Amazon ประกาศการเลย์ออฟพนักงานระดับองค์กรเพิ่มอีก 16,000 ตำแหน่งทั่วโลก นับเป็นรอบที่สองภายในเวลาเพียง 3 เดือน หลังจากที่บริษัทเพิ่งปลดพนักงาน 14,000 คนไปเมื่อเดือนตุลาคม 2025 ทำให้จำนวนพนักงานที่ถูกเลย์ออฟรวมกันทะลุ 30,000 ตำแหน่ง คิดเป็นประมาณ 10% ของพนักงานระดับองค์กรทั้งหมด
ตำแหน่งที่ได้รับผลกระทบส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่ม Middle Management และบทบาทองค์กรต่างๆ โดยเฉพาะในแผนก Amazon Web Services (AWS), Prime Video และหน่วยงานสนับสนุนอื่นๆ Beth Galetti รองประธานอาวุโสด้าน People Experience and Technology ของ Amazon ระบุในบันทึกถึงพนักงานว่าการเลย์ออฟครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผน “ลดชั้นองค์กร เพิ่มความรับผิดชอบ และขจัดความซับซ้อนทางราชการ”
Amazon เลย์ออฟพนักงาน 16,000 คน เบื้องหลังการปรับโครงสร้างครั้งใหญ่สู่ยุค AI

สิ่งที่น่าสนใจ คือ การเลย์ออฟครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากวิกฤตเศรษฐกิจ แต่เป็นการปรับโครงสร้างเชิงกลยุทธ์ในยุคที่ AI กลายเป็นแกนหลักของธุรกิจ Amazon กำลังแข่งขันกับ Microsoft Azure และ Google Cloud ในสนามรบ AI อย่างดุเดือด
จาก “บริษัทใหญ่” สู่ “สตาร์ทอัพที่ใหญ่ที่สุดในโลก”
Andy Jassy ซีอีโอของ Amazon เคยกล่าวในงาน Amazon Seller Conference และบันทึกถึงพนักงานเมื่อกลางปี 2025 ว่าแเขาต้องการให้ Amazon ดำเนินการเหมือน “สตาร์ทอัพที่ใหญ่ที่สุดในโลก” คำกล่าวนี้สะท้อนถึงปัญหาสำคัญที่บริษัทกำลังเผชิญ นั่นคือ ความซับซ้อนขององค์กรที่มากเกินไป
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา Amazon เติบโตอย่างรวดเร็ว จนมีชั้นการบริหารจัดการสะสมมากเกินไป ส่งผลให้การตัดสินใจช้าลง การสื่อสารไม่มีประสิทธิภาพ และต้นทุนบริหารสูงขึ้น Jassy บอกกับพนักงานในเดือนมิถุนายน 2025 ว่า เขาคาดว่าจำนวนพนักงานองค์กรโดยรวมของ Amazon จะลดลงเมื่อเวลาผ่านไป เนื่องจากการเพิ่มประสิทธิภาพจาก AI
การเลย์ออฟครั้งนี้ จึงไม่ใช่การลดต้นทุนแบบฉุกเฉิน แต่เป็นการปรับโครงสร้างอย่างมีเป้าหมาย เพื่อเพิ่มความคล่องตัว ลดขั้นตอนการตัดสินใจ และจัดสรรทรัพยากรไปยังโครงการที่สร้างมูลค่าได้จริง โดยเฉพาะการลงทุนด้าน AI และ Cloud Computing
กลยุทธ์ AI ของ Amazon ฝังลึกเข้าไปในทุกธุรกิจ
ความแตกต่างหลักของกลยุทธ์ AI ของ Amazon คือการ “ฝังลึก” AI เข้าไปในทุกส่วนของธุรกิจ ไม่ใช่แค่เพิ่มฟีเจอร์ AI เพื่อดูทันสมัย Andy Jassy กล่าวไว้อย่างชัดเจนว่า AI จะ “ปรับโฉมประสบการณ์ลูกค้าเกือบทุกด้านที่เรารู้จัก”
Amazon ลงทุนมากกว่า 100 พันล้านดอลลาร์ในปี 2025 เพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน AI และเสริมความแข็งแกร่งให้ AWS นี่ไม่ใช่งบการตลาด แต่เป็นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานระดับมหาศาล
AWS แกนหลักของกลยุทธ์ AI
AWS กำลังวางตำแหน่งตัวเองเป็นแพลตฟอร์มสำหรับ AI workloads ที่จริงจัง โดยมีบริการสำคัญอย่าง Bedrock และ SageMaker AI ที่เติบโตอย่างมาก ในไตรมาสที่สาม AWS ทำรายได้เติบโต 20% เมื่อเทียบกับปีก่อน ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตที่เร็วที่สุดในรอบหลายปี
AWS มุ่งเน้นการเติบโตในหลายด้านสำคัญในปี 2025-2026
ACDC (Accelerate to the Cloud from Data Centers) เร่งให้ลูกค้าที่ยังใช้ Data Center ของตัวเองย้ายมาใช้ AWS โดยเน้นบริษัทใหญ่ที่มีโครงสร้างทางเทคนิคซับซ้อน
Business Applications Acceleration ชนะผู้ให้บริการแอปพลิเคชันธุรกิจรายใหญ่ในตลาด ERP และ CRM โดยต้องการให้แอปพลิเคชันจาก Salesforce, Adobe และ ServiceNow ทำงานบน AWS มากขึ้น
การขยายตลาดรัฐบาล AWS ประกาศแผนลงทุนถึง 50 พันล้านดอลลาร์ใน data centers สำหรับ U.S. federal government clients เพื่อตอบสนองความต้องการด้านความปลอดภัยและการจัดเก็บข้อมูลของภาครัฐ
Generative AI AWS เห็นว่า Generative AI ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น ที่ลูกค้าติดอยู่ระหว่าง “การยอมรับนวัตกรรม กับความต้องการเล่นแบบปลอดภัย” แต่ศักยภาพเติบโตต่อเนื่อง
IT & Application Outsourcing ขยายการทำงานกับพันธมิตรภายนอกอย่าง Accenture และ Tata Consultancy ที่สามารถขายบริการ AWS ให้กับลูกค้าเดิมหลายร้อยราย AWS เห็นตลาดที่ยังไม่ถูกใช้ประโยชน์มูลค่ามหาศาล
Epic Growth Initiative นำลูกค้าเพิ่มมาใช้ซอฟต์แวร์ระบบเวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์ของ Epic System ที่โฮสต์บนโครงสร้างพื้นฐาน cloud ของ AWS
Training 2 Million People Amazon ฝึกอบรม 2 ล้านคนทั่วโลกด้วยทักษะ Generative AI ฟรีผ่านโครงการ AI Ready สร้างกำลังคนที่สามารถใช้เทคโนโลยีนี้ได้จริง
Retail และ Advertising : AI ลดความเสียดทานในการซื้อ
ในธุรกิจค้าปลีก Amazon ใช้ AI เพื่อลดความเสียดทานในกระบวนการค้นหา คัดเลือก และตัดสินใจซื้อสินค้า ไม่ใช่แค่ทำให้ “ฉลาด” แต่ทำให้ “ง่าย” และ “เร็ว”
สิ่งสำคัญ คือ Amazon ไม่ได้แค่เพิ่ม AI chatbot แต่กำลังใช้ AI เพื่อป้องกันสิ่งที่บริษัทเป็นเจ้าของอยู่แล้ว นั่นคือ “buying loop” หรือวงจรการซื้อ
สงครามครั้งต่อไปไม่ใช่ “AI ตอบคำถามได้ไหม” แต่เป็น “ใครจะเป็นคนตัดสินใจเริ่มต้นในเรื่อง”
- ฉันควรซื้ออะไร
- จากใคร
- ในราคาเท่าไหร่
- จัดส่งอย่างไร
Amazon มีทรัพย์สินที่แข็งแกร่งที่สุดสำหรับอนาคตนี้ นั่นคือ ความตั้งใจซื้อ (Purchase intent), ประวัติการทำธุรกรรม, ระบบขนส่ง และความไว้วางใจในการชำระเงิน ธุรกิจโฆษณาของ Amazon ก็กลายเป็นแหล่งรายได้สำคัญ โดยสร้างรายได้ 17.7 พันล้านดอลลาร์ในไตรมาสที่สาม เติบโต 24% จากปีก่อน ทำให้เป็นหนึ่งในธุรกิจโฆษณาดิจิทัลที่เติบโตเร็วที่สุด
ระบบอัตโนมัติ : ปฏิวัติ Logistics ด้วย AI และหุ่นยนต์
ขณะที่หลายคนมองข้าม Amazon กำลังปฏิวัติธุรกิจ Logistics ด้วยการผสมผสาน AI และหุ่นยนต์อย่างลงตัว บริษัทใช้หุ่นยนต์มากกว่า 1 ล้านตัว ประกอบด้วย Kiva robots ที่สามารถดึงและขนส่งสินค้าคงคลังได้อัตโนมัติ
AI ใหม่ที่พัฒนาเอง จากการ “ปฏิบัติ” สู่ “ประสานงาน”
Amazon กำลังทดสอบยุคใหม่ของระบบอัตโนมัติ ที่เครื่องจักรไม่ได้แค่ทำตามคำสั่ง แต่สามารถประสานงาน คาดการณ์ และเรียนรู้ได้ด้วยตัวเอง
AI ตัวใหม่ที่พัฒนาเองนี้มีความสามารถ
- การนำทางแบบเรียลไทม์ ปรับเส้นทางหุ่นยนต์แบบไดนามิกเพื่อหลีกเลี่ยงการจราจรติดขัดและเพิ่มการไหลเวียนให้สูงสุด
- การควบคุมแบบ Multi-agent ประสานงานเครื่องจักรหลายร้อยเครื่องตามลำดับความสำคัญของคำสั่งซื้อ ความพร้อมของสต็อก และข้อจำกัดของมนุษย์
- การบำรุงรักษาเชิงคาดการณ์ วิเคราะห์ข้อมูลจากเซ็นเซอร์ คาดการณ์การเสียและวางแผนการแทรกแซง
- การจัดสรรอย่างชาญฉลาด ทรัพยากร (หุ่นยนต์ คน พื้นที่จัดเก็บ) ถูกกำหนดโดยอัตโนมัติตามภาระงานสูงสุดและสภาพท้องถิ่น
ระบบ 8 Hub ภูมิภาค : ลดเวลาจัดส่งอย่างมาก
Amazon ปรับโครงสร้างเครือข่าย fulfillment ในสหรัฐเป็น 8 Hub ภูมิภาคที่เป็นอิสระซึ่งกันและกัน เพื่อปรับปรุงความเร็วในการจัดส่งและลดต้นทุน การเปลี่ยนแปลงนี้เริ่มต้นในปี 2023 และแสดงผลอย่างต่อเนื่อง โดยมีสินค้ามากกว่า 76% ของคำสั่งซื้อที่จัดส่งจากภูมิภาคเดียวกับลูกค้า
ระบบ Machine learning ช่วยให้สินค้ายอดนิยมถูกวางไว้ใกล้กับลูกค้ามากขึ้น ลดเวลาจัดส่งและเพิ่มความพึงพอใจ บริษัทรายงานการปรับปรุงอย่างมีนัยสำคัญในความเร็วการจัดส่งและลดต้นทุนต่อหน่วย
ประโยชน์จากระบบอัตโนมัติ
ความเร็วและประสิทธิภาพ ระบบ order flow ที่ขับเคลื่อนด้วย Machine learning ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของศูนย์กระจายสินค้าอย่างมาก โดยเปลี่ยนเส้นทางคำสั่งซื้อไปยังศูนย์กระจายสินค้าที่เหมาะสมที่สุดแบบไดนามิก ลดเวลาที่ใช้ในการหยิบ บรรจุ และจัดส่งสินค้า
ลดข้อผิดพลาด ระบบอัตโนมัติลดข้อผิดพลาดของมนุษย์ในการหยิบและบรรจุหีบห่อ นำไปสู่การจัดส่งคำสั่งซื้อที่แม่นยำมากขึ้น การจัดการสินค้าคงคลังที่แม่นยำลดโอกาสการคืนสินค้าหรือการเปลี่ยนทดแทน
ความยั่งยืน ระบบอัตโนมัติช่วยให้บรรลุเป้าหมายความยั่งยืนโดยการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บสินค้าคงคลัง ลดของเสียจากบรรจุภัณฑ์ และเพิ่มการใช้พื้นที่ในศูนย์กระจายสินค้า Amazon เริ่มเปลี่ยนจากหมอนลมพลาสติกเป็นกระดาษรีไซเคิลในอเมริกาเหนือ ด้วยเป้าหมายกำจัดหมอนพลาสติกเกือบ 15 พันล้านชิ้นต่อปีภายในสิ้นปี
ความเสี่ยงในปี 2026 : เมื่อทุกคนมี AI
แม้ Amazon จะมีความได้เปรียบมากมาย แต่ก็มีความเสี่ยงที่สำคัญในปี 2026 นั่นคือ เมื่อทุกแพลตฟอร์มมี AI ผู้ชนะไม่ใช่คน “ฟังดูฉลาดที่สุด”
ผู้ชนะ คือ คนที่มี
- ข้อมูลที่ดีที่สุด
- การดำเนินการที่ราบรื่นที่สุด
- ความไว้วางใจมากที่สุด
- ความเสียดทานต่ำที่สุด
Amazon กำลังเผชิญแรงกดดัน ทั้งสามด้านในปี 2026
การแข่งขันที่รุนแรงขึ้น จาก TikTok Shop, Temu, Shopify ที่กำลังขโมย market share ในกลุ่มลูกค้าบางส่วน โดยเฉพาะกลุ่มราคาถูกและสินค้าแฟชั่น
ความเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ของ AI เมื่อทุกคนมี AI assistant ที่ฉลาดพอๆ กัน คุณค่าของ AI จะลดลง สิ่งที่สำคัญกลายเป็นระบบเบื้องหลังที่ต้องแข็งแกร่ง
ความไว้วางใจและนิสัย เป้าหมายของ Amazon คือ การทำให้ AI กลายเป็นนิสัย ไม่ใช่แค่ฟีเจอร์ พวกเขาต้องการให้ลูกค้ากลับมาใช้ซ้ำเพราะคุ้นเคย ไว้ใจ และง่าย
บทเรียนสำคัญจากกลยุทธ์ Amazon
กลยุทธ์ AI ของ Amazon เผยให้เห็นบทเรียนสำคัญ 3 ข้อ
- โครงสร้างพื้นฐานชนะนวัตกรรม Amazon ชนะโดยการทำให้ AI น่าเบื่อและเชื่อถือได้ ไม่ใช่ฉูดฉาด การลงทุนมากกว่า 100 พันล้านดอลลาร์ไปที่โครงสร้างพื้นฐาน ไม่ใช่การตลาด
- วิศวกรรมนิสัยเอาชนะการสร้าง Traffic มุ่งเน้นพฤติกรรมการกลับมาซื้อซ้ำ ไม่ใช่แค่การเข้าชมครั้งแรก ระบบ Prime membership และ one-click ordering เป็นตัวอย่างของการสร้างนิสัย
- เป็นเจ้าของ Full Loop ตั้งแต่ความสนใจ การกระทำ ไปจนถึงการรักษาลูกค้า ควบคุมเส้นทางของลูกค้าให้ได้มากที่สุด Amazon ไม่ได้แค่ขายของ แต่ควบคุมตั้งแต่การค้นหา การชำระเงิน ไปจนถึงการจัดส่ง
ทิศทางอนาคต จากบริษัทค้าปลีกสู่บริษัทโครงสร้างพื้นฐาน
การเลย์ออฟพนักงาน 16,000 คนแสดงให้เห็นว่า Amazon กำลังเปลี่ยนผ่านจาก “บริษัทค้าปลีกที่มี Cloud business” เป็น “บริษัทโครงสร้างพื้นฐานที่มี retail arm”
เป้าหมายหลักของ Amazon ไม่ใช่แค่ขายสินค้า แต่เป็นการควบคุมโครงสร้างพื้นฐานทั้งหมดที่ธุรกิจอื่นๆ พึ่งพา ตั้งแต่ Cloud computing (AWS) ไปจนถึง logistics network และ AI infrastructure
บริษัทกำลังก่อสร้าง data center ขนาดใหญ่เพื่อรองรับการเติบโตของ AI ฝึกอบรม 2 ล้านคนให้มีทักษะ AI เพื่อสร้างระบบนิเวศที่ใช้เทคโนโลยีของ Amazon และปรับปรุงระบบ fulfillment ให้มีประสิทธิภาพสูงสุดด้วยหุ่นยนต์และ AI
สรุป
การเลย์ออฟพนักงาน 16,000 คนของ Amazon ไม่ใช่สัญญาณของปัญหา แต่เป็นการปรับโครงสร้างอย่างมีกลยุทธ์เพื่อเป็น “สตาร์ทอัพที่ใหญ่ที่สุดในโลก” ที่คล่องตัว ตัดสินใจเร็ว และพร้อมแข่งขันในยุค AI
กลยุทธ์หลักของ Amazon คือ การ “ฝัง” AI เข้าไปในทุกธุรกิจ ตั้งแต่ AWS ที่เติบโต 20% ไปจนถึงระบบ logistics ที่ใช้หุ่นยนต์มากกว่า 1 ล้านตัว บริษัทลงทุนมากกว่า 100 พันล้านดอลลาร์ในปี 2025 ไม่ใช่เพื่อการตลาด แต่เพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่จะทำให้บริษัทควบคุม “buying loop” ในอนาคต
บทเรียนสำคัญ คือ โครงสร้างพื้นฐานชนะนวัตกรรม นิสัยของลูกค้าสำคัญกว่า traffic และการเป็นเจ้าของ full loop ตั้งแต่ต้นจนจบจะเป็นความได้เปรียบที่ยั่งยืน
ท้ายที่สุด การเลย์ออฟครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า Amazon ไม่ได้กำลังหดตัว แต่กำลังปรับรูปร่างใหม่เพื่อเป็นบริษัทโครงสร้างพื้นฐานที่ทุกธุรกิจพึ่งพา ในโลกที่ AI กลายเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ ผู้ชนะจะเป็นคนที่มีข้อมูลดีที่สุด ระบบที่ราบรื่นที่สุด และความไว้วางใจสูงสุด และนั่นคือสิ่งที่ Amazon กำลังสร้าง
อ้างอิงจาก
- https://www.aboutamazon.com/news/company-news/amazon-layoffs-corporate-jan-2026
- https://www.reuters.com/legal/litigation/amazon-cuts-16000-jobs-globally-broader-restructuring-2026-01-28/
- https://techcrunch.com/2025/06/17/amazon-expects-to-reduce-corporate-jobs-due-to-ai/
- https://www.cnbc.com/2025/11/05/amazon-upheaval-andy-jassy-looks-for-next-big-play-after-mass-layoffs.html









