VAT ไทย 7% ต่ำไปไหม? ส่องภาษีทั่วโลก เมื่อรัฐต้องหาเงินรับสังคมสูงวัย
ในช่วงที่ผ่านมา ประเด็นเรื่องการขยับเพดานภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ของประเทศไทยให้ขึ้นไปแตะระดับ 10% กลายเป็นหัวข้อที่มีการถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง แน่นอนว่า เรื่องปากท้องและค่าครองชีพเป็นสิ่งที่ทุกคนให้ความสำคัญ ทว่าหากเราลองถอยออกมามองภาพกว้างในระดับสากล หลายคนอาจจะเริ่มสงสัยว่าแล้วเพื่อนร่วมโลกของเรา ประเทศอื่นๆ เขาเรียกเก็บภาษีการบริโภคกันที่อัตราเท่าไหร่กันบ้าง วันนี้เราเลยจะพาไปเจาะลึกข้อมูลอัตราภาษีจากหลากหลายภูมิภาคทั่วโลก เพื่อให้เห็นภาพรวมที่ชัดเจนยิ่งขึ้น
ตารางสรุปข้อมูลอัตราภาษี (VAT) ของแต่ละประเทศ
| ประเทศ | อัตราภาษี (%) |
| ฮังการี | 27 |
| สวีเดน | 25 |
| เดนมาร์ก | 25 |
| นอร์เวย์ | 25 |
| ฟินแลนด์ | 25.5 |
| อิตาลี | 22 |
| สเปน | 21 |
| เนเธอร์แลนด์ | 21 |
| ฝรั่งเศส | 20 |
| เยอรมนี | 19 |
| อินเดีย | standard GST 18 |
| ซาอุดีอาระเบีย | 15 |
| จีน | 6-13 |
| ฟิลิปปินส์ | 12 |
| อินโดนีเซีย | 12 |
| ลาว | 10 |
| กัมพูชา | 10 |
| ญี่ปุ่น | 10 |
| เกาหลีใต้ | 10 |
| เวียดนาม | 10 |
| มาเลเซีย | ไม่ได้ใช้ VAT แต่ใช้ SST ซึ่งมีอัตรา 5%, 10% และภาษีบริการบางประเภทแยกต่างหาก |
| สิงคโปร์ | 9 |
| ไทย | 7 |
| สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ | 5 |
| เมียนมา (พม่า) | 5 |
ทำไมฝั่งยุโรปถึงเก็บ VAT สูงปรี๊ด?
จากข้อมูลการสำรวจอัตราภาษีทั่วโลก มีข้อสังเกตที่น่าสนใจประการหนึ่ง คือ กลุ่มประเทศในทวีปยุโรป โดยเฉพาะอย่างยิ่งแถบยุโรปเหนือ มีการจัดเก็บอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มที่สูงกว่าภูมิภาคอื่นๆ อย่างเห็นได้ชัด ซึ่งถือว่าเป็นกลุ่มที่เก็บภาษีแพงที่สุดในโลกกลุ่มหนึ่งเลยทีเดียว ลองมาดูตัวเลขกัน
- ฮังการี ครองแชมป์เก็บสูงถึง 27%
- สวีเดน เดนมาร์ก และนอร์เวย์ ตามมาติดๆ ที่ 25%
- ฟินแลนด์ 25.5%
- อิตาลี 22%
- สเปน และเนเธอร์แลนด์ 21%
- ฝรั่งเศส 20%
- เยอรมนี 19%
อย่างไรก็ตาม กลุ่มยุโรปหลายประเทศใช้อัตรา VAT สูง ส่วนหนึ่ง เพื่อสนับสนุนรายได้ภาครัฐและระบบสวัสดิการ แต่ภาระรัฐสวัสดิการไม่ได้พึ่ง VAT เพียงอย่างเดียว ยังรวมภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีนิติบุคคล และเงินสมทบประกันสังคม โดยระบบ “รัฐสวัสดิการ” ที่แข็งแกร่งและครอบคลุมการใช้ชีวิตของประชากรตั้งแต่เกิดจนเสียชีวิต ไม่ว่าจะเป็นสิทธิการเรียนฟรี การรักษาพยาบาลโดยไม่ต้องควักกระเป๋าจ่ายเอง เงินบำนาญที่เพียงพอต่อการยังชีพ ไปจนถึงสวัสดิการแรงงานที่ยอดเยี่ยม ด้วยเหตุนี้ รัฐบาลในกลุ่มประเทศเหล่านี้จึงมีความจำเป็นต้องจัดเก็บภาษีในอัตราที่สูง เพื่อนำเม็ดเงินก้อนดังกล่าวกลับไปหมุนเวียนและหล่อเลี้ยงระบบสวัสดิการของประเทศให้มีเสถียรภาพ
เอเชียและตะวันออกกลาง เน้นจัดเก็บระดับกลางถึงต่ำ
ในทางกลับกัน เมื่อหันมามองทางฝั่งเอเชียและตะวันออกกลาง ส่วนใหญ่จะจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มอยู่ในเกณฑ์ “ระดับกลางถึงต่ำ” หรือประมาณ 5-13% ซึ่งถือว่าต่ำกว่าโซนยุโรปค่อนข้างมาก ลองกางตัวเลขดู
ฃจะพบว่า
- ซาอุดีอาระเบีย 15%
- ฟิลิปปินส์ 12%
- อินโดนีเซีย 12% (effective ~12% สำหรับสินค้าทั่วไป)
- ลาว กัมพูชา ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และเวียดนาม จัดเก็บเท่ากันที่ 10%
- สิงคโปร์ 9%
- ไทย 7%
- สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และเมียนมา (พม่า) เก็บในอัตราที่ต่ำเพียง 5%
สาเหตุหลักที่กลุ่มประเทศทางฝั่งนี้ยังไม่ขยับเพดานภาษีให้สูงลิ่ว เป็นเพราะหลายประเทศยังไม่ได้มีการวางรากฐานระบบรัฐสวัสดิการที่ใหญ่โตเท่ายุโรป ยิ่งไปกว่านั้น บางประเทศยังมีรายได้หลักจากแหล่งอื่นๆ มาช่วยพยุงเศรษฐกิจ เช่น การส่งออกพลังงาน การค้าระหว่างประเทศ หรือเม็ดเงินจากการลงทุนโดยตรงจากต่างชาติ (FDI) ทำให้ไม่จำเป็นต้องพึ่งพารายได้จากการเก็บ VAT จากประชาชนเพียงทางเดียว
ไม่ใช่ทุกประเทศที่ใช้ระบบ VAT
นอกจากนี้ อีกหนึ่งอินไซต์ที่หลายคนอาจจะยังไม่ทราบ คือ ไม่ใช่ทุกประเทศบนโลกที่จะใช้ระบบการจัดเก็บแบบ VAT (Value Added Tax) เหมือนกันทั้งหมด แม้ว่าปลายทางจะเป็นภาษีการบริโภคเหมือนกัน แต่วิธีการจัดเก็บหน้างานกลับมีรายละเอียดที่แตกต่างกันออกไปตามบริบทของแต่ละประเทศ ยกตัวอย่างเช่น
- มาเลเซีย (อัตรา 5% / 10%) ไม่ได้ใช้ VAT ใช้ระบบที่เรียกว่า SST (Sales and Service Tax) ซึ่งมีความแตกต่างจาก VAT ซึ่งมีอัตรา 5%, 10% และภาษีบริการบางประเภทแยกต่างหาก
- อินเดีย (อัตรา 18%) ใช้ระบบ GST (Goods and Services Tax) ซึ่งมีหลักการทำงานคล้ายกับ VAT มาก แต่ความซับซ้อนจะอยู่ที่การแบ่งอัตราภาษีออกเป็นหลายขั้น เช่น 5%, 12%, 18% และ 28% โดยจะพิจารณาตามประเภทและความจำเป็นของสินค้า
- จีน ( main rates อัตรา 6% / 9% / 13%) ใช้อัตราหลักหลายระดับ เช่น 6%, 9%, 13% ตามประเภทสินค้าและบริการ
- เมียนมา (อัตรา 5%) จะใช้ระบบที่เรียกว่า Commercial Tax แทน
ด้วยโครงสร้างภาษีที่แตกต่างกันในแต่ละพื้นที่นี้เอง จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมสินค้าชนิดเดียวกัน แบรนด์เดียวกัน แต่เมื่อไปวางขายในต่างประเทศถึงมีราคาป้ายที่ไม่เท่ากัน เพราะนอกจากเรื่องของต้นทุนการผลิต ค่าขนส่ง และอัตราแลกเปลี่ยนแล้ว “ระบบภาษี” ก็เป็นอีกหนึ่งตัวแปรสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อราคาสินค้าโดยตรง
ทิศทางภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ของไทย ท่ามกลางความท้าทายของสังคมผู้สูงอายุและเสถียรภาพทางการคลัง
โครงสร้างประชากรของประเทศไทยที่ก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ (Aged Society) กำลังสร้างความท้าทายอย่างมีนัยสำคัญต่อเสถียรภาพทางการคลังของประเทศ ประเด็นการปรับขึ้นอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จากระดับร้อยละ 7 เป็นร้อยละ 10 จึงเป็นเป็นประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาศึกษาและอภิปรายในแวดวงนโยบายการคลังอย่างต่อเนื่อง แต่ยังไม่มีการประกาศนโยบายปรับขึ้นอย่างเป็นทางการจากรัฐบาล และถูกหยิบยกขึ้นมาวิเคราะห์อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ เพื่อรองรับภาระค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขและระบบบำนาญที่คาดว่าจะเพิ่มสูงขึ้นแบบก้าวกระโดดในทศวรรษหน้า
เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบกับโครงสร้างภาษีมูลค่าเพิ่มในระดับสากล จะพบว่า กลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว โดยเฉพาะในทวีปยุโรป มีการจัดเก็บภาษีในอัตราที่สูงเฉลี่ยร้อยละ 20-27 เพื่อรองรับระบบรัฐสวัสดิการที่ครอบคลุม ในขณะที่ประเทศไทยยังคงอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ที่ร้อยละ 7 ซึ่งเป็นระดับที่ค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยทั่วโลก การรักษาระดับอัตราภาษีที่ต่ำนี้ แม้จะมีข้อดีในการช่วยพยุงการบริโภคภาคเอกชน แต่ในระยะยาว ภาครัฐย่อมเผชิญกับข้อจำกัดด้านงบประมาณในการจัดสรรสวัสดิการสาธารณะให้เพียงพอต่อความต้องการของประชากรสูงวัย
บทวิเคราะห์จากสถาบันวิจัยทางเศรษฐกิจชั้นนำ อาทิ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) รวมถึงรายงานประเมินเศรษฐกิจจากธนาคารโลก (World Bank) ต่างมีมุมมองที่สอดคล้องกันว่า การปรับโครงสร้างการจัดเก็บรายได้ รวมถึงการพิจารณาปรับขึ้นอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม ถือเป็นเครื่องมือที่ทรงประสิทธิภาพและมีความจำเป็นต่อการรักษาเสถียรภาพทางการคลังของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่เตือนว่า การตัดสินใจปรับขึ้นอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มในสภาวะที่โครงสร้างเศรษฐกิจฐานรากยังเปราะบาง และสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพี (GDP) ยังคงอยู่ในระดับสูง ย่อมส่งผลกระทบเชิงลบต่ออำนาจซื้อ (Purchasing Power) ของประชาชนในวงกว้าง
ฉากทัศน์ที่มีความเป็นไปได้สำหรับเศรษฐกิจไทย
จากข้อจำกัดทั้งทางด้านเศรษฐกิจและการเมือง ความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติสำหรับการปรับอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มของประเทศไทย จึงมีแนวโน้มที่จะมุ่งไปสู่ 2 แนวทางหลัก ดังนี้
- การปรับขึ้นอัตราภาษีแบบขั้นบันได (Gradual Increase) : ภาครัฐอาจพิจารณาหลีกเลี่ยงผลกระทบฉับพลัน (Shock) ต่อการบริโภค ด้วยการทยอยปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มทีละร้อยละ 1-2 ภายในกรอบระยะเวลาที่กำหนดชัดเจน เช่น ปรับขึ้นเป็นร้อยละ 8 ในระยะแรก เพื่อประเมินผลกระทบต่ออัตราเงินเฟ้อและการใช้จ่ายของภาคประชาชน ก่อนจะพิจารณาขยับสู่เพดานร้อยละ 10 ในอนาคต
- การดำเนินนโยบายภาษีแบบมีเงื่อนไขผูกพัน (Earmarked Tax) : เพื่อลดแรงต้านทานจากภาคประชาชน รัฐบาลอาจจำเป็นต้องกำหนดวัตถุประสงค์ของการใช้จ่ายเม็ดเงินภาษีส่วนเพิ่มอย่างเฉพาะเจาะจง ตัวอย่างเช่น การออกกฎหมายระบุให้รายได้จากภาษีมูลค่าเพิ่มส่วนที่เกินจากร้อยละ 7 ต้องถูกนำเข้ากองทุนสวัสดิการผู้สูงอายุ หรือนำไปพัฒนาระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าโดยตรง ซึ่งจะช่วยสร้างความชอบธรรมและความตระหนักรู้ว่า ภาษีที่ปรับสูงขึ้นนั้นแลกมาด้วยรัฐสวัสดิการที่ยกระดับคุณภาพชีวิตได้จริง
ท้ายที่สุดนี้ การปรับตัวของเศรษฐกิจไทยเพื่อรองรับโครงสร้างประชากรใหม่ ไม่สามารถพึ่งพาการเพิ่มอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มเพียงมิติเดียวได้ ความท้าทายที่แท้จริงของภาครัฐ คือ การบูรณาการนโยบายการคลัง ทั้งการขยายฐานภาษีให้ครอบคลุมเศรษฐกิจนอกระบบ (Shadow Economy) ควบคู่ไปกับการบริหารจัดการรายจ่ายภาครัฐให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เพราะหากปราศจากความโปร่งใสและระบบสวัสดิการที่ตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริง การก้าวสู่เพดานภาษีร้อยละ 10 อาจกลายเป็นเพียงการเพิ่มภาระค่าครองชีพ โดยที่ประเทศไทยไม่อาจก้าวข้ามกับดักความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจได้ตามเป้าหมายที่วางไว้
ตารางสรุปส่องอัตราภาษี VAT ทั่วโลก จ่ายเท่าไหร่ แลกกับอะไรบ้าง?
| โซน/ประเทศ | อัตราภาษี VAT (%) | จุดเด่น / บริบทที่น่าสนใจ |
| ยุโรป (สายสวัสดิการจัดเต็ม) | ||
| 🇭🇺 ฮังการี | 27% | ครองแชมป์เก็บภาษีสูงที่สุดในโลก |
| 🇸🇪 สวีเดน / 🇳🇴 นอร์เวย์ | 25% | แลกมาด้วยรัฐสวัสดิการดูแลตั้งแต่เกิดจนตาย |
| 🇫🇷 ฝรั่งเศส | 20% | เก็บสูงเพื่อหมุนเวียนในระบบสาธารณสุขและบำนาญ |
| เอเชีย & ตะวันออกกลาง | ||
| 🇮🇳 อินเดีย | 18% | ใช้ระบบ GST แบ่งอัตราตามความจำเป็นของสินค้า |
| 🇰🇷 เกาหลีใต้ / 🇯🇵 ญี่ปุ่น | 10% | จัดเก็บระดับกลาง โครงสร้างเศรษฐกิจแข็งแกร่ง |
| 🇸🇬 สิงคโปร์ | 9% | เพิ่งทยอยปรับขึ้นเพื่อรองรับค่าใช้จ่ายภาครัฐ |
| 🇹🇭 ไทย | 7% | เก็บเรตต่ำเพื่อพยุงการบริโภค แต่อาจต้องขยับในอนาคต |
| 🇦🇪 สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ | 5% | เก็บต่ำมาก เพราะมีรายได้หลักจากส่งออกพลังงาน |
อ้างอิงจาก









