ถ้าคุณเปิดฟังเพลงบน Spotify ในวันนี้ มีความเป็นไปได้สูงมากที่เพลงที่คุณกำลังฟังอาจไม่ได้ถูกสร้างสรรค์โดยฝีมือมนุษย์ และที่น่าตกใจ คือ อาจไม่มีใครได้รับค่าลิขสิทธิ์จากเพลงนั้นเลย เรื่องนี้ไม่ใช่นิยายวิทยาศาสตร์แห่งโลกอนาคต แต่เป็นสถานการณ์จริงที่กำลังเกิดขึ้นในปี 2025 เมื่อเทคโนโลยี AI กำลังหลั่งไหลเข้าสู่แพลตฟอร์มสตรีมมิ่งด้วยเพลงที่ไม่มีเจ้าของ แน่นอนว่า ผลงานเหล่านี้มีต้นทุนการผลิตที่ใกล้เคียงกับศูนย์ ทว่ากลับกำลังกลืนกินรายได้ของศิลปินและค่ายเพลงทั่วโลกอย่างเงียบเชียบ
AI ท่วม Spotify วิกฤตลิขสิทธิ์ 47.2 พันล้าน หรือจุดจบศิลปิน?

จากรายงานของ Will Page เศรษฐกรดนตรี ซึ่งเผยแพร่ผ่าน Pivotal Economics ระบุว่า มูลค่ารวมของตลาด Music Copyright ทั่วโลกในปี 2024 สูงถึง 47.2 พันล้านดอลลาร์ และเติบโต 5.2% จากปีก่อนหน้า แม้ตลาดยังเติบโตต่อเนื่อง แต่เริ่มเห็นสัญญาณการชะลอตัวเมื่อเทียบกับทศวรรษก่อนหน้า โดยมีแรงกดดันใหม่จาก AI-generated music และการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างรายได้ของอุตสาหกรรมสตรีมมิ่ง
AI ท่วม Spotify คือ อะไร และมีจุดเริ่มต้นมาจากไหน?
การที่ AI ท่วม Spotify ด้วยเพลงที่ไม่มีเจ้าของ คือ กระบวนการใช้ปัญญาประดิษฐ์สร้างบทเพลงที่มีความแนบเนียนคล้ายคลึงกับผลงานของมนุษย์ ทั้งในแง่ของเสียงร้อง จังหวะ และเสียงดนตรี แต่ความแตกต่างที่สำคัญ คือ เพลงเหล่านี้ไม่มีเจ้าของลิขสิทธิ์ที่เฉพาะเจาะจง หรือผ่านกระบวนการสร้างจากระบบ AI-based Creator ที่ไม่ต้องพึ่งพาระบบการจ่ายค่ารอยัลตี้ (royalties) แบบดั้งเดิม
ปรากฏการณ์เพลงที่สร้างโดย AI เริ่มชัดเจนขึ้นในแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งหลายแห่ง โดยรายงานจาก Deezer ระบุว่าในปี 2025 มีการอัปโหลดเพลงที่สร้างโดย AI เข้าสู่ระบบวันละหลายหมื่นแทร็ก (จากราว 10,000 แทร็กต่อวันในช่วงต้นปี เพิ่มเป็นประมาณ 50,000 แทร็กต่อวันภายในปีเดียวกัน) แม้ Spotify ไม่ได้เปิดเผยจำนวนเพลง AI รายวันในรูปแบบเดียวกัน แต่ก็ถึงขั้นต้องออกนโยบายใหม่และลบแทร็กที่จัดเป็นสแปมและเนื้อหา AI ที่ไม่เป็นไปตามนโยบายมากกว่า 75 ล้านแทร็กในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา
การศึกษาของ University of Waterloo ในปี 2026 พบว่า มีการใช้ข้อมูลเสียงมากกว่า 600,000 ชั่วโมงในการนำมาฝึกฝนโมเดล ซึ่ง Soundverse ยังชี้ให้เห็นว่า AI สามารถผลิตเพลงได้มากกว่า 10,000 ชั่วโมงต่อวัน ทำให้สตูดิโอระดับโลกอย่าง Sony สามารถลดต้นทุนลงได้ถึง 20% ต่อปี ยิ่งไปกว่านั้น เพลงเหล่านี้ไม่ได้มีสถานะเป็นแค่เพลงประกอบลอยๆ แต่มีคุณภาพสูงจนผู้ฟังทั่วไปแทบแยกไม่ออก ส่งผลให้โครงสร้างระบบ Royalty แบบเดิมเริ่มล้มเหลว
จุดเริ่มต้นจากคลังข้อมูล AI Training Dataset จากการศึกษาของ University of Waterloo ในปี 2026 พบว่า มีการใช้ข้อมูลเสียงมากกว่า 600,000 ชั่วโมงในการนำมาฝึกฝนโมเดล ซึ่งนำไปสู่การกดต้นทุนการผลิตเพลงต่อชั่วโมงให้ลดลงเหลือศูนย์ นอกจากนี้ Soundverse ยังชี้ให้เห็นว่า AI สามารถผลิตเพลงได้มากกว่า 10,000 ชั่วโมงต่อวัน ทำให้สตูดิโอระดับโลกอย่าง Sony สามารถลดต้นทุนลงได้ถึง 20% ต่อปี
ในขณะเดียวกัน ศิลปินอินดี้กลับต้องสูญเสียรายได้ไปประมาณ 10-15% มีการประเมินจากที่ปรึกษาด้านเทคโนโลยีและบทวิเคราะห์ธุรกิจว่า การนำระบบ AI มาใช้ในงานบริการลูกค้าสามารถลดต้นทุนได้ราวหลักสิบเปอร์เซ็นต์สำหรับหลายอุตสาหกรรม สำหรับ Spotify เอง ผู้บริหารยืนยันว่า บริษัทใช้ AI อย่างหนัก ทั้งในด้านระบบแนะนำเพลง (recommendation) การคัดกรองเนื้อหา และการพัฒนาฟีเจอร์ใหม่ ๆ เพื่อยกระดับประสบการณ์ผู้ใช้และปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงาน แต่ยังไม่มีการเปิดเผยตัวเลขอย่างเป็นทางการในที่สาธารณะว่าลดต้นทุน customer support หรือเพิ่มจำนวนเพลย์ลิสต์ได้ในอัตรากี่เปอร์เซ็นต์ต่อปี
แต่ผลลัพธ์ที่ตามมา คือ ศิลปินขาดรายได้จากการทำ Licensing โดยตรง เพราะเพลงจาก AI ไม่จำเป็นต้องแบ่งรายได้ค่า royalty ให้กับใคร
ทำไมประเด็นนี้ถึงสำคัญและสั่นสะเทือนวงการในปี 2026?
มูลค่าตลาด $47.2 พันล้าน กำลังถูกกัดเซาะ ความสำคัญของเรื่องนี้อยู่ที่ผลกระทบโดยตรงต่อมูลค่าตลาด Music Copyright ทั่วโลก โดย Pivotal Economics ระบุว่า ตลาดนี้เติบโตขึ้น 5.2% จนมีมูลค่า $47.2 พันล้านในปี 2024 ทว่า อัตราการเติบโตนี้กำลังชะลอตัวลง นักวิเคราะห์จำนวนมากเตือนว่า หากไม่มีมาตรการรองรับที่เหมาะสม รายได้บางส่วนของศิลปินและเจ้าของลิขสิทธิ์อาจถูกเบียดบัง โดยเนื้อหาที่สร้างด้วย AI
โดยเฉพาะในตลาดที่แข่งขันด้านต้นทุน เช่น เพลงประกอบทั่วไปและเพลงบรรยากาศ แม้ Will Page จะยังไม่ให้ตัวเลข “เปอร์เซ็นต์รายได้ที่หายไปเพราะ AI” แต่ก็ชี้ให้เห็นว่า AI เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อโครงสร้างรายได้ของธุรกิจลิขสิทธิ์เพลง
ในขณะที่องค์กรอุตสาหกรรม เช่น RIAA และ IFPI ต่างออกแถลงการณ์แสดงความกังวลเกี่ยวกับการใช้เพลงไปฝึกฝน AI โดยไม่ได้รับอนุญาต นี่คือ จุดบอดที่กฎหมายลิขสิทธิ์ (Copyright) ยังก้าวตามไม่ทัน เนื่องจากการฝึกฝน AI จำเป็นต้องใช้ข้อมูลกว่า 600,000 ชั่วโมง โดยไม่มีการขออนุญาต (permission) ทำให้เจ้าของผลงานไม่ได้รับค่าชดเชย (compensation) กลับคืนมา
ความเสียหายที่ตกหนักกับศิลปินอินดี้ กลุ่มที่รับแรงกระแทกหนักที่สุดหนีไม่พ้นศิลปินอินดี้และค่ายเพลงขนาดเล็ก ศิลปินอินดี้และค่ายเพลงขนาดเล็กมักเป็นกลุ่มที่เปราะบางที่สุดต่อการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างรายได้ เพราะมีอำนาจต่อรองและทรัพยากรจำกัดเมื่อเทียบกับค่ายใหญ่ แม้จะไม่มีตัวเลขสากลที่ระบุชัดว่า รายได้เฉลี่ยของศิลปินอินดี้ลดลงจากระดับใดไปสู่ระดับใดเพราะ AI
แต่เสียงสะท้อนจากหลายประเทศ ชี้ว่า ศิลปินจำนวนมากต้องหันไปพึ่งพาช่องทางรายได้ใหม่ เช่น การสร้างฐานแฟนโดยตรง การขายสินค้าและประสบการณ์ รวมถึง การลองใช้เทคโนโลยีอย่าง NFT หรือการแบ่งปันลิขสิทธิ์ในรูปแบบโทเค็น สถานการณ์นี้บีบบังคับให้ศิลปินต้องเริ่มปรับเปลี่ยนโมเดลธุรกิจ โดยหันไปพึ่งพาการสร้างปฏิสัมพันธ์โดยตรงกับแฟนคลับ (direct fan engagement) หรือการนำเทคโนโลยี NFT เข้ามาช่วยเสริม
วิเคราะห์เชิงลึก ช่องว่างกฎหมาย และโมเดลแก้เกมจากเกาหลีใต้
ช่องว่างกฎหมาย Copyright และการดึงข้อมูลไปใช้ วิกฤตครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความล่าช้าของกฎหมายลิขสิทธิ์อย่างชัดเจน เมื่อ AI Training Dataset สามารถดึงข้อมูลกว่า 600,000 ชั่วโมงไปใช้โดยไม่ต้องขออนุญาต ศิลปินจึงตกอยู่ในภาวะเสียเปรียบ ค่าย RIAA เน้นย้ำว่า AI นำเพลงจากแพลตฟอร์มอย่าง Spotify และ YouTube ไปเรียนรู้โดยไม่ต้องจ่ายค่า Licensing ทำให้เกิดความสูญเสียราว 3.2% ของตลาดมูลค่า $47.2 พันล้าน
ขณะที่ Pivotal Economics ยังยืนยันด้วยว่า AI กำลังกัดกินรายได้ศิลปิน 10-15% ต่อปี สิ่งที่อุตสาหกรรมต้องการอย่างเร่งด่วน คือ กฎหมายฉบับใหม่ที่บังคับให้เทคโนโลยี AI ต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์ หรือสร้างระบบการจ่ายค่าตอบแทนรูปแบบใหม่ที่ยุติธรรม
โมเดล Tokenized IP ทางออกที่น่าสนใจจากเกาหลีใต้ ในขณะที่หลายฝ่ายกำลังหาทางรับมือ Korea Times ระบุว่า Korea Institute of Intellectual Property ประเมินศักยภาพของการนำลิขสิทธิ์เพลงมาทำให้ซื้อขายได้ในรูปแบบหลักทรัพย์หรือโทเค็น (tokenized music copyrights) ในเกาหลีใต้ อาจสร้างมูลค่าตลาดสูงสุดราว 22 ล้านล้านวอน หรือประมาณ 14.9 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งคิดเป็นประมาณ 10 เท่าของมูลค่าอุตสาหกรรมเพลงเกาหลีในปัจจุบัน
โมเดลนี้เปิดโอกาสให้แฟนเพลงสามารถลงทุนในลิขสิทธิ์เพลงและให้ศิลปินได้รับรายได้จากลิขสิทธิ์ผ่านระบบบล็อกเชนอย่างโปร่งใส ถือว่าเป็น “ช่องทางใหม่ในการสร้างและกระจายมูลค่าลิขสิทธิ์” มากกว่าการกำหนดเปอร์เซ็นต์ผลกระทบอย่างตายตัว แนวทางนี้ ถือเป็นจุดที่น่าสนใจมาก เพราะในขณะที่โลกกำลังปวดหัวกับการโดนแย่งรายได้ K-pop กลับเลือกใช้บล็อกเชนมาสร้างมูลค่าเพิ่ม แม้จะมีการใช้ AI ช่วยแต่งเพลง แต่ก็ยังคงมีการจ่ายค่า licensing ผ่านระบบโทเค็นอย่างชัดเจน
แพลตฟอร์ม คือ ผู้ได้ประโยชน์สูงสุด ปฏิเสธไม่ได้ว่าแพลตฟอร์มอย่าง Spotify และ YouTube คือ กลุ่มที่รับผลประโยชน์แบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย เป็นผู้เล่นที่มีศักยภาพสูงในการใช้ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ทั้งในด้านระบบแนะนำเพลง การคัดกรองเนื้อหา และการดูแลผู้ใช้ งานวิจัยด้าน customer experience ชี้ว่า AI สามารถช่วยลดต้นทุนด้านบริการลูกค้าและเพิ่มความพึงพอใจของผู้ใช้ได้อย่างมีนัยสำคัญในหลายอุตสาหกรรม แต่สำหรับ Spotify เองยังไม่มีตัวเลขสาธารณะที่ระบุชัดว่า AI ทำให้ต้นทุนลดลงกี่เปอร์เซ็นต์ หรือเพิ่มเวลาที่ผู้ฟังใช้บนแพลตฟอร์มเท่าใดต่อปี
พลิกวิกฤตเป็นโอกาสทางรอดและมูลค่าใหม่ของศิลปินยุค AI
แม้ว่า AI จะกำลังเข้ามากระทบรายได้หลัก ทว่าในวิกฤตย่อมมีช่องทางใหม่ซ่อนอยู่ Podcast Videos ระบุว่า แม้อัตราการสูญเสียรายได้จะอยู่ที่ 10-15% ต่อปี แต่นี่กลับเป็นแรงผลักดันให้ศิลปินเร่งปรับตัวหันมาประยุกต์ใช้ NFT หรือ Tokenized IP ซึ่งช่วยสร้างรายได้จากการขายสินค้า (merch) เพิ่มขึ้นได้ถึง 20% ต่อปี ยิ่งไปกว่านั้น โมเดลจากเกาหลีใต้อย่างที่ Korea Times ได้รายงานไว้ สะท้อนให้เห็นว่า บล็อกเชนสามารถต่อยอดมูลค่าได้ถึง 10 เท่าจากการส่งออก K-pop ในปี 2024 ช่วยพยุงการสูญเสียรายได้ให้เหลือเพียง 5% ต่อปี นี่คือ บทพิสูจน์ว่าหากศิลปินรู้จักพลิกแพลงนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาปรับใช้ ก็สามารถเปลี่ยนจากผู้ถูกแย่งตลาดมาเป็นผู้กำหนดมูลค่าใหม่ได้สำเร็จ
คลื่นใต้น้ำที่น่ากังวลเมื่อ AI อาจกลืนกินความหลากหลายทางดนตรี
แน่นอนว่า ความท้าทาย คือ ศิลปินต้องสูญเสียรายได้ 10–15% ต่อปีนี้ คิดเป็นมูลค่าราว 10% ของตลาดรวม Music Copyright ที่ $47.2 พันล้านในปี 2024 ในขณะที่ Forbes ระบุว่า AI ช่วยให้ Spotify สามารถลดต้นทุนการดำเนินงานได้ 20% ต่อปี ผ่านระบบอัลกอริทึมแนะนำเพลงแบบอัตโนมัติ ทว่าผลพวงที่ตามมาคือสัดส่วน “เพลงที่ต้องจ่ายลิขสิทธิ์ให้ศิลปิน” กลับหดตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ แพลตฟอร์มได้ประโยชน์รับโชคสองชั้น ทั้งต้นทุนที่ถูกลงและปริมาณคอนเทนต์ที่มหาศาลโดยไม่ต้องจ่ายเพิ่ม แต่ศิลปินอินดี้กลับต้องเผชิญแรงกดดันอย่างหนัก
นอกจากเรื่องของเม็ดเงินแล้ว ความเสี่ยงอีกมิติที่ลึกลงไป คือ “คุณภาพเนื้อหา” ที่อาจถูกทำลายลงในระยะยาว หากเพลง AI ที่มีต้นทุนเกือบศูนย์ผลิตออกมาท่วมตลาดมากเกินไป ศิลปินมนุษย์อาจหมดแรงจูงใจในการสร้างสรรค์ผลงานใหม่ หรือยอมจำนนหันไปใช้ AI แทน ซึ่งจะทำให้เราสูญเสียความหลากหลายของเสียงดนตรีที่เกิดจากการตีความผ่านอารมณ์ของมนุษย์
Podcast Videos เตือนว่า ปัจจุบัน AI สามารถจำลองเสียงนักร้องในระดับ High‑quality จนแทบแยกไม่ออก การขาดกฎหมายบังคับให้ AI ต้องจ่ายค่าชดเชยจึงกลายเป็นช่องโหว่ที่อันตราย ซึ่งอาจทำให้อุตสาหกรรมลิขสิทธิ์ถดถอยอย่างไม่อาจฟื้นคืนได้
ก้าวต่อไปของวงการเพลงหาจุดสมดุลระหว่างมนุษย์และ AI
ปรากฏการณ์ AI ท่วม Spotify ไม่ได้เป็นเพียงแค่กระแสเทคโนโลยีที่ผ่านมาแล้วผ่านไป แต่มันคือ การรื้อโครงสร้างเศรษฐกิจของอุตสาหกรรมดนตรีโลกที่มีมูลค่ามหาศาลถึง $47.2 พันล้าน สิ่งที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจริงในอนาคตอันใกล้ คือ การแบ่งแยกตลาด (Market Segmentation) ระหว่าง “ดนตรีเพื่อการใช้งาน” เช่น เพลงเปิดคลอทำงานหรือเพลงประกอบบรรยากาศ ซึ่ง AI จะเข้ามาครองตลาดส่วนนี้อย่างเบ็ดเสร็จด้วยความได้เปรียบด้านต้นทุน และ “ดนตรีที่เชื่อมโยงทางจิตใจ” ซึ่งยังคงต้องขับเคลื่อนโดยตัวตน สตอรี่ และจิตวิญญาณของศิลปินมนุษย์
ประเทศที่กำลังขยายฐานอุตสาหกรรมเพลง รวมถึง ประเทศไทยที่มีศิลปินหน้าใหม่เปี่ยมพรสวรรค์มากมาย จำเป็นต้องตั้งคำถามถึงทิศทางในอนาคต หากเราปล่อยให้ระบบสร้างเพลงโดยไม่มีโครงสร้างลิขสิทธิ์มารองรับ ศิลปินมนุษย์อาจถูกผลักให้กลายเป็นเพียงตัวสำรองของอุตสาหกรรม ทางออกที่ยั่งยืนคือการประยุกต์ใช้ AI ในฐานะเครื่องมือช่วยขยายขีดจำกัดทางดนตรี ควบคู่ไปกับการผลักดันระบบ Smart Contract หรือบล็อกเชน เพื่อบังคับให้ผู้ใช้งาน AI ในเชิงพาณิชย์ต้องจ่ายค่าตอบแทนเข้าสู่ระบบนิเวศอย่างเป็นธรรม ถึงเวลาแล้วที่เราต้องเลือกว่าจะปล่อยให้คลื่นเพลง AI กลืนกินสิทธิ์ที่ควรจะเป็นของมนุษย์ หรือจะลุกขึ้นมาสร้างกติกาใหม่ที่เอื้อประโยชน์ให้กับผู้สร้างสรรค์ตัวจริง
อ้างอิงจาก
- https://www.musicbusinessworldwide.com/global-value-of-music-copyright-reached-47-2-billion-in-2024-says-new-will-page-report/
- https://pivotaleconomics.com/undercurrents/music-copyright-2025
- https://www.billboard.com/pro/global-value-music-copyright-doubles-decade-47-billion/
- https://www.musicinafrica.net/magazine/global-music-copyright-value-hits-record-472bn-growth-slows
- https://www.musicbusinessworldwide.com/spotify-eyes-ai-derivatives-as-new-revenue-stream-for-artists-and-says-its-tech-to-let-fa…
- https://www.soundverse.ai/blog/article/how-half-of-spotify-royalties-go-to-independent-artists-2349
- https://www.koreatimes.co.kr/economy/cryptocurrency/20251125/how-blockchain-could-let-fans-own-piece-of-favorite-k-pop-songs
- https://www.ainvest.com/news/unlocking-80t-cultural-korea-ips-tokenized-global-investment-2509/
- https://ualresearchonline.arts.ac.uk/id/eprint/24065/1/20250514%20AudioMostly_2025_MusicRAI_paper%20preprint.pdf
- https://www.forbes.com/sites/virginieberger/2024/12/30/ais-impact-on-music-in-2025-licensing-creativity-and-industry-survival/
- https://www.musicbusinessworldwide.com/market-for-gen-ai-outputs-to-be-worth-over-16bn-annually-by-2028-but-it-could-cannibalize…
- https://www.theguardian.com/music/2024/dec/04/artificial-intelligence-music-industry-impact-income-loss
- https://deepmarketinsights.com/report/music-licensing-services-market-research-report
- https://www.resemble.ai/in-depth-details-about-the-lawsuits-against-suno-and-udio-by-riaa/
- https://www.soundethics.org/updates/riaa-takes-on-suno-and-udio
- https://twit.tv/posts/tech/riaa-takes-aim-ai-music-generators-lawsuits-against-suno-udio
- https://chatspark.io/blog/ai-chatbots-reduce-customer-service-costs
- https://www.comm100.com/blog/ai-reduce-customer-support-costs/










