ท่ามกลางความกังวลเรื่องสภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวแต่เงินเฟ้อพุ่งสูง หรือที่เรียกกันว่า “Stagflation” ตลาดการลงทุนทั่วโลกกำลังเผชิญกับแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ ล่าสุด GCAP GOLD บริษัทที่ปรึกษาด้านการลงทุนทองคำชั้นนำของไทย ได้ออกโรงเตือนและแนะนำให้นักลงทุนทยอยสะสมทองคำเข้าพอร์ต
วิกฤตภาวะเงินฝืดเคือง Stagflation ดันทองโลกทะลุ $5,000
คำแนะนำนี้เกิดขึ้นในจังหวะที่ราคาทองคำทะยานทะลุแนวต้านสำคัญที่ $5,000 ต่อออนซ์ ไปเรียบร้อยแล้ว โดยมีแรงหนุนหลักมาจากตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ส่งสัญญาณอ่อนแอ ภาวะเงินเฟ้อที่ฝังรากลึก และความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ดันราคาน้ำมันดิบ Brent พุ่งแตะ $90.39-91.37 ต่อบาร์เรล จากความตึงเครียดช่องแคบฮอร์มุซ (นักวิเคราะห์คาดทะลุ $100 ถ้าสถานการณ์เลวร้าย) พุ่งแรงครั้งแรกนับตั้งแต่ 2022
จังหวะย่อคือโอกาสทอง
คุณอารีรัตน์ มุระฉาย หัวหน้านักวิเคราะห์จากบริษัท จีแคป จำกัด (GCAP GOLD) ยังคงมีมุมมองเชิงบวกอย่างมากต่อทิศทางของโลหะมีค่าชนิดนี้ โดยเน้นย้ำว่า “การย่อตัวของราคาคือโอกาสในการสะสม”
ที่น่าสนใจคือ ก่อนหน้านี้คุณอารีรัตน์ได้คาดการณ์เป้าหมายราคาทองคำปี 2026 ไว้ที่ $4,750–$4,900 ต่อออนซ์ ซึ่งปัจจุบันราคาได้พุ่งทะลุเป้าหมายดังกล่าวไปแล้ว แต่เธอยังคงมองว่าการปรับฐานของราคาในระยะนี้เป็นเพียง “การสร้างฐานเพื่อรอรอบสะสมใหม่” ซึ่งกลยุทธ์ “ซื้อเมื่อราคาย่อตัว (Buy on Dips)” ถือเป็นธีมหลักที่ทางบริษัทแนะนำให้นักลงทุนใช้มาอย่างต่อเนื่อง
วิกฤตซ้อนวิกฤต แรงหนุนชั้นดีของราคาทองคำ
บริบทแวดล้อมที่ทำให้ GCAP GOLD ออกมาเน้นย้ำคำแนะนำนี้ทวีความรุนแรงขึ้นในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา หากเราวิเคราะห์จากปัจจัยระดับมหภาค จะพบ “พายุที่สมบูรณ์แบบ” (Perfect Storm) ที่กำลังพัดพาราคาทองคำให้สูงขึ้น:
- ตลาดแรงงานสหรัฐฯ หดตัวรุนแรง: ในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา สหรัฐฯ สูญเสียตำแหน่งงานไปถึง 92,000 ตำแหน่ง ซึ่งเป็นการพลิกผันที่น่าตกใจ และส่งผลให้ราคาทองคำสปอต (Spot Gold) พุ่งทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์แตะระดับ $5,195 ต่อออนซ์ เนื่องจากนักลงทุนต่างแห่หนีตายเข้าสู่สินทรัพย์ปลอดภัย
- เงินเฟ้อที่ยังคงดื้อรั้น: อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน Core CPI อยู่ที่ 2.5% (Core PCE ~3.1% จาก Fed forecast) ซึ่งยังสูงกว่าเป้าหมาย 2% ของ Fed
- วิกฤตพลังงานจากภูมิรัฐศาสตร์: ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นเป็นผลพวงโดยตรงจากความตึงเครียดที่บานปลายในตะวันออกกลาง และการหยุดชะงักของการขนส่งบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ
การผสมผสานระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะงักงันและแรงกดดันด้านราคาที่แก้ไม่ตกนี้ ทำให้นักลงทุนหลายคนนึกย้อนไปถึงยุค Stagflation ในช่วงทศวรรษ 1970 สำนักข่าว Reuters ระบุว่า นักลงทุนกำลังเตรียมรับมือกับความเป็นไปได้ที่สภาพเศรษฐกิจในยุคนั้นอาจหวนกลับมาอีกครั้ง แม้ว่าในช่วงต้นเดือนมีนาคม ราคาทองคำจะปรับตัวลดลงเล็กน้อยเนื่องจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นทำให้ตลาดคาดการณ์ว่า Fed อาจเลื่อนการลดดอกเบี้ยออกไป (ตามรายงานของ Barron’s) แต่แนวโน้มในภาพใหญ่ของทองคำก็ยังคงเป็นขาขึ้นอย่างชัดเจน
ทางสองแพร่งของเฟด (Fed) กับทิศทางที่ต้องจับตา
ขณะนี้ ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ Fed กำลังเผชิญกับสิ่งที่นักวิเคราะห์เรียกว่า “กับดักทางนโยบาย” (Policy Trap)
- หากลดดอกเบี้ย ด้วยอัตราดอกเบี้ยปัจจุบันที่รักษาไว้ในกรอบ 3.5%–3.75% Fed ไม่สามารถหั่นดอกเบี้ยเพื่ออุ้มตลาดแรงงานได้ง่ายๆ เพราะเสี่ยงที่จะทำให้เงินเฟ้อกลับมาพุ่งสูงอีกครั้ง
- หากขึ้นดอกเบี้ย การเข้มงวดนโยบายการเงินต่อไปก็จะยิ่งซ้ำเติมให้เศรษฐกิจชะลอตัวหนักกว่าเดิม
สายตาของตลาดตอนนี้จึงจับจ้องไปที่การประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ที่กำหนดจัดขึ้นในวันที่ 17–18 มีนาคม นี้ โดยตลาดส่วนใหญ่ได้เลื่อนความคาดหวังเรื่องการลดดอกเบี้ยออกไปเป็นช่วงกลางปีแทน
คุณอารีรัตน์จาก GCAP GOLD ชี้ให้เห็นว่า การเดินหน้ากว้านซื้อทองคำของธนาคารกลางทั่วโลก และความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ จะเป็นคีย์แมนสำคัญที่ช่วยพยุงราคาไปจนถึงสิ้นปี 2026 ผนวกกับสิ่งที่เธอเรียกว่า “วัฏจักรการผ่อนคลายนโยบายการเงินอย่างต่อเนื่อง” ของสหรัฐฯ ซึ่งมุมมองเชิงบวกนี้สอดคล้องกับสถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ในวอลล์สตรีท เช่น:
- J.P. Morgan คาดการณ์ราคาทองคำที่ $5,055
- Bank of America & HSBC ตั้งเป้าหมายราคาทองคำปีนี้ไว้ที่ $5,000
มองในโลกแห่งความเป็นจริง
เราต้องมองภาพให้ออกว่าตัวเลข $5,000 อาจไม่ใช่จุดสูงสุดหากโครงสร้างทางเศรษฐกิจยังคงเปราะบาง ในโลกแห่งความเป็นจริง โอกาสที่ราคาทองคำจะทรงตัวในระดับสูงหรือไปต่อได้นั้นมีมาก ตราบใดที่สงครามในตะวันออกกลางยังไม่จบ และราคาน้ำมันยังคงเป็นต้นทุนแฝงที่กดดันให้สินค้าทุกอย่างแพงขึ้น (Cost-push inflation)
อย่างไรก็ตาม การลงทุนทุกประเภทมีความเสี่ยง แม้ทองคำจะเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย แต่นักลงทุนควรระวังความผันผวนระยะสั้นที่อาจเกิดจากการ “สับขาหลอก” ของนโยบาย Fed หากตัวเลขเศรษฐกิจในเดือนถัดๆ ไปออกมาดีกว่าที่คาด การเทขายทำกำไรของกองทุนใหญ่ก็อาจทำให้ราคาทองคำย่อตัวแรงได้เช่นกัน ดังนั้น กลยุทธ์การแบ่งไม้ซื้อ (DCA) และการจับตาดูระดับแนวรับสำคัญ จึงเป็นเกราะป้องกันที่ดีที่สุดสำหรับการทำกำไรในยุค Stagflation นี้
อ้างอิงจาก
- https://www.bls.gov/news.release/cpi.nr0.htm
- https://tradingeconomics.com/united-states/core-inflation-rate
- https://www.usinflationcalculator.com/inflation/united-states-core-inflation-rates/
- https://tradingeconomics.com/commodity/brent-crude-oil
- https://www.engine.online/news/analysts-see-oil-at-USD100-bbl-amid-hormuz-disruption-7847
- https://www.cnbc.com/2026/03/03/crude-oil-prices-today-iran-war.html










