เข้าสู่เดือนมิถุนายน 2569 บรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นทั่วโลกเริ่มกลับมาเป็นที่จับตามองอีกครั้ง โดยมีปัจจัยหลักที่ไม่ใช่แค่เรื่องของภูมิรัฐศาสตร์เหมือนที่ผ่านมา แต่เป็นประเด็นเรื่อง “นโยบายการเงิน” ของธนาคารกลางยักษ์ใหญ่ทั่วโลกที่จ่อคิวประชุมกันในเดือนนี้ ซึ่งถือเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญที่นักลงทุนต้องวางหมากให้รัดกุม
เจาะลึกหุ้นไทยมิถุนายน 2569 รับมือความผันผวนโลก พร้อม 5 หุ้นกลุ่มเซฟโซน
หากวิเคราะห์จากมุมมองของ คุณณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด ได้ให้ภาพไว้ชัดเจนว่า ตลาดหุ้นไทยและตลาดโลกในเดือนนี้จะมีความผันผวนสูง เพราะปัจจัยเรื่องการเข้มงวดนโยบายการเงินยังเป็นสิ่งที่นักลงทุนส่วนใหญ่ไม่ได้ Price in หรือรับรู้ความเสี่ยงนี้เข้าไปในราคาสินทรัพย์อย่างเต็มที่นัก
จับสัญญาณธนาคารกลาง ทำไมเดือนนี้ถึงสำคัญ
ในเดือนมิถุนายนนี้ มีความเคลื่อนไหวจากธนาคารกลางหลายแห่งที่ทั่วโลกต่างจับจ้อง โดยเฉพาะประเด็นเรื่องการขึ้นดอกเบี้ยนโยบายที่ตลาดอาจจะยังประเมินต่ำไปเล็กน้อย อาทิ:
- ECB (ธนาคารกลางยุโรป) : ตลาดเพิ่งรับรู้การขึ้นดอกเบี้ยไปเพียง 89%
- BoJ (ธนาคารกลางญี่ปุ่น) : ตลาดรับรู้ไปเพียง 66%
ในส่วนของ “พี่ใหญ่” อย่าง Fed หรือแม้แต่ กนง. ของไทย แม้ในรอบนี้อาจจะยังไม่มีการขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอย่างเป็นทางการ แต่สิ่งที่เราต้องระวัง คือ “โทน” หรือท่าทีในการสื่อสาร (Hawkish) ที่มีแนวโน้มจะดุดันขึ้น โดยมีเครื่องชี้เงินเฟ้อในระดับสูงเป็นตัวกดดันหลัก
ความกังวลนี้ส่งผลโดยตรงต่อตลาดทุน เพราะเมื่อนักลงทุนเริ่มเชื่อมั่นในความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อมากขึ้น จะทำให้ตัวเลขคาดการณ์เงินเฟ้อในตลาด (Breakeven) ที่เคยอยู่ในระดับต่ำเริ่มขยับสูงขึ้น และนั่นคือชนวนเหตุสำคัญที่จะทำให้ Bond yield หรือผลตอบแทนพันธบัตรในตลาดพุ่งตัวสูงขึ้นอีกระลอก ซึ่งในท้ายที่สุดจะกลายเป็นแรงกดดันทางอ้อมต่อตลาดหุ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
พลิกมุมมองโอกาสในวันที่ตลาดผันผวน
อย่างไรก็ตาม เหรียญย่อมมีสองด้าน เสมอ หากตัวเลขเงินเฟ้อในเดือนนี้ประกาศออกมาแล้วมีสัญญาณชะลอตัวลง หรือธนาคารกลางต่าง ๆ ส่งสัญญาณที่ไม่ Hawkish จนเกินไป โมเมนตัมของการเก็งกำไรในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีทั่วโลกก็น่าจะยังคงไปต่อได้ โดยเฉพาะตลาดที่ยังเห็นการปรับประมาณการกำไร (Earnings Revision) ขึ้นอย่างต่อเนื่อง อย่างเกาหลีใต้ ที่ถือเป็นตัวอย่างที่น่าสนใจว่าสามารถชดเชยแรงกดดันจาก Bond yield ที่ปรับตัวขึ้นได้ดี
สรุปทิศทางตลาดหุ้นไทยกับแนวต้านสำคัญ
หันกลับมาที่ตลาดหุ้นไทยกันบ้าง แม้ว่าดัชนีจะพยายามทะลุแนวต้านทาง Valuation เดิมที่ระดับ 1540 จุดขึ้นมาได้สำเร็จ แต่ด้วยสถานการณ์ที่ EPS (กำไรต่อหุ้น) ของตลาดโดยรวมยังคงทรงตัว ทำให้ดัชนียังไม่มีแรงส่งมากพอที่จะขยับขึ้นไปยืนระยะในกรอบที่สูงกว่าเดิมได้อย่างมั่นคง
ด้วยเหตุนี้ กลยุทธ์ที่เหมาะสมที่สุดในช่วงเวลาที่ตลาดอยู่ในโหมดเลือกข้าง คือการเน้นความปลอดภัย (Defensive) เป็นตัวตั้งต้น โดยให้เลือกลงทุนในหุ้นที่มี Valuation ไม่สูง และมีความสามารถในการทนทานต่อแรงกดดันหาก Bond yield ปรับตัวขึ้น โดยกลุ่มที่น่าสนใจประกอบด้วย
- กลุ่ม Consumer Staple (สินค้าอุปโภคบริโภค) ได้แก่ CPAXT, CPALL
- กลุ่ม ICT (เทคโนโลยีสารสนเทศ) ได้แก่ ADVANC, TRUE
- กลุ่มโรงพยาบาล ได้แก่ BDMS, CHG
- กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม ได้แก่ AMATA, WHA
- กลุ่มบริการรับเหมาก่อสร้าง ได้แก่ CK, STECON
เส้นทางข้างหน้ากับความเข้าใจที่แท้จริง
ในวันที่โลกการลงทุนไม่ได้วิ่งเป็นเส้นตรงเหมือนความฝัน การเลือกที่จะ “ถือ” หรือ “ปรับ” พอร์ตในเดือนมิถุนายนนี้ อาจไม่ได้ตัดสินกันที่ใครทำกำไรได้สูงสุด แต่ตัดสินกันที่ใครสามารถรักษาสมดุลของพอร์ตให้ก้าวผ่านความผันผวนไปได้โดยไม่สะดุด การมองหาความปลอดภัยในหุ้นที่มีพื้นฐานแกร่งและ Valuation ที่สมเหตุสมผล ไม่ใช่เรื่องของความกลัว แต่คือเรื่องของความรอบคอบที่เป็นเกราะป้องกันที่ดีที่สุดให้เรายังมีโอกาสได้ยืนระยะในสนามการลงทุนแห่งนี้ต่อไปในระยะยาว ขอให้ทุกย่างก้าวในพอร์ตของคุณเต็มไปด้วยความมั่นคงและจังหวะที่ลงตัวครับ
ตาราง : สรุป 5 กลุ่มหุ้น Defensive แกร่งสู้ความผันผวน มิ.ย. 69
| ประเภทกลุ่ม | หุ้นแนะนำ | จุดเด่น |
| Consumer Staple | CPAXT, CPALL | สินค้าจำเป็น ขายได้ตลอด |
| ICT | ADVANC, TRUE | บริการพื้นฐานที่ขาดไม่ได้ |
| โรงพยาบาล | BDMS, CHG | ความต้องการทางการแพทย์สูง |
| นิคมอุตสาหกรรม | AMATA, WHA | สอดรับการขยายตัวภาคผลิต |
| รับเหมาก่อสร้าง | CK, STECON | งานโครงการภาครัฐรองรับ |
บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลข่าวสารและการศึกษาเท่านั้น มิได้เป็นการชี้นำหรือแนะนำการลงทุน ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลและทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน











