐานนั้นได้ ความน่าตื่นเต้นหรือความพิเศษก็ย่อมลดลงตามกลไกปกติของตลาด (อ้างอิงแนวโน้มพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่จาก: Forbes และ McKinsey & Company)
ทองคำหมดความน่าสนใจ (Out) ไปแล้วจริงๆ หรือ?
สำหรับประเด็นที่หลายคนตั้งคำถามว่า ตอนนี้ทองคำตกเทรนด์หรือหมดความน่าสนใจไปแล้วหรือยัง คำตอบ คือ อาจจะไม่ได้แย่ถึงขนาดนั้น จริงอยู่ที่ตัวเลขสะท้อนว่า กองทุน ETF ของ Bitcoin เริ่มมีแรงซื้อกลับเข้ามา ในขณะที่ ETF ทองคำในฝั่งตะวันตกและโอเชียเนีย ยังคงเผชิญกับแรงเทขายอย่างหนัก ซึ่งดูเหมือนจะเป็นการบ่งบอกถึงความถดถอยในความนิยม
อย่างไรก็ตาม หากมองลึกลงไปในรายละเอียด จะพบว่า ยอดการส่งออกทองคำจากสวิตเซอร์แลนด์ไปยังประเทศอย่างฮ่องกงและอินเดียกลับพุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และยอดถือครอง ETF ทองคำในฝั่งเอเชียก็ยังมีเม็ดเงินไหลเข้าอย่างต่อเนื่อง สิ่งนี้แปลว่าทองคำยังคงมีแรงสนับสนุนที่แข็งแกร่งจากฝั่งตะวันออก
จากสถิติที่ผ่านมา เมื่อเกิดสภาวะแรงซื้อและแรงขายยื้อกันแบบนี้ ราคาทองคำมักจะแกว่งตัวออกข้างหรือซึมไปอีกระยะหนึ่ง ซึ่งช่วงเวลาที่ตลาดซึมๆ นี่เองที่ถือเป็นจังหวะเหมาะสมในการทยอยเก็บสะสมสำหรับผู้ที่มองเห็นคุณค่าในระยะยาว ส่วนใครที่เน้นการทำกำไรระยะสั้นในระดับ 100-200 ดอลลาร์ จังหวะนั้นอาจจะผ่านพ้นไปแล้วตั้งแต่สัปดาห์ก่อน
ภูมิรัฐศาสตร์และทิศทางพลังงานโลก
ขยับมาที่ประเด็นระดับโลกอย่างข้อตกลง (MOU) ระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน ตอนนี้ในสหรัฐฯ มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก โดยพุ่งเป้าไปที่อดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ว่า เป็นผู้จุดชนวนความขัดแย้งและท้ายที่สุดข้อตกลงนี้ก็ไม่ได้สร้างผลประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมให้กับอเมริกา ทว่าทางฝั่งของทรัมป์เองก็ได้ออกมาโต้แย้งผ่านโซเชียลมีเดียว่า ข่าวเรื่องการจ่ายเงิน 3 แสนล้านดอลลาร์นั้นเป็นเพียงข่าวปลอม
สิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นตามมุมมองทางการเมืองฝั่งนี้ คือ ความสำเร็จ เพราะราคาพลังงานที่ต่ำลง และตลาดหุ้นที่พุ่งทะยานอย่างแข็งแกร่ง พร้อมสถิติการจ้างงานที่ทำจุดสูงสุดใหม่ ซึ่งสถานการณ์ด้านพลังงานก็สอดคล้องกับภาพนี้ ล่าสุด มีรายงานว่าน้ำมันดิบกว่า 10 ล้านบาร์เรลได้เริ่มเดินทางออกจากช่องแคบฮอร์มุซแล้ว โดยประกอบไปด้วยเรือบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่ของซาอุดีอาระเบีย เรือขนส่งก๊าซ LNG ของกาตาร์ และเรือที่เชื่อมโยงกับทางอิหร่าน
นอกจากนี้ ยังมีเรืออีกกว่า 100 ลำที่เคยติดค้างอยู่ในอ่าวเปอร์เซียกำลังทยอยเดินทางออกมา รวมถึงเรือบรรทุกน้ำมันดิบขนาดใหญ่พิเศษ (VLCC) อีก 31 ลำ ซึ่งคิดเป็นปริมาณน้ำมันรวมกว่า 62 ล้านบาร์เรล เมื่ออุปทานมหาศาลขนาดนี้เตรียมทะลักเข้าสู่ตลาด ย่อมส่งผลให้ราคาน้ำมันมีทิศทางปรับตัวลดลง และทำให้โครงสร้างราคาในตลาดล่วงหน้าเปลี่ยนจากภาวะ Backwardation ไปสู่ภาวะ Contango โดยสมบูรณ์ ซึ่งสะท้อนผ่านส่วนต่างราคาสัญญาน้ำมันดิบดูไบส่งมอบเดือนที่ 2 กับเดือนที่ 3 ที่พลิกกลับมาติดลบ จากเดิมที่เคยห่างกันถึง 12 เหรียญ
การประเมินทิศทางธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ผ่านเลนส์เศรษฐศาสตร์มหภาค
อีกหนึ่งตัวแปรสำคัญที่ขับเคลื่อนทิศทางเศรษฐกิจโลกคือ นโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ Fed หลังจากมีการเผยแพร่คาดการณ์อัตราดอกเบี้ย สิ่งที่ปรับตัวแข็งค่าขึ้นทันทีคือ เงินดอลลาร์สหรัฐ ตามมาด้วยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล แต่สิ่งที่นักลงทุนยุคใหม่ต้องปรับตัวคือ การคาดเดาทิศทางดอกเบี้ยโดยอิงจากคำพูดหรือท่าทีของกรรมการ Fed อาจกลายเป็นเรื่องที่ไม่มีประสิทธิภาพอีกต่อไป
ภายใต้กรอบความคิดใหม่ที่อิงจากแนวทางของบุคคลสำคัญอย่าง เควิน วอช (Kevin Warsh) ประธานเฟด การตัดสินใจเชิงนโยบายจะถูกรื้อระบบใหม่ทั้งหมด โดยตั้งคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญ 5 ด้าน และยึด “หลักการทางเศรษฐศาสตร์” เป็นศูนย์กลาง เป้าหมายหลักจะมุ่งเน้นไปที่การควบคุมเงินเฟ้อให้อยู่ในระดับ 2% และการรักษาเสถียรภาพด้านราคาอย่างเคร่งครัด การส่งสัญญาณทิศทางล่วงหน้าแบบเดิมๆ จะถูกลดบทบาทลง
เพื่อทำความเข้าใจกลไกนี้ ต้องมองไปที่อัตราเงินเฟ้อซึ่งเคยพุ่งสูงถึง 4.2% โดยเกิดจากปัจจัย 2 ส่วน คือ “เงินเฟ้อจากอุปสงค์ดึง” ที่มาจากเศรษฐกิจเติบโตแข็งแกร่ง และ “เงินเฟ้อจากต้นทุนผลักดัน” ที่มาจากราคาน้ำมันพุ่งสูง ตราบใดที่เศรษฐกิจยังไม่ได้ร้อนแรงจนทะลุขีดจำกัดของการจ้างงานเต็มกำลัง การใช้นโยบายการเงินแบบตึงตัวขั้นสุดเพื่อดึงสภาพคล่องออก ถือเป็นเรื่องที่มีความเสี่ยงสูง
ดังนั้น ทางเลือกที่สมเหตุสมผลที่สุดตามตำราเศรษฐศาสตร์มหภาคในเวลานี้ คือ การรอคอยให้ปัญหาฝั่งอุปทาน คลี่คลายลงด้วยกลไกของมันเอง ซึ่งหากปัจจัยด้านพลังงานกลับสู่สภาวะปกติ เงินเฟ้อก็มีแนวโน้มจะปรับตัวลดลงตาม โอกาสที่ Fed จะเดินหน้าขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างดุดันจึงมีความเป็นไปได้ต่ำมาก และอาจมีโอกาสได้เห็นการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในปีถัดไปหากอุปสงค์เริ่มชะลอตัวลง
ทิศทางตลาดหุ้น การปรับพอร์ต (Rotation) และกลุ่มดาวเด่น
ในฝั่งของการลงทุนในตลาดตราสารทุน การกระจายความเสี่ยงและการเลือกจังหวะเข้าซื้อ คือ หัวใจสำคัญ สำหรับตลาดหุ้นเกาหลีใต้ที่ปรับตัวขึ้นมาด้วยการพึ่งพามาร์จิ้น ในระดับสูง ถือว่ามีความผันผวนค่อนข้างมาก สังเกตได้จากดัชนีที่เคยเปิดกระโดด 3% แล้วย่อตัวลงมาเหลือ 2% รวมถึงการที่ดัชนีหลุดระดับ 9,300 ลงมา ดังนั้น การเบนเข็มไปสู่ดัชนี Russell 2000 หรือกลุ่มหุ้นยุโรปอย่าง STOXX ที่ยังสามารถเติบโตต่อไปได้ ดูจะเป็นทางเลือกที่มั่นคงกว่า
ในขณะเดียวกัน ความสัมพันธ์ระหว่างอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 2 ปี กับกลุ่มหุ้นเทคโนโลยีก็เริ่มปรับเข้าสู่สมดุลใหม่ เมื่อตลาดมีความเข้าใจในแนวทางของ Fed ชัดเจนขึ้น Bond Yield จะค่อยๆ ปรับตัวลดลง ส่งผลบวกโดยตรงต่อหุ้นกลุ่มผู้ผลิตชิปและเซมิคอนดักเตอร์ หุ้นเด่นๆ ที่มีทิศทางเติบโตได้ดี อาทิ Sandisk ที่บวกขึ้นไปถึง 11% พร้อมกับการขยับขึ้นของ Marvell และ Micron (MU) ในส่วนของบิ๊กเทคอย่าง Microsoft อาจจะยังขยับตัวค่อนข้างช้า แต่ทางด้าน Amazon ก็มีความน่าสนใจในระยะยาวจากการประกาศลุยพัฒนาชิปเพื่อแข่งขันกับเจ้าตลาดอย่าง Nvidia รวมถึงกลุ่ม AMD, Broadcom (AVGO) และ IONQ ที่ยังคงเป็นตัวเลือกที่ถือต่อยอดได้
ย้ายฝั่งมาดูที่ตลาดหุ้นไทยกันบ้าง การที่ดัชนีมีการย่อตัวลงมาเมื่อแตะระดับแนวต้านสำคัญที่ 1610 จุด (ทำจุดสูงสุดเป๊ะๆ ที่ 1608.88 และ 1609.71 จุด) ถือเป็นกลไกปกติของตลาด สิ่งที่น่าจับตามองคือทิศทางของกลุ่มธนาคารพาณิชย์ ซึ่งมักจะเป็นกลุ่มผู้นำเสมอเมื่อเศรษฐกิจเริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัว การกระจายสัดส่วนพอร์ตไปที่หุ้นแข็งแกร่งอย่าง KBANK, SCB, KKP หรือ KTB ที่ราคาทะยานขึ้นจนทำจุดสูงสุดใหม่ ล้วนเป็นกลยุทธ์ที่สร้างผลตอบแทนได้อย่างงดงาม
ก้าวต่อไปท่ามกลางความผันผวน ค้นหาจุดยืนที่มั่นคงในโลกที่คาดเดาไม่ได้
ตลอดเส้นทางของการเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของพฤติกรรมคนที่ซับซ้อนขึ้น นโยบายระดับชาติที่ต้องตีความผ่านตัวเลขเศรษฐศาสตร์ หรือกระแสเงินทุนที่หมุนเวียนไปมาอย่างไร้พรมแดน ท่ามกลางข่าวลือ ข่าวลวง และความไม่แน่นอนมากมาย สิ่งที่จะปกป้องเราได้ดีที่สุด คือ “หลักการ”
การตื่นตระหนกไปกับทุกจังหวะการแกว่งตัวของราคา อาจทำให้พลาดเป้าหมายสำคัญในระยะยาว การรู้จักถอยออกมาหนึ่งก้าวเพื่อมองภาพกว้าง ศึกษาข้อมูลจากแหล่งที่เชื่อถือได้ และตัดสินใจบนพื้นฐานของเหตุและผล จะเป็นเข็มทิศชั้นดีที่ช่วยพาเราก้าวข้ามผ่านทุกวัฏจักรความผันผวนไปได้อย่างมั่นคงที่สุด
ตารางสรุป : 4 เทรนด์เศรษฐกิจน่าจับตา ทองคำ น้ำมัน และหุ้นเด่น
| ประเด็นหลัก | สถานการณ์ปัจจุบันที่เกิดขึ้น | สิ่งที่ต้องจับตา / แนวโน้ม |
| 1. พฤติกรรมผู้บริโภค | เข้าสู่ยุค Hyper-Personalization คนเบื่อความจำเจแบบเดิมๆ | แบรนด์ที่ขายความเฉพาะเจาะจงต้องยกระดับความพิเศษตลอดเวลา |
| 2. ทิศทางทองคำ | กองทุนฝั่งตะวันตกเทขาย แต่ฝั่งเอเชียยังมีเม็ดเงินซื้อเก็บต่อเนื่อง | ราคามีแนวโน้มแกว่งตัว ถือเป็นจังหวะดีในการทยอยสะสมระยะยาว |
| 3. ราคาพลังงาน | น้ำมันปริมาณมหาศาลเตรียมทะลักเข้าสู่ตลาดจากอ่าวเปอร์เซีย | ราคาน้ำมันมีโอกาสปรับตัวลดลง โครงสร้างราคาเปลี่ยนเข้าสู่ภาวะ Contango |
| 4. หุ้น Tech & แบงก์ไทย | Bond Yield เริ่มลดลงเป็นผลดีต่อหุ้นชิป ส่วนแบงก์ไทยพุ่งรับเศรษฐกิจ | หุ้นกลุ่มชิปและเทคฯ (เช่น Amazon, AMD) และกลุ่มธนาคารพาณิชย์ไทย |
บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลข่าวสารและการศึกษาเท่านั้น มิได้เป็นการชี้นำหรือแนะนำการลงทุน ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลและทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน
อ้างอิง











