ในโลกของการลงทุนที่เต็มไปด้วยความผันผวน ตัวเลขบนกระดานหุ้นอาจสะท้อนถึงวัฏจักรของเศรษฐกิจ แต่หากมองให้ลึกลงไป วัฏจักรเหล่านั้นก็ไม่ต่างอะไรกับจังหวะของชีวิตที่ต้องอาศัยการปรับตัวอยู่เสมอ
ถอดรหัสตลาดหุ้นครึ่งปีหลัง เช็กลิสต์กลุ่มหุ้นน่าจับตา และการบริหารเงินให้งอกเงย

บทความนี้ได้รวบรวมและอ้างอิงเนื้อหาจากมุมมองของ คุณประกิต สิริวัฒนเกตุ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ เมอร์ชั่น พาร์ทเนอร์ จำกัด (มหาชน) จะพาเราไปเจาะลึกความเคลื่อนไหวล่าสุดของตลาดทุนทั่วโลก ตั้งแต่พลวัตที่แตกต่างกันในตลาดหุ้นเอเชีย การสลับเม็ดเงินลงทุนและปรากฏการณ์ ETF ในสหรัฐฯ ทิศทางนโยบายการเงินจากธนาคารกลาง ไปจนถึงกลยุทธ์การจัดพอร์ตหุ้นไทยที่สอดรับกับสถานการณ์ปัจจุบัน
แต่เหนือสิ่งอื่นใด บทความนี้ไม่ได้มอบเพียงแค่เข็มทิศทางการเงินเพื่อสร้างความมั่งคั่งเท่านั้น แต่ยังสอดแทรก “เข็มทิศชีวิต” ที่สะท้อนให้เห็นว่า ท่ามกลางกระแสคลื่นของโลกทุนนิยม การรักษาสมดุลระหว่างการเป็นนักลงทุนที่ชาญฉลาดในตลาดหุ้น ควบคู่ไปกับการ “ลงทุนในความสัมพันธ์” เพื่อสร้างครอบครัวที่อบอุ่นและมั่นคงต่างหาก คือการลงทุนระยะยาวที่ให้ผลตอบแทนคุ้มค่าและงดงามที่สุดในชีวิต
พลวัตตลาดหุ้นเอเชีย ฮ่องกงฟื้นตัว เกาหลีใต้ผันผวนหนัก
หันมามองภาพรวมของเศรษฐกิจและการลงทุน กระแสที่พลิกผันอย่างฉับไวทำให้เราต้องปรับตัวอยู่เสมอ ตลาดหุ้นเอเชียในช่วงนี้มีสีสันและความน่าสนใจแตกต่างกันออกไป เริ่มต้นที่ตลาดหุ้นฮ่องกงซึ่งมีสัญญาณการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง ดัชนีฮั่งเส็ง (Hang Seng) ปรับตัวบวกขึ้นมา 1.8% สะท้อนให้เห็นว่าช่วงเวลานี้น่าจะเป็นจังหวะที่ดีในการทยอยสะสมหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีของจีน เช่น Baidu เข้าพอร์ต หลังจากที่ราคาปรับฐานลงมาอยู่ในจุดที่น่าสนใจ การสลับเม็ดเงินลงทุน (Rotation) บางส่วนจากตลาดสหรัฐที่มีความตึงตัว มาสู่ตลาดฮ่องกงที่เพิ่งเริ่มฟื้นตัว จึงเป็นกลยุทธ์ที่น่าจับตามอง
ในทางกลับกัน ตลาดหุ้นเกาหลีใต้กลับเผชิญกับความผันผวนอย่างหนัก ถึงขั้นที่ระบบต้องสั่งหยุดการซื้อขายชั่วคราวสำหรับโปรแกรมเทรด (Program Trading) อย่างไรก็ดี เมื่อเจาะลึกดูหุ้นรายตัวจะพบว่า หุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ยักษ์ใหญ่อย่าง SK Hynix และ Samsung เริ่มมีแรงซื้อกลับเข้ามาและดีดตัวขึ้นจากแดนลบ ความผันผวนที่เกิดขึ้นนี้ส่วนหนึ่งมาจากแรงเทขายทำกำไรของกองทุน ETF แบบเลเวอเรจซึ่งทำให้เกิดเสียงรบกวนในระยะสั้น (Market Noise) แต่นักลงทุนที่มองเห็นโอกาสอาจใช้จังหวะนี้ในการเข้าเก็งกำไรได้เช่นกัน
การสลับกลุ่มเล่นและปรากฏการณ์กองทุน ETF
ข้ามมาที่ฝั่งสหรัฐอเมริกา ภาพรวมของดัชนี S&P 500 มีการปรับตัวลดลงเล็กน้อย แต่สิ่งที่น่าสนใจ คือ การเคลื่อนย้ายของเม็ดเงินลงทุนที่ชัดเจน หุ้นกลุ่มชิปหน่วยความจำ (Memory Chip) และเซมิคอนดักเตอร์บางตัวเผชิญกับแรงเทขายอย่างหนัก เช่น SanDisk (-10%), Micron (-10%), Marvell Technology (-8%) และ IronQ (-3%) ในขณะเดียวกัน หุ้นกลุ่มผู้ให้บริการคลาวด์ขนาดใหญ่และเทคโนโลยีชั้นนำอย่าง Microsoft, Amazon, Apple และ Tesla กลับยังคงฟื้นตัวและเดินหน้าทำผลงานได้ดี
สาเหตุสำคัญที่ทำให้หุ้นกลุ่มชิปถูกเทขาย เกิดจากการประกาศยุทธศาสตร์ทางธุรกิจใหม่ของ Meta ที่เตรียมขยายเข้าสู่บริการโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ (Cloud Infrastructure) เพื่อเปิดให้เช่าทรัพยากร AI และศูนย์ข้อมูล (Data Center) คล้ายคลึงกับ AWS ของ Amazon ประเด็นนี้ทำให้นักลงทุนเกิดความกังวลว่าตลาดชิปอาจเข้าสู่ภาวะกำลังการผลิตล้นเกิน (Excess Capacity) ส่งผลให้เกิดการตื่นตระหนก แต่ในความเป็นจริงแล้ว ความต้องการชิปเพื่อพัฒนาระบบ AI ยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง การเทขายจึงน่าจะเป็นเพียงข้ออ้างในการทำกำไรของนักลงทุนมากกว่า
นอกจากนี้ ความผันผวนของตลาดยังถูกกระตุ้นด้วยเครื่องมือทางการเงินอย่าง Leveraged ETF ยกตัวอย่างเช่น กองทุน Direxion Daily Semiconductor 3X (SOXL) ที่มีสินทรัพย์ภายใต้การจัดการสูงถึง 31,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ด้วยอัตราทดที่สูงถึง 3 เท่า หากดัชนีอ้างอิงปรับตัวลดลงเพียง 1% หรือ 6% กองทุนจำเป็นต้องเทขายหุ้นออกมาจำนวนมหาศาลเพื่อปรับสมดุลพอร์ตซึ่งสร้างความเสียหายและการลดลงของราคาหุ้นอย่างรุนแรงในระยะเวลาอันสั้น
สัญญาณจาก Fed และบทเรียนจากนโยบายในอดีต
ทิศทางของเศรษฐกิจโลกยังคงถูกกำหนดโดยธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ล่าสุด จากการประชุมของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ที่เมืองซินทรา ประเทศโปรตุเกส คุณเควิน วอร์ช (Kevin Warsh) อดีตผู้ว่าการเฟด ได้ส่งสัญญาณที่น่าสนใจว่า ความคาดหวังด้านเงินเฟ้อ และความเสี่ยงด้านราคาเริ่มลดลง ที่สำคัญคือการย้ำจุดยืนที่จะไม่มีการส่งสัญญาณนโยบายล่วงหน้า เพื่อรักษาความเป็นอิสระและความยืดหยุ่นของธนาคารกลาง ท่าทีที่สุขุมและไม่ออกอาการเข้มงวดเกินไปนี้ ช่วยให้นักลงทุนคลายความกังวลและทำให้ตลาดเริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้น มากไปกว่านั้น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ยังถูกมองว่าจะเป็นกุญแจสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ซึ่งจะช่วยกดดันให้เงินเฟ้อลดลงตามธรรมชาติในระยะยาว
เมื่อมองย้อนกลับมาที่นโยบายการเงินของประเทศไทยในช่วงปี 2022-2023 เราจะเห็นถึงความท้าทายในการบริหารจัดการนโยบายการเงิน ในช่วงเวลาที่โลกเผชิญกับเงินเฟ้อรุนแรงจากผลกระทบของสงครามรัสเซีย-ยูเครน (เงินเฟ้อไทยพุ่งแตะ 7.9% ในเดือนสิงหาคม 2022) การตัดสินใจของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยช้ากว่าสากล และมีการลดรอบการประชุมนโยบายลงเหลือเพียง 6 ครั้งต่อปี ทำให้เกิดภาวะเงินทุนไหลออก และเกิดข้อจำกัดในการกระตุ้นเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันถือว่าสถานการณ์เริ่มคลี่คลาย การปรับลดอัตราดอกเบี้ยล่วงหน้าได้ช่วยสร้างพื้นที่เชิงนโยบายให้สามารถรับมือกับความท้าทายใหม่ๆ ได้ดีขึ้น
5 สินค้าโภคภัณฑ์และมุมมองการลงทุนในหุ้นไทย
ทางด้านฝั่งต้นทุนพลังงาน สถานการณ์เริ่มเข้าสู่ภาวะปกติ ปริมาณการขนส่งน้ำมันดิบผ่านช่องแคบฮอร์มุซฟื้นตัวกลับมาอยู่ที่ระดับ 15 ล้านบาร์เรลต่อวัน (ประมาณ 80% ของภาวะปกติ) ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบมีเสถียรภาพอยู่ที่ราว 70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เมื่อแรงกดดันด้านเงินเฟ้อลดลง อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลและอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง ก็มีแนวโน้มลดลงตาม ซึ่งถือเป็นปัจจัยบวกโดยตรงต่อราคาทองคำ การใช้กลยุทธ์ซื้อสะสมเมื่อราคาอ่อนตัวลงต่ำกว่าระดับทางเทคนิคจึงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ
สำหรับตลาดหุ้นสหรัฐ ข้อมูลจาก Bloomberg และ Goldman Sachs คาดการณ์ว่าผลประกอบการไตรมาส 2 จะขยายตัวถึง 22% ต่อเนื่องจากไตรมาสแรกที่เติบโตทะลุเป้าถึง 27% ดังนั้นการถือครองหุ้นสหรัฐต่อไปยังคงเป็นกลยุทธ์ที่สมเหตุสมผล
ในส่วนของตลาดหุ้นไทย ทิศทางโดยรวมยังคงมีแนวโน้มปรับตัวขึ้นได้ หุ้นที่น่าสนใจและมีกราฟทางเทคนิคแข็งแกร่ง ได้แก่
- กลุ่มโรงพยาบาล : BDMS (ราคายัง Laggard น่าสะสม) และ CHG
- กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม : WHA
- กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ : KCE และ HANA (สามารถทยอยเก็บสะสมช่วงที่ราคาอ่อนตัว)
- กลุ่มธนาคาร : KBANK (ทำผลงานได้อย่างโดดเด่นและเป็นตัวท็อปในกลุ่ม), BAY, KTB, SCB, KKP
- กลุ่มพลังงานและสาธารณูปโภค : BGRIM และ GULF
- กลุ่มขนส่ง : AOT
ในทางตรงกันข้าม หุ้นกลุ่มที่ควรหลีกเลี่ยงหรือชะลอการลงทุนในระยะนี้ ได้แก่ HomePro, Land & Houses, BTS และ BBL ที่อาจเผชิญกับปัจจัยกดดันเฉพาะตัว
บทสรุป
ในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ โลกการลงทุนยังคงเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ทั้งจากทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลาง ความผันผวนของกระแสเงินทุน การเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมเทคโนโลยี และปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจส่งผลต่อตลาดการเงินทั่วโลก นักลงทุนจึงจำเป็นต้องติดตามข้อมูลอย่างใกล้ชิด พร้อมบริหารพอร์ตด้วยความรอบคอบและยืดหยุ่นต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ
ในมุมมองของคุณประกิต สิริวัฒนเกตุ แม้ตลาดจะยังเผชิญความผันผวน แต่ก็ยังมีโอกาสซ่อนอยู่ในหลายสินทรัพย์และหลายกลุ่มอุตสาหกรรม ทั้งในตลาดหุ้นต่างประเทศและตลาดหุ้นไทย โดยหัวใจสำคัญไม่ใช่การคาดเดาทิศทางตลาดในระยะสั้น หากแต่เป็นการเลือกลงทุนในสินทรัพย์ที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่ง กระจายความเสี่ยงอย่างเหมาะสม และทยอยสะสมในจังหวะที่มูลค่ามีความน่าสนใจ
อย่างไรก็ตาม ผลตอบแทนที่มีคุณค่าที่สุดในชีวิตอาจไม่ได้วัดจากตัวเลขบนหน้าพอร์ตเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงการลงทุนในครอบครัว ความสัมพันธ์ และคุณภาพชีวิต ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่สร้างความมั่นคงและความสุขได้ในระยะยาว เพราะท้ายที่สุดแล้ว ความสำเร็จของนักลงทุนไม่ได้วัดเพียงความมั่งคั่งทางการเงิน หากยังสะท้อนถึงความสามารถในการรักษาสมดุลระหว่างการสร้างความมั่งคั่งกับการสร้างชีวิตที่มีความหมายไปพร้อมกัน
ตาราง : ตลาดหุ้นครึ่งปีหลัง & เช็กลิสต์กลุ่มหุ้นไทยน่าจับตา
| ประเด็นหลัก / ภูมิภาค | สถานการณ์ปัจจุบัน | กลยุทธ์ / ข้อสังเกต |
| ตลาดหุ้นเอเชีย | ฮ่องกงเริ่มฟื้นตัว / เกาหลีใต้ผันผวนหนักจากการเทขายของกองทุน | ทยอยสะสมกลุ่มเทคโนโลยีจีน (ฮ่องกง) / ใช้จังหวะผันผวนเก็งกำไรระยะสั้น (เกาหลีใต้) |
| ตลาดหุ้นสหรัฐฯ | หุ้นกลุ่มชิปเผชิญแรงเทขาย / กลุ่มคลาวด์และเทคยักษ์ใหญ่ยังไปต่อ | การถือครองหุ้นสหรัฐฯ ต่อไปยังสมเหตุสมผล (คาดผลประกอบการโต 22%) |
| นโยบายการเงิน (Fed) | เงินเฟ้อเริ่มลดลง / ไม่ส่งสัญญาณนโยบายล่วงหน้าเพื่อความยืดหยุ่น | ช่วยให้ตลาดผ่อนคลาย / AI จะเป็นตัวช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและกดเงินเฟ้อระยะยาว |
| ตลาดหุ้นไทย | ทิศทางเริ่มปรับตัวขึ้นได้ กราฟเทคนิคบางกลุ่มมีความแข็งแกร่ง | น่าสนใจ: รพ., นิคมฯ, อิเล็กทรอนิกส์, แบงก์, พลังงาน ควรชะลอ: กลุ่มที่มีปัจจัยกดดันเฉพาะตัว |
| การลงทุนในชีวิต | ชีวิตคู่และการสร้างครอบครัวมีขึ้นมีลงคล้ายกราฟหุ้น | ความเข้าใจ การลดทิฐิ และความเคารพตัวเอง คือรากฐานที่ให้ผลตอบแทนยั่งยืนที่สุด |
บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลข่าวสารและการศึกษาเท่านั้น มิได้เป็นการชี้นำหรือแนะนำการลงทุน ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลและทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน
อ้างอิงจาก










