สัปดาห์ที่ผ่านมานับเป็นอีกหนึ่งช่วงเวลาที่ตลาดเงินและตลาดทุนทั่วโลกต้องเผชิญกับความท้าทายจากหลากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นประเด็นภูมิรัฐศาสตร์ หรือทิศทางนโยบายการเงินของมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ สถานการณ์เหล่านี้สร้างแรงกระเพื่อมมาถึงทิศทางของค่าเงินบาทและตลาดหุ้นไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
เจาะลึกทิศทางเงินบาทและหุ้นไทย รับแรงกระแทกตะวันออกกลาง-ลุ้นดอกเบี้ยเฟด
เพื่อทำความเข้าใจกลไกที่เกิดขึ้นและเตรียมพร้อมสำหรับแนวโน้มในอนาคต บทความนี้จะพาไปเจาะลึกทุกความเคลื่อนไหวที่สำคัญแบบครบถ้วนทุกมิติ

เงินบาทผันผวนหนัก ก่อนพลิกฟื้นรับสัญญาณบวกท้ายสัปดาห์
ในช่วงต้นถึงกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา ทิศทางของค่าเงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าลงอย่างเห็นได้ชัด โดยส่วนหนึ่งเป็นผลกระทบตามการปรับตัวลงของราคาทองคำในตลาดโลก อย่างไรก็ตาม ปัจจัยหลักที่กดดันตลาดคือการแข็งค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งยังคงทำหน้าที่เป็น “สินทรัพย์ปลอดภัย” (Safe Haven) ท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้น
จุดชนวนสำคัญมาจากรายงานข่าวที่ระบุว่า สหรัฐฯ ได้ดำเนินการตอบโต้อิหร่านในกรณีที่เฮลิคอปเตอร์อาปาเช่ของสหรัฐฯ ถูกยิงตกในบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งต่อมาอิหร่านได้ประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง ทั้งนี้ ข้อมูลจาก U.S. Energy Information Administration (EIA) ระบุว่า ช่องแคบฮอร์มุซถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญระดับโลกที่มีปริมาณการขนส่งน้ำมันดิบไหลผ่านคิดเป็นสัดส่วนสูงถึงประมาณ 20% ของความต้องการบริโภคทั่วโลก การปิดเส้นทางนี้จึงสร้างความกังวลต่อห่วงโซ่อุปทานพลังงานในวงกว้าง
นอกจากนี้ เงินดอลลาร์ฯ ยังได้รับแรงหนุนเพิ่มเติมจากตัวเลขเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งของสหรัฐฯ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลการจ้างงานนอกภาคเกษตร (Nonfarm Payrolls) และตัวเลขเงินเฟ้อ (CPI) ปัจจัยเหล่านี้กระตุ้นให้ตลาดคาดการณ์ว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) อาจเปลี่ยนมุมมองกลับมาใช้นโยบายการเงินแบบคุมเข้มในช่วงปลายปี
แรงกดดันทั้งหมดนี้ส่งผลให้เงินบาทแตะระดับอ่อนค่าสุดในรอบกว่า 2 เดือนที่ระดับ 32.99 บาทต่อดอลลาร์ฯ แต่ทว่า ในช่วงท้ายสัปดาห์ทิศทางกลับพลิกฟื้นอย่างรวดเร็ว หลังจากที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ออกมาเปิดเผยว่าสหรัฐฯ และอิหร่านใกล้ที่จะบรรลุข้อตกลงสันติภาพร่วมกัน และอาจมีการลงนามเกิดขึ้นในเร็ว ๆ นี้
ท้ายที่สุด ในวันศุกร์ที่ 12 มิ.ย. 2569 ค่าเงินบาทปิดตลาดในประเทศที่ระดับ 32.70 บาทต่อดอลลาร์ฯ ซึ่งฟื้นตัวขึ้นเมื่อเทียบกับระดับ 32.63 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในวันศุกร์ก่อนหน้า (5 มิ.ย.)
เช็กกระแสเงินทุนต่างชาติ
เมื่อเจาะดูสถานะพอร์ตการลงทุนของกลุ่มนักลงทุนต่างชาติระหว่างสัปดาห์วันที่ 8-12 มิ.ย. 2569 พบว่ากระแสเงินทุนยังคงไหลออก โดยนักลงทุนต่างชาติมีสถานะขายสุทธิในตลาดหุ้นไทยรวม 1,557 ล้านบาท ในขณะเดียวกัน ก็มีสถานะเป็น Net Outflows ออกจากตลาดพันธบัตรไทยสูงถึง 12,460 ล้านบาท (แบ่งเป็นการขายสุทธิพันธบัตร 12,452 ล้านบาท และตราสารหนี้ที่ครบกำหนดอายุอีก 8 ล้านบาท)
ผันผวนหนัก แต่ปิดบวกได้สวยงาม
สภาวะของดัชนีหุ้นไทย (SET Index) เผชิญกับความผันผวนอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงต้นสัปดาห์ตลาดปรับตัวลดลงจากการเทขายของนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางของตลาดหุ้นทั่วทั้งภูมิภาค ปัจจัยกดดันหลักคือความกังวลเรื่อง “อัตราเงินเฟ้อ” ที่อาจพุ่งสูงขึ้นตามราคาน้ำมันที่ปรับตัวทะยานขึ้นจากผลพวงของความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ส่งผลให้นักลงทุนประเมินว่าธนาคารกลางในหลายประเทศอาจจำเป็นต้องพิจารณาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพื่อสกัดเงินเฟ้อ นำมาสู่แรงเทขายในหุ้นทุกกลุ่มอุตสาหกรรม
กระนั้นก็ดี ดัชนีหุ้นไทยที่แกว่งตัวผันผวนในช่วงกลางสัปดาห์ ได้เริ่มมีแรงส่งให้ดีดตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งในช่วงท้ายสัปดาห์ตามทิศทางของตลาดต่างประเทศ โดยได้รับปัจจัยหนุนเชิงบวกแบบเต็มๆ จากรายงานข่าวที่ระบุว่า ปธน. โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ประกาศยกเลิกแผนการโจมตีอิหร่าน (จากที่ก่อนหน้านี้เคยลั่นวาจาว่าจะโจมตีอย่างหนัก) พร้อมทั้งส่งสัญญาณเชิงบวกถึงข้อตกลงที่ใกล้จะลุล่วง
ภาพรวมในวันศุกร์ที่ 12 มิ.ย. 2569 ดัชนี SET ปิดไปที่ระดับ 1,592.41 จุด ปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.62% จากระดับของช่วงปลายสัปดาห์ก่อนหน้า โดยมีมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 62,378.89 ล้านบาท (ลดลง 25.36% จากสัปดาห์ก่อน) ส่วนทางด้านดัชนี mai ก็ปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.52% ขยับมาปิดที่ระดับ 217.42 จุด
ไฮไลต์สำคัญที่ต้องจับตาในสัปดาห์ถัดไป (15-19 มิ.ย. 2569)
สำหรับแนวโน้มในสัปดาห์หน้า ศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้ประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทเอาไว้ที่ระดับ 32.10-33.10 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในทางกลับกัน ทางบริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด ได้ประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของดัชนีหุ้นไทย โดยให้แนวรับสำคัญอยู่ที่ 1,560 และ 1,550 จุด และมีแนวต้านอยู่ที่ 1,610 และ 1,625 จุด ตามลำดับ
ทางศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้ประเมินถึงปัจจัยสำคัญที่ทุกภาคส่วนต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ดังนี้
- ผลการประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ของเฟดในวันที่ 16-17 มิ.ย.
- สัญญาณทิศทางอัตราดอกเบี้ยจาก Dot Plot ชุดใหม่ของเฟด
- ทิศทางเงินทุนต่างชาติ (Fund Flows) และสถานการณ์ในตะวันออกกลาง
ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีข้อมูลตัวเลขทางเศรษฐกิจที่สำคัญจากฝั่งสหรัฐฯ ที่ต้องให้ความสนใจ ได้แก่
- ผลสำรวจภาคการผลิตของเฟดสาขานิวยอร์ก และแนวโน้มธุรกิจจากเฟดสาขาฟิลาเดลเฟีย (เดือน มิ.ย.)
- ตัวเลขผลผลิตภาคอุตสาหกรรม และการเริ่มสร้างบ้าน
- ดัชนีราคานำเข้า-ส่งออก, ยอดค้าปลีก และยอดทำสัญญาขายบ้านที่รอปิดการขาย (เดือน พ.ค.)
- ตัวเลขจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์
สำหรับปัจจัยเศรษฐกิจในภูมิภาคอื่นๆ ที่ส่งผลกระทบต่อภาพรวมโลก ได้แก่ ตัวเลขผลผลิตภาคอุตสาหกรรมและดัชนีราคาผู้บริโภค (เดือน พ.ค.) ของยูโรโซน, ข้อมูลเศรษฐกิจของจีน (ยอดค้าปลีก, ผลผลิตภาคอุตสาหกรรม และการลงทุนในสินทรัพย์ถาวร), อัตราเงินเฟ้อ (เดือน พ.ค.) ของทั้งอังกฤษและญี่ปุ่น รวมถึงการประกาศผลการประชุมของธนาคารกลางหลักๆ อาทิ BOJ (15-16 มิ.ย.), RBA (16 มิ.ย.) รวมถึง BI และ BOE (18 มิ.ย.)
พายุที่พัดผ่านกับรอยต่อแห่งความเปลี่ยนแปลงที่เราต้องพร้อมรับมือ
ท้ายที่สุดแล้ว ความผันผวนที่เราเห็นในสัปดาห์ที่ผ่านมาไม่ได้เป็นเพียงแค่ตัวเลขสีเขียวหรือสีแดงบนกระดาน แต่มันคือภาพสะท้อนของ “โลกที่เชื่อมต่อกัน” อย่างลึกซึ้ง ข่าวการยิงเฮลิคอปเตอร์ตกในอีกซีกโลกหนึ่ง สามารถส่งแรงกระเพื่อมมาถึงค่าเงินบาทในกระเป๋าและมูลค่าพอร์ตการลงทุนของเราได้ภายในไม่กี่ชั่วโมง
สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเครื่องยืนยันว่า ท่ามกลางกระแสข่าวที่เปลี่ยนทิศทางได้พริบตาเดียว สิ่งที่ทรงพลังที่สุดไม่ใช่ความสามารถในการคาดเดาอนาคตได้อย่างแม่นยำ แต่คือ “ความพร้อมที่จะปรับตัว” ก้าวต่อไปของระบบเศรษฐกิจจากนี้จะยังคงเต็มไปด้วยบททดสอบ ทั้งจากนโยบายของผู้นำระดับโลกและทิศทางดอกเบี้ยที่ยังฝุ่นตลบ การเปิดรับข้อมูลรอบด้านอย่างมีสติและเข้าใจบริบทของความเปลี่ยนแปลง จะเป็นเข็มทิศชั้นดีที่ช่วยให้ทุกคนสามารถยืนหยัดและหาจังหวะก้าวเดินต่อไปได้อย่างมั่นคง
ตาราง : ไทม์ไลน์ความผันผวน เงินบาทและหุ้นไทยเจออะไรบ้าง?
| ปัจจัยกดดัน (ต้น-กลางสัปดาห์) 📉 | ปัจจัยฟื้นตัว (ท้ายสัปดาห์) 📈 | สิ่งที่ต้องเกาะติด (สัปดาห์หน้า) 🔍 |
| ดอลลาร์ฯ แข็งค่า: รับสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง | ความหวังสันติภาพ: สหรัฐฯ-อิหร่าน ส่งสัญญาณใกล้บรรลุข้อตกลง | ผลประชุมเฟด (FOMC): รอดูทิศทางดอกเบี้ยจาก Dot Plot ใหม่ |
| ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ พุ่ง: กระตุ้นคาดการณ์เฟดคุมเข้มดอกเบี้ย | หุ้นไทยดีดกลับ: ดัชนี SET ปิดบวก 0.62% แตะ 1,592.41 จุด | Fund Flows: จับตากระแสเงินทุนต่างชาติไหลเข้า/ออก |
| เงินทุนต่างชาติไหลออก: ทั้งจากตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตรไทย | เงินบาทพลิกแข็งค่า: ปิดตลาดฟื้นตัวที่ 32.70 บาท/ดอลลาร์ฯ | ตัวเลขเศรษฐกิจโลก: ข้อมูลสำคัญจากสหรัฐฯ, จีน และยุโรป |










