บริบทการลงทุนท่ามกลางความผันผวนของโลก ในสภาวะที่ตลาดทุนทั่วโลกกำลังเผชิญกับความท้าทายจากหลายปัจจัย ทั้งปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อและทิศทางนโยบายทางการเงินของประเทศมหาอำนาจ นักลงทุนต่างมองหาหลุมหลบภัยที่ปลอดภัยและสามารถสร้างผลตอบแทนได้ ล่าสุดทาง บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ได้ออกมาประเมินสถานการณ์พร้อมกางแผนที่นำทางสำหรับการลงทุน โดยเน้นย้ำถึงโอกาสที่ซ่อนอยู่ในวิกฤต โดยเฉพาะตลาดหุ้นไทยที่กำลังจะได้รับแรงหนุนสำคัญจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในประเทศ
โผหุ้นรับตั้งรัฐบาลใหม่! CPAXT-BJC-CBG เด่น หลบภัยผันผวน

หากประเมินภาพรวมระดับโลก สงครามระหว่างอิหร่าน สหรัฐฯ และอิสราเอล ที่ดำเนินยืดเยื้อเข้าสู่วันที่ 12 เริ่มมีสัญญาณของความรุนแรงที่ปรับตัวลดลง แม้ว่าในช่วงที่ผ่านมาอิหร่านจะก่อเหตุโจมตีเรือการค้าถึง 3 ลำบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ “เรือมยุรี นารี” ซึ่งเป็นเรือสัญชาติไทยของบริษัท PSL รวมถึงการออกมาขู่ว่าจะเปิดฉากโจมตีครั้งใหญ่หากสหรัฐฯ ตัดสินใจถล่มท่าเรือของอิหร่านก็ตาม
อย่างไรก็ดี บรรยากาศความตึงเครียดในตลาดเริ่มมีทิศทางที่ผ่อนคลายลง หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ออกมาประกาศจุดยืนว่าสงครามใกล้จะเดินทางมาถึงจุดจบแล้ว เนื่องจากในพื้นที่อิหร่านแทบไม่เหลือเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ให้โจมตีอีกต่อไป ยิ่งไปกว่านั้น สำนักงานพลังงานสากล (IEA) ยังได้มีมติครั้งประวัติศาสตร์ในการระบายน้ำมันดิบจำนวนมหาศาลถึง 400 ล้านบาร์เรล เพื่อเข้ามาช่วยพยุงและแก้ปัญหาอุปทานขาดแคลน ปัจจัยนี้กลายเป็นฟันเฟืองสำคัญที่กดดันให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกเริ่มย่อตัวลงมาอยู่ในระดับที่ทรงตัวได้มากขึ้น (อ้างอิงข้อมูลความสำคัญของช่องแคบฮอร์มุซที่มีต่อการขนส่งน้ำมันโลกจาก U.S. Energy Information Administration – EIA)
จับตาทิศทางดอกเบี้ย FED และตัวแปรทางเศรษฐกิจสหรัฐฯ
ในขณะเดียวกัน สำหรับสัปดาห์หน้า (18 มี.ค.) มีอีกหนึ่งอีเวนต์สำคัญที่นักลงทุนทั่วโลกต้องจับตาอย่างใกล้ชิด นั่นคือการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) รวมถึงการเปิดเผยรายงาน Dot Plot โดยข้อมูลล่าสุดสะท้อนให้เห็นว่า ตลาดได้คาดการณ์ทิศทางนโยบายทางการเงินไว้ว่า FED อาจจะพิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพียง 1 ครั้งในปีนี้ ซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วงเดือนกันยายน 2569
ไทม์ไลน์ตั้งรัฐบาลไทย 2569 แรงหนุนสำคัญช่วยพลิกฟื้น SET Index
ตัดภาพกลับมาที่ปัจจัยภายในประเทศ บล.เอเซีย พลัส ได้ประเมินภาพรวมเชิงบวกว่า ประเทศไทยมีแนวโน้มสูงมากที่จะได้รัฐบาลใหม่เร็วกว่ากรอบเวลาเดิมที่เคยคาดการณ์ไว้ราว 1-1.5 เดือน ซึ่งประเด็นนี้ถือเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญและเป็นจุดเปลี่ยนที่จะส่งผลดีต่อภาพรวมเศรษฐกิจและตลาดทุนไทย โดยมีไทม์ไลน์ความชัดเจนดังต่อไปนี้
- วันที่ 14 มี.ค. เตรียมเปิดประชุมรัฐสภา
- วันที่ 19 มี.ค. เข้าสู่กระบวนการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี
- เดือนพฤษภาคม 2569 คาดว่าคณะรัฐบาลชุดใหม่จะสามารถเริ่มปฏิบัติหน้าที่และบริหารประเทศได้อย่างเต็มรูปแบบ
การจัดตั้งรัฐบาลที่รวดเร็วและเป็นรูปธรรมนี้ จะช่วยทลายกำแพงความไม่แน่นอนทางการเมือง ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญที่ขวางกั้นเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ (FDI) มาอย่างยาวนาน ส่งผลให้ความเชื่อมั่นของนักลงทุนฟื้นตัว นอกจากนี้ยังทำให้กระบวนการเบิกจ่ายงบประมาณแผ่นดินประจำปี 2570 ดำเนินไปได้อย่างราบรื่นและไม่เกิดภาวะสะดุด หากมองย้อนกลับไปดูสถิติในอดีตช่วงที่มีการจัดตั้งรัฐบาลลุงตู่ในปี 2562 จะพบว่าหลังจากมีการเปิดประชุมสภา ดัชนี SET Index สามารถตอบรับในเชิงบวกโดยปรับตัวพุ่งขึ้นไปกว่า 100 จุด (ขยับจากระดับ 1,600 จุด ทะยานสู่ 1,700 จุด) แม้ว่าในห้วงเวลานั้นตลาดจะเผชิญกับแรงกดดันหนักจากสงครามการค้าโลกก็ตาม ซึ่งบริบทดังกล่าวมีความคล้ายคลึงกับสถานการณ์ที่ตลาดหุ้นไทยกำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน
กลยุทธ์การลงทุน พลิกวิกฤตเป็นโอกาสด้วยหุ้นอิงนโยบายรัฐ
เมื่อพิจารณาในด้านกระแสเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) จะพบความเคลื่อนไหวที่ชัดเจนว่า ผลกระทบจากสงครามในภูมิภาคตะวันออกกลางได้กระตุ้นให้นักลงทุนต่างชาติเทขายสินทรัพย์เสี่ยง โดยเฉพาะหุ้นในภูมิภาคเอเชียอย่างหนักมาตั้งแต่ช่วงต้นเดือนมีนาคม ส่งผลให้ตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงไปแล้วถึง -7.9%
ด้วยเหตุนี้ บล.เอเซีย พลัส จึงได้นำเสนอกลยุทธ์การลงทุนแบบ “หลบสงคราม ซบหุ้นอิงนโยบายรัฐ” โดยให้น้ำหนักการลงทุนไปที่กลุ่มธุรกิจที่พึ่งพาการบริโภคภายในประเทศ (Domestic Consumption) เนื่องจากถือเป็นกลุ่มที่มีเกราะป้องกันความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอกค่อนข้างสูง ทางฝ่ายวิจัยคาดหวังว่าคณะรัฐบาลผสมที่นำโดยพรรคภูมิใจไทยและพรรคเพื่อไทย จะเร่งเครื่องผลักดันนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นและมาตรการลดค่าครองชีพแบบรวดเร็ว (Quick Win) ให้เห็นผลเป็นรูปธรรมภายใน 100 วันแรก โดยแนะนำหุ้นเด่น 3 กลุ่มหลักที่พร้อมรับอานิสงส์เต็มรูปแบบ ได้แก่
- กลุ่มค้าปลีก (CPAXT, BJC) เป็นกลุ่มที่อยู่ในจุดยุทธศาสตร์ที่จะได้รับอานิสงส์โดยตรงจากมาตรการ “คนละครึ่ง พลัส” ที่รัฐบาลมีแผนจะเข้ามาช่วยอุดหนุนค่าใช้จ่าย 50% สำหรับการซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคของประชาชน
- กลุ่มสินค้าเครื่องดื่ม (CBG, OSP, ICHI) กลุ่มนี้มีความน่าสนใจเป็นพิเศษ เพราะนอกจากจะได้รับประโยชน์จากนโยบายกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยของภาครัฐแล้ว ยังเป็นช่วงเวลาที่สอดรับกับการเข้าสู่ไฮซีซั่นในช่วงฤดูร้อน ซึ่งตามสถิติแล้วจะเป็นช่วงที่ยอดขายของธุรกิจกลุ่มนี้เติบโตทำสถิติสูงสุดในรอบปี
- กลุ่มไฟแนนซ์ (MTC, TIDLOR) คาดว่าจะได้รับผลเชิงบวกจากนโยบายการแก้หนี้และพักชำระหนี้ รวมถึงสภาพคล่องทางการเงินของภาคประชาชนที่มีแนวโน้มฟื้นตัวดีขึ้น ปัจจัยเหล่านี้จะเข้ามาช่วยบรรเทาและลดความเสี่ยงในการเกิดหนี้เสีย (NPL) ในระบบลงได้อย่างมีนัยสำคัญ
ลมใต้ปีกที่พร้อมหนุนตลาด ปัจจัยบวกที่ซ่อนอยู่ในความผันผวน
นอกจากประเด็นเรื่องการจัดตั้งรัฐบาลที่รวดเร็วแล้ว การที่กลไกภาครัฐสามารถกลับมาเดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจได้ตามปกติ จะเป็นเหมือนฟันเฟืองที่ช่วยหมุนรอบการจับจ่ายใช้สอยในประเทศให้เกิด Multiplier Effect (ผลกระทบทวีคูณ) เม็ดเงินที่กระจายลงสู่ฐานรากจะย้อนกลับมาเป็นรายได้ของบริษัทจดทะเบียน โดยเฉพาะกลุ่มค้าปลีกและสินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งเมื่อประกอบกับฐานของดัชนีหุ้นไทยที่ปรับตัวย่อลงมารับข่าวร้ายไปพอสมควรแล้ว บริเวณนี้จึงอาจเป็นจุดที่เหมาะสมสำหรับการสะสมหุ้นพื้นฐานดีที่มีความต้านทานต่อความผันผวนของเศรษฐกิจโลก (อ้างอิงทฤษฎีผลกระทบทวีคูณทางเศรษฐศาสตร์ จากคลังข้อมูลสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์)
รอยรั่วที่ต้องระวัง ตัวแปรสำคัญที่อาจพลิกกระดานเกมนักลงทุน แม้จะมีปัจจัยบวกในประเทศคอยหนุนหลัง แต่ก็ไม่อาจละเลยความเสี่ยงที่อยู่เหนือการควบคุม โดยเฉพาะความเปราะบางของสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ หากสงครามเกิดการปะทุระลอกใหม่หรือมีการขยายวงกว้างจนกระทบต่อเส้นทางลอจิสติกส์หลักของโลก อาจทำให้ต้นทุนพลังงานและค่าขนส่งดีดตัวกลับขึ้นไปอีกครั้ง ซึ่งจะส่งผลให้ตัวเลขเงินเฟ้อไม่ยอมปรับลดลงตามที่คาดการณ์ และอาจบีบให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) ต้องคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงยาวนานกว่าที่ตลาดคาดไว้ ซึ่งจะสร้างแรงกดดันต่อกระแสเงินทุนต่างชาติที่ไหลเข้าสู่ตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ (อ้างอิงบทวิเคราะห์ผลกระทบดอกเบี้ย FED ต่อตลาดเกิดใหม่จากสำนักข่าว Reuters)
ส่องเรดาร์หุ้นต่างประเทศที่น่าจับตา
สำหรับนักลงทุนที่ต้องการกระจายความเสี่ยงและมองหาโอกาสในตลาดต่างประเทศ ทางฝ่ายวิจัยได้มีประเด็นการลงทุนเพิ่มเติมที่น่าติดตาม ดังนี้
- หุ้น LAOPU GOLD (6181 HK) ถือเป็นบริษัทที่น่าสนใจหลังจากการแจ้งปรับเพิ่มคาดการณ์ผลกำไรในปี 2025 อย่างแข็งแกร่ง สะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มการเติบโตของธุรกิจที่ยังคงมีโมเมนตัมที่ดี
- หุ้น NEBIUS GROUP (NBIS US) ราคาหุ้นปรับตัวพุ่งแรงขึ้นถึง 16% หลังจากมีข่าวใหญ่ว่าบริษัทระดับโลกอย่าง NVIDIA ได้ประกาศร่วมลงทุนด้วยเม็ดเงินมหาศาลกว่า 2 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ เพื่อเดินหน้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยี AI อย่างเต็มรูปแบบ (อ้างอิงข้อมูลกระแสการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI ของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่จาก Bloomberg)
ก้าวต่อไปของตลาดทุนไทยในยุคแห่งความท้าทาย เมื่อนำตัวต่อทั้งหมดมาวางเรียงกัน จะเห็นได้ว่าภาพรวมการลงทุนในช่วงเวลานี้เปรียบเสมือนการเดินเรือท่ามกลางพายุฝน ที่แม้สภาพอากาศภายนอกจะแปรปรวนจากปัจจัยสงครามและทิศทางดอกเบี้ยโลก แต่หากมองกลับมาที่เรือของเราเอง การที่ประเทศไทยสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้รวดเร็วและมีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่ชัดเจนรองรับ ถือเป็นเข็มทิศชั้นดีที่จะช่วยนำทางให้นักลงทุนสามารถรอดพ้นจากความผันผวนนี้ได้
ตามพื้นฐานความเป็นจริงที่อาจเกิดขึ้นในระยะถัดไป หากนโยบาย Quick Win ในช่วง 100 วันแรกของรัฐบาลสามารถทำได้จริงและเกิดผลสัมฤทธิ์ เราอาจได้เห็นเม็ดเงินจากนักลงทุนสถาบันและต่างชาติค่อยๆ ไหลกลับเข้าสู่ตลาดหุ้นไทยอีกครั้ง โดยมีหุ้นกลุ่ม Domestic Consumption เป็นพระเอกหลักในการดึงดูดเม็ดเงินเหล่านั้น ดังนั้นนักลงทุนจึงควรจัดพอร์ตการลงทุนอย่างระมัดระวัง เน้นไปที่หุ้นที่มีพื้นฐานแข็งแกร่ง มีนโยบายรัฐคอยซัพพอร์ต และหมั่นติดตามสถานการณ์โลกอย่างใกล้ชิด เพื่อให้พร้อมปรับตัวรับมือกับทุกการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต








