<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>สังคมผู้สูงอายุ &#8211; The Signals</title>
	<atom:link href="https://www.thesignals.net/tag/%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%A1%E0%B8%9C%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%AA%E0%B8%B9%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%B8/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.thesignals.net</link>
	<description>In a world full of noise, leaders look for signals. News ,Market Signals ,Smart Insights</description>
	<lastBuildDate>Fri, 17 Jul 2026 03:32:31 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.9.5</generator>

<image>
	<url>https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/02/cropped-LOGO-01_1-scaled-1-32x32.jpg</url>
	<title>สังคมผู้สูงอายุ &#8211; The Signals</title>
	<link>https://www.thesignals.net</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>เจาะกลยุทธ์ปรับพอร์ตหุ้นไทย รับมือความผันผวนจากนโยบายการเงิน สัญญาณภูมิรัฐศาสตร์ </title>
		<link>https://www.thesignals.net/economic-volatility-coping-strategies-2026/</link>
					<comments>https://www.thesignals.net/economic-volatility-coping-strategies-2026/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[กองบรรณาธิการ THE SIGNALs]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 17 Jul 2026 03:17:09 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Macroeconomics]]></category>
		<category><![CDATA[Markets]]></category>
		<category><![CDATA[การเงิน]]></category>
		<category><![CDATA[ดอกเบี้ย]]></category>
		<category><![CDATA[ตลาดหุ้น]]></category>
		<category><![CDATA[บริหารความเสี่ยง]]></category>
		<category><![CDATA[ภูมิรัฐศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[สังคมผู้สูงอายุ]]></category>
		<category><![CDATA[หุ้นเทค]]></category>
		<category><![CDATA[เงินเฟ้อ]]></category>
		<category><![CDATA[เซมิคอนดักเตอร์]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐกิจ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.thesignals.net/?p=6316</guid>

					<description><![CDATA[<p>ตัวเลขเศรษฐกิจที่ดูเป็นบวก ไม่ได้หมายความว่าตลาดจะเดินห [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thesignals.net/economic-volatility-coping-strategies-2026/">เจาะกลยุทธ์ปรับพอร์ตหุ้นไทย รับมือความผันผวนจากนโยบายการเงิน สัญญาณภูมิรัฐศาสตร์ </a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thesignals.net">The Signals</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>ตัวเลขเศรษฐกิจที่ดูเป็นบวก ไม่ได้หมายความว่าตลาดจะเดินหน้าอย่างราบรื่นเสมอไป เช่นเดียวกับผลประกอบการที่แข็งแกร่ง ก็ไม่ได้รับประกันว่าราคาหุ้นจะปรับขึ้นต่อทันที เพราะในช่วงที่สินทรัพย์หลายประเภทเคลื่อนไหวใกล้ระดับสำคัญ นักลงทุนต้องอ่านให้ขาดว่า สัญญาณใดสะท้อนพื้นฐานระยะยาว และสัญญาณใดเป็นเพียงแรงขับเคลื่อนระยะสั้นจากกระแสเงินทุน</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>เจาะกลยุทธ์ปรับพอร์ตหุ้นไทย รับมือความผันผวนจากนโยบายการเงิน สัญญาณภูมิรัฐศาสตร์&nbsp;</strong></h2>



<p>ขณะนี้ ตลาดกำลังรับข้อมูลหลายชุดพร้อมกัน ทั้งเงินเฟ้อฝั่งผู้ผลิตของสหรัฐฯ ที่เริ่มชะลอลง อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวที่ยังอยู่ในระดับสูง ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ตลอดจนผลประกอบการของบริษัทเทคโนโลยีที่ยังยืนยันว่า เม็ดเงินลงทุนด้าน AI และเซมิคอนดักเตอร์ไม่ได้หายไปจากระบบ ข้อมูลเหล่านี้ไม่ได้ชี้ไปในทิศทางเดียวกันทั้งหมด แต่กำลังสร้างเงื่อนไขใหม่ให้กับการประเมินมูลค่าสินทรัพย์ทั่วโลก</p>



<figure class="wp-block-gallery aligncenter has-nested-images columns-default is-cropped wp-block-gallery-1 is-layout-flex wp-block-gallery-is-layout-flex"><div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img fetchpriority="high" decoding="async" width="819" height="1024" data-id="6360" src="https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/07/Artboard-1_12-1-819x1024.jpg" alt="เจาะกลยุทธ์ปรับพอร์ตหุ้นไทย รับมือความผันผวนจากนโยบายการเงิน สัญญาณภูมิรัฐศาสตร์ " class="wp-image-6360" title="เจาะกลยุทธ์ปรับพอร์ตหุ้นไทย รับมือความผันผวนจากนโยบายการเงิน สัญญาณภูมิรัฐศาสตร์ " srcset="https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/07/Artboard-1_12-1-819x1024.jpg 819w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/07/Artboard-1_12-1-240x300.jpg 240w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/07/Artboard-1_12-1-768x960.jpg 768w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/07/Artboard-1_12-1-750x938.jpg 750w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/07/Artboard-1_12-1-1140x1425.jpg 1140w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/07/Artboard-1_12-1.jpg 1200w" sizes="(max-width: 819px) 100vw, 819px" /></figure>
</div></figure>



<p>สำหรับตลาดหุ้นไทย การที่ SET Index ขยับเข้าใกล้ระดับเป้าหมายตามสมมติฐานกำไร ยิ่งทำให้การลงทุนหลังจากนี้ต้องพึ่งพาการคัดเลือกมากกว่าการซื้อหุ้นตามทิศทางของดัชนี บทความนี้จึงชวนถอดรหัสมุมมองของ <a href="https://www.facebook.com/prakitsiriwattanaket/videos/1756503049119506" target="_blank" rel="noopener">คุณประกิต สิริวัฒนเกตุ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ เมอร์ชั่น พาร์ทเนอร์ จำกัด (มหาชน)</a> ผ่านตัวแปรสำคัญตั้งแต่เงินเฟ้อ ดอกเบี้ย พันธบัตร ภูมิรัฐศาสตร์ ไปจนถึงวัฏจักรเทคโนโลยี เพื่อประเมินว่า พอร์ตลงทุนควรเดินหน้าต่อในรูปแบบใด เมื่อผลตอบแทนและความเสี่ยงเริ่มขยับเข้าใกล้กันมากขึ้น </p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>วิเคราะห์ตลาดการเงินโลก : สัญญาณเงินเฟ้อสหรัฐฯ ภูมิรัฐศาสตร์ และทางเลือกในการจัดการสินทรัพย์</strong></h3>



<p>ในช่วงที่ผ่านมา ดัชนี Nasdaq (NDX) เผชิญกับแรงเทขายอย่างรุนแรงจนทำให้นักลงทุนบางส่วนเกิดความกังวลและตั้งคำถามว่าควรตัดขาดทุน (Cut loss) หรือทยอยสะสมเพิ่ม หากพิจารณาจากปัจจัยพื้นฐานจะพบว่าการปรับตัวลดลงในระยะสั้นนี้ไม่ได้เกิดจากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่ย่ำแย่ </p>



<p>แต่เป็นผลมาจากโมเมนตัมการเทรดระยะสั้นที่พังลงชั่วคราวและการลดหรือปิดสถานะซื้อและสถานะขายในกลุ่มหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่อย่าง Samsung และ SK Hynix ซึ่งส่งผลกระทบต่อเนื่องมายังตลาดหุ้นเกาหลีใต้</p>



<p>ในทางกลับกัน บรรยากาศการลงทุนในภูมิภาคเอเชียโดยรวมยังคงมีความแข็งแกร่ง สะท้อนได้จากการปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องของดัชนี SSI (กองทุนดัชนีหุ้นจีน/ฮ่องกง) ซึ่งสร้างผลตอบแทนในแดนบวกได้อย่างสม่ำเสมอในรูปแบบของกองทุนรวม</p>



<p><strong>สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์และการเคลื่อนไหวของราคาน้ำมัน</strong></p>



<p>ความตึงเครียดในตะวันออกกลางยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ล่าสุดสหรัฐฯ ได้เปิดฉากโจมตีทางอากาศต่ออิหร่านติดต่อกันเป็นวันที่ 6 โดยมุ่งเน้นไปที่การทำลายคลังเก็บอาวุธและฐานยิงขีปนาวุธบนเกาะเกรเทอร์ทันบ์ (Greater Tunb) ในบริเวณอ่าวเปอร์เซียใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งใช้เวลาปฏิบัติการประมาณ 90 นาที แม้เหตุการณ์ดังกล่าวจะสร้างความกังวลต่ออุปทานน้ำมันดิบโลกและส่งผลให้หุ้นกลุ่มพลังงานของไทย เช่น BCP และ TOP ปรับตัวเพิ่มขึ้นในส่วนของหุ้นรายตัวในกลุ่มอื่น ๆ เช่น HANA ยังคงมีความสามารถในการประคองตัวได้ดี ขณะที่ KTC สามารถปรับตัวเพิ่มขึ้นได้อย่างโดดเด่น</p>



<p>แต่ในอีกด้านหนึ่งก็มีสัญญาณเชิงบวกเกิดขึ้นพร้อมกัน จากการที่ทางการอิหร่านได้ทำการปล่อยหญิงชาวอเมริกันที่ถูกห้ามเดินทางออกจากอิหร่าน ที่ถูกควบคุมตัวมาตั้งแต่ช่วงปลายปี 2024 ทางฝั่งสหรัฐฯ ได้มีการระบุผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social ว่าเหตุการณ์นี้เป็นการแสดงเจตนาที่ดี (Goodwill) และมีแนวโน้มที่ทั้งสองประเทศอาจจะกลับมาเปิดโต๊ะเจรจาเพื่อลดความขัดแย้งร่วมกัน นอกจากนี้ยังมีการเปิดเผยข้อมูลผ่าน Fox Business ว่าได้รับการติดต่อจากฝั่งอิหร่านที่ต้องการเข้าพบและเจรจา ซึ่งแม้ว่ารัฐบาลอิหร่านจะยังไม่ได้ออกมายืนยันอย่างเป็นทางการ แต่ก็ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่ช่วยลดความร้อนแรงของสถานการณ์ความมั่นคงระดับโลกได้ในระดับหนึ่ง </p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>โครงสร้างดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) สหรัฐฯ และความเสี่ยงเชิงลึกต่ออัตรากำไรของภาคธุรกิจ</strong></h3>



<p>PPI Final Demand เดือนมิถุนายนเพิ่มขึ้น 5.5% YoY ต่ำกว่าตัวเลขเดือนพฤษภาคมที่ถูกปรับทบทวนเป็น 6.0% และลดลง 0.3% จากเดือนก่อน ซึ่งช่วยลดความกังวลของตลาดเกี่ยวกับปัญหาเงินเฟ้อฝั่งผู้ผลิต และทำให้เกิดการคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) อาจไม่มีความจำเป็นต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มเติมในรอบนี้</p>



<p>อย่างไรก็ตาม หากวิเคราะห์ลึกลงไปในส่วนต่าง (Spread) ระหว่างดัชนี PPI และดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) จะพบประเด็นที่น่ากังวล เนื่องจากระยะห่างระหว่างดัชนีทั้งสองตัวยังคงกว้างและมีค่าเป็นบวกอย่างต่อเนื่องมาหลายเดือน ปรากฏการณ์นี้บ่งชี้ว่า ต้นทุนในภาคการผลิตปรับตัวสูงขึ้นเร็วกว่าราคาขายปลีกที่ผู้ประกอบการสามารถส่งผ่านไปยังผู้บริโภคได้ การที่ภาคธุรกิจต้องแบกรับภาระต้นทุนส่วนเกินนี้เอาไว้จะกลายเป็นปัจจัยกดดันต่ออัตรากำไร (Margin) ของบริษัทจดทะเบียน โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจค้าปลีก พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (E-commerce) และสินค้าฟุ่มเฟือย ยิ่งไปกว่านั้น ต้นทุนที่สะสมอยู่ในฝั่งผู้ผลิตนี้อาจกลายเป็นแรงผลักดันให้ดัชนีราคาฝั่งผู้บริโภค (CPI หรือ PCE) ปรับตัวสูงขึ้นตามมาในอนาคต</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>อัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Yield Curve) และผลกระทบต่อราคาสินทรัพย์</strong></h3>



<p>ขณะที่เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2026 อัตราผลตอบแทนพันธบัตร 2 ปีอยู่ที่ 4.16% และ 10 ปีอยู่ที่ 4.57% หรือมีส่วนต่างประมาณ 0.41% ส่งผลให้ลักษณะของเส้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (Yield Curve) ปรับตัวชันขึ้น หรือเกิดภาวะ Steeper Curve โดยส่วนต่างระหว่างอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี และอายุ 2 ปี มีระยะห่างที่กว้างขึ้น การเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนว่า ตลาดคลายความกังวลเกี่ยวกับแรงกดดันเงินเฟ้อในระยะสั้นลง</p>



<figure class="wp-block-table"><table class="has-fixed-layout"><tbody><tr><td><strong>ประเภทพันธบัตร</strong></td><td><strong>แนวโน้มอัตราผลตอบแทน</strong></td><td><strong>ผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจและสินทรัพย์</strong></td></tr><tr><td><strong>พันธบัตรรัฐบาล 2 ปี (ระยะสั้น)</strong></td><td>ปรับตัวลดลงหรือทรงตัว</td><td>สะท้อนความกังวลเรื่องเงินเฟ้อระยะสั้นที่คลายตัวลง</td></tr><tr><td><strong>พันธบัตรรัฐบาล 10 ปี (ระยะยาว)</strong></td><td>ปรับตัวสูงขึ้นขยายส่วนต่าง</td><td>บั่นทอนความมั่นใจในการลงทุน เพิ่มต้นทุนการกู้ยืมภาคธุรกิจ</td></tr></tbody></table></figure>



<p>ถึงกระนั้นก็ตาม การปรับตัวเพิ่มขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวที่สูงเกินไปถือเป็นปัจจัยเสี่ยง เนื่องจากดอกเบี้ยระยะยาวที่อยู่ในระดับสูงจะเพิ่มต้นทุนทางการเงินและบั่นทอนความต้องการขอสินเชื่อเพื่อการลงทุนของภาคเอกชน นอกจากนี้ การเพิ่มขึ้นของอัตราผลตอบแทนที่แท้จริง (Real Yield) ซึ่งคำนวณโดยหักลบเงินเฟ้อออกแล้ว จะกลายเป็นปัจจัยกดดันต่อราคาทองคำและสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกให้มีแนวโน้มปรับฐานหรือเติบโตได้จำกัด</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>นโยบายการเงินของธนาคารกลางโลกและงบดุลของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ)</strong></h3>



<p>สถานการณ์ค่าเงินเยนของญี่ปุ่นที่อ่อนค่าลงอย่างรุนแรงเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อฐานะทางการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) โดยวันที่ 20 มิถุนายนมีสินทรัพย์รวม 655.1 ล้านล้านเยน การแปลงเป็นดอลลาร์แล้วมูลค่าลดลง เมื่อเยนอ่อนเป็นเพียงผลจากอัตราแลกเปลี่ยนถือครองอยู่ในรูปของสกุลเงินเยน เมื่อค่าเงินเยนอ่อนค่าลงสู่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ หากปล่อยให้สถานการณ์นี้ดำเนินต่อไปโดยไม่มีการแก้ไข มีแรงกดดันที่ BOJ จะต้องเข้าแทรกแซงตลาดอัตราแลกเปลี่ยนในที่สุด เพื่อรักษาเสถียรภาพของค่าเงิน</p>



<p>เมื่อพิจารณาในเชิงประวัติศาสตร์ของการดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายและการอัดฉีดสภาพคล่อง จะพบว่า ธนาคารกลางยุโรป (ECB) และธนาคารกลางจีน (PBOC) เป็นหน่วยงานที่มีการขขยายงบดุลหรือการอัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจในปริมาณที่สูงมาก แม้ว่าในอดีตภูมิภาคยุโรปจะมีวินัยทางการเงินที่เข้มงวด แต่การเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจหลายครั้งในช่วงที่ผ่านมาทำให้เกิดการพิมพ์เงินออกมาอย่างต่อเนื่อง </p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ผลประกอบการกลุ่มเทคโนโลยีระดับโลก รายงานงบการเงินของ ASML และความแข็งแกร่งของภาคเซมิคอนดักเตอร์</strong></h3>



<p>ท่ามกลางความผันผวนของตลาดการเงิน รายงานผลประกอบการของ ASML บริษัทผู้ผลิตระบบโฟโตลิโทกราฟีสำหรับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ จากเนเธอร์แลนด์ ได้ช่วยประคองความเชื่อมั่นของนักลงทุนในกลุ่มเทคโนโลยี โดยในไตรมาสล่าสุด ASML รายงานข้อมูลทางการเงินที่แข็งแกร่ งดังนี้</p>



<ul class="wp-block-list">
<li><strong>ยอดขายสุทธิ (Net Sales) :</strong>  9.326 พันล้านยูโร เติบโตเพิ่มขึ้น +21% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) ซึ่งสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้</li>



<li><strong>อัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin):</strong> อยู่ที่ระดับ 54%</li>



<li><strong>อัตรากำไรจากการดำเนินงาน (Operating Margin) :</strong> อยู่ที่ระดับ 37%</li>



<li><strong>กำไรต่อหุ้น (EPS) :</strong> รายงานออกมาที่ 7.59 ยูโร</li>



<li><strong>ประมาณการยอดขายปี 2026 :</strong> ปรับเพิ่มเป้าหมายขึ้นไปอยู่ที่ระดับ 4.3-2.5 หมื่นล้านยูโร</li>
</ul>



<p>ข้อมูลจากผู้บริหารระดับสูงของ ASML ระบุว่า ความต้องการสั่งซื้อเครื่องจักรผลิตชิปยังคงอยู่ในระดับที่สูงมากจนเกิดปริมาณงานคงค้างสะสม (Backlog) จำนวนมาก สะท้อนให้เห็นว่าบริษัทยักษ์ใหญ่ในห่วงโซ่อุปทาน เช่น TSMC และ Samsung ยังคงเดินหน้าขยายกำลังการผลิตเพื่อรองรับการเติบโตของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI)</p>



<p>ดังนั้น แม้ว่าราคาหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์จะมีการปรับฐานลงมาในช่วงนี้ แต่การประเมินมูลค่า (Valuation) เริ่มกลับลงมาอยู่ในระดับที่ดึงดูดใจ และมีโอกาสที่หุ้นกลุ่มนี้จะฟื้นตัวกลับมาตามรอบวัฏจักรธุรกิจ ในขณะเดียวกัน หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่ (Hyperscalers) เช่น Apple สามารถปรับตัวขึ้นไปทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ (All-time High)  รวมถึง Microsoft, Alphabet และ Amazon ที่ยังคงมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง สำหรับหุ้นในกลุ่มผู้ออกแบบและผลิตชิป เช่น AMD และ AVGO ที่ปรับตัวลดลงต่ำกว่าดัชนี S&amp;P 500 จึงถือเป็นโอกาสในการทยอยสะสมเพื่อรอการฟื้นตัวในช่วงการประกาศงบการเงินถัดไป</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>การวิเคราะห์งบการเงินกลุ่มธนาคารพาณิชย์และมุมมองต่อตลาดหุ้นไทย</strong></h3>



<p>จากการรายงานผลประกอบการของกลุ่มธนาคารพาณิชย์ในสหรัฐฯ พบว่ารายได้จากธุรกิจวาณิชธนกิจ (Investment Banking) เช่น ค่าธรรมเนียมจากการควบรวมและซื้อกิจการ (M&amp;A) รวมถึงรายได้จากการค้าสินทรัพย์ทางการเงิน (Trading Revenue) มีการเติบโตอย่างโดดเด่น อย่างไรก็ตาม โดยนักวิเคราะห์ มองว่าตามสถิติในอดีต การที่รายได้ฝั่งวาณิชธนกิจพุ่งขึ้นสู่จุดสูงสุดมักเป็นสัญญาณเตือนว่าวัฏจักรเศรษฐกิจกำลังเข้าสู่ช่วงปลายรอบ (Late Cycle) ซึ่งอาจตามมาด้วยการปรับฐานใหญ่ของตลาดทุน</p>



<p>สำหรับภาคธนาคารพาณิชย์ของไทย แนวโน้มรายได้จากการเทรดดิ้งที่แข็งแกร่งในระดับสากลอาจส่งผลบวกต่อผลประกอบการของธนาคารที่มีสัดส่วนธุรกิจดังกล่าวสูง เช่น KKP ซึ่งมีกำหนดการรายงานงบการเงินในวันที่ 21 กรกฎาคมนี้ โดยนักลงทุนสามารถใช้เป็นโอกาสในการเก็งกำไรรอบสั้นได้ ขณะที่ธนาคารและสถาบันการเงินอื่น ๆ เช่น KTC และ TTB มีกำหนดการรายงานผลประกอบการในวันที่ 17 กรกฎาคม ทั้งนี้ การอ้างอิงวันประกาศงบการเงินควรตรวจสอบความถูกต้องจากเอกสารอย่างเป็นทางการของบริษัทจดทะเบียนเพิ่มเติม เนื่องจากระบบฐานข้อมูลบางแหล่งอาจเป็นการประมาณการจากสถิติในปีก่อนหน้า</p>



<p><strong>มุมมองและเป้าหมายดัชนี SET Index ที่ระดับ 1644 จุด</strong></p>



<p>ดัชนีตลาดหุ้นไทย (SET Index) ได้ปรับตัวขึ้นไปแตะจุดสูงสุดที่ระดับ 1642.14 จุด ซึ่งเข้าใกล้เป้าหมายทางทฤษฎีที่คำนวณไว้บนพื้นฐานของอัตราการเติบโตของกำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS Growth) ที่ระดับ 8% หรือคิดเป็นมูลค่ากำไร 97 บาทต่อหุ้น ซึ่งทำให้ได้เป้าหมายดัชนีที่เหมาะสมคือ <strong>1644 จุด</strong> แม้ว่าจะมีบทวิเคราะห์บางแห่งปรับคาดการณ์ EPS ขึ้นไปถึง 100 บาท ซึ่งอาจดันให้ดัชนีทางทฤษฎีไปถึง 1686 จุด แต่การประเมินบนหลักความระมัดระวังยังคงเลือกที่จะคงเป้าหมายไว้ที่ 1644 จุดเท่านั้น และไม่มีนโยบายที่จะปรับเป้าหมายนี้ขึ้น</p>



<p>กรกฎาคม 2026&nbsp; SET Index แตะจุดสูงสุด 1642.14 จุด&nbsp; &gt;&nbsp; แนวต้านเป้าหมายทางทฤษฎีคงไว้ที่ 1644 จุด&nbsp; (คำนวณจาก EPS 97 บาท, เติบโต 8%)</p>



<p>เหตุผลที่ไม่ปรับเป้าหมายดัชนีเพิ่มขึ้นเนื่องจากอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ของประเทศไทยในระยะยาวมีแนวโน้มที่จะเติบโตเฉลี่ยอยู่ในระดับเพียง 2.2% &#8211; 2.5% เท่านั้น การปรับเป้าหมายดัชนีให้สูงขึ้นจำเป็นต้องยอมลดเกณฑ์ส่วนชดเชยความเสี่ยง (Market Risk Premium) ซึ่งไม่สอดคล้องกับศักยภาพทางเศรษฐกิจที่แท้จริง ในอดีตระดับดัชนี 1644 จุดอาจเคยเป็นแนวรับที่ปลอดภัยตามโครงสร้างเศรษฐกิจเดิม แต่ในปัจจุบันที่การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจเป็นไปอย่างจำกัด ระดับดัชนีนี้จึงกลายเป็นโซนที่ราคาเริ่มแพงและมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น กลยุทธ์ที่เหมาะสมจึงเป็นการทยอยลดสัดส่วนการลงทุนในหุ้นไทยและเพิ่มความระมัดระวังในการคัดเลือกสินทรัพย์</p>



<h3 class="wp-block-heading">สรุปข้อมูลตัวเลขเศรษฐกิจและผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน</h3>



<figure class="wp-block-table"><table class="has-fixed-layout"><tbody><tr><td><strong>ตัวบ่งชี้ / บริษัท</strong></td><td><strong>ตัวเลขจริงที่รายงาน</strong></td><td><strong>ตัวเลขคาดการณ์ / เดือนก่อนหน้า</strong></td><td><strong>ผลกระทบต่อตลาดและการลงทุน</strong></td></tr><tr><td><strong>ดัชนี PPI สหรัฐฯ</strong></td><td>5.5%</td><td>คาดการณ์ 6.2% / เดือนก่อน 6.5%</td><td>ลดความกังวลเงินเฟ้อ ดอกเบี้ยมีแนวโน้มทรงตัว</td></tr><tr><td><strong>ยอดขาย ASML (YoY)</strong></td><td>+21%</td><td>ดีกว่าคาดการณ์ของตลาด</td><td>ยืนยันความต้องการกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์และ AI</td></tr><tr><td><strong>Gross Margin (ASML)</strong></td><td>54%</td><td>N/A</td><td>สะท้อนความสามารถในการทำกำไรระดับสูง</td></tr><tr><td><strong>เป้าหมายยอดขาย ASML (2026)</strong></td><td>4.4 หมื่นล้านยูโร</td><td>ปรับประมาณการเพิ่มขึ้น</td><td>บ่งชี้การเติบโตต่อเนื่องในระยะยาว</td></tr><tr><td><strong>เป้าหมายดัชนี SET</strong></td><td>1644 จุด</td><td>จุดสูงสุดเดิม 1642.14 จุด</td><td>เป็นระดับราคาที่เริ่มแพง ควรกระชับพอร์ต</td></tr><tr><td><strong>อัตราเติบโต GDP ไทย</strong></td><td>2.2% &#8211; 2.5%</td><td>ประมาณการระยะยาว</td><td>สะท้อนโครงสร้างเศรษฐกิจที่ขยายตัวต่ำ</td></tr></tbody></table></figure>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>บทสรุป</strong></h3>



<p>ตลาดรอบนี้ไม่ได้ขาดปัจจัยสนับสนุน แต่กำลังขาดความชัดเจนว่า ปัจจัยบวกเหล่านั้นถูกสะท้อนเข้าไปในราคาแล้วมากน้อยเพียงใด เงินเฟ้อที่ชะลอลงอาจช่วยลดแรงกดดันต่อนโยบายการเงิน ขณะที่คำสั่งซื้อเครื่องจักรผลิตชิปและการลงทุนด้าน AI ยังสะท้อนการเติบโตเชิงโครงสร้างของอุตสาหกรรมเทคโนโลยี อย่างไรก็ตาม ดอกเบี้ยระยะยาว ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ และระดับมูลค่าหุ้นที่สูงขึ้น ล้วนลดพื้นที่สำหรับความผิดพลาดของตลาดลง</p>



<p>เมื่อ SET Index เคลื่อนไหวใกล้ระดับเป้าหมาย การตัดสินใจลงทุนจึงควรเปลี่ยนจากคำถามว่า<strong> “ดัชนีจะขึ้นได้อีกหรือไม่” </strong>ไปสู่คำถามว่า <strong>“หุ้นที่ถืออยู่ยังมีปัจจัยรองรับมากพอหรือไม่” </strong>บริษัทที่มีกำไรเติบโตจริง กระแสเงินสดมั่นคง และสามารถบริหารต้นทุนได้ดี ยังมีโอกาสสร้างผลตอบแทนเหนือกว่าตลาด ขณะที่หุ้นซึ่งปรับขึ้นจากความคาดหวังมากกว่าผลประกอบการ อาจเผชิญแรงขายได้ง่ายขึ้นเมื่อข่าวดีเริ่มหมดแรงส่ง</p>



<p>กลยุทธ์ที่เหมาะสมในจังหวะนี้จึงไม่จำเป็นต้องเป็นการขายทุกอย่างหรือเพิ่มความเสี่ยงเต็มพอร์ต แต่คือการจัดลำดับความมั่นใจใหม่ ลดน้ำหนักสินทรัพย์ที่มีส่วนเผื่อความปลอดภัยต่ำ รักษาสภาพคล่องสำหรับจังหวะที่ราคาเปิดโอกาส และกระจายแหล่งผลตอบแทนออกจากตลาดหรืออุตสาหกรรมใดอุตสาหกรรมหนึ่งมากเกินไป ท้ายที่สุด การรักษาพอร์ตให้แข็งแรงอาจไม่ได้เกิดจากการถือหุ้นที่ขึ้นเร็วที่สุด แต่อยู่ที่การเลือกสินทรัพย์ซึ่งยังสร้างมูลค่าได้ แม้สภาวะตลาดจะไม่เป็นใจ เพราะเมื่อราคาสินทรัพย์เดินทางมาไกล การรู้จักปกป้องผลกำไรย่อมมีความสำคัญไม่แพ้การค้นหาโอกาสครั้งใหม่</p>



<p>บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลข่าวสารและการศึกษาเท่านั้น มิได้เป็นการชี้นำหรือแนะนำการลงทุน ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลและทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน</p>



<p>อ้างอิงจาก&nbsp;</p>



<ul class="wp-block-list">
<li><a href="https://www.facebook.com/prakitsiriwattanaket/videos/1756503049119506" target="_blank" rel="noopener">คุณประกิต สิริวัฒนเกตุ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ เมอร์ชั่น พาร์ทเนอร์ จำกัด(มหาชน)</a></li>
</ul>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thesignals.net/economic-volatility-coping-strategies-2026/">เจาะกลยุทธ์ปรับพอร์ตหุ้นไทย รับมือความผันผวนจากนโยบายการเงิน สัญญาณภูมิรัฐศาสตร์ </a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thesignals.net">The Signals</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.thesignals.net/economic-volatility-coping-strategies-2026/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>VAT ไทย 7% ต่ำไปไหม? ส่องภาษีทั่วโลก เมื่อรัฐต้องหาเงินรับสังคมสูงวัย </title>
		<link>https://www.thesignals.net/global-vat-rates-and-welfare-vs-thailand/</link>
					<comments>https://www.thesignals.net/global-vat-rates-and-welfare-vs-thailand/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[กองบรรณาธิการ THE SIGNALs]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 12 May 2026 08:11:20 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Macroeconomics]]></category>
		<category><![CDATA[VATทั่วโลก]]></category>
		<category><![CDATA[ขึ้นภาษี10เปอร์เซ็นต์]]></category>
		<category><![CDATA[ภาษีVATไทย]]></category>
		<category><![CDATA[ภาษีการบริโภค]]></category>
		<category><![CDATA[ภาษีมูลค่าเพิ่ม]]></category>
		<category><![CDATA[รัฐสวัสดิการ]]></category>
		<category><![CDATA[สังคมผู้สูงอายุ]]></category>
		<category><![CDATA[อัตราภาษีVAT]]></category>
		<category><![CDATA[เสถียรภาพทางการคลัง]]></category>
		<category><![CDATA[โครงสร้างภาษี]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.thesignals.net/?p=3407</guid>

					<description><![CDATA[<p>VAT ไทย 7% ต่ำไปไหม? ส่องภาษีทั่วโลก เมื่อรัฐต้องหาเงิน [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thesignals.net/global-vat-rates-and-welfare-vs-thailand/">VAT ไทย 7% ต่ำไปไหม? ส่องภาษีทั่วโลก เมื่อรัฐต้องหาเงินรับสังคมสูงวัย </a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thesignals.net">The Signals</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h2>VAT ไทย 7% ต่ำไปไหม? ส่องภาษีทั่วโลก เมื่อรัฐต้องหาเงินรับสังคมสูงวัย</h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ในช่วงที่ผ่านมา ประเด็นเรื่องการขยับเพดานภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ของประเทศไทยให้ขึ้นไปแตะระดับ 10% กลายเป็นหัวข้อที่มีการถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง แน่นอนว่า เรื่องปากท้องและค่าครองชีพเป็นสิ่งที่ทุกคนให้ความสำคัญ ทว่าหากเราลองถอยออกมามองภาพกว้างในระดับสากล หลายคนอาจจะเริ่มสงสัยว่าแล้วเพื่อนร่วมโลกของเรา ประเทศอื่นๆ เขาเรียกเก็บภาษีการบริโภคกันที่อัตราเท่าไหร่กันบ้าง วันนี้เราเลยจะพาไปเจาะลึกข้อมูลอัตราภาษีจากหลากหลายภูมิภาคทั่วโลก เพื่อให้เห็นภาพรวมที่ชัดเจนยิ่งขึ้น</span></p>
<h4 style="text-align: center;"><strong><img decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-3488" src="https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/05/VAT-819x1024.jpg" alt="VAT ไทย 7% ต่ำไปไหม? ส่องภาษีทั่วโลก เมื่อรัฐต้องหาเงินรับสังคมสูงวัย " width="819" height="1024" title="VAT ไทย 7% ต่ำไปไหม? ส่องภาษีทั่วโลก เมื่อรัฐต้องหาเงินรับสังคมสูงวัย " srcset="https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/05/VAT-819x1024.jpg 819w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/05/VAT-240x300.jpg 240w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/05/VAT-768x960.jpg 768w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/05/VAT-750x938.jpg 750w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/05/VAT-1140x1425.jpg 1140w, https://www.thesignals.net/wp/wp-content/uploads/2026/05/VAT.jpg 1200w" sizes="(max-width: 819px) 100vw, 819px" /></strong></h4>
<h4 style="text-align: center;"><strong>ตารางสรุปข้อมูลอัตราภาษี (VAT) ของแต่ละประเทศ </strong></h4>
<table class=" aligncenter">
<tbody>
<tr>
<td><span style="font-weight: 400;">ประเทศ</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">อัตราภาษี (%)</span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="font-weight: 400;">ฮังการี</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">27</span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="font-weight: 400;">สวีเดน</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">25</span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="font-weight: 400;">เดนมาร์ก</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">25</span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="font-weight: 400;">นอร์เวย์</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">25</span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="font-weight: 400;">ฟินแลนด์</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">25.5</span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="font-weight: 400;">อิตาลี</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">22</span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="font-weight: 400;">สเปน</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">21</span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="font-weight: 400;">เนเธอร์แลนด์</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">21</span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="font-weight: 400;">ฝรั่งเศส</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">20</span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="font-weight: 400;">เยอรมนี</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">19</span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="font-weight: 400;">อินเดีย</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">standard GST 18</span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="font-weight: 400;">ซาอุดีอาระเบีย</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">15</span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="font-weight: 400;">จีน</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">6-13</span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="font-weight: 400;">ฟิลิปปินส์</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">12</span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="font-weight: 400;">อินโดนีเซีย</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">12</span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="font-weight: 400;">ลาว</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">10</span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="font-weight: 400;">กัมพูชา</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">10</span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="font-weight: 400;">ญี่ปุ่น</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">10</span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="font-weight: 400;">เกาหลีใต้</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">10</span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="font-weight: 400;">เวียดนาม</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">10</span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="font-weight: 400;">มาเลเซีย</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">ไม่ได้ใช้ VAT แต่ใช้ SST ซึ่งมีอัตรา 5%, 10% และภาษีบริการบางประเภทแยกต่างหาก</span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="font-weight: 400;">สิงคโปร์</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">9</span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="font-weight: 400;">ไทย</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">7</span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="font-weight: 400;">สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">5</span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="font-weight: 400;">เมียนมา (พม่า)</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">5</span></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h3 style="text-align: left;"><b>ทำไมฝั่งยุโรปถึงเก็บ VAT สูงปรี๊ด?</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">จากข้อมูลการสำรวจอัตราภาษีทั่วโลก มีข้อสังเกตที่น่าสนใจประการหนึ่ง คือ กลุ่มประเทศในทวีปยุโรป โดยเฉพาะอย่างยิ่งแถบยุโรปเหนือ มีการจัดเก็บอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มที่สูงกว่าภูมิภาคอื่นๆ อย่างเห็นได้ชัด ซึ่งถือว่าเป็นกลุ่มที่เก็บภาษีแพงที่สุดในโลกกลุ่มหนึ่งเลยทีเดียว ลองมาดูตัวเลขกัน</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ฮังการี ครองแชมป์เก็บสูงถึง 27%</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">สวีเดน เดนมาร์ก และนอร์เวย์ ตามมาติดๆ ที่ 25%</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ฟินแลนด์ 25.5%</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">อิตาลี 22%</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">สเปน และเนเธอร์แลนด์ 21%</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ฝรั่งเศส 20%</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">เยอรมนี 19%</span></li>
</ul>
<p><b>อย่างไรก็ตาม <span style="font-weight: 400;">กลุ่มยุโรปหลายประเทศใช้อัตรา VAT สูง ส่วนหนึ่ง เพื่อสนับสนุนรายได้ภาครัฐและระบบสวัสดิการ แต่ภาระรัฐสวัสดิการไม่ได้พึ่ง VAT เพียงอย่างเดียว ยังรวมภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีนิติบุคคล และเงินสมทบประกันสังคม โดย</span></b><span style="font-weight: 400;">ระบบ &#8220;รัฐสวัสดิการ&#8221; ที่แข็งแกร่งและครอบคลุมการใช้ชีวิตของประชากรตั้งแต่เกิดจนเสียชีวิต ไม่ว่าจะเป็นสิทธิการเรียนฟรี การรักษาพยาบาลโดยไม่ต้องควักกระเป๋าจ่ายเอง เงินบำนาญที่เพียงพอต่อการยังชีพ ไปจนถึงสวัสดิการแรงงานที่ยอดเยี่ยม ด้วยเหตุนี้ รัฐบาลในกลุ่มประเทศเหล่านี้จึงมีความจำเป็นต้องจัดเก็บภาษีในอัตราที่สูง เพื่อนำเม็ดเงินก้อนดังกล่าวกลับไปหมุนเวียนและหล่อเลี้ยงระบบสวัสดิการของประเทศให้มีเสถียรภาพ </span></p>
<h3><b>เอเชียและตะวันออกกลาง เน้นจัดเก็บระดับกลางถึงต่ำ</b></h3>
<p><b>ในทางกลับกัน</b><span style="font-weight: 400;"> เมื่อหันมามองทางฝั่งเอเชียและตะวันออกกลาง ส่วนใหญ่จะจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มอยู่ในเกณฑ์ &#8220;ระดับกลางถึงต่ำ&#8221; หรือประมาณ 5-13% ซึ่งถือว่าต่ำกว่าโซนยุโรปค่อนข้างมาก ลองกางตัวเลขดู </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ฃจะพบว่า</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ซาอุดีอาระเบีย 15%</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ฟิลิปปินส์ 12%</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">อินโดนีเซีย 12% (effective ~12% สำหรับสินค้าทั่วไป)</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ลาว กัมพูชา ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และเวียดนาม จัดเก็บเท่ากันที่ 10%</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">สิงคโปร์ 9%</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ไทย 7%</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และเมียนมา (พม่า) เก็บในอัตราที่ต่ำเพียง 5%</span></li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 400;">สาเหตุหลักที่กลุ่มประเทศทางฝั่งนี้ยังไม่ขยับเพดานภาษีให้สูงลิ่ว เป็นเพราะหลายประเทศยังไม่ได้มีการวางรากฐานระบบรัฐสวัสดิการที่ใหญ่โตเท่ายุโรป </span><b>ยิ่งไปกว่านั้น</b><span style="font-weight: 400;"> บางประเทศยังมีรายได้หลักจากแหล่งอื่นๆ มาช่วยพยุงเศรษฐกิจ เช่น การส่งออกพลังงาน การค้าระหว่างประเทศ หรือเม็ดเงินจากการลงทุนโดยตรงจากต่างชาติ (FDI) ทำให้ไม่จำเป็นต้องพึ่งพารายได้จากการเก็บ VAT จากประชาชนเพียงทางเดียว</span></p>
<h3><b>ไม่ใช่ทุกประเทศที่ใช้ระบบ VAT</b></h3>
<p><b>นอกจากนี้</b><span style="font-weight: 400;"> อีกหนึ่งอินไซต์ที่หลายคนอาจจะยังไม่ทราบ คือ ไม่ใช่ทุกประเทศบนโลกที่จะใช้ระบบการจัดเก็บแบบ VAT (Value Added Tax) เหมือนกันทั้งหมด แม้ว่าปลายทางจะเป็นภาษีการบริโภคเหมือนกัน แต่วิธีการจัดเก็บหน้างานกลับมีรายละเอียดที่แตกต่างกันออกไปตามบริบทของแต่ละประเทศ ยกตัวอย่างเช่น</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>มาเลเซีย (อัตรา 5% / 10%)</b><span style="font-weight: 400;"> ไม่ได้ใช้ VAT ใช้ระบบที่เรียกว่า SST (Sales and Service Tax) ซึ่งมีความแตกต่างจาก VAT ซึ่งมีอัตรา 5%, 10% และภาษีบริการบางประเภทแยกต่างหาก</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>อินเดีย (อัตรา 18%)</b><span style="font-weight: 400;"> ใช้ระบบ GST (Goods and Services Tax) ซึ่งมีหลักการทำงานคล้ายกับ VAT มาก แต่ความซับซ้อนจะอยู่ที่การแบ่งอัตราภาษีออกเป็นหลายขั้น เช่น 5%, 12%, 18% และ 28% โดยจะพิจารณาตามประเภทและความจำเป็นของสินค้า</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>จีน ( main rates อัตรา 6% / 9% / 13%)</b><span style="font-weight: 400;"> ใช้อัตราหลักหลายระดับ เช่น 6%, 9%, 13% ตามประเภทสินค้าและบริการ</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>เมียนมา (อัตรา 5%)</b><span style="font-weight: 400;"> จะใช้ระบบที่เรียกว่า Commercial Tax แทน</span></li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 400;">ด้วยโครงสร้างภาษีที่แตกต่างกันในแต่ละพื้นที่นี้เอง จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมสินค้าชนิดเดียวกัน แบรนด์เดียวกัน แต่เมื่อไปวางขายในต่างประเทศถึงมีราคาป้ายที่ไม่เท่ากัน เพราะนอกจากเรื่องของต้นทุนการผลิต ค่าขนส่ง และอัตราแลกเปลี่ยนแล้ว &#8220;ระบบภาษี&#8221; ก็เป็นอีกหนึ่งตัวแปรสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อราคาสินค้าโดยตรง</span></p>
<h3><b>ทิศทางภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ของไทย ท่ามกลางความท้าทายของสังคมผู้สูงอายุและเสถียรภาพทางการคลัง</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">โครงสร้างประชากรของประเทศไทยที่ก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ (Aged Society) กำลังสร้างความท้าทายอย่างมีนัยสำคัญต่อเสถียรภาพทางการคลังของประเทศ ประเด็นการปรับขึ้นอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จากระดับร้อยละ 7 เป็นร้อยละ 10 จึงเป็นเป็นประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาศึกษาและอภิปรายในแวดวงนโยบายการคลังอย่างต่อเนื่อง แต่ยังไม่มีการประกาศนโยบายปรับขึ้นอย่างเป็นทางการจากรัฐบาล และถูกหยิบยกขึ้นมาวิเคราะห์อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ เพื่อรองรับภาระค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขและระบบบำนาญที่คาดว่าจะเพิ่มสูงขึ้นแบบก้าวกระโดดในทศวรรษหน้า</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบกับโครงสร้างภาษีมูลค่าเพิ่มในระดับสากล จะพบว่า กลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว โดยเฉพาะในทวีปยุโรป มีการจัดเก็บภาษีในอัตราที่สูงเฉลี่ยร้อยละ 20-27 เพื่อรองรับระบบรัฐสวัสดิการที่ครอบคลุม ในขณะที่ประเทศไทยยังคงอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ที่ร้อยละ 7 ซึ่งเป็นระดับที่ค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยทั่วโลก การรักษาระดับอัตราภาษีที่ต่ำนี้ แม้จะมีข้อดีในการช่วยพยุงการบริโภคภาคเอกชน แต่ในระยะยาว ภาครัฐย่อมเผชิญกับข้อจำกัดด้านงบประมาณในการจัดสรรสวัสดิการสาธารณะให้เพียงพอต่อความต้องการของประชากรสูงวัย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">บทวิเคราะห์จากสถาบันวิจัยทางเศรษฐกิจชั้นนำ อาทิ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) รวมถึงรายงานประเมินเศรษฐกิจจากธนาคารโลก (World Bank) ต่างมีมุมมองที่สอดคล้องกันว่า การปรับโครงสร้างการจัดเก็บรายได้ รวมถึงการพิจารณาปรับขึ้นอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม ถือเป็นเครื่องมือที่ทรงประสิทธิภาพและมีความจำเป็นต่อการรักษาเสถียรภาพทางการคลังของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่เตือนว่า การตัดสินใจปรับขึ้นอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มในสภาวะที่โครงสร้างเศรษฐกิจฐานรากยังเปราะบาง และสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพี (GDP) ยังคงอยู่ในระดับสูง ย่อมส่งผลกระทบเชิงลบต่ออำนาจซื้อ (Purchasing Power) ของประชาชนในวงกว้าง</span></p>
<p><b>ฉากทัศน์ที่มีความเป็นไปได้สำหรับเศรษฐกิจไทย </b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จากข้อจำกัดทั้งทางด้านเศรษฐกิจและการเมือง ความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติสำหรับการปรับอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มของประเทศไทย จึงมีแนวโน้มที่จะมุ่งไปสู่ 2 แนวทางหลัก ดังนี้</span></p>
<ol>
<li><b> การปรับขึ้นอัตราภาษีแบบขั้นบันได (Gradual Increase) :</b><span style="font-weight: 400;"> ภาครัฐอาจพิจารณาหลีกเลี่ยงผลกระทบฉับพลัน (Shock) ต่อการบริโภค ด้วยการทยอยปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มทีละร้อยละ 1-2 ภายในกรอบระยะเวลาที่กำหนดชัดเจน เช่น ปรับขึ้นเป็นร้อยละ 8 ในระยะแรก เพื่อประเมินผลกระทบต่ออัตราเงินเฟ้อและการใช้จ่ายของภาคประชาชน ก่อนจะพิจารณาขยับสู่เพดานร้อยละ 10 ในอนาคต</span></li>
<li><b> การดำเนินนโยบายภาษีแบบมีเงื่อนไขผูกพัน (Earmarked Tax) :</b><span style="font-weight: 400;"> เพื่อลดแรงต้านทานจากภาคประชาชน รัฐบาลอาจจำเป็นต้องกำหนดวัตถุประสงค์ของการใช้จ่ายเม็ดเงินภาษีส่วนเพิ่มอย่างเฉพาะเจาะจง ตัวอย่างเช่น การออกกฎหมายระบุให้รายได้จากภาษีมูลค่าเพิ่มส่วนที่เกินจากร้อยละ 7 ต้องถูกนำเข้ากองทุนสวัสดิการผู้สูงอายุ หรือนำไปพัฒนาระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าโดยตรง ซึ่งจะช่วยสร้างความชอบธรรมและความตระหนักรู้ว่า ภาษีที่ปรับสูงขึ้นนั้นแลกมาด้วยรัฐสวัสดิการที่ยกระดับคุณภาพชีวิตได้จริง</span></li>
</ol>
<p><span style="font-weight: 400;">ท้ายที่สุดนี้ การปรับตัวของเศรษฐกิจไทยเพื่อรองรับโครงสร้างประชากรใหม่ ไม่สามารถพึ่งพาการเพิ่มอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มเพียงมิติเดียวได้ ความท้าทายที่แท้จริงของภาครัฐ คือ การบูรณาการนโยบายการคลัง ทั้งการขยายฐานภาษีให้ครอบคลุมเศรษฐกิจนอกระบบ (Shadow Economy) ควบคู่ไปกับการบริหารจัดการรายจ่ายภาครัฐให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เพราะหากปราศจากความโปร่งใสและระบบสวัสดิการที่ตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริง การก้าวสู่เพดานภาษีร้อยละ 10 อาจกลายเป็นเพียงการเพิ่มภาระค่าครองชีพ โดยที่ประเทศไทยไม่อาจก้าวข้ามกับดักความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจได้ตามเป้าหมายที่วางไว้</span></p>
<h3 style="text-align: center;"><span style="font-weight: 400;"> ตารางสรุปส่องอัตราภาษี VAT ทั่วโลก จ่ายเท่าไหร่ แลกกับอะไรบ้าง?</span></h3>
<table class=" aligncenter">
<tbody>
<tr>
<td><span style="font-weight: 400;">โซน/ประเทศ</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">อัตราภาษี VAT (%)</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">จุดเด่น / บริบทที่น่าสนใจ</span></td>
</tr>
<tr>
<td colspan="3"><span style="font-weight: 400;">ยุโรป (สายสวัสดิการจัดเต็ม)</span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="font-weight: 400;">🇭🇺 ฮังการี</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">27%</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">ครองแชมป์เก็บภาษีสูงที่สุดในโลก</span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="font-weight: 400;">🇸🇪 สวีเดน / 🇳🇴 นอร์เวย์</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">25%</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">แลกมาด้วยรัฐสวัสดิการดูแลตั้งแต่เกิดจนตาย</span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="font-weight: 400;">🇫🇷 ฝรั่งเศส</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">20%</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">เก็บสูงเพื่อหมุนเวียนในระบบสาธารณสุขและบำนาญ</span></td>
</tr>
<tr>
<td colspan="3"><span style="font-weight: 400;">เอเชีย &amp; ตะวันออกกลาง</span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="font-weight: 400;">🇮🇳 อินเดีย</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">18%</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">ใช้ระบบ GST แบ่งอัตราตามความจำเป็นของสินค้า</span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="font-weight: 400;">🇰🇷 เกาหลีใต้ / 🇯🇵 ญี่ปุ่น</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">10%</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">จัดเก็บระดับกลาง โครงสร้างเศรษฐกิจแข็งแกร่ง</span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="font-weight: 400;">🇸🇬 สิงคโปร์</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">9%</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">เพิ่งทยอยปรับขึ้นเพื่อรองรับค่าใช้จ่ายภาครัฐ</span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="font-weight: 400;">🇹🇭 ไทย</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">7%</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">เก็บเรตต่ำเพื่อพยุงการบริโภค แต่อาจต้องขยับในอนาคต</span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="font-weight: 400;">🇦🇪 สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">5%</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">เก็บต่ำมาก เพราะมีรายได้หลักจากส่งออกพลังงาน</span></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p style="text-align: left;"><span style="font-weight: 400;">อ้างอิงจาก </span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://taxsummaries.pwc.com/quick-charts/value-added-tax-vat-rates" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">PwC Worldwide Tax Summaries – VAT Rates</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://europa.eu/youreurope/business/taxation/vat/vat-rules-rates/index_en.htm" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">EU Commission – VAT Rules and Rates</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://www.ey.com/en_gl/technical/tax-guides/worldwide-vat-gst-and-sales-tax-guide" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">EY Worldwide VAT, GST and Sales Tax Guide 2026</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://msadvisory.com/vat-in-china/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">MS Advisory – VAT in China</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://taxsummaries.pwc.com/thailand/corporate/other-taxes" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">PwC Thailand – Other Taxes</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://www.skatteetaten.no/en/rates/value-added-tax/" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Norwegian Tax Administration – VAT Rates</span></a></li>
</ul>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://www.numeral.com/blog/finland-vat-rates-and-compliance" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">Numeral – Finland VAT Rates and Compliance 2026</span></a></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><a href="https://taxsummaries.pwc.com/indonesia/corporate/other-taxes" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">PwC Indonesia – Other Taxes</span></a></li>
</ul>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.thesignals.net/global-vat-rates-and-welfare-vs-thailand/">VAT ไทย 7% ต่ำไปไหม? ส่องภาษีทั่วโลก เมื่อรัฐต้องหาเงินรับสังคมสูงวัย </a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.thesignals.net">The Signals</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.thesignals.net/global-vat-rates-and-welfare-vs-thailand/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
