ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าสถานการณ์โลกในปัจจุบันมีความเชื่อมโยงกันอย่างแยกไม่ออก โดยเฉพาะประเด็นความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ไม่ได้ส่งผลกระทบแค่ในพื้นที่ แต่ยังลุกลามมาถึงกระเป๋าสตางค์ของคนไทยทุกคน ข้อมูลอินไซต์ที่น่าสนใจจากรายการ ‘มองโลกจากดาวอังคาร’ โดยคุณช่อ พรรณิการ์ วานิช ทางช่อง YouTube ของคณะก้าวหน้า (Progressive Movement) ได้ฉายภาพรวมของสถานการณ์ในตะวันออกกลางไว้อย่างละเอียดและแหลมคม ซึ่งบทความนี้ จะขอนำข้อมูลดังกล่าวมาวิเคราะห์ต่อยอด เพื่อให้ผู้อ่านได้เห็นภาพรวมของโครงสร้างราคาพลังงาน ซัพพลายเชนระดับโลก และเตรียมรับมือกับคลื่นกระแทกทางเศรษฐกิจที่กำลังจะมาถึง
หากซาอุดีฯ ขึ้นค่าพรีเมียมน้ำมัน 7 เท่า ค่าครองชีพของไทยจะเป็นอย่างไร

จุดเดือดที่ยังไม่สิ้นสุด การขีดเส้นตายและการเจรจาที่ล้มเหลว ก่อนอื่นต้องย้อนกลับไปดูไทม์ไลน์ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อมานานถึง 6 สัปดาห์นับตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ หลายคนอาจจะติดตามข่าวจนเริ่มสับสนกับกรอบเวลาที่ถูกกำหนดขึ้นหลายครั้ง แต่จุดเปลี่ยนสำคัญที่เพิ่งผ่านพ้นไป คือ การที่โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ขีดเส้นตาย 10 วัน (จากเดิมที่มีการระบุตัวเลข 3 วัน หรือ 7 วัน) โดยยื่นคำขาดว่าหากอิหร่านไม่ยอมเปิดช่องแคบฮอร์มุซภายในกำหนด สหรัฐฯ จะปฏิบัติการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของอิหร่านให้ราบคาบ ซึ่งเส้นตายดังกล่าวได้สิ้นสุดลงไปแล้วเมื่อเวลา 07:00 น. ของวันที่ 7 เมษายน ตามเวลาประเทศไทย
ในระหว่างที่เวลากำลังนับถอยหลัง กลุ่มประเทศโลกมุสลิม นำโดยปากีสถาน อียิปต์ และตุรกี ได้พยายามเดินหน้าเจรจาเพื่อไกล่เกลี่ย โดยยื่นข้อเสนอหยุดยิงเบื้องต้นเป็นระยะเวลา 45 วันให้ทั้งสหรัฐฯ และอิหร่านพิจารณา ซึ่งนับเป็นความพยายามที่สร้างความหวังให้กับประชาคมโลก ทว่าความหวังนั้นก็พังทลายลงเมื่อทางการอิหร่านประกาศปฏิเสธข้อเสนอดังกล่าวอย่างเป็นทางการในช่วงหัวค่ำของวันที่ 6 เมษายน โดยให้เหตุผลว่าเงื่อนไข 45 วันนี้จะเป็นการเปิดช่องให้สหรัฐฯ และอิสราเอลมีเวลาฟื้นฟูกำลังรบเพื่อกลับมาโจมตีอิหร่านให้หนักกว่าเดิม
การตอบโต้ทางทหารที่พุ่งเป้าไปยัง “เส้นเลือดใหญ่” ด้านพลังงาน
เมื่อการเจรจาทางการทูตไม่เป็นผล สิ่งที่ตามมา คือ การยกระดับความรุนแรง กองทัพอิสราเอลได้เปิดฉากโจมตีแหล่งก๊าซ South Pars ซึ่งเปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ด้านพลังงานของอิหร่านทันที ทำให้เกิดความเสียหายหนักถึง 80-90% แม้ที่ผ่านมาแหล่งพลังงานนี้จะเคยตกเป็นเป้าหมายมาแล้วหลายครั้ง แต่การโจมตีรอบนี้ถือว่ารุนแรงที่สุด
แน่นอนว่า อิหร่านย่อมไม่อยู่เฉยและได้ทำการตอบโต้ด้วยการโจมตีฐานการผลิตน้ำมันขนาดใหญ่ของซาอุดีอาระเบียเช่นกัน รูปแบบการทำสงครามในครั้งนี้ถือว่าแตกต่างจากในอดีตอย่างมาก เพราะต่างฝ่ายต่างมุ่งเป้าทำลายโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน (Oil Infrastructure) ทั้งบ่อน้ำมัน ท่อส่ง และโรงกลั่น ซึ่งเปรียบเสมือน “ถุงเงิน” ของแต่ละประเทศแบบตาต่อตาฟันต่อฟัน
ช็อกตลาดโลก ซาอุฯ ปรับขึ้นค่าพรีเมียมน้ำมันสูงสุดเป็นประวัติการณ์
จากผลกระทบของสงคราม นำไปสู่ข่าวเศรษฐกิจที่สร้างความสะเทือนให้กับตลาดพลังงานทั่วโลก เมื่อบริษัท ซาอุดี อารามโก (Saudi Aramco) รัฐวิสาหกิจน้ำมันยักษ์ใหญ่ของซาอุดีอาระเบีย ประกาศปรับขึ้น “ค่าพรีเมียมน้ำมัน” (Premium) สำหรับลูกค้าในเอเชียพุ่งสูงถึง 19.5 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล จากเดิมในเดือนเมษายนที่จัดเก็บเพียง 2.5 ดอลลาร์สหรัฐ หรือเท่ากับปรับขึ้นรวดเดียวถึง 17 ดอลลาร์สหรัฐ
สาเหตุที่ซาอุฯ ต้องปรับค่าพรีเมียมขึ้นมโหฬาร
จากเดิมในเดือนเมษายนที่เก็บค่าพรีเมียมเพียง 2.5 ดอลลาร์ฯ ซาอุฯ ได้ประกาศขึ้นราคาสำหรับลูกค้าเอเชียเป็น 19.5 ดอลลาร์ฯ (เพิ่มรวดเดียว 17 ดอลลาร์ฯ) ส่วนลูกค้ายุโรปโดนเพิ่ม 25 ดอลลาร์ฯ และสหรัฐฯ โดนเพิ่ม 10 ดอลลาร์ฯ สาเหตุหลักมาจาก “ค่าความเสี่ยงจากสงคราม” ที่ถูกบวกเข้าไปเต็มๆ:
- ช่องแคบฮอร์มุซถูกปิด/ไม่ปลอดภัย เรือบรรทุกน้ำมันถูกโจมตี ทำให้ส่งออกทางเส้นทางหลักไม่ได้
- ต้นทุนเส้นทางสำรองที่แพงขึ้น ปัจจุบันมีแค่ซาอุฯ และ UAE ที่มีช่องทางส่งออกอื่น ซาอุฯ ต้องเปลี่ยนไปใช้ท่อส่งน้ำมันสำรองไปยังท่าเรือ ยานบุ (Yanbu) ในฝั่งทะเลแดง ซึ่งอยู่ห่างจากท่าเรือหลักถึง 1,200 กิโลเมตร ทำให้โครงสร้างพื้นฐานไม่พร้อมเท่า และมีต้นทุนค่าโสหุ้ยในการขนส่งพุ่งสูงขึ้นมาก
- ซัพพลายตึงตัว เส้นทางสำรองนี้ส่งออกน้ำมันได้เพียง 70% จากความจุเดิม (เทียบกับฮอร์มุซที่ส่งได้ 100%) และตอนนี้ใช้งานเกือบเต็มพิกัดสูงสุดที่ 80% แล้ว
- ความเสี่ยงจากการถูกโจมตี ฐานการผลิตและบ่อน้ำมันของซาอุฯ เองก็ตกเป็นเป้าโจมตีจากอิหร่าน ทำให้การดำเนินธุรกิจมีความเสี่ยงสูงมาก
ในทางวิเคราะห์บางมุมมอง ประเมินว่าตัวเลข 19.5 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อาจยังไม่ใช่จุดสูงสุด ซึ่งมีการเสนอตัวอย่างสมมติว่า ถ้าค่าพรีเมียมเพิ่มอีกประมาณ 50% จากปัจจุบัน จะอาจอยู่ที่ประมาณ 34 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ข้อมูลตัวอย่างนี้ยังไม่มีแหล่งข่าวชั้นหนึ่งระบุชัดเจน จึงขอใช้เพียงเพื่อตีความเชิงสมมติเท่านั้น ซึ่งจะส่งผลให้ราคาน้ำมันโดยรวมกระโดดสูงขึ้นเกือบ 20%
ทำไมประชาชนคนไทยโดนเด้งสองต่อ
- สูตรคำนวณผลกระทบ (ตัวอย่างเชิงประมาณการ) ในช่วงนี้มีการใช้สูตรประมาณการว่า หากต้นทุนน้ำมันดิบตลาดโลกเพิ่มขึ้น 5 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ราคาน้ำมันดีเซลขายปลีกในไทยอาจขยับขึ้นประมาณ 1 บาทต่อลิตร ซึ่งเป็นเพียงการประมาณเชิงตัวอย่าง ไม่ใช่กฎเกณฑ์ทางกฎหมาย
- ราคาขั้นต่ำที่ต้องขึ้น การที่ค่าพรีเมียมน้ำมันดิบซาอุดีอาระเบียปรับขึ้น 17 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ถูกนำมาใช้ในตัวอย่างคำนวณเชิงประมาณการ โดยสมมติต่างกันระหว่าง 17 ดอลลาร์หารด้วย 5 ดอลลาร์ ต่อ 1 บาทจะได้ประมาณ 3.4 บาท หรือใกล้เคียง 3.50 บาทต่อลิตร ซึ่งเป็นตัวอย่างเพื่อให้เห็นแนวโน้ม ไม่ได้หมายถึงตัวเลขขั้นต่ำตายตัวทางกฎหมาย *
- โดนผลกระทบ 2 ชั้น วิกฤตนี้ไม่ได้ทำให้แพงแค่ “ค่าพรีเมียม” แต่ “ราคาอ้างอิง” (ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก) ก็พุ่งสูงขึ้นตามภาวะสงครามอยู่แล้ว เมื่อนำมาบวกกัน จึงเท่ากับว่าเราต้องซื้อน้ำมันแพงขึ้นแบบเด้งสองต่อ ซึ่งในกรณีที่ราคาน้ำมันดิบโลกและค่าพรีเมียมยังคงอยู่ในระดับสูง ขณะที่ต้นทุนอื่น เช่น ค่าการกลั่นและค่าขนส่ง ยังคงเพิ่มขึ้น และภาครัฐไม่มีการใช้มาตรการอุดหนุนหรือเงินช่วยจากรัฐบาลอย่างเพียงพอ ราคาน้ำมันดีเซลในไทยอาจมีแนวโน้มเคลื่อนขึ้นไปใกล้หรือมากกว่าระดับ 60 บาทต่อลิตร ตามการประเมินเชิงสมมติ
ทำความเข้าใจ “ค่าพรีเมียมน้ำมัน” และความท้าทายด้านการขนส่ง
เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนขึ้น ต้องอธิบายว่าราคาขายน้ำมันอย่างเป็นทางการ (Official Selling Price – OSP) ไม่ได้ตั้งขึ้นแบบตายตัว แต่มีสูตรคำนวณคือ ราคาอ้างอิง (เช่น น้ำมันดิบดูไบ-โอมาน) บวกกับ ค่าพรีเมียม ซึ่งค่าพรีเมียมนี้สะท้อนถึงคุณภาพของน้ำมันและต้นทุนความเสี่ยงต่างๆ
ค่าพรีเมียมน้ำมัน” (Oil Premium) คืออะไร?
น้ำมันจากตะวันออกกลาง ถือเป็นน้ำมันคุณภาพมาตรฐานที่โรงกลั่นทั่วโลกคุ้นเคย (ต่างจากน้ำมันชนิดเบาของสหรัฐฯ หรือน้ำมันหนักที่มีกำมะถันสูงจากแหล่งอื่น) แต่สิ่งที่ทำให้ค่าพรีเมียมพุ่งทะยานในตอนนี้คือ “ต้นทุนความเสี่ยงจากสงคราม” เมื่อช่องแคบฮอร์มุซถูกปิด ปัจจุบันเหลือเพียง 2 ประเทศที่สามารถส่งออกน้ำมันได้ คือ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) และซาอุดีอาระเบีย
ประเทศผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่อย่างซาอุดีอาระเบีย ไม่ได้ตั้งราคาขายแบบตายตัว แต่มีสูตรคำนวณ ราคาขายอย่างเป็นทางการ (Official Selling Price – OSP) ดังนี้
- ราคาขาย = ราคาอ้างอิง (Benchmark) + ค่าพรีเมียม (Premium)
สำหรับลูกค้าในเอเชีย จะใช้ราคาน้ำมันดิบของโอมานและดูไบเป็น ราคาอ้างอิง แล้วบวกด้วย ค่าพรีเมียม (หรือค่าส่วนต่าง) ซึ่งในสภาวะปกติ ค่าพรีเมียมจะบวกเพิ่มเพียง 1-2 ดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อสะท้อนถึง
- คุณภาพของน้ำมัน น้ำมันอาหรับมีคุณภาพพอดี (ไม่เบาเกินไปเหมือนของสหรัฐฯ และไม่หนักหรือมีกำมะถันสูงเหมือนรัสเซียหรือเวเนซุเอลา) ทำให้โรงกลั่นทั่วโลกนิยมใช้
- ปัจจัยพื้นฐานอื่นๆ ความยากง่ายในการขนส่ง และความต้องการใช้พลังงานภายในประเทศของซาอุฯ เอง
ซาอุฯ ต้องเปลี่ยนเส้นทางขนส่งจากท่าเรือ ราส ตานูรา (Ras Tanura) ไปยังท่าเรือสำรองที่ ยานบุ (Yanbu) ในฝั่งทะเลแดง ซึ่งมีระยะทางห่างกันถึง 1,200 กิโลเมตร และโครงสร้างพื้นฐานยังไม่พร้อมสมบูรณ์เต็มร้อย ปัจจุบันใช้งานเส้นทางนี้เพื่อส่งออกน้ำมันได้ราว 70% โดยมีความจุสูงสุดอยู่ที่ 80% ปัจจัยด้านลอจิสติกส์ที่ยากลำบากและความเสี่ยงในการผลิตนี้เอง ที่บีบให้ต้นทุนพุ่งสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ถอดรหัสสูตรคำนวณ ทำไมน้ำมันไทยถึงจ่อแพงขึ้นขั้นต่ำ 3.50 บาท?
แล้วสถานการณ์เหล่านี้ส่งผลกับคนไทยอย่างไร? หากอ้างอิงสูตรคำนวณจาก คุณศุภโชติ ไชยสัจ ส.ส. พรรคประชาชน อดีตผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงาน ได้ให้สูตรคำนวณผลกระทบแบบเข้าใจง่าย (โดยยังไม่รวมเงินอุดหนุนจากรัฐ) ไว้ดังนี้
- กลไกราคา ราคาน้ำมันดิบตลาดโลกปรับขึ้นทุกๆ 5 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล = ราคาน้ำมันในไทยจะปรับขึ้น 1 บาทต่อลิตร
- ผลกระทบจากค่าพรีเมียมซาอุฯ การที่ซาอุดีอาระเบียปรับขึ้น “ค่าพรีเมียม” รวดเดียว 17 ดอลลาร์สหรัฐ เมื่อนำมาหารตามสูตร (17 ÷ 5) จึงแปลว่าราคาน้ำมันในไทยจะต้องถูกปรับขึ้น “ขั้นต่ำอย่างน้อย 3.50 บาทต่อลิตร”
* วิกฤตเด้งสองต่อ ตัวเลข 3.50 บาทที่กล่าวมา เป็นเพียงตัวอย่างเชิงประมาณการที่อิงจากสูตร 17 ดอลลาร์หาร 5 ดอลลาร์ ซึ่งสะท้อนถึงต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากค่าพรีเมียมเท่านั้น แท้จริงแล้วราคาน้ำมันดีเซลในไทยยังต้องรับผลกระทบจากต้นทุนน้ำมันดิบอ้างอิง (ดูไบ-โอมาน) ที่ปรับขึ้นตามภาวะสงคราม ค่าการกลั่น ค่าขนส่ง ภาษี และเงินช่วยจากรัฐ ทำให้ไทยแบกรับต้นทุนที่มาจากหลายชั้น ไม่ใช่เพียงพรีเมียมหรือเพียงตัวน้ำมันดิบ แต่ตัวเลข 3.50 บาทยังไม่สามารถแยกเป็นต้นทุนเฉพาะส่วนใดได้ชัดเจน
สภาพความตึงตัวของราคาพลังงานไทยในปัจจุบัน แม้รัฐบาลจะพยายามตรึงราคา แต่สถานการณ์จริงในปัจจุบันถือว่าอยู่ในจุดวิกฤต
- ราคาหน้าปั๊มพุ่งทะลุเพดาน ข้อมูล ณ วันที่ประมาณต้น-กลางเดือนเมษายน 2569 ราคาน้ำมันดีเซล B7 ที่จำหน่ายโดยผู้ค้ารายใหญ่ เช่น ปตท. (OR) ขยับขึ้นไปอยู่ที่ประมาณ 50.54 บาทต่อลิตร ส่วนดีเซลพรีเมียม (เช่น ซูเปอร์พาวเวอร์) ต่างปั๊มมีราคาอยู่ที่ประมาณ 67-70.94 บาทต่อลิตร ซึ่งอาจถูกสรุปโดยทั่วไปว่า ‘ดีเซลธรรมดาเกิน 50 บาท’ และ ‘ดีเซลพรีเมียมเกิน 70 บาท’ แต่ตัวเลขจริงขึ้นอยู่กับปั๊มแต่ละแบรนด์ *
- กองทุนน้ำมันฯ แบกรับภาระหนักอึ้ง ราคาที่เห็นนี้ รัฐบาลยังไม่ได้ “ลอยตัว” อย่างสมบูรณ์ ปัจจุบันกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงยังคงควักเงินอุดหนุนอยู่อีกราว 16-17 บาทต่อลิตร *
- ทำไมน้ำมันโลกถึงลง แต่น้ำมันไทยอาจไม่ลงตาม? เนื่องจากกองทุนน้ำมันฯ ต้องกู้เงินมาพยุงราคาจนมีหนี้สินมหาศาล ดังนั้นในอนาคต ต่อให้สงครามจบลงหรือราคาน้ำมันโลกปรับลดลง คนไทยก็ยังต้องใช้น้ำมันแพงต่อไปอีกระยะหนึ่ง เพื่อนำส่วนต่างไปใช้หนี้คืนกองทุนน้ำมันฯ นั่นเอง
มาตรการ “ลดค่าการกลั่น 2 บาท” ทำไมถึงถูกมองว่าไม่พอ?
ล่าสุด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน (คุณเอกนัฏ พร้อมพันธุ์) ได้เจรจากับกลุ่มโรงกลั่นเพื่อขอลด “ราคาหน้าโรงกลั่น” ลงลิตรละ 2 บาท (เฉพาะดีเซล B7 และ B20) ซึ่งจะทำให้ราคาหน้าปั๊มลดลงได้ประมาณ 2.14 บาท แต่มาตรการนี้ถูกตั้งคำถามอย่างหนักใน 3 ประเด็น
- เทียบกับกำไรโรงกลั่นที่พุ่งสูง ข้อมูลจากคุณวีระยุทธ ส.ส. พรรคประชาชน ชี้ว่า ในช่วงวิกฤตที่ผ่านมา “ค่าการกลั่น” ได้พุ่งกระโดดจากปกติ 6-7 บาท ไปสูงถึงกว่า 13 บาท การที่รัฐเจรจาลดลงมาได้เพียง 2 บาท จึงถูกมองว่าน้อยเกินไปและโรงกลั่นควร “เฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุข” ยอมลดสัดส่วนกำไรลงมากกว่านี้
- ถูกกลืนหายไปกับต้นทุนโลก ส่วนลด 2 บาทนี้ แทบไม่ช่วยบรรเทาสถานการณ์เลยเมื่อเทียบกับต้นทุนน้ำมันดิบและค่าพรีเมียมโลกที่กำลังพุ่งทะยานอย่างรวดเร็ว
- ความล่าช้าของระบบราชการ แม้จะมีข่าวประกาศออกมา แต่การปรับลดราคาหน้าปั๊มจริงต้องรอผ่านขั้นตอนทางราชการ ทำให้ประชาชนยังไม่ได้รับความช่วยเหลือในทันที
ระเบิดเวลาลูกอื่นๆ ที่คนไทยต้องเตรียมรับมือ
นอกจากราคาน้ำมันหน้าปั๊มแล้ว วิกฤตนี้ยังส่งผลกระทบต่อเนื่องไปถึงมิติอื่นๆ ในชีวิตประจำวัน
- บิลค่าไฟจ่อพุ่งสูงขึ้น ไฟฟ้าในประเทศไทยพึ่งพาก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงหลัก ซึ่งเราต้องนำเข้าก๊าซธรรมชาติจากตะวันออกกลาง (เช่น กาตาร์) เมื่อโครงสร้างพื้นฐานในตะวันออกกลางถูกโจมตี ต้นทุนการผลิตไฟจึงสูงขึ้น ทำให้ ‘ฐานค่าไฟ’ จะต้องถูกปรับขึ้นตามไปด้วย
- วันดีเดย์ (D-Day) สิ้นเดือนเมษายน การขนส่งน้ำมันจากตะวันออกกลางมายังประเทศไทยใช้เวลาเดินทางประมาณ 2 เดือน เมื่อนับจากวันที่สงครามเริ่มปะทุรุนแรง (ปลายกุมภาพันธ์) ช่วงสิ้นเดือนเมษายนนี้จะเป็นช่วงเวลาที่ “ซัพพลายน้ำมันที่มีต้นทุนแพงหูฉี่และขาดแคลน” เดินทางมาถึงไทยอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งจะเป็นบททดสอบสำคัญของมาตรการรับมือจากภาครัฐ
ความหวังทางการทูต และ D-Day พลังงาน
ในท่ามกลางความตึงเครียด ยังคงมีความพยายามจากคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) ที่เตรียมหารือเพื่อหาทางออก โดยเฉพาะบทบาทของมหาอำนาจอย่างจีน ซึ่งเป็นผู้รับซื้อน้ำมันรายใหญ่จากอิหร่านและได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างหนัก ขณะที่รัสเซียกลับได้ประโยชน์จากการส่งออกน้ำมันทดแทน การจับตามองมติของ UNSC ในการกดดันให้อิหร่านเปิดช่องแคบฮอร์มุซ จึงเป็นอีกหนึ่งตัวแปรสำคัญ
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่คนไทยต้องเตรียมรับมือคือ ช่วงสิ้นเดือนเมษายน ซึ่งเปรียบเสมือน D-Day ของวิกฤตพลังงาน เนื่องจากการขนส่งน้ำมันจากช่องแคบฮอร์มุซมายังประเทศไทยต้องใช้เวลาเดินทาง 2 เดือน เมื่อนับจากจุดเริ่มต้นของความขัดแย้ง นี่คือจังหวะเวลาที่ผลกระทบด้านซัพพลายจะเดินทางมาถึงบ้านเราอย่างเต็มรูปแบบ รวมถึงปัญหาค่าไฟฟ้าที่เตรียมปรับตัวสูงขึ้นตามราคาก๊าซธรรมชาติ (LNG) ที่ต้องนำเข้าจากตะวันออกกลาง
ต่อให้สงครามจบ แต่วิกฤตพลังงานยังไม่จบ?
วิกฤตการณ์ในตะวันออกกลางครั้งนี้ ไม่ใช่ปัญหาที่จะคลี่คลายได้ในเวลาชั่วข้ามคืนและราคาน้ำมันจะไม่มีทางลดลงทันทีแม้จะมีการประกาศหยุดยิงในวันพรุ่งนี้ ด้วยสาเหตุหลัก 3 ประการ
- การทำลายล้างระดับโครงสร้าง (Winner Takes All) สงครามครั้งนี้ต่างจากอดีตที่มักจะหลีกเลี่ยงการโจมตี “แหล่งรายได้หลัก” แต่รอบนี้เป็นการมุ่งทำลายโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน (Oil Infrastructure) ทั้งท่อส่งน้ำมัน โรงกลั่น และบ่อก๊าซธรรมชาติ ซึ่งการบูรณะซ่อมแซมความเสียหายระดับนี้ต้องใช้เวลานานหลายเดือน
- ความเชื่อมั่นด้านโลจิสติกส์การเดินเรือ แม้สงครามสงบ แต่บริษัทประกันภัยทางทะเลจะต้องใช้เวลาอีกเป็นเดือนๆ ในการประเมินความปลอดภัยให้แน่ใจ ก่อนที่จะกลับมารับประกันภัยเรือขนส่งสินค้าอีกครั้ง
- ภาระหนี้ของกองทุนน้ำมันฯ ปัจจุบันรัฐบาลไทยใช้เงินกองทุนน้ำมันฯ ไปพยุงราคา (เกือบ 20 บาทต่อลิตร) จนกองทุนเป็นหนี้มหาศาล ดังนั้น ต่อให้ราคาน้ำมันโลกปรับลดลง ประชาชนก็ยังต้องทนใช้น้ำมันราคาแพงต่อไปเพื่อนำเงินส่วนต่างไปใช้หนี้คืนกองทุนฯ
“ระเบิดเวลา” สิ้นเดือนเมษายน และผลกระทบต่อค่าครองชีพ
ในช่วง 2-3 เดือนข้างหน้า ประชาชนต้องเตรียมตัวรับแรงกระแทก (Brace for Impact) จากภาวะค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้นในหลายมิติ
- ดีเดย์ (D-Day) วิกฤตซัพพลายขาดแคลน การขนส่งน้ำมันจากตะวันออกกลางมาไทยต้องใช้เวลาเดินทางถึง 2 เดือน เมื่อนับจากจุดเริ่มต้นของสงคราม ช่วง “สิ้นเดือนเมษายน” จึงเป็นจุดที่ระเบิดเวลาทำงาน เพราะซัพพลายพลังงานลอตใหม่ที่มีต้นทุนแพงลิ่วและขาดแคลนจะเดินทางมาถึงไทยอย่างเต็มรูปแบบ
- บิลค่าไฟจ่อช็อกความรู้สึก ค่าไฟที่แพงขึ้นจะไม่ใช่แค่เพราะคนเปิดแอร์หน้าร้อน แต่ “ฐานค่าไฟ” จะถูกปรับพุ่งสูงขึ้นด้วย เพราะไทยต้องใช้ก๊าซธรรมชาติ (ที่นำเข้าจากตะวันออกกลางเช่นกัน) เป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้า
- การชะงักงันของการเดินทาง ราคาพลังงานทำให้ตั๋วเครื่องบินแพงจนคนสู้ไม่ไหว เกิดแนวโน้มการงดเดินทางท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ
การปรับตัวของนโยบายรัฐที่ (ควรจะ) เกิดขึ้น
มาตรการปัจจุบันของรัฐบาล เช่น การจำกัดเวลาเปิด-ปิดปั๊มน้ำมัน หรือการลดค่าการกลั่นลงเพียง 2 บาท ถือว่าไม่เพียงพอต่อวิกฤตที่ราคาทะยานทะลุฟ้า รัฐบาลจำเป็นต้องงัดมาตรการเชิงรุกออกมาใช้ ดังนี้
- เปลี่ยนจาก “ขอความร่วมมือ” เป็น “ให้สิทธิประโยชน์” หากรัฐจะรณรงค์ให้ประชาชน Work From Home หรือลดการใช้รถส่วนตัว รัฐควรมีมาตรการอุดหนุนรองรับเหมือนในต่างประเทศ เช่น การอุดหนุนค่าไฟให้บ้านที่ WFH หรือการให้บริการขนส่งมวลชนฟรีเพื่อจูงใจอย่างแท้จริง
- อุดหนุนแบบพุ่งเป้า (Targeted Subsidy) อย่างเร่งด่วน ต้องเร่งคลอดมาตรการเยียวยากลุ่มเปราะบางที่แบกรับต้นทุนของประเทศ เช่น เกษตรกร ชาวประมง และผู้ประกอบการภาคขนส่ง เพราะหากต้นทุนคนกลุ่มนี้สูงขึ้น จะสะท้อนไปที่ราคาสินค้าและค่าครองชีพของคนทั้งประเทศทันที
- เฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุขกับกลุ่มทุน รัฐต้องกล้าขอความร่วมมือให้ “กลุ่มโรงกลั่น” ยอมลดสัดส่วนกำไรลงมากกว่านี้ (จากที่เคยได้กำไรค่าการกลั่นพุ่งไปถึง 13 บาท) ควบคู่ไปกับการพิจารณาปรับลดภาษีสรรพสามิต
ข้อจำกัดด้านพลังงานทางเลือก วิกฤตนี้เป็นตัวเร่งให้ต้องหาพลังงานทางเลือก แต่ในความเป็นจริง นายกรัฐมนตรีได้ออกมายอมรับแล้วว่า “การเสาะหาแหล่งพลังงานทางเลือกอื่นในขณะนี้เป็นเรื่องยากมาก” เพราะทุกประเทศทั่วโลกต่างก็ได้รับผลกระทบและกำลังวิ่งแย่งชิงทรัพยากรพลังงานกันอย่างหนักหน่วง สิ่งที่ประชาชนทำได้ในระยะสั้นและระยะกลางคือการเตรียมพร้อมรับมือทางการเงิน และช่วยกันลดการใช้พลังงานลงอย่างจริงจัง
สรุปโดนเด้งสองต่อ! วิกฤตพลังงานโลกฟาดหางใส่กระเป๋าตังค์คนไทย
| ปัจจัยต้นทาง | สถานการณ์ระดับโลก | ผลกระทบพุ่งเป้าสู่คนไทย |
| ช่องแคบฮอร์มุซเสี่ยงสูง | ซาอุฯ เปลี่ยนเส้นทางขนส่ง ต้นทุนพุ่ง | ค่าพรีเมียมน้ำมันขึ้น 7 เท่า (กระทบดีเซลไทย) |
| โครงสร้างพลังงานถูกทำลาย | ซัพพลายตึงตัว ราคาน้ำมันอ้างอิงขยับขึ้น | คนไทยโดนเด้ง 2 ต่อ ดีเซลส่อทะลุ 60 บาท/ลิตร |
| ก๊าซธรรมชาติ (LNG) นำเข้ายากขึ้น | ต้นทุนเชื้อเพลิงผลิตกระแสไฟฟ้าพุ่ง | ฐานค่าไฟแพงขึ้น บิลสิ้นเดือนเมษาเตรียมพุ่ง |
| กองทุนน้ำมันฯ แบกหนี้มหาศาล | แม้ราคาน้ำมันโลกเริ่มลดลงในอนาคต | น้ำมันไทยไม่ลงตาม ต้องจ่ายแพงเพื่อใช้หนี้กองทุน |
อ้างอิงจาก
- https://www.youtube.com/watch?v=slQ-7QNvCkw&t=1s
- https://www.nationthailand.com/news/general/40064616
- https://www.nationthailand.com/news/general/40064685
- https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2924210
- https://www.thairath.co.th/news/society/2924591
- https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/272390
- https://today.line.me/th/v3/article/VxXnJyl
- https://www.naewna.com/inter/957100
- https://www.naewna.com/business/956937
- https://www.facebook.com/beartai/posts/%E0%B8%88%E0%B8%B0%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%AB%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%A
- https://www.shale24.com/en/oil-gas/israel-strikes-south-pars-petrochemical-complex-taking-85-of-irans-petrochemical-export-capac
- https://www.military.com/daily-news/2026/04/06/israel-hits-irans-south-pars-petrochemical-plant-mediators-float-new-ceasefire-pr
- https://www.techflowpost.com/en-US/newsletter/119015
- https://boereport.com/2026/04/06/saudi-arabia-hikes-arab-light-crude-prices-for-asia-to-record-high-premium/
- https://www.investing.com/news/commodities-news/hsbc-raises-2026-brent-oil-price-forecast-to-80-per-barrel-93CH-4552264
- https://www.bloomberg.com/news/articles/2026-03-23/goldman-sachs-raises-oil-forecasts-on-largest-ever-supply-shock
- https://www.shale24.com/en/oil-gas/israel-strikes-south-pars-petrochemical-complex-taking-85-of-irans-petrochemical-export-capac









