ในโลกของการลงทุนและการเงิน “ต้นทุนพลังงาน” คือหนึ่งในตัวแปรสำคัญที่สามารถพลิกกระดานเศรษฐกิจได้ในชั่วข้ามคืน ล่าสุด อุตสาหกรรมการบินทั่วเอเชียกำลังเผชิญกับแรงกดดันอย่างหนัก และต้องทยอยปรับขึ้นราคาตั๋วโดยสารรวมถึงค่าธรรมเนียมน้ำมัน (Fuel Surcharge) กันถ้วนหน้า สาเหตุหลักมาจากราคาน้ำมันอากาศยานที่พุ่งทะยานสู่ระดับสูงสุดในรอบหลายปี ซึ่งเป็นผลพวงโดยตรงจากปัญหาห่วงโซ่อุปทานชะงักงัน ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้น
วิกฤตตั๋วแพง! น้ำมันพุ่งทะลุ $150 ดันสายการบินเอเชียขึ้นราคา 15%

บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ได้ประกาศเตรียมปรับขึ้นราคาตั๋วโดยสารประมาณ 10 – 15%เพื่อรับมือกับต้นทุนน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว คุณเชิดโฉม เทอดสถีรศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่สายการเงิน (CFO) ของการบินไทย ได้เปิดเผยข้อมูลที่น่าสนใจผ่านการประชุมวิดีโอคอนเฟอเรนซ์กับกลุ่มนักลงทุนว่า ปัจจุบันสายการบินกำลังเผชิญกับความต้องการเดินทางที่ “ล้นหลาม” เนื่องจากผู้โดยสารจำนวนมากตัดสินใจเปลี่ยนแผนการเดินทาง หนีจากโซนตะวันออกกลางและเบนเข็มมุ่งหน้าสู่ทวีปยุโรปแทน ส่งผลให้เที่ยวบินยุโรปของการบินไทยในเดือนนี้มีอัตราส่วนการบรรทุกผู้โดยสาร (Cabin Factor) สูงถึงราว 90% พร้อมกันนี้ ทางสายการบินยังได้ส่งสัญญาณเตือนว่า อาจมีการพิจารณาปรับขึ้นค่าธรรมเนียมน้ำมันเพิ่มเติมอีก หากทิศทางราคาน้ำมันในตลาดยังคงไต่ระดับสูงขึ้นไม่หยุด
เมื่อต้นทุนทะลุเพดาน จาก 85 สู่ 150 ดอลลาร์ ในมุมมองของการบริหารต้นทุน นี่คือสถานการณ์ที่ท้าทายอย่างยิ่ง เดิมทีสายการบินต่างๆ ได้ประเมินและตั้งงบประมาณราคาน้ำมันอากาศยานสำหรับปี 2026 ไว้ที่ราว 85 – 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แต่สถานการณ์จริงในปัจจุบัน ราคากลับดีดตัวทะลุ 150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ไปแล้วในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา
ตัวเร่งปฏิกิริยาสำคัญ คือ เหตุปะทะบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่ราว 20% ของปริมาณน้ำมันทั่วโลกต้องสัญจรผ่าน ส่งผลให้การขนส่งทางเรือและกระแสไหลเวียนของพลังงานโลกหยุดชะงัก
โดมิโนเอฟเฟกต์ สายการบินทั่วภูมิภาคแห่ปรับราคา ผลกระทบนี้ไม่ได้เกิดแค่ในไทย แต่ลุกลามเป็นวงกว้างทั่วเอเชีย
- Air India ประกาศขยายการเก็บค่าธรรมเนียมน้ำมันเป็นระยะ โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคมที่ผ่านมา มีการบวกราคาเพิ่ม 399 รูปี สำหรับเที่ยวบินในประเทศ และRs 399 domestic/SAARC (Phase 1, 12 มี.ค.); up to USD 200 North America ใน phases ถัดไป (รวมถึง 18 มี.ค.) ทางสายการบินระบุว่า ต้นทุนน้ำมันคิดเป็นเกือบ 40 เปอร์เซ็นต์ ของต้นทุนการดำเนินงานทั้งหมด และต้องเผชิญกับราคาที่ “พุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ” ตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคม
- มาเลเซีย สายการบิน Batik Air, Firefly และ Malaysia Airlines ได้บังคับใช้อัตราค่าธรรมเนียมน้ำมันใหม่ไปแล้วตั้งแต่วันที่ 11 มีนาคม และเตรียมปรับเพิ่มอีกสำหรับเส้นทางฮ่องกง เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น ในวันที่ 25 มีนาคมนี้
- Hong Kong Airlines ประกาศขึ้นค่าธรรมเนียมครอบคลุมหลายเส้นทางตั้งแต่ 12 มีนาคม โดยเส้นทางบินระยะไกลจะถูกบวกเพิ่ม 150 ดอลลาร์ฮ่องกง
- Air New Zealand ปรับขึ้นราคาตั๋วครอบคลุมทั้งเครือข่ายในประเทศและระหว่างประเทศ พร้อมกับ “ระงับ” การคาดการณ์ผลประกอบการทางการเงินประจำปี 2026 โดยระบุถึงความผันผวนของราคาน้ำมันเครื่องบินที่รุนแรงอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
บททดสอบชี้เป็นชี้ตายของกลุ่ม Low-Cost Carriers ข้อมูลจาก Bloomberg ชี้ให้เห็นว่า สายการบินในฝั่งเอเชียมีความเปราะบางต่อสถานการณ์นี้เป็นพิเศษ เนื่องจากมักมีการทำสัญญาป้องกันความเสี่ยง (Hedging) ความผันผวนของราคาน้ำมันไว้น้อยกว่าสายการบินในฝั่งยุโรปและอเมริกา
ในเวียดนาม สื่อของรัฐออกมาเตือนว่าค่าตั๋วอาจพุ่งสูงขึ้นถึง 70 เปอร์เซ็นต์ เนื่องจากประเทศต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันอากาศยานเป็นหลัก จนนำไปสู่การที่รัฐบาลต้องเสนอให้ยกเว้นภาษีสิ่งแวดล้อมสำหรับน้ำมันเชื้อเพลิงการบิน ขณะเดียวกัน กลุ่มสายการบินต้นทุนต่ำ (Low-Cost Carriers) ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เริ่มต้องงัดแผนฉุกเฉินออกมารับมือ ซึ่งรวมถึงการ “ระงับการให้บริการ” ในบางเส้นทาง หากต้นทุนน้ำมันแพงเกินกว่าจะรับไหวหรือเกิดสภาวะขาดแคลน
“ผู้โดยสารที่มีแผนจะเดินทาง ควรจองตั๋วให้เร็วที่สุดก่อนที่ราคาจะปรับตัวสูงขึ้นไปกว่านี้” คุณเชิดโฉม จากการบินไทยกล่าวทิ้งท้าย “ในช่วงสองสัปดาห์ข้างหน้า ตั๋วโดยสารจะหายากและมีจำนวนจำกัดอย่างยิ่ง ทั้งในเส้นทางยุโรปและจุดหมายปลายทางอื่นๆ”
จับตาความเสี่ยง “ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์”
ในมุมมองของการลงทุน สถานการณ์นี้ คือ ภาพสะท้อนของ “ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์” (Geopolitical Risk) ที่ไหลเข้ามาแทรกแซงตลาดอย่างชัดเจน สิ่งที่อาจเกิดขึ้นได้ในระยะต่อไปคือ
- หุ้นกลุ่มสายการบิน (Airlines) อาจเผชิญแรงเทขายในระยะสั้นจากความกังวลเรื่องอัตรากำไร (Profit Margin) ที่ถูกบีบอัด แม้รายได้ฝั่งยุโรปจะดูดีจากการย้ายฐานเส้นทางบิน แต่ต้นทุนที่โตเร็วกว่ารายได้จะเป็นตัวกดดันงบการเงิน สายการบินที่ไม่ได้ทำ Hedging น้ำมันไว้จะมีความเสี่ยงสูงสุด
- หุ้นกลุ่มพลังงาน (Energy Sector) ในทางกลับกัน บริษัทผู้ผลิตและขุดเจาะน้ำมันอาจได้รับอานิสงส์เชิงบวกจากทิศทางราคาพลังงานที่ทรงตัวในระดับสูง
- การควบรวมกิจการ (M&A) หากราคาน้ำมันยืนระยะเหนือ $150 ดอลลาร์ไปอีก 1-2 ไตรมาส เราอาจได้เห็นสายการบิน Low-cost ขนาดเล็กในภูมิภาคทนพิษบาดแผลไม่ไหว จนนำไปสู่การควบรวมกิจการครั้งใหญ่ในอุตสาหกรรมการบินเอเชีย
สำหรับนักลงทุน การจัดพอร์ตในช่วงนี้จึงควรเน้นกระจายความเสี่ยงไปยังสินทรัพย์ที่ต้านทานเงินเฟ้อได้ และจับตาสถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซอย่างใกล้ชิด เพราะนั่นคือ จุดชี้ชะตาทิศทางเศรษฐกิจโลกในช่วงครึ่งปีหลังนี้
อ้างอิงจาก
- https//www.bloomberg.com/news/articles/2026-03-11/thai-air-to-raise-fares-as-fuel-costs-soar-and-demand-surges
- https//www.straitstimes.com/asia/se-asia/thai-airways-to-raise-fares-as-fuel-costs-soar-and-demand-surges
- https//economictimes.com/wealth/save/costly-flight-tickets-from-march-12-2026-how-air-indias-fuel-surcharge-on-domestic-interna
- https//timesofindia.indiatimes.com/business/india-business/air-india-fuel-surcharge-airline-to-levy-rs-399-charge-on-domestic-t
- https//web11.bernama.com/en/news.php?id=2532744
- https//news.rthk.hk/rthk/en/component/k2/1846722-20260310.htm
- https//finance.yahoo.com/news/air-zealand-suspends-fy26-forecast-200121678.html
- https//www.bloomberg.com/news/articles/2026-03-09/vietnam-bracing-for-airfares-to-rise-70-state-media-reports
- https//vietnamnews.vn/economy/1767096/caav-proposes-tax-cuts-and-financial-support-for-airlines.html
- https//www.bloomberg.com/news/articles/2026-03-10/iran-war-oil-and-gas-supply-squeeze-and-strait-of-hormuz-disruption-explained
- https//www.bloomberg.com/news/articles/2026-03-10/no-jet-fuel-hedge-makes-airasia-worst-performing-airline-stock










