สวีเดนเพิ่งสร้างแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ให้กับวงการพลังงานโลก เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ประเทศแถบสแกนดิเนเวียแห่งนี้ได้ก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมๆ ด้วยการเดินหน้าโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แห่งแรกในรอบกว่า 40 ปี
สวีเดนทุบสถิติ 40 ปี! เลือกนิวเคลียร์จิ๋ว Rolls-Royce กู้วิกฤตพลังงานยุค AI
โดยไฮไลต์สำคัญ คือ การตัดสินใจเลือก Rolls-Royce แบรนด์วิศวกรรมระดับโลก ให้เป็นผู้จัดหาเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็กแบบโมดูลาร์ (Small Modular Reactors – SMRs) จำนวน 3 เครื่อง สำหรับเมกะโปรเจกต์บนชายฝั่งตะวันตกของประเทศ นี่ไม่ใช่แค่ข่าวพลังงานธรรมดา แต่มันคือ สัญญาณบ่งชี้ถึงทิศทางแห่งอนาคตที่ทั่วโลกต้องจับตามอง
บทสรุปแห่งการเฟ้นหาที่กินเวลายาวนานถึง 3 ปีเต็ม
บริษัทพัฒนาโครงการไฟฟ้านิวเคลียร์อย่าง Videberg Kraft ซึ่งเป็นการจับมือกันระหว่างยักษ์ใหญ่ Vattenfall และ Industrikraft ได้ประกาศเลือกใช้เทคโนโลยี SMR ของ Rolls-Royce อย่างเป็นทางการ การตัดสินใจครั้งนี้ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญหรือเกิดขึ้นชั่วข้ามคืน แต่ผ่านการประเมินและชนะจากการคัดเลือกทางเทคโนโลยี ที่เริ่มต้นมาจากตัวเลือกกว่า 75 แบบ ตลอดระยะเวลา 3 ปีเต็ม โดยในรอบสุดท้าย Rolls-Royce สามารถเอาชนะคู่แข่งคนสำคัญอย่างเครื่องปฏิกรณ์รุ่น BWRX-300 ของ GE Vernova Hitachi ไปได้อย่างสวยงาม
สเปกของโปรเจกต์นี้น่าสนใจมาก เตาปฏิกรณ์ทั้ง 3 เครื่องถูกออกแบบมาให้ผลิตกระแสไฟฟ้าได้เครื่องละ 470 เมกะวัตต์ (MW) โดยจะถูกนำไปติดตั้งที่คาบสมุทร Värö ซึ่งอยู่ใกล้กับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ Ringhals ที่เปิดใช้งานอยู่แล้วในปัจจุบัน เมื่อโครงการเสร็จสมบูรณ์ จะสามารถเติมกำลังการผลิตไฟฟ้าเข้าสู่ระบบโครงข่ายของประเทศได้สูงถึงราวๆ 1.5 กิกะวัตต์ (GW) เลยทีเดียว โดยตั้งเป้าหมายว่าหน่ว ยผลิตไฟฟ้าเครื่องแรกจะพร้อมเดินเครื่องและจ่ายไฟได้ในช่วงกลางทศวรรษ 2030 (ราวปี 2035)
“สิ่งที่ทำให้ SMR ของ Rolls-Royce โดดเด่น คือ เครือข่ายผู้รับเหมาช่วง (Subcontractors) ที่แข็งแกร่งมากๆ และที่สำคัญ คือ ส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในรัศมีทางภูมิศาสตร์ที่ใกล้เคียงกับเรา” Desirée Comstedt รักษาการซีอีโอของ Videberg Kraft เผยถึงเหตุผลเบื้องหลังดีลนี้
ในขณะที่ Anna Borg ซีอีโอของ Vattenfall และหนึ่งในบอร์ดบริหารของ Videberg Kraft ได้เสริมประเด็นนี้ว่า เตาปฏิกรณ์รุ่นนี้ เป็นแบบอัดความดันน้ำ (Pressurized Water Reactor) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีประเภทเดียวกับที่ใช้ในโรงไฟฟ้า Ringhals ปัจจุบัน จึงเป็น “เทคโนโลยีที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่า ใช้งานได้จริง” และมาพร้อมกับ “โครงสร้างสัญญาที่มีความน่าดึงดูดใจในเชิงพาณิชย์”
บริษัท Videberg Kraft ซึ่งมี Vattenfall ถือหุ้น 80% และกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ที่สุดของสวีเดนถือหุ้นอีก 20% วางแผนที่จะสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์แห่งใหม่ในพื้นที่ของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ Ringhals ในปัจจุบันทางตะวันตกเฉียงใต้ของสวีเดน
การขยับตัวครั้งนี้ ทำให้สวีเดนกลายเป็นประเทศที่ 3 ในยุโรปที่เลือกใช้เทคโนโลยี SMR ของ Rolls-Royce ตามรอยสาธารณรัฐเช็กและสหราชอาณาจักร นอกจากนี้ รัฐบาลฝ่ายขวาของสวีเดนต้องการฟื้นฟูพลังงานนิวเคลียร์ ท่ามกลางความกังวลด้านความมั่นคงทางพลังงาน และการคาดการณ์ว่า ความต้องการใช้ไฟฟ้าจะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าภายในปี 2045 โดยวางแผนที่จะเข้าถือหุ้นส่วนใหญ่ 60% ในบริษัท Videberg Kraft ซึ่งรอการอนุมัติจากรัฐสภาอยู่
คลื่นลูกใหม่ด้านนิวเคลียร์
การคัดเลือกผู้ชนะในครั้งนี้ เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสความตื่นตัวด้านพลังงานนิวเคลียร์ที่กำลังก่อตัวเป็นคลื่นลูกใหญ่ไปทั่วสวีเดน
ลองดูความเคลื่อนไหวในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาเป็นตัวอย่าง บริษัทผู้ให้บริการด้านนิวเคลียร์อย่าง Studsvik ได้ยื่นขอรับการสนับสนุนจากรัฐบาล ภายใต้โครงการที่ชื่อว่า ReFirm เพื่อสร้างกำลังการผลิตไฟฟ้านิวเคลียร์ใหม่สูงถึง 1,400 MW ในพื้นที่ทางตอนใต้ของประเทศ โดยเล็งเห็นว่าพื้นที่ Valdemarsvik และ Nyköping เป็นทำเลที่มีความพร้อมสูงสุด
ในเวลาไล่เลี่ยกัน Blykalla ผู้พัฒนาเตาปฏิกรณ์ขั้นสูง ก็ได้ยื่นเรื่องขอเงินทุนสนับสนุนจากรัฐบาล สำหรับโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าในพื้นที่ Norrsundet ซึ่งจะใช้เตาปฏิกรณ์ระบายความร้อนด้วยตะกั่ว (Lead-cooled) รุ่น SEALER จำนวน 6 เครื่อง รวมกำลังการผลิต 330 MW
เพื่อให้เห็นภาพความเอาจริงเอาจังของภาครัฐ รัฐบาลสวีเดนได้เสนอแพ็กเกจสนับสนุนแบบจัดเต็มมูลค่าสูงถึง 4.4 แสนล้านโครนสวีเดน (หรือคิดเป็นเงินราวๆ 4.7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ) ซึ่งครอบคลุมทั้งการให้เงินกู้ การรับประกันราคาระยะยาวถึง 40 ปี รวมถึงการเข้าไปช่วยเหลือด้านการจัดการกากนิวเคลียร์ เพื่อผลักดันให้เกิดกำลังการผลิตไฟฟ้านิวเคลียร์ใหม่ให้ได้อย่างน้อย 5,000 MW
ย้อนกลับไปเมื่อปีที่แล้ว รัฐสภาสวีเดนเพิ่งจะผ่านร่างกฎหมายว่าด้วยการให้ความช่วยเหลือแห่งรัฐ (State Aid Legislation) ซึ่งถือเป็นกรอบการทำงานแรกสำหรับการสร้างเตาปฏิกรณ์ใหม่ในรอบกว่า 4 ทศวรรษเลยทีเดียว
นัยสำคัญทำไมเรื่องนี้ถึงพลิกโฉมโลก?
แรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้สวีเดนต้องเร่งขยายขีดความสามารถด้านพลังงานนิวเคลียร์ มาจากความต้องการใช้ไฟฟ้าที่พุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด ไม่ว่าจะเป็นการเติบโตของศูนย์ข้อมูล (Data Centers) การปรับเปลี่ยนภาคอุตสาหกรรมให้มาใช้พลังงานไฟฟ้า (Industrial Electrification) ตลอดจนเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศอันท้าทาย ที่ต้องการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้เป็นศูนย์ (Net-Zero Emissions) ภายในปี 2045
ตามแผนงาน (Roadmap) ของรัฐบาล ได้มองภาพในอนาคตไว้ว่า สวีเดนจำเป็นต้องมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดใหญ่เพิ่มขึ้นเทียบเท่ากับ 10 แห่ง ภายในปี 2045 เพื่อตอบโจทย์ความต้องการดังกล่าว
Chris Cholerton ซีอีโอของ Rolls-Royce SMR ได้ตอกย้ำถึงความสำเร็จครั้งนี้ว่า “นี่คือ การการันตีที่ทรงพลังถึงแนวทางที่เปลี่ยนโลกของเรา ในการส่งมอบกลุ่มเตาปฏิกรณ์ SMR ที่ได้มาตรฐาน” และยังเป็นข้อพิสูจน์ชั้นดีถึง “ความเชื่อมั่นของตลาดที่กำลังเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ต่อเทคโนโลยีของเรา”
บทวิเคราะห์ : เมื่อโลกต้องหาสมดุลระหว่างพลังงาน ความมั่นคง และการเติบโต
หากมองให้ลึกกว่าตัวเลขการลงทุนและกำลังการผลิตไฟฟ้า การตัดสินใจของสวีเดนในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงโจทย์สำคัญที่หลายประเทศทั่วโลกกำลังเผชิญร่วมกัน นั่นคือการสร้างระบบพลังงานที่สามารถรองรับความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยยังคงเดินหน้าไปสู่เป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระยะยาว
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา การเติบโตของศูนย์ข้อมูล เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการเปลี่ยนผ่านภาคอุตสาหกรรมสู่ระบบไฟฟ้า ได้ทำให้ความต้องการพลังงานเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ขณะเดียวกัน หลายประเทศก็กำลังลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล ซึ่งทำให้ประเด็นเรื่อง “ความมั่นคงทางพลังงาน” กลับมาเป็นวาระสำคัญอีกครั้ง
ภายใต้บริบทดังกล่าว พลังงานนิวเคลียร์จึงได้รับความสนใจมากขึ้นในฐานะแหล่งพลังงานคาร์บอนต่ำที่สามารถผลิตไฟฟ้าได้อย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง โดยเฉพาะเทคโนโลยีเตาปฏิกรณ์ขนาดเล็กแบบโมดูลาร์ หรือ SMR ที่ถูกคาดหวังว่า จะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการก่อสร้างและการขยายกำลังผลิตในอนาคต แม้ว่าเทคโนโลยีนี้ยังต้องพิสูจน์ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจและประสิทธิภาพในการใช้งานจริงในวงกว้างก็ตาม
สิ่งที่เกิดขึ้นในสวีเดนจึงไม่ได้เป็นเพียงการเลือกผู้พัฒนาเทคโนโลยีนิวเคลียร์รายหนึ่งเท่านั้น แต่เป็นสัญญาณสะท้อนว่าประเทศต่างๆ กำลังมองหาทางเลือกที่หลากหลายมากขึ้นในการรับมือกับความท้าทายด้านพลังงานของศตวรรษที่ 21 ไม่ว่าจะเป็นพลังงานหมุนเวียน ระบบกักเก็บพลังงาน หรือพลังงานนิวเคลียร์รูปแบบใหม่
ท้ายที่สุดแล้ว คำถามสำคัญอาจไม่ใช่ว่าโลกควรเลือกพลังงานรูปแบบใดเพียงอย่างเดียว แต่คือการออกแบบ “ส่วนผสมของพลังงาน” ที่เหมาะสมกับบริบทของแต่ละประเทศ เพื่อสร้างสมดุลระหว่างความมั่นคงทางพลังงาน การเติบโตทางเศรษฐกิจ และความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมในระยะยาว
และไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร การตัดสินใจของสวีเดนในวันนี้ กำลังกลายเป็นอีกหนึ่งกรณีศึกษาสำคัญที่ทั่วโลกจะจับตามองอย่างใกล้ชิดในทศวรรษข้างหน้า
ตารงสรุป : ดีลประวัติศาสตร์! ทำไมสวีเดนเลือกนิวเคลียร์จิ๋ว SMR พลิกโฉมพลังงานอนาคต?
| หัวข้อไฮไลต์ | รายละเอียดสำคัญที่ต้องรู้ |
| โปรเจกต์เปลี่ยนโลก | สวีเดนเตรียมสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แห่งแรกในรอบกว่า 40 ปี |
| ผู้คว้าชัยชนะ | เตาปฏิกรณ์จิ๋ว SMR จากแบรนด์ระดับโลก Rolls-Royce (ชนะจาก 75 ตัวเลือก) |
| สเปกพลังงาน | ติดตั้ง 3 เครื่อง ผลิตไฟฟ้า 470 MW/เครื่อง (เพิ่มพลังงานเข้าระบบรวม 1.5 GW) |
| ไทม์ไลน์เปิดใช้งาน | ตั้งเป้าหมายเดินเครื่องจ่ายไฟได้ในช่วงกลางทศวรรษ 2030 (ราวปี 2035) |
| ทำไมต้องสร้าง? | รับมือความต้องการไฟฟ้าที่พุ่งสูงจาก Data Center และเป้าหมาย Net-Zero ปี 2045 |
อ้างอิงจาก
- https://www.ft.com/content/69e92d5c-44f7-4a40-b251-b62c69c645b9?syn-25a6b1a6=1
- https://world-nuclear-news.org/articles/swedish-new-nuclear-project-selects-rolls-royce-smrs
- https://www.ans.org/news/article-8088/studsvik-applies-to-build-more-reactors-sweden-seeks-majority-control-of-smr-company/
- https://www.nucnet.org/news/studsvik-applies-for-state-support-for-1-4-gw-smr-programme-in-sweden-6-1-2026
- https://www.reuters.com/business/swedens-vattenfall-picks-rolls-royce-smr-nuclear-power-project-2026-06-15/
- https://world-nuclear-news.org/articles/swedish-new-nuclear-project-selects-rolls-royce-smrs










