วิกฤตราคาน้ำมันที่เป็นผลพวงจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่าน กำลังสร้างแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ไปทั่วทั้ง “ตลาดเกิดใหม่” (Emerging Markets) สถานการณ์นี้ได้เข้ามาสกัดกั้นกระแสเงินทุนที่เคยไหลเข้าอย่างแข็งแกร่งมานานหลายเดือนแบบหน้ามือเป็นหลังมือ และบีบให้นักลงทุนต้องรื้อแผนประเมินทิศทางนโยบายการเงินและการลดดอกเบี้ยในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาเสียใหม่
น้ำมันพุ่ง ดอกเบี้ยพลิก! ทุบกระแสเงินทุนไหลเข้าตลาดเกิดใหม่ร่วงหนัก

ข้อมูลจากสถาบันการเงินระหว่างประเทศ (Institute of International Finance – IIF) ระบุชัดเจนว่า กระแสเงินทุนไหลเข้าพอร์ตการลงทุนในตลาดเกิดใหม่ของต่างชาติในเดือนกุมภาพันธ์ ทรุดตัวลงอย่างหนักเหลือไม่ถึง 21,700 ล้านดอลลาร์ ซึ่งถือเป็นการดิ่งลงอย่างน่าตกใจเมื่อเทียบกับตัวเลขเงินทุนไหลเข้าที่เคยทำสถิติสูงสุดถึง 9.88 หมื่นล้านดอลลาร์ ในเดือนมกราคมที่ผ่านมา
จุดเปลี่ยนสำคัญ คือ การที่ราคาน้ำมันดิบพุ่งทะยานขึ้นไปจ่อระดับ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งแทบจะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าตัวภายในเวลาเพียงเดือนเดียว หลังจากความขัดแย้งลุกลามจนกระทบเส้นทางการขนส่งทางเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ และสร้างความเสี่ยงต่อห่วงโซ่อุปทานจากกลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ของโลก
ขาขึ้นของราคาน้ำมันในครั้งนี้ได้พลิกโผการคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยทั่วโลกไปอย่างสิ้นเชิง ตลาดเงินในปัจจุบันคาดว่า ธนาคารกลางยุโรป (ECB) อาจต้องนำประเด็นเรื่องราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ทำให้แนวโน้มเงินเฟ้อสูงขึ้นสู่การขึ้นดอกเบี้ยของ ECB สองครั้งในปีนี้ (0.50% โดยรวม) ภายในสิ้นปีนี้ ซึ่งเป็นการกลับทิศทางแบบ 180 องศาจากวัฏจักรดอกเบี้ยขาลงที่เพิ่งเริ่มต้นขึ้นเมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อนหน้า
จุดเปลี่ยนฉับพลัน ‘จากยุคดอกเบี้ยขาลง สู่การกลับมาเข้มงวดอีกครั้ง’
หากย้อนกลับไปช่วงก่อนที่ความขัดแย้งจะปะทุขึ้นในปลายเดือนกุมภาพันธ์ ข้อมูลจากการคำนวณของ JPMorgan ชี้ว่า ธนาคารกลาง EM ส่วนใหญ่คาดว่าจะลดดอกเบี้ยใน 2026 แต่หลัง oil shock ตัวเลขธนาคารกลางที่คาด cut rates หดตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ แถมขนาดของการลดดอกเบี้ยที่เคยคาดหมายไว้ก็ลดน้อยลงตามไปด้วย ประเทศที่เคยกอบโกยประโยชน์จากวัฏจักรดอกเบี้ยขาลงที่ยาวนาน เช่น อินเดีย, ฟิลิปปินส์, แอฟริกาใต้ และฮังการี ตอนนี้ต้องเผชิญกับความจริงที่ว่า อาจจะต้องคงอัตราดอกเบี้ยไว้ระดับเดิม หรือหนักกว่านั้น คือต้องกลับมาใช้นโยบายการเงินแบบเข้มงวด หากตัวเลขคาดการณ์เงินเฟ้อยังคงไต่ระดับสูงขึ้น
“นี่คือ ปัจจัยลบที่กระแทกการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างจัง” James Lord ผู้อำนวยการระดับโลกฝ่ายกลยุทธ์ FX และตลาดเกิดใหม่จาก Morgan Stanley กล่าว
ด้าน Goldman Sachs ประเมินว่า แค่การที่ราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งขึ้นจาก 70 ดอลลาร์ ไปเป็น 85 ดอลลาร์ จากปัญหาด้านอุปทาน ก็สามารถดันให้เงินเฟ้อในตลาดเกิดใหม่โซนเอเชียพุ่งขึ้นได้ถึง 0.7% และจะกดดันให้การเติบโตทางเศรษฐกิจหดตัวลง 0.5% ขณะที่ Citigroup ออกมาเตือนว่า หากภาวะช็อกนี้ยืดเยื้อออกไป มันอาจทำให้การคาดการณ์เงินเฟ้อ “หลุดกรอบการควบคุมอย่างรุนแรง” (Aggressively de-anchor) โดยประเทศที่มีทุนสำรองระหว่างประเทศต่ำอย่าง อาร์เจนตินา, ศรีลังกา และปากีสถาน จะตกอยู่ในความเสี่ยงสูงสุดที่จะเผชิญกับภาวะเงินทุนไหลออกขนานใหญ่
เงินทุนไหลออกกระจายวงกว้าง แต่มีความยืดหยุ่นต่างกันในแต่ละภูมิภาค
ข้อมูลการรับฝากทรัพย์สินจาก BNY Mellon เผยให้เห็นภาพเงินทุนที่ไหลออกจากทั้งตลาดหุ้น ตลาดตราสารหนี้ และตลาดค่าเงินของตลาดเกิดใหม่พร้อมๆ กัน โดยภูมิภาคละตินอเมริกาเผชิญกับแรงเทขายหนักหน่วงที่สุด สัดส่วนเงินทุนไหลออกจากตลาดหุ้นสูงถึง 12.4% ตามมาด้วยยุโรปตะวันออกที่ 9.8% อย่างไรก็ตาม ตลาดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังคงแสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งและยืดหยุ่น (Resilience) ได้ดีกว่า โดยมีเงินทุนไหลออกจากตลาดหุ้นเพียง 4.2% ซึ่งได้รับแรงหนุนจากปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่งกว่า ทั้งสถานะดุลบัญชีเดินสะพัดและทุนสำรองระหว่างประเทศก้อนใหญ่
ในขณะเดียวกัน สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ก็แข็งค่าขึ้นกวาดล้างแทบทุกสกุลเงินในตลาดเกิดใหม่ โดยสกุลเงินแรนด์ของแอฟริกาใต้ และฟอรินต์ของฮังการี เจ็บหนักที่สุดจากการที่นักลงทุนแห่ปิดสถานะ Carry Trade นอกจากนี้ Kristalina Georgieva กรรมการจัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ซึ่งได้กล่าวสุนทรพจน์ในงานสัมมนาที่กรุงเทพฯ ได้ส่งสัญญาณเตือนว่า ราคาพลังงานที่พุ่งขึ้น 10% อย่างต่อเนื่อง อาจส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อทั่วโลกขยับขึ้นได้ถึง 40 Basis Points พร้อมทั้งเร่งเร้าให้ประเทศที่มีความเปราะบางเตรียมรับมือกับสถานการณ์เลวร้ายที่สุดที่อาจเกิดขึ้น
บททดสอบความแข็งแกร่งของตลาดเกิดใหม่
ไฟสงครามในครั้งนี้ ได้เข้ามาดับฝันช่วงเวลาอันสดใสของตลาดเกิดใหม่ ซึ่งก่อนหน้านี้เคยดึงดูดเม็ดเงินลงทุนเข้ามาได้อย่างมหาศาลในช่วงต้นปี 2026 ท่ามกลางความหวังว่าเงินดอลลาร์จะอ่อนค่าและดอกเบี้ยจะลดลงต่อเนื่อง เครื่องชี้วัดจาก IIF ในเดือนมีนาคมชี้ให้เห็นว่า แม้กระแสเงินในตลาดตราสารหนี้จะยังคงเป็นเสาหลักประคองตลาดไว้ได้ที่ 1.43 หมื่นล้านดอลลาร์ แต่เงินทุนในตลาดหุ้นกลับชะลอตัวลงเหลือเพียง 7.4 พันล้านดอลลาร์ เนื่องจากนักลงทุนหันมาจัดพอร์ตแบบระมัดระวังและเลือกตัวเล่นมากขึ้น
ตราบใดที่ความขัดแย้งในอิหร่านยังไร้แววคลี่คลาย และเส้นทางขนส่งน้ำมันยังคงตีบตัน ผู้กำหนดนโยบายในตลาดเกิดใหม่จะต้องเผชิญกับโจทย์สุดท้าทายที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก ระหว่างการต้องงัดมาตรการปกป้องค่าเงินของตัวเอง ไปพร้อมๆ กับการพยุงเศรษฐกิจที่กำลังส่งสัญญาณชะลอตัว
แนวโน้มเข้าสู่โหมด “Risk-Off”
จากสถานการณ์จริงที่กำลังก่อตัวขึ้น ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าตลาดกำลังเปลี่ยนเข้าสู่โหมด “Risk-Off” หรือการปิดรับความเสี่ยง หากวิกฤตสงครามยืดเยื้อและราคาน้ำมันทรงตัวในระดับสูง (Higher for Longer) สิ่งที่เรามีแนวโน้มจะได้เห็นในอนาคตอันใกล้คือ
- เงินเฟ้อฝังรากลึก (Sticky Inflation) การปรับลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) และแบงก์ชาติทั่วโลกจะถูกเลื่อนออกไป ทรัพย์สินที่ได้เปรียบในช่วงดอกเบี้ยต่ำจะเผชิญแรงกดดันต่อเนื่อง
- การแยกทางของ EM (EM Divergence) จะไม่สามารถเหมารวมตลาดเกิดใหม่ได้อีกต่อไป ประเทศที่เป็น Net Exporter ด้านพลังงาน หรือมีทุนสำรองแกร่ง (อย่างหลายประเทศในอาเซียนรวมถึงไทย) จะทนทานต่อแรงกระแทกได้ดีกว่าประเทศที่ต้องพึ่งพาน้ำมันนำเข้ามหาศาล
- โอกาสในวิกฤต จังหวะนี้กระแสเงินทุนอาจไหลหลบภัยไปสู่สินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Havens) อย่างทองคำ หรือพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯระยะสั้น รวมไปถึงหุ้นกลุ่มพลังงานต้นน้ำที่จะได้รับอานิสงส์เต็มๆ จากน้ำมันแพง
ถึงเวลาจัดพอร์ตใหม่ (Rebalancing) กระจายความเสี่ยงให้รัดกุมขึ้น ถือเงินสดสำรองไว้ส่วนหนึ่งเพื่อรอจังหวะที่ Valuation ของตลาดหุ้นเกิดใหม่พื้นฐานดีปรับตัวลงมาอยู่ในจุดที่น่าสนใจ การลงทุนแบบ “เลือกเป็นรายตัว” (Stock/Country Selection) จะเป็นกุญแจสำคัญที่สุดในการสร้างผลตอบแทนในสภาวะตลาดเช่นนี้
อ้างอิงจาก
- https://www.iif.com/Products/Capital-Flows-Tracker
- https://www.kitco.com/news/off-the-wire/2026-03-10/portfolio-flows-emerging-markets-slow-22-billion-february-says-iif
- https://longbridge.com/en/news/275529602
- https://www.iif.com/Products/Capital-Flows-Tracker
- https://www.ainvest.com/news/traders-boost-ecb-rate-bets-fully-price-ecb-hikes-year-2603-22/
- https://www.bloomberg.com/news/articles/2026-03-09/energy-shock-rewrites-europe-s-rate-path-as-traders-bet-on-hikes
- https://www.jpmorgan.com/insights/global-research/outlook/market-outlook
- https://kpmg.com/us/en/articles/2026/february-2026-central-bank-scanner.html
- https://www.washingtontimes.com/news/2026/mar/9/crude-oil-prices-spike-near-120-barrel-war-iran-impedes-production/
- https://longbridge.com/en/news/277715082
- https://www.reuters.com/business/energy/oil-shock-could-strain-emerging-markets-beyond-inflation-analysts-say-2026-03-03/
- https://finance.yahoo.com/news/imf-says-10-oil-rise-064303934.html
- https://bitcoinworld.co.in/emerging-market-liquidation-safe-haven-bny/









