วันพฤหัสบดี, มิถุนายน 11, 2026
  • Contact
  • Home
  • Sitemap
The Signals
  • Home
  • Markets
  • Business
  • Macroeconomics
  • Trends
  • Lifestyle
  • More
    • Sustainability / ESG
    • Opinion
    • News
      • Brief
      • Press Release
    • Politics & Policy
  • Login
No Result
View All Result
The Signals
Home Macroeconomics

วิธีรับมือวิกฤตเศรษฐกิจ 2026 จาก ลอว์เรนซ์ หว่อง กับคำเตือนที่นักธุรกิจไทยต้องรู้

วิธีรับมือวิกฤตเศรษฐกิจ 2026 จาก ลอว์เรนซ์ หว่อง กับคำเตือนที่นักธุรกิจไทยต้องรู้
0
SHARES
5
VIEWS
Share on FacebookShare on Twitter

หากใครกำลังจับตาดูทิศทางเศรษฐกิจโลกและการเปลี่ยนแปลงระดับมหภาค นี่คือ ถ้อยแถลงของ ลอว์เรนซ์ หว่อง (Lawrence Wong) นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสิงคโปร์ ในงาน May Day Rally 2026 เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2026 ณ Downtown East, D’Marquee ได้ฉายภาพให้เห็นถึงพายุลูกใหญ่ที่กำลังก่อตัว ทั้งในแง่ของภูมิรัฐศาสตร์ วิกฤตซัพพลายเชน ไปจนถึงคลื่นลูกใหม่อย่าง Artificial Intelligence (AI) ที่กำลังดิสรัปต์ทุกวงการ

วิธีรับมือวิกฤตเศรษฐกิจ 2026 จาก ลอว์เรนซ์ หว่อง กับคำเตือนที่นักธุรกิจไทยต้องรู้

วิธีรับมือวิกฤตเศรษฐกิจ 2026 จาก ลอว์เรนซ์ หว่อง กับคำเตือนที่นักธุรกิจไทยต้องรู้

Related posts

เจาะลึกเทรนด์ตลาด AI สู่ปี 2030 Goldman Sachs ดันเป้าทะลุ 1.24 ล้านล้านดอลลาร์ 

เจาะลึกเทรนด์ตลาด AI สู่ปี 2030 Goldman Sachs ดันเป้าทะลุ 1.24 ล้านล้านดอลลาร์ 

มิถุนายน 11, 2026
ส่องเงินเฟ้อ พ.ค. 69 ของแพงขึ้นจริงไหม? พร้อมวิธีรับมือให้อยู่รอด

ส่องเงินเฟ้อ พ.ค. 69 ของแพงขึ้นจริงไหม? พร้อมวิธีรับมือให้อยู่รอด

มิถุนายน 11, 2026

หากใครกำลังจับตาดูทิศทางเศรษฐกิจโลกและการเปลี่ยนแปลงระดับมหภาค นี่คือ ถ้อยแถลงของ ลอว์เรนซ์ หว่อง (Lawrence Wong) นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสิงคโปร์ ในงาน May Day Rally 2026 เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2026 ณ Downtown East, D’Marquee ได้ฉายภาพให้เห็นถึงพายุลูกใหญ่ที่กำลังก่อตัว ทั้งในมิติของภูมิรัฐศาสตร์ วิกฤตซัพพลายเชน ไปจนถึงคลื่นลูกใหม่อย่างเทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่กำลังเข้ามาดิสรัปต์ทุกวงการ

พายุลูกใหม่ (New Storm) และความเสี่ยงของ Stagflation

นายกรัฐมนตรีลอว์เรนซ์ หว่อง ได้เริ่มต้นด้วยการขอบคุณพลังของแรงงานสิงคโปร์ที่ร่วมมือกันฝ่าฟันความท้าทายในปีที่ผ่านมาจนเศรษฐกิจเติบโตได้ดีกว่าที่คาดการณ์ แต่ทว่าเวลานี้ไม่ใช่เวลาที่จะมาหยุดพัก เพราะพายุลูกใหม่กำลังเตรียมปะทะและรุนแรงกว่าเดิมมาก

สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงอยู่ในสภาวะที่มีความไม่แน่นอนสูง การปะทะกันหยุดชะงักลงชั่วคราว แต่ความตึงเครียดยังคงคุกรุ่น อิหร่านได้ทำการปิดช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) และสหรัฐอเมริกาก็ตอบโต้ด้วยการบล็อกท่าเรือของอิหร่าน ส่งผลให้เกิดจุดเผชิญหน้าที่ไม่มีฝ่ายใดยอมถอย

ปัจจุบันช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดมานานกว่า 2 เดือนแล้ว ผลกระทบที่เกิดขึ้นไม่ได้มีแค่เรื่องราคาสินค้าที่พุ่งสูงขึ้น แต่ยังรวมถึงภาวะอุปทานที่ตึงตัวอย่างหนัก เอเชียได้รับผลกระทบหนักเป็นพิเศษเนื่องจากพึ่งพาพลังงานและวัตถุดิบสำคัญจากอ่าวเปอร์เซียในระดับที่สูงมาก บางประเทศเริ่มเผชิญกับปัญหาขาดแคลนเชื้อเพลิง สายการบินลดเที่ยวบิน และโรงงานรายงานถึงความล่าช้าในการผลิต ยิ่งไปกว่านั้น วิกฤตจะไม่หยุดแค่พลังงาน แต่ปุ๋ย อาหาร และปัจจัยการผลิตที่จำเป็นอื่นๆ จะเป็นเป้าหมายต่อไป

แม้ช่องแคบจะกลับมาเปิดใช้งานได้ แต่ทุกอย่างจะไม่ได้กลับสู่สภาวะปกติในทันที เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานได้รับความเสียหาย เส้นทางเดินเรือต้องได้รับการเก็บกู้ทุ่นระเบิด และต้องใช้เวลาหลายเดือนในการฟื้นฟูความเชื่อมั่นของบริษัทประกันภัยและผู้เดินเรือ

สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความเสี่ยงของการเกิดภาวะ “Stagflation” ซึ่งเป็นส่วนผสมที่อันตรายระหว่างความชะงักงันของเศรษฐกิจ (Stagnation) และอัตราเงินเฟ้อที่พุ่งสูง (Inflation) คนรุ่นใหญ่อาจจำวิกฤตการณ์น้ำมัน (Oil shocks) ในช่วงยุค 70 ได้ดี ซึ่งครั้งนั้น สร้างความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัสให้กับธุรกิจและคนทำงาน ปัจจุบัน สำนักงานพลังงานสากล (IEA) ได้ออกมาเตือนแล้วว่า วิกฤตในปัจจุบันอาจรุนแรงยิ่งกว่ายุค 70 เสียอีก นี่คือ สัญญาณเตือนที่นักลงทุนต้องเตรียมจัดพอร์ตรับแรงกระแทกอย่างรัดกุม

รากฐานที่แข็งแกร่ง คือ เกราะป้องกันชั้นดี

แม้ความจริงจะดูน่าหวั่นวิตก แต่สิงคโปร์ไม่ได้เผชิญหน้ากับวิกฤตนี้จากจุดที่อ่อนแอ ความได้เปรียบของสิงคโปร์ถูกสร้างสมมาอย่างยาวนานผ่านการวางแผนเชิงกลยุทธ์ ไม่ว่าจะเป็นการถมทะเลเพื่อสร้างเกาะจูร่ง (Jurong Island) การพัฒนาอุตสาหกรรมโรงกลั่น การสร้างคลังเก็บน้ำมันใต้ดิน Jurong Rock Caverns ทั้งที่ประเทศไม่มีทรัพยากรน้ำมันหรือก๊าซธรรมชาติเลย

ปัจจุบัน สิงคโปร์กลายเป็นโหนดสำคัญของกระแสการไหลเวียนพลังงานระดับโลก บริษัทพลังงานชั้นนำเชื่อมต่อกับเครือข่ายอุปทานที่หลากหลาย เมื่อแหล่งพลังงานใดสะดุด ก็สามารถดึงทรัพยากรจากแหล่งอื่นมาทดแทนได้ ความสำเร็จนี้ต้องยกเครดิตให้กับแรงงานในกลุ่มอุตสาหกรรมน้ำมัน ปิโตรเคมี พลังงาน และเคมีภัณฑ์ หรือกลุ่ม OPEC (OPEC cluster) ของสิงคโปร์ที่ทำงานอย่างทุ่มเท

นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้ออกมาตรการช่วยเหลืออย่างทันท่วงที เช่น เงินคืน U-Save การแจกเงินสด และการเลื่อนแจก CDC Vouchers ให้เร็วขึ้น พร้อมยืนยันว่าจะมีการสนับสนุนเพิ่มเติมหากสถานการณ์ท้าทายมากขึ้น ในขณะเดียวกัน ภาคธุรกิจอย่าง NTUC FairPrice ก็เข้ามามีส่วนร่วมด้วยการตรึงราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น

การเปลี่ยนผ่านสู่ยุค AI (AI Transformation)

นอกเหนือจากวิกฤตเศรษฐกิจ พลังขับเคลื่อนที่กำลังพลิกโฉมโลกอย่างรุนแรงที่สุดคือปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า AI คือ เทคโนโลยีที่เป็นตัวกำหนดนิยามของยุคสมัย จากที่เมื่อ 4 ปีที่แล้วยังไม่มีใครรู้จัก ChatGPT แต่วันนี้แนวหน้าของการพัฒนา AI กำลังเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำงานไปอย่างสิ้นเชิง

สิ่งที่น่าสนใจ คือ ข้อมูลพฤติกรรมการเขียนโปรแกรมของ Google เมื่อสองปีก่อน AI ช่วยเขียนโค้ดให้บริษัท 25% ปีที่แล้วเพิ่มเป็น 50% และวันนี้ตัวเลขพุ่งไปถึง 75% วิศวกรซอฟต์แวร์ไม่ได้หายไปไหน แต่บทบาทของพวกเขาเปลี่ยนจากการเป็นแค่คนเขียนโค้ด สู่การเป็นสถาปนิก ผู้ดูแลระบบ และผู้สร้างสถาปัตยกรรมโครงสร้าง (System builders)

เรากำลังก้าวเข้าสู่ยุคของ “ผู้ช่วย AI อัจฉริยะ” (AI agents) ที่สามารถวางแผนและลงมือจัดการงานที่ซับซ้อนตั้งแต่ต้นจนจบ งานที่เคยต้องใช้คนทั้งทีม วันนี้คนเพียงคนเดียวที่ใช้ AI agents เป็นก็สามารถจัดการได้

สิงคโปร์ได้จัดตั้งสภาปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติ (National AI Council) เพื่อสร้างขีดความสามารถด้าน AI ระดับลึกซึ้ง โดยมีเป้าหมายหลัก คือ การทำให้ AI สร้างประโยชน์ให้กับคนทำงานทุกคน ปัจจุบัน Google DeepMind ได้เปิดห้องปฏิบัติการวิจัย AI แห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่สิงคโปร์ โดยมีชาวสิงคโปร์อย่าง Yi Tay บัณฑิตจาก NTU เป็นหนึ่งในผู้นำทีมพัฒนา Gemini โมเดล AI ระดับเรือธงของ Google

นอกจากนี้ บริษัทยังดึงดูดการลงทุนจากสตาร์ทอัพอย่าง Advanced Machine Intelligence ที่ก่อตั้งโดย Yann LeCun ซึ่งกำลังพัฒนา “Physical AI” ที่เข้าใจและโต้ตอบกับโลกความเป็นจริงได้ โดยสิงคโปร์เป็นหนึ่งในสำนักงาน 4 แห่งทั่วโลกของบริษัทนี้

การปรับตัวในระดับองค์กรก็เห็นผลชัดเจน เช่น DBS ที่ให้พนักงานทุกคนฝึกอบรมใช้เครื่องมือ AI ตัวอย่างที่สร้างแรงบันดาลใจ คือ Ali Jinah Mohamed Yusuf พนักงานที่อยู่กับ DBS มา 26 ปี เริ่มต้นจากเจ้าหน้าที่บริการลูกค้า แต่ปัจจุบันเขาเรียนรู้ทักษะ AI จนได้เป็นผู้นำทีมงาน 20 คน คอยขับเคลื่อนโปรเจกต์ AI เพื่อยกระดับบริการ

ไตรภาคีและการเสริมพลังคนทำงาน (Support for Workers & Tripartism)

ความกังวลเรื่อง AI แย่งงานเป็นเรื่องปกติ เหมือนยุค 90 ที่สเปรดชีต Excel เข้ามาลดบทบาทเสมียนป้อนข้อมูล แต่ก็สร้างโอกาสให้นักวิเคราะห์ รัฐบาลสิงคโปร์ให้คำมั่นว่าจะสร้างงานใหม่ที่ดีกว่าเดิม โดยประกาศควบรวม WSG และ SSG เข้าเป็นหน่วยงานใหม่ชื่อ Skills and Workforce Development Agency (SWDA) ภายใต้กระทรวงแรงงาน (MOM) และกระทรวงศึกษาธิการ (MOE) พร้อมยกระดับ SkillsFuture พอร์ทัล และให้สิทธิ์ผู้เรียนเข้าถึงเครื่องมือ AI ระดับพรีเมียมฟรี 6 เดือน

ความสำเร็จของสิงคโปร์มาจากระบบไตรภาคี (Tripartism) ที่รัฐบาล สหภาพแรงงาน และนายจ้าง ทำงานร่วมกันเป็นพันธมิตร ผ่านกลไก Company Training Committees (CTCs) ซึ่งสร้างผลลัพธ์แบบ win, win, win ให้กับทุกฝ่าย

ตัวอย่างที่เห็นภาพชัด คือ โรงพยาบาล Tan Tock Seng ที่ Nurse Manager อย่างคุณ Mo Minyi ร่วมพัฒนาเครื่องมือจัดตารางเวรด้วย AI ลดเวลาทำงานที่ซับซ้อนจากมากกว่า 1 ชั่วโมง เหลือเพียง 15 นาที ทำให้การทำงานยืดหยุ่นและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

อีกหนึ่งกรณีศึกษา คือ SMRT ที่นำระบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์ และ AI มาจัดการศูนย์ซ่อมบำรุง Bishan Depot โดยประยุกต์ใช้แนวทาง “ไคเซ็น” (Kaizen) พนักงานอย่าง Yahya Kharthi วัย 62 ปีที่ทำงานมานานกว่า 30 ปี สามารถทำงานต่อได้อย่างปลอดภัยและมีพลัง การปรับปรุงนี้ทำให้ SMRT จ่ายโบนัสพิเศษ “Kaizen Bonus” จำนวน 1,600 ดอลลาร์ ให้กับพนักงานทุกคนในปีนี้ SMRT ยังทำหน้าที่เป็น “บริษัทแม่ข่าย” (Queen Bee company) ช่วยเครือข่าย SME นำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้ด้วย

สิงคโปร์ยังมีแผนขยายสเกล CTC เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่ยุค AI โดยจัดตั้งสภางานไตรภาคี (Tripartite Jobs Council) เพื่อประสานความพยายามให้ AI เกิดประโยชน์สูงสุดต่อพนักงาน

วิถีแห่งสิงคโปร์ 

ตลอด 65 ปี ขบวนการแรงงานสิงคโปร์ฝ่าฟันการเปลี่ยนแปลงมาทุกยุค ตั้งแต่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมในยุค 60-70 คอมพิวเตอร์ยุค 80 โลกาภิวัตน์ยุค 90 ตลอดจนวิกฤตต้มยำกุ้ง ซาร์ส ซับไพรม์ และโควิด ความสำเร็จเกิดจากความเชื่อใจและนวัตกรรมที่พัฒนาขึ้นเอง สิงคโปร์ไม่มีสวัสดิการแบบให้เปล่า (Welfare) แต่ใช้ Workfare ไม่มีค่าแรงขั้นต่ำ (Minimum Wage) แต่ใช้ Progressive Wages และไม่มีประกันการว่างงาน (Unemployment insurance) แต่ใช้ Job Seeker Support

ผู้นำสิงคโปร์ทิ้งท้ายด้วยเรื่องราวของความไม่ทอดทิ้งกัน เมื่อเกิดวิกฤตในตะวันออกกลาง รัฐบาลและกองทัพสิงคโปร์ (SAF) ได้พาประชาชนกลับบ้านอย่างปลอดภัย Nisar Keshvani หนึ่งในผู้โดยสารได้บรรยายถึงความรู้สึกเมื่อได้ยินคำว่า “ยินดีต้อนรับกลับบ้าน” บนเครื่อง RSAF ซึ่งไม่ใช่แค่คำทักทาย แต่คือคำสัญญาว่าประเทศจะดูแลคนของตนเสมอ ไม่ว่าสถานการณ์จะเลวร้ายเพียงใด

บทวิเคราะห์ ถอดรหัสความเสี่ยงเศรษฐกิจ 2026 สู่การประเมินภาพจำลองและทางรอดของประเทศไทย

ถ้อยแถลงของนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ ลอว์เรนซ์ หว่อง ไม่ได้เป็นเพียงการส่งสัญญาณเตือนภายในประเทศของตนเท่านั้น แต่ยังเป็นเสมือนมาตรวัดความเสี่ยงที่สะท้อนถึงโครงสร้างเศรษฐกิจทั่วภูมิภาคเอเชีย รวมถึงประเทศไทย เมื่อวิเคราะห์จากเค้าลางของพายุเศรษฐกิจที่กำลังก่อตัว ทั้งประเด็นความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อ และการอุบัติขึ้นของคลื่นเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ คำถามสำคัญที่ภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมไทยต้องเร่งหาคำตอบ คือ โครงสร้างเศรษฐกิจและตลาดแรงงานของเราพร้อมรับแรงกระแทกนี้มากน้อยเพียงใด

ความเปราะบางด้านห่วงโซ่อุปทานและเงาของภาวะ Stagflation

ประการแรก คือ เมื่อพิจารณาถึงความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และวิกฤตพลังงาน ประเทศไทยมีโครงสร้างที่แตกต่างจากสิงคโปร์อย่างมีนัยสำคัญ แม้สิงคโปร์จะไม่มีทรัพยากรธรรมชาติ แต่ได้สร้างความได้เปรียบเชิงกลยุทธ์ผ่านการเป็นศูนย์กลางการกลั่นและสำรองพลังงานระดับโลก ในทางกลับกัน ประเทศไทยยังคงพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบและพลังงานในสัดส่วนที่สูงมาก

อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซทวีความรุนแรงจนนำไปสู่การชะงักงันของห่วงโซ่อุปทานระดับโลก ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับไทยย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ ต้นทุนการผลิตในภาคอุตสาหกรรมและต้นทุนการขนส่งจะปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว สอดคล้องกับรายงานการวิเคราะห์แนวโน้มเศรษฐกิจจากธนาคารโลก (World Bank) และการประเมินความเสี่ยงของธนาคารแห่งประเทศไทย (BOT) ที่ระบุอย่างต่อเนื่องว่า ประเทศกำลังพัฒนาที่พึ่งพาการส่งออกและการนำเข้าพลังงาน มีความเสี่ยงสูงที่จะเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวร่วมกับอัตราเงินเฟ้อที่ทรงตัวในระดับสูง (Stagflation) ภาคธุรกิจไทยจึงจำเป็นต้องวางแผนบริหารจัดการความเสี่ยงด้านซัพพลายเชนและกระจายความเสี่ยงด้านแหล่งวัตถุดิบตั้งแต่บัดนี้

การเปลี่ยนผ่านสู่ยุค AI Agents และสมรภูมิการมองเห็นบนโลกดิจิทัล

นอกเหนือจากปัจจัยทางเศรษฐกิจมหภาคแล้ว คลื่นการเปลี่ยนแปลงที่รุนแรงและจับต้องได้มากที่สุด คือ การก้าวเข้าสู่ยุคของ AI Agents อย่างเต็มรูปแบบ การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้ส่งผลกระทบแค่ในสายงานวิศวกรรมซอฟต์แวร์ แต่กำลังเจาะลึกเข้าไปถึงพฤติกรรมของผู้บริโภคและกระบวนการเข้าถึงข้อมูล

ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อพฤติกรรมการค้นหาข้อมูลของผู้บริโภคเปลี่ยนจากการใช้ Search Engine แบบดั้งเดิม ไปสู่การตั้งคำถามและสนทนากับระบบปัญญาประดิษฐ์ ภาคธุรกิจไทยจึงไม่อาจพึ่งพากลยุทธ์การตลาดดิจิทัลแบบเดิมได้อีกต่อไป โครงสร้างพื้นฐานของเว็บไซต์และแพลตฟอร์มธุรกิจจะต้องถูกยกระดับให้เป็นรูปแบบ AI-Friendly อย่างสมบูรณ์แบบ 

ความท้าทายของตลาดแรงงานไทยภายใต้การจี้ติดของเทคโนโลยี

เมื่อพิจารณาในมิติของทรัพยากรมนุษย์ สิงคโปร์ประสบความสำเร็จอย่างสูงในการใช้กลไกไตรภาคี (Tripartism) เพื่อประสานความร่วมมือระหว่างรัฐ เอกชน และสหภาพแรงงาน ในการยกระดับทักษะและนำ AI มาใช้เพื่อลดระยะเวลาการทำงาน

ในขณะเดียวกัน โครงสร้างตลาดแรงงานของไทยยังคงเผชิญกับความท้าทายที่แตกต่างออกไป ข้อมูลจากการวิเคราะห์ของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) มักชี้ให้เห็นถึงปัญหาช่องว่างทางทักษะ (Skills Gap) โดยเฉพาะทักษะด้านดิจิทัลและการคิดวิเคราะห์ขั้นสูง หากภาคเอกชนไทยพยายามนำ AI เข้ามาลดต้นทุนโดยปราศจากแผนการพัฒนาบุคลากรรองรับ อาจก่อให้เกิดปัญหาการเลิกจ้างในกลุ่มแรงงานธุรการและงานที่ทำซ้ำๆ เป็นวงกว้าง ทางออกที่ยั่งยืน คือ การสร้างระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้ภายในองค์กร เพื่อเปลี่ยนผ่านพนักงานให้กลายเป็นผู้ควบคุมและประยุกต์ใช้เทคโนโลยี มากกว่าการปล่อยให้เทคโนโลยีเข้ามาแทนที่คนโดยสมบูรณ์

มุมมองและสัญญาณเตือนสู่โอกาสการลงทุน 

จากถ้อยแถลงของผู้นำสิงคโปร์ที่สะท้อนภาพความจริงของเศรษฐกิจระดับมหภาค สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่แค่คำเตือนสำหรับคนทำงานเท่านั้น แต่เป็น “สัญญาณเตือนภัยระดับเรดาร์” ที่นักลงทุนไทยและทั่วโลกต้องนำมาตีความเพื่อปรับพอร์ตการลงทุนอย่างเร่งด่วน

  1. จับตาความเสี่ยง Stagflation (เงินเฟ้อสูง + เศรษฐกิจฝืด) การเตือนถึงความเสี่ยงที่จะเกิด Stagflation ที่อาจรุนแรงกว่ายุค 70s จากผลกระทบของวิกฤตภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่กระทบราคาน้ำมันและซัพพลายเชน แปลว่านักลงทุนต้องระวังหุ้นกลุ่มที่อิงกับการเติบโตทางเศรษฐกิจมากๆ (Cyclical stocks) และควรโยกพอร์ตบางส่วนเข้าสู่ Defensive Asset หรือสินทรัพย์ต้านเงินเฟ้อ เช่น หุ้นในกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodities), พลังงานต้นน้ำ, โครงสร้างพื้นฐาน หรือแม้แต่ทองคำ ซึ่งมักจะทำผลงานได้ดีในสภาวะที่เงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูงแบบยืดเยื้อ
  2. AI ไม่ใช่แค่เทรนด์ แต่เป็น “ผู้คุมเกม” ใหม่ คำกล่าวที่ว่า AI เขียนโค้ดให้ Google ไปแล้วถึง 75% และการมาของ AI Agents กำลังส่งสัญญาณชัดเจนว่า บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่และสตาร์ทอัพที่เชี่ยวชาญด้าน AI อย่างแท้จริง (Physical AI หรือ Generative AI) จะกลายเป็นกลุ่มที่กุมอำนาจการเติบโตของโลก การลงทุนใน Tech Stocks จึงต้องเลือกผู้ชนะที่สามารถฝัง AI เข้าไปในกระบวนการทำงานได้จริงเพื่อลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพแบบทวีคูณ (เช่น คลาวด์, โครงสร้างพื้นฐาน AI, และ Data Center)
  3. การปรับตัวของธุรกิจดั้งเดิม (Transformation Premium) เคสสตัดดี้ของ SMRT หรือ DBS ที่ยอมทุ่มเงินและเวลาเพื่อ Reskill พนักงานและดึง AI มาใช้จนสำเร็จ ชี้ให้เห็นว่า หุ้นในกลุ่มอุตสาหกรรมดั้งเดิม (ธนาคาร, ขนส่ง, สาธารณสุข) หากองค์กรไหนที่ผู้บริหารมีวิสัยทัศน์ในการทำ Digital / AI Transformation ได้สำเร็จ องค์กรนั้นจะกดต้นทุน (Cost-to-income ratio) ลงได้อย่างมหาศาล และพร้อมที่จะมอบผลตอบแทนคืนสู่ผู้ถือหุ้นในระยะยาว

สรุปโลกกำลังเปลี่ยนผ่านด้วยความเร็วที่ไม่เคยมีมาก่อน ดังนั้น สิ่งที่เราคาดการณ์ได้ตามพื้นฐานความเป็นจริง คือ ภาวะเศรษฐกิจตึงตัวและปัญหาด้านซัพพลายเชนอาจกลายเป็น “ความปกติใหม่” (New Normal) ที่ยืดเยื้อ การลงทุนจะมีความท้าทายมากขึ้น สินทรัพย์ที่สามารถต้านทานภาวะเงินเฟ้อและธุรกิจที่นำ AI เข้ามาเสริมประสิทธิภาพการดำเนินงาน (Operation Efficiency) จะกลายเป็นกลุ่มผู้นำในตลาด

ดังนั้นนักลงทุนที่จะอยู่รอดคือคนที่มองเห็น “พายุ” ล่วงหน้า และเตรียม “พอร์ต” ให้พร้อมรับมือแบบเดียวกับที่นายกสิงคโปร์ได้เตรียมให้ประเทศของเขานั่นเอง!

ตารางสรุป 2 พายุยักษ์สะเทือนเศรษฐกิจโลก 2026 ไทยพร้อมรับมือแค่ไหน?

ปัจจัยความเสี่ยงหลัก สถานการณ์ระดับโลก ผลกระทบต่อประเทศไทย ทางรอดและการปรับตัว
1. วิกฤต Stagflation & ซัพพลายเชน ตะวันออกกลางตึงเครียด ปิดช่องแคบฮอร์มุซ พลังงานขาดแคลน เงินเฟ้อพุ่ง ต้นทุนอุตสาหกรรม/ขนส่งพุ่งปรี๊ด เสี่ยงเจอภาวะเศรษฐกิจฝืดเคือง กระจายความเสี่ยงซัพพลายเชน โยกพอร์ตลงทุนสู่ Defensive Asset (เช่น ทองคำ, โภคภัณฑ์)
2. การเปลี่ยนผ่านสู่ยุค AI Agents AI เข้าแทรกแซงงานซับซ้อน (เช่น AI เขียนโค้ดให้ Google 75%) เกิดช่องว่างทางทักษะ เสี่ยงตกงานเป็นวงกว้าง ธุรกิจถูกดิสรัปต์ องค์กรต้อง Reskill ด่วน ปรับโครงสร้างเว็บให้เป็น AI-Friendly (ทำ AEO)

อ่านสุนทรพจน์ของนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ Lawrence Wong ฉบับเต็ม

เพื่อให้ทุกคนได้เห็นภาพรวมและนำไปปรับใช้กับวิสัยทัศน์การลงทุนและการทำงานในยุคปัจจุบัน… ท่านประธาน และเลขาธิการ NTUC ท่านประธาน SNEF พี่น้องเครือข่ายแรงงาน และสหายทุกท่าน

อรุณสวัสดิ์ และสุขสันต์วันแรงงาน! รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้เห็นพวกคุณทุกคนมารวมตัวกันเป็นหนึ่งเดียวในฐานะขบวนการแรงงานที่นี่

ย้อนกลับไปเมื่อตอนที่เราพบกันปีที่แล้ว ผมเคยกล่าวไว้ว่าพายุกำลังก่อตัว โลกของเรากำลังก้าวเข้าสู่ความอันตรายมากขึ้น กำแพงการค้าถูกตั้งให้สูงขึ้น ความไม่แน่นอนพุ่งทะยาน และความเสี่ยงต่างๆ ก็เริ่มสะสมตัว

เมื่อพายุลูกนั้นพัดมาถึง เราไม่ได้หลบซ่อน เราไม่ได้ถอยหนี บริษัทต่างๆ ไม่ได้ใช้วิธีมักง่ายด้วยการหั่นต้นทุนและทอดทิ้งพนักงาน สหภาพแรงงานเองก็ไม่ได้ต่อต้านความเปลี่ยนแปลง แต่สิ่งที่เราทำคือวิถีทางที่ชาวสิงคโปร์ทำมาโดยตลอด นั่นคือ การร่วมมือกัน เราปรับตัว และเราฝ่าฟันมันมาได้จนแข็งแกร่งกว่าเดิม

และการทำงานเป็นทีมของเราก็ผลิดอกออกผล เราสามารถรักษาการจ้างงานไว้ได้ รายได้ที่แท้จริงปรับตัวสูงขึ้น เศรษฐกิจของเราทำผลงานได้ดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ เราผ่านพ้นมรสุมมาได้เพราะทุกคนในสิงคโปร์ ไม่ว่าจะเป็นภาคธุรกิจ สหภาพแรงงาน และรัฐบาล ยืนหยัดร่วมกันเป็นหนึ่งเดียว

ดังนั้น ในเช้าวันนี้ ผมอยากจะเริ่มต้นด้วยการขอบคุณพวกคุณทุกคน ขอบคุณสำหรับการทำงานหนัก ขอบคุณสำหรับความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน แต่ที่สำคัญที่สุด คือ ขอบคุณที่ยังคงเชื่อมั่นในสิงคโปร์!

พายุลูกใหม่ (New Storm) เราทำได้ดีเยี่ยมในปีที่ผ่านมา แต่เวลานี้ไม่ใช่เวลาที่จะมาหยุดพัก พายุลูกแรกยังไม่ทันพ้นผ่านไปอย่างสมบูรณ์ พายุลูกใหม่ก็เตรียมปะทะเราอีกระลอก และขอบอกเลยว่าลูกนี้รุนแรงกว่าเดิมมาก

สถานการณ์ในตะวันออกกลางมีการเปลี่ยนแปลงและยังคงอยู่ในสภาวะที่มีความไม่แน่นอนสูงมาก การปะทะกันหยุดชะงักลงชั่วคราว แต่ความตึงเครียดยังคงคุกรุ่น อิหร่านได้ทำการปิดช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) และสหรัฐอเมริกาก็ตอบโต้ด้วยการบล็อกท่าเรือของอิหร่าน เรากำลังอยู่ในจุดเผชิญหน้าที่ตึงเครียดสุดขีด ไม่มีฝ่ายไหนยอมถอย และยังมองไม่เห็นเส้นทางแห่งการคลี่คลายที่ชัดเจน

ช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดมานานกว่า 2 เดือนแล้ว ผลกระทบที่เกิดขึ้นไม่ได้สะท้อนให้เห็นแค่เรื่องของราคาข้าวของที่แพงขึ้นเท่านั้น แต่ยังรวมถึงภาวะอุปทานที่ตึงตัวอย่างหนัก และที่เอเชียบ้านเราก็ได้รับผลกระทบหนักเป็นพิเศษ เพราะเราพึ่งพาพลังงานและวัตถุดิบสำคัญจากอ่าวเปอร์เซียในระดับที่สูงมาก บางประเทศในภูมิภาคของเราเริ่มเผชิญกับปัญหาขาดแคลนเชื้อเพลิงแล้ว สายการบินต่างๆ พากันลดเที่ยวบิน โรงงานหลายแห่งรายงานถึงความล่าช้าในการผลิต และวิกฤตการหยุดชะงักนี้จะไม่หยุดอยู่แค่เรื่องของพลังงานเท่านั้น ปุ๋ย อาหาร และปัจจัยการผลิตที่จำเป็นอื่นๆ จะเป็นเป้าหมายต่อไปที่จะถูกโจมตี เราคาดการณ์ได้เลยว่าจะเกิดภาวะขาดแคลนในสินค้าอีกหลายรายการตามมา

แม้กระทั่งในตอนที่ช่องแคบกลับมาเปิดให้ใช้งานได้อีกครั้ง ทุกอย่างจะไม่ได้กลับสู่สภาวะปกติในทันที ทำไมน่ะหรือ? ก็เพราะท่าเรือและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานได้รับความเสียหายไปแล้ว เส้นทางเดินเรือจำเป็นต้องได้รับการเก็บกู้ทุ่นระเบิด ความเชื่อมั่นจะต้องถูกฟื้นฟูกลับมา เพื่อให้แน่ใจว่าเรือสินค้าจะสามารถแล่นผ่านได้อย่างปลอดภัย บริษัทประกันภัยพร้อมที่จะรับประกัน และผู้คนกล้าพอที่จะเสี่ยงเดินทางผ่านช่องแคบนี้ เรื่องพวกนี้ไม่สามารถเสกให้ฟื้นฟูได้ในชั่วข้ามคืน อย่างน้อยๆ ต้องใช้เวลาหลายเดือนกว่าสถานการณ์จะเริ่มนิ่ง

ดังนั้น เราไม่ควรคาดหวังว่าวิกฤตครั้งนี้จะจบลงในเร็ววัน ในความเป็นจริงแล้ว แรงกดดันต่างๆ มีแนวโน้มที่จะทวีความรุนแรงขึ้น การหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานจะยังคงอยู่และอาจเลวร้ายลงไปอีกในหลายเดือนข้างหน้า เมื่อมองไปในระดับโลก อัตราเงินเฟ้อจะพุ่งสูงขึ้น โดยจะลามจากภาคพลังงานไปยังหมวดอาหาร และกระจายไปสู่ของใช้จำเป็นอื่นๆ บางเศรษฐกิจอาจถึงขั้นลื่นไถลเข้าสู่ภาวะถดถอย (Recession) และสิงคโปร์ก็จะสัมผัสได้ถึงผลกระทบนี้แบบเต็มๆ การเติบโตของเราในปีนี้จะชะลอตัวลง และเงินเฟ้อจะอยู่ในระดับที่สูงขึ้น ซึ่งทั้งหมดนี้จะสร้างแรงกดดันอย่างแท้จริงต่อทั้งภาคธุรกิจ คนทำงาน และภาคครัวเรือน

ชาวสิงคโปร์รุ่นใหญ่น่าจะยังจำวิกฤตการณ์น้ำมัน (Oil shocks) ในช่วงยุค 70 ได้ดี

ในช่วงเวลานั้นโลกต้องเผชิญกับภาวะ “Stagflation” ครั้งใหญ่ ซึ่ง Stagflation ก็คือ ส่วนผสมที่ลงตัวระหว่างความชะงักงันของเศรษฐกิจ (Stagnation) และอัตราเงินเฟ้อ (Inflation) ผลลัพธ์ คือ  คุณต้องเจอกับตัวเลขคนตกงานที่พุ่งสูงปรี๊ดควบคู่ไปกับข้าวของที่แพงหูฉี่ มันคือฝันร้ายที่สุดของทั้งสองขั้ว และสร้างความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัสให้กับธุรกิจและคนวัยทำงาน

ตอนนี้ ความเสี่ยงที่จะเกิด Stagflation กำลังก่อตัวขึ้นอีกครั้ง สำนักงานพลังงานสากล (International Energy Agency) ได้ออกมาเตือนแล้วว่าวิกฤตในปัจจุบันอาจรุนแรงยิ่งกว่าสิ่งที่โลกเคยเผชิญในยุค 70 เสียอีก ดังนั้น เราต้องเตรียมตัวรับแรงกระแทก และเตรียมพร้อมสำหรับช่วงเวลาที่ยากลำบากยิ่งขึ้นที่รออยู่เบื้องหน้า และผมต้องการพูดกับพวกคุณทุกคนอย่างตรงไปตรงมา เพื่อให้พวกเราทุกคนได้เตรียมใจให้พร้อม

แต่ท่ามกลางความจริงอันโหดร้ายนี้ เราก็ยังสามารถมองไปข้างหน้าด้วยความมั่นใจลึกๆ ได้ เราไม่ได้เผชิญหน้ากับวิกฤตครั้งนี้จากจุดที่อ่อนแอ สิงคโปร์เตรียมพร้อมมาอย่างดี และเราอยู่ในจุดที่แข็งแกร่งกว่าเดิมมากในวันนี้

จุดยืนอันแข็งแกร่งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นชั่วข้ามคืน แต่ถูกสร้างสมมาอย่างยาวนาน เราตัดสินใจเลือกเส้นทางที่ยากลำบากมาตั้งแต่เนิ่นๆ ด้วยการบริหารการเงินอย่างรัดกุมและสร้างทุนสำรองของเราให้ปึกแผ่น ในขณะเดียวกัน เราก็ลงทุนเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงาน เราถมทะเลเพื่อสร้างพื้นที่ เราสร้างเกาะจูร่ง (Jurong Island) เราพัฒนาอุตสาหกรรมโรงกลั่นและปิโตรเคมี เราขุดลึกลงไปใต้ดินเพื่อสร้างคลังเก็บน้ำมันใต้ดิน Jurong Rock Caverns ทั้งๆ ที่เราไม่มีน้ำมัน ไม่มีก๊าซธรรมชาติ และไม่มีอะไรการันตีเลยว่าแผนพวกนี้จะรอด แต่เราก็กัดฟันเดินหน้าและสร้างสิ่งที่ไม่มีอยู่จริงให้เกิดขึ้นมาได้

และในวันนี้ สิงคโปร์ได้กลายเป็นส่วนสำคัญของกระแสการไหลเวียนพลังงานระดับโลก สิ่งนี้มอบความได้เปรียบอย่างมหาศาลให้กับเรา บริษัทพลังงานชั้นนำระดับโลกต่างเข้ามาดำเนินธุรกิจที่นี่ ทั้งการกลั่น การจัดเก็บ และการซื้อขายน้ำมัน พวกเขาเชื่อมต่อกับเครือข่ายอุปทานที่หลากหลายทั่วโลก ดังนั้น เมื่อมีแหล่งพลังงานใดแหล่งหนึ่งสะดุด พวกเขาก็สามารถดึงทรัพยากรจากแหล่งอื่นมาทดแทนได้ นี่คือ ข้อได้เปรียบที่เราทุ่มเทสร้างมาหลายทศวรรษ มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เกิดจากการตัดสินใจอย่างรอบคอบ ความพยายามอย่างต่อเนื่อง และวินัยอันแน่วแน่ เราทำให้สิ่งนี้เกิดขึ้นมาได้ด้วยกัน

แต่ทั้งหมดนี้จะไม่สามารถขับเคลื่อนไปได้ด้วยตัวของมันเอง เบื้องหลังความสำเร็จทั้งหมด คือ ผู้คนของเรา คือ คนทำงานของเรา และในเช้าวันนี้ ผมอยากจะขอตะโกนดังๆ เพื่อขอบคุณพี่น้องของเราในโรงกลั่น โรงไฟฟ้า และตลอดทั่วทั้งภาคอุตสาหกรรมน้ำมัน ปิโตรเคมี พลังงาน และเคมีภัณฑ์ พวกเขา คือ สหภาพแรงงานของเราในกลุ่มที่เรียกว่า OPEC (OPEC cluster) นี่ไม่ใช่ OPEC แบบที่คุณเห็นตามหน้าข่าว แต่เป็น OPEC ที่คอยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของเราในทุกๆ วัน พวกคุณทำงานกันแบบหามรุ่งหามค่ำ ข้ามคืน ข้ามวันหยุดสุดสัปดาห์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ ดังนั้น ผมขอขอบคุณสำหรับความทุ่มเทของพวกคุณ ที่ช่วยเปิดไฟให้สว่างไสวและขับเคลื่อนสิงคโปร์ให้เดินหน้าต่อไปได้!

เป็นเพราะคนทำงานของเราทุกคน เป็นเพราะการตัดสินใจที่เราทำเมื่อหลายสิบปีก่อน ทำให้เราสามารถตอบสนองต่อวิกฤตได้จากจุดยืนที่แข็งแกร่ง เรากำลังทำงานอย่างใกล้ชิดกับประเทศที่มีแนวคิดตรงกันเพื่อเสริมสร้างความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทานและให้การสนับสนุนซึ่งกันและกัน เรากำลังรักษาเส้นทางอุปทานสำหรับพลังงานและสินค้าจำเป็นอื่นๆ ให้มั่นคง

ขณะเดียวกัน เรากำลังยกระดับการช่วยเหลือชาวสิงคโปร์ เราลงมือทำตั้งแต่เดือนที่แล้วด้วยการออกมาตรการช่วยเหลือต่างๆ เราให้ความช่วยเหลือภาคธุรกิจมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักสุดจากราคาพลังงานที่พุ่งสูง รวมถึงการอัดฉีดความช่วยเหลือให้ภาคครัวเรือน ทั้งในรูปแบบของเงินคืน U-Save, การแจกเงินสดที่เพิ่มขึ้น และการแจก CDC Vouchers ที่เร็วกว่ากำหนด

รัฐบาลกำลังทำหน้าที่ในส่วนของตัวเองอย่างเต็มกำลัง และภาคธุรกิจก็สามารถเข้ามามีบทบาทร่วมกันได้ ตัวอย่างเช่น NTUC FairPrice ได้ประกาศตรึงราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นเพื่อช่วยให้ประชาชนยังจับจ่ายใช้สอยได้ ขอขอบคุณ FairPrice ผมอยากสนับสนุนให้ทุกบริษัททำในสิ่งที่สามารถทำได้ ช่วยเหลือพนักงานของคุณ และช่วยกันแบ่งเบาภาระให้กับชาวสิงคโปร์ไปพร้อมกัน

ผมรู้ว่าหลายคนกำลังคิดอะไรอยู่ CDC vouchers เดิมทีมีกำหนดแจกในเดือนมกราคมปีหน้า แต่ตอนนี้ถูกเลื่อนเข้ามาแจกเร็วขึ้น พวกคุณคงมีคำถามว่า แล้วแบบนี้จะยังมีการสนับสนุนตามมาอีกไหมในภายหลัง?

ให้ผมอธิบายแบบนี้ รัฐบาลได้ขยับตัวอย่างรวดเร็วในการรับมือเบื้องต้นกับวิกฤตครั้งนี้ แต่เราประเมินว่าสถานการณ์จะทวีความท้าทายมากขึ้นตลอดทั้งปีนี้ อย่างที่ผมเพิ่งอธิบายไป และถ้าสิ่งนั้นเกิดขึ้นจริง เราจะลงมือทำสิ่งต่างๆ เพิ่มเติมเพื่อช่วยเหลือต่อไป เพราะในช่วงเวลาแบบนี้ ชาวสิงคโปร์มั่นใจได้ในสิ่งเดียวเลยว่า รัฐบาลของพวกคุณจะลงมือทำ เราจะทำอย่างเด็ดขาด และเราจะยืนหยัดเคียงข้างพวกคุณ เคียงข้างชาวสิงคโปร์ทุกคนในทุกย่างก้าว

การเปลี่ยนผ่านสู่ยุค AI (AI Transformation) ความจริงในโลกที่เปลี่ยนไปใบนี้ ก็คือ มันจะมีความผันผวนเกิดขึ้นอีกมากมาย เราจะต้องเผชิญหน้ากับพายุลูกแล้วลูกเล่า

เราจะมาแค่นั่งกอดเข่าภาวนาแล้วหวังให้ท้องฟ้ากลับมาสดใสไม่ได้ เราต้องก้าวไปข้างหน้า เพื่อขี่พายุทุกระลอกด้วยความมั่นใจ คว้าโอกาสใหม่ๆ และเสริมสร้างจุดยืนของเราบนเวทีโลกให้แข็งแกร่ง

นอกจากนี้ ยังมีพลังขับเคลื่อนระดับลึกซึ้งที่กำลังพลิกโฉมเศรษฐกิจโลก และอย่างที่เราทุกคนรู้ดี สิ่งที่ทรงพลังที่สุดในตอนนี้ก็คือ ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI (Artificial Intelligence)

AI คือ เทคโนโลยีที่เป็นตัวกำหนดนิยามของยุคสมัยเรา ลองคิดดูสิ แค่ 4 ปีที่แล้ว ยังไม่มีใครรู้จักสิ่งที่เรียกว่า ChatGPT เลยด้วยซ้ำ แต่วันนี้ ทุกคนในที่นี้รู้ว่ามันคืออะไร หลายคนใช้ AI ช่วยร่างอีเมลหรือสรุปรายงาน มันได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของเราไปแล้ว

แต่นี่เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น ในแนวหน้าของการพัฒนา AI กำลังพลิกโฉมรูปแบบการทำงานไปอย่างสิ้นเชิง ยกตัวอย่างเช่น การเขียนโปรแกรมซอฟต์แวร์ในยุคนี้ไม่ได้ใช้คนมานั่งพิมพ์โค้ดทีละบรรทัดอีกต่อไปแล้ว วิศวกรซอฟต์แวร์แค่ป้อนคำอธิบายสิ่งที่พวกเขาต้องการ แล้ว AI จะช่วยเขียนและปรับแต่งโค้ดออกมาให้ ลองดู Google เป็นตัวอย่าง เมื่อสองปีก่อน AI เป็นคนเขียนโค้ดชุดใหม่ให้กับบริษัทถึง 25% ปีที่แล้วตัวเลขขยับไปที่ 50% และวันนี้มันปาเข้าไป 75% แล้ว แต่อย่าเพิ่งเข้าใจผิด สิ่งนี้ไม่ได้แปลว่าโลกนี้ไม่ต้องการวิศวกรซอฟต์แวร์อีกต่อไป ในทางกลับกัน พวกเขายังคงเป็นที่ต้องการอย่างมากแม้แต่ในตัว Google เอง พวกเขายอมจ่ายค่าตัวแพงลิ่วเพื่อคว้าวิศวกรซอฟต์แวร์เก่งๆ แต่บทบาทของวิศวกรเหล่านี้กำลังเปลี่ยนไป พวกเขาไม่ได้มีหน้าที่แค่เขียนโค้ดอีกแล้ว แต่พวกเขากำลังกลายเป็นสถาปนิก ผู้ดูแลระบบ และผู้สร้างสถาปัตยกรรมโครงสร้าง (System builders)

และตอนนี้ เรากำลังก้าวเข้าสู่ยุคของ ผู้ช่วย AI อัจฉริยะ (AI agents) ซึ่งมันไปไกลกว่าแชทบอทธรรมดาๆ มาก พวกมันไม่ได้แค่ตอบคำถามของคุณ แต่พวกมันสามารถวางแผนและลงมือจัดการงานที่ซับซ้อนตั้งแต่ต้นจนจบได้ด้วยตัวเองทั้งหมด และเวลาที่ผมมีโอกาสพูดคุยกับเหล่าผู้ประกอบการ หลายคนบอกเลยว่าพวกเขาเริ่มใช้ AI agents เข้ามาจัดการโซเชียลมีเดีย ร่างรายงาน และจัดการงานธุรการต่างๆ แล้ว ซึ่งกระบวนการทำงานเหล่านี้ในอดีตต้องใช้ทีมงานทั้งทีม แต่เดี๋ยวนี้คนเพียงคนเดียวที่มี AI agents ก็สามารถจัดการทั้งหมดนั้นได้สบายๆ

ดังนั้น ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นมันจะมหาศาลมาก AI จะไม่ได้แค่เข้ามาช่วยเพิ่ม Productivity แต่มันจะเข้ามาดิสรัปต์และพลิกโฉมหน้าอุตสาหกรรมไปทั้งระบบ

สิงคโปร์ต้องเตรียมตัวเองให้พร้อมที่จะก้าวขึ้นเป็นผู้ชนะในสภาพแวดล้อมใหม่นี้ และนั่นคือ เหตุผลที่เราได้จัดตั้ง สภาปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติ (National AI Council) ขึ้นมาเพื่อประสานความพยายามในระดับชาติของเรา เป้าหมายของเรานั้นชัดเจน: เราต้องสร้างขีดความสามารถด้าน AI ระดับลึกซึ้ง ผลักดันให้เกิดการนำไปใช้ในทุกภาคส่วนของเศรษฐกิจ และปั้นสิงคโปร์ให้กลายเป็นศูนย์กลางนวัตกรรม AI แต่ท้ายที่สุดแล้ว วัตถุประสงค์หลักของเราคือการทำให้แน่ใจว่า AI จะสร้างประโยชน์ให้กับคนทำงานทุกคน นำมาซึ่งงานที่ดีขึ้นและโอกาสที่ดีกว่าเดิม

เราเพิ่งเริ่มต้นการทำงานนี้ แต่เราก็เห็นความคืบหน้าที่ดีเยี่ยม บริษัทชั้นนำระดับโลกต่างพากันเข้ามาขยายฐานกิจกรรมด้าน AI ที่นี่ ลองดู Google เป็นตัวอย่าง พวกเขาอยู่ในสิงคโปร์มาหลายปีแล้ว และเมื่อปีที่แล้ว พวกเขาได้ก่อตั้ง Google DeepMind ขึ้นที่นี่ในสิงคโปร์ ซึ่งนี่คือห้องปฏิบัติการวิจัย AI แห่งแรกของพวกเขาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และตั้งอยู่ในสิงคโปร์ ทีมงานของพวกเขาที่นี่ทำงานเกี่ยวกับ AI ระดับแนวหน้าและแอปพลิเคชันที่ใช้ได้จริงในโลกยุคปัจจุบัน พวกเขาดึงดูดผู้เชี่ยวชาญและนักวิทยาศาสตร์จากทั่วทุกมุมโลก โดยมีชาวสิงคโปร์ทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่ไปด้วย และผมภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่จะบอกว่าหนึ่งในทีมเหล่านั้นนำทัพโดยชาวสิงคโปร์ เขาคือ Yi Tay บัณฑิตจาก NTU ตอนนี้เขากำลังมีส่วนสำคัญในการผลักดันการพัฒนา Gemini ซึ่งหลายคนคงทราบดีว่า Gemini คือโมเดล AI ระดับเรือธงของ Google

เราจะเดินหน้าดึงดูดเม็ดเงินลงทุนเข้ามาอย่างต่อเนื่อง และมันจะไม่ได้มาจากแค่ยักษ์ใหญ่ด้านเทคฯ ระดับโลกเท่านั้น แต่ยังรวมถึงสตาร์ทอัพที่กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด ตัวอย่างหนึ่ง คือ Advanced Machine Intelligence บริษัทที่ก่อตั้งโดย Yann LeCun ซึ่งเป็นหนึ่งในนักวิทยาศาสตร์ด้าน AI ระดับท็อปของโลก พวกเขากำลังพัฒนาสิ่งที่เรียกว่า “Physical AI” พูดง่ายๆ คือการดึงศักยภาพของ AI มาใช้ไม่ใช่แค่เพื่อการสร้างข้อความหรือรูปภาพ แต่เพื่อให้เข้าใจและโต้ตอบกับโลกความเป็นจริงได้ ปัจจุบันพวกเขามีสำนักงาน 4 แห่งทั่วโลก และสิงคโปร์ก็เป็นหนึ่งในนั้น เราคือฐานทัพในเอเชียสำหรับงานล้ำยุคระดับแนวหน้านี้

ดังนั้น เมื่อเราดึงดูดการลงทุนเหล่านี้เข้ามามากขึ้น เมื่อเราขยายระบบนิเวศด้าน AI ของเราให้ใหญ่ขึ้น เราจะรับประกันได้ว่าโอกาสสำหรับชาวสิงคโปร์จะเบ่งบานตามไปด้วยอย่างสอดคล้องกัน

และในเวลาเดียวกัน เราจะช่วยให้บริษัทในประเทศของเราสามารถทำ Transformation ได้ด้วย ลองดู DBS เป็นตัวอย่าง พวกเขาเริ่มลงทุนใน AI มานานกว่าทศวรรษแล้ว เมื่อเวลาผ่านไป พวกเขาได้ฝังระบบ AI เข้าไปในทุกกระบวนการทำงาน ช่วยเพิ่มผลผลิตและสร้างมูลค่าใหม่ๆ และวันนี้พวกเขากำลังก้าวไปอีกขั้น พวกเขากำลังฝึกอบรมพนักงานทุกคนให้สามารถใช้เครื่องมือ AI และมอบพลังให้พนักงานสามารถสร้างโซลูชัน AI ของตัวเองเพื่อซัพพอร์ตการทำงานได้ ด้วยวิธีนี้ พนักงานหลายคนได้รับประโยชน์และสามารถขยายขอบเขตหน้าที่การทำงานของตัวเองออกไป อย่างเช่น Ali Jinah Mohamed Yusuf เขาอยู่ที่นี่กับเราในวันนี้ด้วย Jinah เข้ามาร่วมงานกับ DBS เมื่อ 26 ปีที่แล้ว หลังจากเรียนจบจาก Singapore Poly เขาเริ่มต้นจากตำแหน่งเจ้าหน้าที่บริการลูกค้า และตลอดหลายปีที่ผ่านมา เขาไม่เคยหยุดที่จะเรียนรู้และอัปเกรดตัวเองผ่านการรับบทบาทหน้าที่ต่างๆ ในธนาคาร เมื่อ AI สร้างโอกาสใหม่ๆ ขึ้นมา เขาก็ก้าวออกมารับความท้าทายนั้น เขาไปลงเรียนคอร์สต่างๆ เรียนรู้ทักษะใหม่ และหัดนำ AI มาประยุกต์ใช้กับงานของเขา วันนี้เขาเป็นผู้นำทีมงาน 20 คนใน Customer Centre ของ DBS คอยขับเคลื่อนโปรเจกต์ AI เพื่อยกระดับบริการและการดำเนินงาน ทำได้ยอดเยี่ยมมาก!

นี่แหละ คือหน้าตาของการทรานส์ฟอร์มด้วย AI มันคือ การที่คนทำงานเติบโต ปรับตัว และก้าวเข้าสู่บทบาทหน้าที่ที่ดียิ่งขึ้น

การสนับสนุนคนทำงาน (Support for Workers) เราต้องการสนับสนุนให้เกิดการเปลี่ยนผ่านสายงานแบบนี้ให้มากขึ้น แต่ผมเข้าใจดีว่า ไม่ใช่ทุกคนที่จะรู้สึกพร้อม ชาวสิงคโปร์จำนวนมากกำลังวิตกกังวลเกี่ยวกับ AI พวกเขาตั้งคำถามว่า มันจะมาแย่งงานหรือเปล่า? เราจะตามโลกทันยากขึ้นไหม? คนรุ่นต่อไปจะยังมีโอกาสดีๆ รออยู่หรือไม่? ความกังวลเหล่านี้คือเรื่องจริง

แต่ลองมองย้อนกลับไปในอดีต เพราะเราเคยผ่านยุคเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยีครั้งใหญ่ๆ มาแล้ว ผมจำได้ว่าตอนที่ผมเริ่มทำงานในช่วงกลางยุค 90 เครื่องมืออย่างสเปรดชีต Excel กำลังเริ่มฮิต และมันส่งผลกระทบทันที เพราะออฟฟิศทุกแห่งต้องการพนักงานป้อนข้อมูลลดลง แต่ในขณะเดียวกัน โอกาสใหม่ๆ ก็ผุดขึ้นมา มีความต้องการนักบัญชีและนักวิเคราะห์ที่สามารถใช้เครื่องมือเหล่านี้สร้างมูลค่าเพิ่มได้เก่งๆ

แน่นอนว่า AI นั้น ทรงพลังกว่าสเปรดชีตอย่างเทียบไม่ติด ดังนั้น ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับสถานที่ทำงานของเราย่อมต้องรุนแรงกว่ามาก

และนั่นคือ เหตุผลที่ผมไม่สามารถให้คำสัญญาได้ว่าจะไม่มีการดิสรัปต์เกิดขึ้น งานต่างๆ จะเปลี่ยนแปลงไป บางตำแหน่งอาจจะหายไปเลย และความเร็วของความเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะเร็วกว่าทุกสิ่งที่เราเคยเห็นมา

แต่สิ่งนี้ คือ สิ่งที่ผมสามารถสัญญากับพวกคุณได้ คือ ในขณะที่เศรษฐกิจของเรากำลังเปลี่ยนผ่าน เราจะสร้างงานใหม่ที่ดีกว่าเดิม เราอาจไม่สามารถปกป้องงานได้ทุกตำแหน่ง แต่เราจะปกป้องคนทำงานทุกคน เพราะในสิงคโปร์ คนทำงานทุกคนมีความหมาย!

การสร้างการเติบโตที่ครอบคลุมทุกคนแบบนี้ มันไม่ได้เกิดขึ้นได้เอง และเราจะไม่ปล่อยให้เป็นเรื่องของโชคชะตา หรือปล่อยให้กลไกตลาดจัดการไปตามยถากรรม แต่เราจะดำเนินการตามแผนงานอย่างเป็นระบบ เพื่อรับประกันว่าทุกคนจะได้ประโยชน์จาก AI ร่วมกัน

และนั่นเป็นเหตุผลที่รัฐบาลกำลังเสริมความแข็งแกร่งในการช่วยเหลือคนทำงาน เรากำลังดึงเรื่องของการฝึกอบรมทักษะและการจับคู่งานให้เข้ามาเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิดยิ่งขึ้น ด้วยการควบรวม WSG และ SSG เข้าเป็นหน่วยงานใหม่ในชื่อ Skills and Workforce Development Agency (SWDA) ซึ่งจะอยู่ภายใต้การกำกับดูแลร่วมกันของกระทรวงแรงงาน (MOM) และกระทรวงศึกษาธิการ (MOE) เรากำลังติดปีกให้กับ SkillsFuture เพื่อให้คุณสามารถเรียนรู้ได้ตลอดชีวิตและยกระดับตัวเองด้วยความมั่นใจ และถ้าคุณต้องล้มลุกคลุกคลาน เราจะคอยซัพพอร์ตคุณผ่านโครงการ SkillsFuture Jobseeker Support Scheme

รัฐบาลจะจัดเตรียมเครื่องมือ สร้างเส้นทาง และให้การสนับสนุน แต่เราต้องการให้ชาวสิงคโปร์ก้าวออกมาข้างหน้าด้วยเช่นกัน อย่าปล่อยให้ความวิตกกังวลหรือความไม่แน่นอนมาฉุดรั้งคุณจากการเรียนรู้และนำ AI มาใช้ AI เกิดมาเพื่ออยู่กับเราไปตลอด ดังนั้น จงอ้าแขนรับมัน เรียนรู้มัน ใช้งานมัน และเชี่ยวชาญมันให้ได้ บริษัทที่ทำแบบนี้ได้จะยังคงสามารถแข่งขันได้ ส่วนคนทำงานที่สร้างทักษะด้าน AI จะมีโอกาสและอนาคตที่สดใสกว่า

ในตอนที่ผมลงพื้นที่พบปะกับชาวสิงคโปร์ ผมชอบถามพวกเขาว่า คุณใช้ AI อยู่หรือเปล่า? แทบทุกคนตอบว่า ใช่ ผมมั่นใจว่าถ้าผมถามพวกคุณในห้องนี้ ทุกคนก็ต้องตอบว่า “ใช่ เราใช้ AI” แต่พอผมเจาะลึกลงไป หลายคนบอกว่า พวกเขาใช้มันเหมือนเป็นเครื่องมือเสิร์ชเอนจินแบบอัปเกรด คุณพิมพ์ถามคำถาม คุณก็ได้คำตอบ นั่นคือ จุดเริ่มต้นที่ดี แต่มันก็เป็นเพียงแค่การเกาถูกเปลือกนอกเท่านั้น ยังมีศักยภาพอีกมหาศาลที่รอการปลดล็อก และหลายคนบอกผมว่า “ฉันอยากทำได้มากกว่านี้ ฉันแค่ไม่รู้ว่าจะเริ่มจากตรงไหน”

และนี่แหละ คือ เหตุผลที่เราเตรียมการสนับสนุนเพิ่มเติมเอาไว้ เรากำลังออกแบบพอร์ทัล SkillsFuture ใหม่ทั้งหมด เพื่อให้คุณค้นหาคอร์สเรียนที่ตรงกับความต้องการของคุณได้ง่ายขึ้น และเมื่อคุณลงทะเบียนเรียนคอร์สเหล่านี้ คุณจะได้รับสิทธิ์เข้าถึงเครื่องมือ AI ระดับพรีเมียมแบบฟรีๆ ถึง 6 เดือน และเมื่อสักครู่นี้ผมดีใจมากที่ได้ยินจากพี่ Chee Meng เลขาธิการ NTUC ว่าทาง NTUC ก็กำลังเตรียมเพิ่มการสนับสนุนพิเศษท็อปอัปเข้าไปจากฝั่งของรัฐบาลด้วย ดังนั้น คุณสามารถเริ่มต้นเรียนรู้ได้เลย และสามารถเริ่มนำสิ่งที่เรียนมาประยุกต์ใช้ได้อย่างรวดเร็ว และในสิงคโปร์ นี่คือ แนวทางของเรา และนี่คือ คำมั่นสัญญาที่เรามีต่อชาวสิงคโปร์ เพียงแค่คุณลงมือพยายาม เราก็จะอยู่ตรงนั้นเพื่อสนับสนุนคุณ ในทุกๆ ก้าวที่คุณเดิน

ไตรภาคีในภาคปฏิบัติ (Tripartism in Action) เราสามารถทำทั้งหมดนี้ได้เพราะข้อได้เปรียบที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของสิงคโปร์: ระบบไตรภาคี (Tripartism) ในประเทศอื่นๆ หลายประเทศ ความเปลี่ยนแปลงมักนำไปสู่ความแตกแยก สหภาพแรงงานต่อสู้กับนายจ้าง ภาคธุรกิจก็ดูแลแต่ผลประโยชน์ของตัวเอง และคนทำงานก็ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

แต่ในสิงคโปร์ เราทำสิ่งต่างๆ แตกต่างออกไป รัฐบาล สหภาพแรงงาน และนายจ้าง ทำงานร่วมกัน ไม่ใช่ในฐานะคู่ขัดแย้ง แต่ในฐานะพันธมิตร และเราได้นำสิ่งนี้มาปฏิบัติจริงผ่าน Company Training Committees หรือ CTCs ซึ่งพวกคุณเพิ่งได้ฟังจากท่านเลขาธิการไปเมื่อสักครู่นี้ มันเป็นไอเดียที่มีจุดกำเนิดมาจากขบวนการแรงงาน โดยเป็นการดึงเอาบริษัท พนักงาน และสหภาพแรงงานมานั่งจับเข่าคุยกัน เพื่อระบุทักษะที่จำเป็นต่อการทำทรานส์ฟอร์เมชัน และวางแผนงานที่เป็นรูปธรรมเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของคนทำงาน

ดังนั้น นี่คือ ไตรภาคีที่เกิดการลงมือทำจริง สร้างผลลัพธ์แบบ win, win, win ให้กับทุกฝ่าย!

ลองดูตัวอย่างจากโรงพยาบาล Tan Tock Seng (Tan Tock Seng Hospital) หนึ่งในหน้าที่รับผิดชอบของพยาบาลอาวุโสคือการจัดตารางเวรให้พยาบาล คุณอาจคิดว่ามันเป็นเรื่องง่ายๆ ตรงไปตรงมา แต่ในความเป็นจริง มันไม่ใช่งานหมูๆ เลย พยาบาลอาวุโสต้องนำปัจจัยหลายอย่างมาคำนวณ ทั้งเรื่องนโยบายของโรงพยาบาล ประสบการณ์และทักษะของพยาบาลแต่ละคนที่แตกต่างกัน อาจจะมีคำขอส่วนตัวเข้ามาด้วยเพราะสถานการณ์ทางครอบครัวทำให้พวกเขาต้องการทำงานในบางช่วงเวลาของสัปดาห์ และคุณยังต้องแน่ใจว่าตารางเวรถูกจัดอย่างยุติธรรม เพราะอย่างที่พวกคุณรู้กันดี กะงาน ก็คือ กะงาน บางกะคนแย่งกันทำ ส่วนบางกะไม่มีใครอยากทำ แล้วจะจัดการกะที่ไม่มีใครอยากทำยังไง? จะแบ่งกันยังไงให้แฟร์? ทุกอย่างต้องถูกบาลานซ์อย่างระมัดระวัง มันเป็นงานที่ซับซ้อนและน่าปวดหัว พยาบาลอาวุโสอาจต้องเสียเวลามากกว่า 1 ชั่วโมงเพียงเพื่อจัดตารางเวร

แต่ผ่านระบบ CTC สหภาพแรงงานผู้ให้บริการด้านสาธารณสุขได้จับมือกับทีมพยาบาล และพวกเขาได้ทำงานร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีเพื่อหาทางออก Nurse Manager อย่างคุณ Mo Minyi มีส่วนร่วมในเรื่องนี้อย่างจริงจัง เธออยู่ที่นี่กับเราด้วย เธอต้องรับมือกับงานประจำวันไปพร้อมๆ กับเจียดเวลามาลุยโปรเจกต์นี้ และนี่ไม่ใช่แค่โปรเจกต์ไอทีไก่กา มันต้องผ่านการทดสอบซ้ำแล้วซ้ำเล่า เจาะลึกไปในรายละเอียด เพื่อให้มั่นใจว่าโซลูชันนี้สามารถแก้ปัญหาหน้างานจริงที่พยาบาลต้องเจอในทุกๆ วันได้

และในท้ายที่สุด พวกเขาก็ร่วมกันพัฒนาเครื่องมือจัดตารางเวรที่ขับเคลื่อนด้วย AI ขึ้นมาได้สำเร็จ และสิ่งที่เคยต้องใช้เวลากว่า 1 ชั่วโมง ตอนนี้สามารถทำเสร็จได้ภายในเวลาแค่ 15 นาที! ประโยชน์ที่ได้มันไปไกลกว่าแค่เรื่องประสิทธิภาพและการประหยัดเวลา เพราะการจัดตารางเวรที่ดีขึ้นทำให้การทำงานมีความยืดหยุ่น เปิดโอกาสให้พยาบาลหลายคน รวมถึงคนที่มีภาระทางครอบครัว สามารถทำงานและบริหารจัดการตารางเวลาของตัวเองได้ดีขึ้น ตอนนี้ทุกคนสามารถทำงานได้ดีขึ้น เร็วขึ้น และฉลาดขึ้น! ยอดเยี่ยมมาก Tan Tock Seng Hospital!

อีกหนึ่งตัวอย่าง คือ SMRT ผมได้ไปเยือนที่ Bishan Depot เมื่อต้นปีนี้ ผมได้เห็นว่าสิ่งต่างๆ ที่ศูนย์ซ่อมบำรุงแห่งนั้นเปลี่ยนไปมากแค่ไหน งานที่นั่นเคยต้องใช้แรงงานคนอย่างหนักหน่วง พนักงานต้องยกและจัดการอุปกรณ์หนักๆ ด้วยมือเปล่า แต่ตอนนี้มันได้รับการสนับสนุนจากระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์แล้ว เครื่องจักรหนักๆ ถูกเคลื่อนย้ายด้วยเครื่องจักร หุ่นยนต์ทำงานข้ามคืนเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับวันถัดไป และ AI เข้ามาช่วยจัดตารางการซ่อมบำรุง โดยจับคู่งานที่ใช่ให้กับช่างเทคนิคที่ตรงกับประสบการณ์ AI ยังช่วยตรวจจับความผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นได้ตั้งแต่เนิ่นๆ ทำให้วิศวกรสามารถเข้าไปแก้ไขได้ก่อนที่จะเกิดปัญหาระบบขัดข้อง

และที่สำคัญที่สุดคือ ความเปลี่ยนแปลงทั้งหมดนี้เกิดขึ้นได้ก็เพราะกลไกของ CTC ที่มีส่วนร่วมอย่างแข็งขันจากสหภาพแรงงานขนส่งแห่งชาติและตัวพนักงานเอง

เมื่อร่วมมือกัน พวกเขาได้นำแนวทางที่ชาวญี่ปุ่นเรียกว่า “ไคเซ็น” (Kaizen) มาปรับใช้ ซึ่งก็คือการปรับปรุงอย่างต่อเนื่องทั่วทั้งองค์กร และผลลัพธ์ก็คือพนักงานไม่ได้แค่ทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้นเท่านั้น แต่พวกเขายังมีความสุขกับงานมากขึ้นด้วย ลองดู Yahya Kharthi เป็นตัวอย่าง เขาอายุ 62 ปี และร่วมงานกับ SMRT มานานกว่า 30 ปีแล้ว ในอดีต งานนี้ใช้แรงกายหนักหน่วงและส่งผลกระทบต่อสุขภาพ ครอบครัวของเขาเป็นห่วงและคิดว่าเขาน่าจะรีบเกษียณอายุได้แล้ว แต่ตอนนี้ด้วยสภาพแวดล้อมการทำงานที่ดีขึ้นและปลอดภัยขึ้น เขากลับมาพร้อมและกระตือรือร้นที่จะลุยงานต่อไป!

และสิ่งที่น่าชื่นใจที่สุดที่ได้เห็นก็คือ ผลตอบแทนจากการทรานส์ฟอร์มใน SMRT ถูกแบ่งปันให้กับทุกคน ผลผลิตจากประสิทธิภาพของศูนย์ซ่อมบำรุง Bishan พุ่งสูงขึ้น พนักงานได้ผลประโยชน์ผ่านค่าจ้างที่เพิ่มขึ้นและความก้าวหน้าในสายอาชีพ และในปีนี้ SMRT ได้จ่ายโบนัสพิเศษที่เรียกว่า “Kaizen Bonus” จำนวน 1,600 ดอลลาร์ ให้กับพนักงานทุกคน ท็อปอัปไปจากโบนัสปกติที่ได้อยู่แล้ว! มันก็สมควรจะเป็นแบบนั้น! นั่นแหละคือ วิถีทางที่ควรจะเป็น เมื่อบริษัททำกำไรได้ดี พนักงานก็ต้องได้รับผลประโยชน์ด้วย

SMRT ไม่ได้แค่ทรานส์ฟอร์มตัวเองเท่านั้น แต่พวกเขายังรับบทบาทเป็น “บริษัทแม่ข่าย” (Queen Bee company) อีกด้วย พูดง่ายๆ คือเรากำลังนำแนวทาง CTC นี้ขยายผลไปไกลกว่าแค่ระดับบริษัทเดี่ยวๆ แต่ยกระดับไปสู่คลัสเตอร์และสร้างบริษัทแม่ข่ายขึ้นมา ดังนั้นบริษัทแม่ข่ายอย่าง SMRT สามารถช่วยเครือข่ายผู้รับเหมา SME ในการรับเอาเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาใช้และปรับปรุงการดำเนินงานได้ และด้วยการทำเช่นนี้ มันจะช่วยยกระดับมาตรฐานและแนวปฏิบัติต่างๆ ให้กับทั้งระบบนิเวศของการขนส่งสาธารณะทั้งหมด ขอชมเชยอีกครั้ง ทำได้ดีมาก SMRT!

แก่นแท้ของ CTC นั้นไปไกลกว่าแค่การเอาเทคโนโลยีมาใช้ แต่มันคือการเสริมพลัง (Empower) ให้กับคนทำงานของเรา พวกเขารับประกันว่าเมื่อบริษัทก้าวเข้าสู่กระบวนการทรานส์ฟอร์เมชัน พนักงานจะไม่ถูกทิ้งให้เป็นเพียงผู้สังเกตการณ์ที่รอรับผลกระทบจากการดิสรัปต์ คุณจะไม่ใช่แค่คนที่นั่งรอรับคำสั่งจากเบื้องบน ในทางกลับกัน คุณคือผู้มีส่วนร่วมสำคัญในเส้นทางการทรานส์ฟอร์มนี้ เป็นคนกำหนดอนาคตของตัวคุณเอง และทำให้งานของคุณดีขึ้น ฉลาดขึ้น และรวดเร็วขึ้น

และเพราะโมเดล CTC นี้ทำงานได้ผลและให้ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม ตอนนี้เราจึงสามารถต่อยอดมันไปได้ไกลกว่าเดิม

ดังนั้น เรามีแผนที่จะขยายสเกลการทำงานแบบ CTC เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่ยุค AI โดยจะลุยกันแบบรายเซกเตอร์และรายบริษัท กับเรื่องของ AI มันไม่มีโซลูชันสำเร็จรูปที่เหมาะกับทุกสถานการณ์ (one-size-fits-all) ทุกอุตสาหกรรมมีความเฉพาะตัว และทุกบริษัทเผชิญหน้ากับข้อจำกัดที่ต่างกัน แต่ถ้าเราร่วมมือกัน ทั้งสหภาพแรงงานและนายจ้างจะสามารถขับเคลื่อนการนำ AI มาใช้ เพื่อสร้างการเติบโตที่แข็งแกร่งและสร้างงานที่ดีขึ้นให้กับคนทำงานของเราได้

และนั่นแหละคือ เหตุผลที่เราได้จัดตั้ง สภางานไตรภาคี (Tripartite Jobs Council) ขึ้นมา เพื่อรวบรวมทรัพยากรแบบไตรภาคีของเราเข้าด้วยกัน ประสานความพยายาม รวบรวมสรรพกำลัง และเป็นเข็มทิศนำทางให้กับงานทรานส์ฟอร์เมชันที่สำคัญนี้ แล้วเราจะสามารถรับประกันได้ว่า แรงผลักดันด้าน AI ของเราจะเข้ามาเติมเต็มการทำงาน และสร้างประโยชน์สูงสุดให้กับพนักงานเสมอ คุณเพิ่งได้ยินจากเลขาธิการ พี่ Ng Chee Meng ไปเมื่อครู่นี้เกี่ยวกับแผนการของพวกเขาผ่าน Tripartite Job Council และสิ่งที่พวกเขาหวังว่าจะทำสำเร็จ สัปดาห์หน้าที่รัฐสภา เขาจะเปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับแผนงานของ NTUC และรัฐบาลจะให้การสนับสนุนภารกิจสำคัญนี้อย่างเต็มที่

วิถีแห่งสิงคโปร์ (Our Singapore Way) เป็นเวลา 65 ปีแล้วที่ขบวนการแรงงานได้เดินเคียงข้างคนทำงานในสิงคโปร์ ฝ่าฟันการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่มาทุกยุคทุกสมัย ตั้งแต่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมในยุค 60 และ 70 มาจนถึงคลื่นลูกใหญ่ของการปรับใช้คอมพิวเตอร์ในยุค 1980 และเข้าสู่ยุคโลกาภิวัตน์ในยุค 1990 และจากวิกฤตสู่วิกฤต ทั้งวิกฤตต้มยำกุ้ง (Asian Financial Crisis), โรคระบาดซาร์ส (SARS), วิกฤตสินเชื่อซับไพรม์ (Global Financial Crisis) และล่าสุดคือมหาวิกฤตโควิด ดังนั้น วันนี้เราขอคารวะผู้นำสหภาพแรงงานทุกท่านทั้งในอดีตและปัจจุบัน ขอขอบคุณอย่างสุดซึ้งสำหรับความทุ่มเทอย่างไม่ย่อท้อของพวกท่าน!

เราก้าวข้ามคลื่นแห่งการดิสรัปต์มาแล้วทุกระลอก และเราจะทำมันให้สำเร็จอีกครั้ง ด้วยการจับมือไปด้วยกัน!

ระบบไตรภาคีของเรามันเวิร์ค ประเทศอื่นพยายามก๊อปปี้ พวกเขามีองค์กร มีชื่อเรียก แต่พวกเขาก็ไม่สามารถเลียนแบบสิ่งที่เรามีได้เสมอไป เพราะเคล็ดลับความอร่อย ส่วนผสมลับของสิงคโปร์ก็คือ เราได้สร้างความเชื่อใจซึ่งกันและกัน แน่นอนว่า เราอาจไม่ได้เห็นพ้องต้องกันตลอดเวลา ในความเป็นจริง เรามีการพูดคุยที่ตึงเครียด และบางเรื่องก็ยังเจรจากันอยู่จนถึงตอนนี้ บางครั้งสหภาพแรงงานก็กดดัน นายจ้างก็ตอบโต้ บางครั้งรัฐบาลอาจมีข้อกังวลต่อข้อเสนอแนะบางอย่าง แต่บทสนทนาไม่เคยจบลงด้วยการเดินหนี เราไม่เคยวอล์กเอาต์ เราคุยกันต่อไป เราพยายามหาทางออกร่วมกัน และเราไม่ได้แค่หลับหูหลับตาก๊อปปี้สิ่งที่คนอื่นทำ แต่เราพัฒนาโซลูชันนวัตกรรมของเราเอง เป็นโซลูชันที่ปฏิบัติได้จริง มีประสิทธิภาพ และตอบโจทย์ความต้องการของเรา

ดังนั้น ในสิงคโปร์ เราไม่ได้ให้ สวัสดิการแบบให้เปล่า (Welfare) แต่เราใช้ Workfare (การสนับสนุนให้คนมีงานทำ) เราไม่มี ค่าแรงขั้นต่ำ (Minimum Wage) แต่เรามี Progressive Wages (ค่าแรงแบบก้าวหน้าตามทักษะ) และเราไม่มีประกันการว่างงาน (Unemployment insurance) แต่เรามี Job Seeker Support (การสนับสนุนคนหางาน) และนี่แหละคือวิถีแห่งสิงคโปร์ เราไม่เก่งแต่พูด เราลงมือทำ เราไม่ได้มีแค่แผน แต่เราสร้างผลลัพธ์ และเราจะพาสิงคโปร์ก้าวไปข้างหน้าด้วยกัน

บทสรุป 

พี่น้องทั้งหลาย หนทางข้างหน้าไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ลองมองดูรอบโลกวันนี้สิ ความขัดแย้ง การดิสรัปต์ การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีแบบก้าวกระโดด มันง่ายมากที่จะทำให้เรารู้สึกถูกถาโถมจนแทบรับไม่ไหว

เราเป็น และจะเป็นประเทศเล็กๆ เสมอ ประเทศที่เปิดรับความเสี่ยง เปราะบาง และแทบไม่มีพื้นที่ว่างให้สำหรับความผิดพลาด

แต่สิ่งที่นิยามความเป็นสิงคโปร์ คือสิ่งนี้ เราไม่เคยยอมแพ้ เราไม่เคยทอดทิ้งกัน ในทุกวิกฤต ชาวสิงคโปร์ได้พิสูจน์ให้เห็นสิ่งหนึ่งมาตลอด นั่นคือเราดูแลซึ่งกันและกันเสมอ

เมื่อตอนที่เกิดวิกฤตในตะวันออกกลาง และมีชาวสิงคโปร์ติดค้างอยู่ในต่างประเทศ เราลงมือจัดการอย่างรวดเร็ว เราจัดเตรียมเที่ยวบินพาณิชย์เพิ่มเติม เมื่อสถานการณ์เริ่มอันตรายเกินไป เราตัดสินใจเคลื่อนกำลังพลจากกองทัพสิงคโปร์ (SAF) เราพาทุกคนกลับบ้านอย่างปลอดภัย

หนึ่งในชาวสิงคโปร์บนเที่ยวบินนั้น  Nisar Keshvani  ได้เขียนบรรยายความรู้สึกถึงการได้กลับบ้านบนเครื่องบินของกองทัพอากาศสิงคโปร์ (RSAF) ขอให้ผมได้แชร์สิ่งที่เขาเขียนสักนิด

‘ยินดีต้อนรับกลับบ้าน’ คำสองคำนั้นมันมีน้ำหนักในแบบที่ผมไม่เคยสัมผัสมาก่อน มันถูกเอื้อนเอ่ยโดยทหารอากาศชาวสิงคโปร์ในขณะที่ครอบครัวของผมกำลังก้าวขึ้นเครื่องบินอพยพในกรุงริยาด… เรายังไม่ได้เทกออฟด้วยซ้ำ แต่ในวินาทีนั้น มีบางอย่างเปลี่ยนแปลงไปภายในห้องโดยสาร ผู้โดยสารมองหน้ากันอย่างเงียบๆ บางคนส่งยิ้ม บางคนปาดน้ำตา… และทันทีที่ล้อเครื่องบินพ้นพื้นรันเวย์ เสียงปรบมือก็ดังกึกก้อง จากนั้นเสียงร้องเพลงค่อยๆ ดังขึ้นทั่วทั้งเคบิน มีใครบางคนเริ่มร้องเพลง Majulah Singapura และคนอื่นๆ ก็เริ่มประสานเสียงตาม

มันเป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่คุณตระหนักได้ว่า คำว่า บ้าน ไม่ได้เป็นเพียงแค่พิกัดบนแผนที่ แต่มันคืออะไรที่ลึกซึ้งกว่านั้น มันคือ อัตลักษณ์ที่แบ่งปันร่วมกัน ความรู้สึกของการเป็นส่วนหนึ่ง และความเชื่อมั่นที่ว่า ไม่ว่าสถานการณ์จะเลวร้ายแค่ไหน ประเทศของคุณจะเดินทางไปรับคุณ…

ในค่ำคืนที่เครื่องบิน RSAF พาเราเดินทางกลับบ้าน คำว่า “ยินดีต้อนรับกลับบ้าน” มันมีความหมายที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง มันไม่ใช่แค่คำทักทายอีกต่อไป

แต่มันคือ คำสัญญา คำสัญญาที่ว่า ไม่ว่าชาวสิงคโปร์จะไปอยู่ที่มุมไหนของโลก ชาติของเราจะดูแลคนของเราเสมอ และนั่นคือ คำสัญญาที่คุ้มค่าแก่การปกป้อง ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น

พี่น้องครับ คำสัญญานี้ฝังรากลึกอยู่ในหัวใจและตัวตนของเรา ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตพลังงาน หรือการปฏิวัติของ AI — เราจะดูแลคนของเรา จะไม่มีชาวสิงคโปร์คนไหนถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

ความสามัคคี คือ ความแข็งแกร่งที่สุดของเรา มันพาเราฝ่าพายุมาแล้วทุกระลอกในอดีต มันมอบความมั่นใจให้กับเราในวันนี้ และมันจะพาพวกเราทุกคนก้าวไปข้างหน้า สู่อนาคตที่เรากำลังสร้างร่วมกัน

ดังนั้น หนทางข้างหน้าอาจจะขรุขระ อาจมีพายุฝนรอเราอยู่เบื้องหน้า แต่จงฮึดสู้ไว้เถิดพี่น้องและชาวสิงคโปร์ที่รัก เราจะผ่านมันไปด้วยกัน Majulah NTUC, Majulah PAP, Majulah Singapura! สุขสันต์วันแรงงานครับทุกคน!

อ้างอิงจาก 

  • https://www.pmo.gov.sg/newsroom/pm-lawrence-wong-at-may-day-rally-2026/
  • https://www.youtube.com/watch?v=eiLXIe9Ox2w

Tags: Stagflationการลงทุน 2026ทิศทางธุรกิจไทยผลกระทบ AIพัฒนาทักษะ AIลอว์เรนซ์ หว่องวิกฤตเศรษฐกิจ 2026ห่วงโซ่อุปทานเศรษฐกิจฝืดเคืองแนวโน้มเศรษฐกิจโลก
Previous Post

วิกฤตซัพพลายเชน ภาคผลิตอาเซียนหดตัวครั้งแรกรอบ 16 เดือน กระทบพอร์ตอย่างไร?

Next Post

ttb ตั้ง รพี สุจริตกุล ประธานบอร์ดอิสระ ยกระดับธรรมาภิบาลองค์กรสู่มาตรฐานสากล

Next Post
ttb ตั้ง รพี สุจริตกุล ประธานบอร์ดอิสระ ยกระดับธรรมาภิบาลองค์กรสู่มาตรฐานสากล

ttb ตั้ง รพี สุจริตกุล ประธานบอร์ดอิสระ ยกระดับธรรมาภิบาลองค์กรสู่มาตรฐานสากล

ใส่ความเห็น ยกเลิกการตอบ

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

RECOMMENDED NEWS

AI ท่วม Spotify วิกฤตลิขสิทธิ์ 47.2 พันล้าน หรือจุดจบศิลปิน?

AI ท่วม Spotify วิกฤตลิขสิทธิ์ 47.2 พันล้าน หรือจุดจบศิลปิน?

3 เดือน ago
เจาะลึกแผน TWPC ปี 2569 ชูกลยุทธ์ Multicore ดันรายได้โต Double Digit ทั่วเอเชีย

เจาะลึกแผน TWPC ปี 2569 ชูกลยุทธ์ Multicore ดันรายได้โต Double Digit ทั่วเอเชีย

3 เดือน ago
Bitcoin ดิ่งหนักรับต้นปี 2026 สถาบันแห่เทขาย หรือแค่การปรับฐานครั้งใหญ่?

Bitcoin ดิ่งหนักรับต้นปี 2026 สถาบันแห่เทขาย หรือแค่การปรับฐานครั้งใหญ่?

4 เดือน ago
สงครามเดือดน่านฟ้าปิด ทำไม หุ้น Travel stocks ทั่วโลกถึงสูญมูลค่ากว่า 8 แสนล้านชั่วข้ามคืน

สงครามเดือดน่านฟ้าปิด ทำไม หุ้น Travel stocks ทั่วโลกถึงสูญมูลค่ากว่า 8 แสนล้านชั่วข้ามคืน

3 เดือน ago

FOLLOW US

BROWSE BY CATEGORIES

  • Business
  • Lifestyle
  • Macroeconomics
  • Markets
  • News
  • Politics & Policy
  • Press Release
  • Sustainability / ESG
  • Trends

BROWSE BY TOPICS

AI OpenAI กลยุทธ์การลงทุน กลยุทธ์ธุรกิจ การลงทุน การลงทุนต่างประเทศ ข่าวเศรษฐกิจ ค่าครองชีพ จัดพอร์ตลงทุน ชิป AI ช่องแคบฮอร์มุซ ดอกเบี้ยเฟด ตลาดหุ้นไทย ปัญญาประดิษฐ์ พลังงานสะอาด รถยนต์ไฟฟ้า ราคาทองคำ ราคาทองวันนี้ ราคาน้ำมัน ราคาน้ำมันดิบ ราคาน้ำมันพุ่ง ราคาน้ำมันโลก ลงทุนทองคำ วางแผนการเงิน วิกฤตตะวันออกกลาง วิกฤตพลังงาน วิกฤตเศรษฐกิจ วิเคราะห์ราคาทอง วิเคราะห์หุ้น สงครามตะวันออกกลาง สงครามอิหร่าน สินทรัพย์ปลอดภัย หุ้นต่างประเทศ หุ้นพลังงาน หุ้นเทคโนโลยี หุ้นไทย อสังหาริมทรัพย์ เงินเฟ้อ เซมิคอนดักเตอร์ เทคโนโลยี AI เทรนด์เทคโนโลยี เศรษฐกิจโลก เศรษฐกิจไทย แนวโน้มราคาทอง แนวโน้มเศรษฐกิจ

POPULAR NEWS

  • วิธีลงทะเบียนไทยช่วยไทยพลัส ผ่านแอปเป๋าตัง รับ 4000 บาท ใครได้บ้างเช็กเลย!

    วิธีลงทะเบียนไทยช่วยไทยพลัส ผ่านแอปเป๋าตัง รับ 4000 บาท ใครได้บ้างเช็กเลย!

    0 shares
    Share 0 Tweet 0
  • ส่อง 3 หุ้นซูชิยักษ์ใหญ่จากญี่ปุ่น เปลี่ยนมื้ออร่อยให้เป็นขุมทรัพย์

    0 shares
    Share 0 Tweet 0
  • ส่องอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบ้าน 10 ประเทศ และ วิธีกู้ซื้อบ้านในช่วงดอกเบี้ยขาลง

    0 shares
    Share 0 Tweet 0
  • ดัชนี Nikkei พุ่งทำนิวไฮทะลุ 65900 จุด เมื่อชิป AI คือ ขุมพลังขับเคลื่อนตลาดทุน

    0 shares
    Share 0 Tweet 0
  • ก้าวใหม่สาธารณสุข ข้อมูลสุขภาพบนบล็อกเชน คุณเป็นเจ้าของเอง

    0 shares
    Share 0 Tweet 0
The Signals

In a world full of noise, leaders look for signals.

สื่อวิเคราะห์ข้อมูลธุรกิจสำหรับผู้นำ ที่คัดกรองและตีความ “สัญญาณ” ของโลกเศรษฐกิจและธุรกิจ เพื่อให้เห็นทิศทางของการเปลี่ยนแปลง

Follow us on social media:

Recent News

  • เจาะลึกเทรนด์ตลาด AI สู่ปี 2030 Goldman Sachs ดันเป้าทะลุ 1.24 ล้านล้านดอลลาร์ 
  • เจาะตลาดหุ้นสหรัฐฯ ท่ามกลางความผันผวน ส่องโอกาสลงทุน Tech และ AI ที่คุณอาจพลาด
  • นวัตกรรมเปลี่ยนโลก! ปตท. x บีไอจี ผุดโรงงาน MAP2 พลิกโฉมอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ

Category

  • Business
  • Lifestyle
  • Macroeconomics
  • Markets
  • News
  • Politics & Policy
  • Press Release
  • Sustainability / ESG
  • Trends

Recent News

เจาะลึกเทรนด์ตลาด AI สู่ปี 2030 Goldman Sachs ดันเป้าทะลุ 1.24 ล้านล้านดอลลาร์ 

เจาะลึกเทรนด์ตลาด AI สู่ปี 2030 Goldman Sachs ดันเป้าทะลุ 1.24 ล้านล้านดอลลาร์ 

มิถุนายน 11, 2026
เจาะตลาดหุ้นสหรัฐฯ ท่ามกลางความผันผวน ส่องโอกาสลงทุน Tech และ AI ที่คุณอาจพลาด

เจาะตลาดหุ้นสหรัฐฯ ท่ามกลางความผันผวน ส่องโอกาสลงทุน Tech และ AI ที่คุณอาจพลาด

มิถุนายน 11, 2026
  • Contact
  • Home
  • Sitemap

© 2026 The Signals - Decode the Signals. Shape the Future.

Welcome Back!

Login to your account below

Forgotten Password?

Retrieve your password

Please enter your username or email address to reset your password.

Log In
No Result
View All Result
  • Home
  • Markets
  • Business
  • Macroeconomics
  • Trends
  • Lifestyle
  • More
    • Sustainability / ESG
    • Opinion
    • News
      • Brief
      • Press Release
    • Politics & Policy

© 2026 The Signals - Decode the Signals. Shape the Future.