เวลาที่เราอยากรู้ว่าประเทศไหน “น่าอยู่” หรือ “ใช้ชีวิตยาก” หลายคนมักจะพุ่งเป้าไปที่เรื่องของ “ค่าครองชีพ” เป็นอันดับแรก แต่ในความเป็นจริงแล้ว การมองแค่ว่าของกินของใช้ราคาเท่าไหร่อาจยังบอกภาพรวมไม่ได้ทั้งหมด สิ่งสำคัญที่ตีคู่กันมาและขาดไม่ได้เลย ก็คือ “อำนาจซื้อ” หรือความสามารถในการจับจ่ายใช้สอยของคนในพื้นที่นั้นๆ นั่นเอง
เจาะลึกค่าครองชีพอาเซียน 2026 เทียบชัดๆ ประเทศไหนแพงแต่อยู่สบาย
วันนี้ THE SIGNALs จะมาดูข้อมูลล่าสุดจาก South-Eastern Asia : Cost of Living Index by Country 2026 โดย NUMBEO เพื่อส่องดูตัวเลขของไทยและเพื่อนบ้านในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งบอกได้เลยว่า มีอินไซต์หลายอย่างที่น่าสนใจและอาจทำให้เราต้องมองภาพเศรษฐกิจเพื่อนบ้านใหม่

ข้อมูลนี้มาจากนิวยอร์ก (New York City) ซึ่งเป็นฐานอ้างอิงที่ระดับ 100 โดยแบ่งดัชนีชี้วัดออกเป็น 2 แกนหลัก ได้แก่
- ดัชนีค่าครองชีพ : สะท้อน ต้นทุนค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน เช่น ค่าอาหาร ค่าเดินทาง ค่าสาธารณูปโภค (น้ำ ไฟ) โดย ไม่รวม ค่าเช่าหรือค่าใช้จ่ายด้านที่อยู่อาศัย ยิ่งตัวเลขนี้สูง แปลว่าข้าวของเครื่องใช้ยิ่งแพง
- ดัชนีกำลังซื้อ : วัดความสามารถในการซื้อสินค้าและบริการของคนในประเทศนั้น โดยคำนวณจากรายได้สุทธิหลังหักภาษีเทียบกับค่าครองชีพ ยิ่งค่านี้สูง แปลว่าคนในประเทศมีกำลังซื้อมาก หาเงินมาแล้วช้อปปิ้งหรือใช้ชีวิตได้สบาย
เมื่อนำทั้งสองดัชนีมาวางทาบกัน เราจะเห็นความจริงที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังตัวเลขของแต่ละประเทศดังนี้
ตารางเปรียบเทียบค่าครองชีพและกำลังซื้อของชาวอาเซียน
| อันดับ | ประเทศ | ดัชนีค่าครองชีพ | ดัชนีกำลังซื้อ |
| 1 | สิงคโปร์ | 87.7 | 105.5 |
| 2 | บรูไน | 48.2 | 134.4 |
| 3 | ไทย | 38.0 | 45.5 |
| 4 | เมียนมา | 38.0 | 19.8 |
| 5 | กัมพูชา | 34.8 | 22.7 |
| 6 | มาเลเซีย | 34.0 | 80.1 |
| 7 | ฟิลิปปินส์ | 30.1 | 33.9 |
| 8 | เวียดนาม | 26.4 | 42.5 |
| 9 | อินโดนีเซีย | 26.1 | 29.3 |
บรูไน แชมป์ตัวจริงที่ซ่อนตัวอยู่อย่างเงียบๆ
หากกวาดสายตาดูที่ตัวเลขค่าครองชีพ บรูไนรั้งตำแหน่งอันดับ 2 ของอาเซียนด้วยดัชนีค่าครองชีพ 48.2 ซึ่งถือว่า ค่อนข้างสูง ทว่าสิ่งที่ทำให้บรูไนโดดเด่นจนต้องยกตำแหน่ง “แชมป์ตัวจริง” ให้ คือ ตัวเลขดัชนีอำนาจซื้อที่พุ่งทะยานไปถึง 134.4 ซึ่งสูงที่สุดในภูมิภาค!
ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นภาพชัดเจนว่า ถึงแม้ข้าวของเครื่องใช้ในบรูไนจะไม่ได้มีราคาถูก แต่ด้วยรายได้เฉลี่ยของประชากรที่อยู่ในระดับสูงมาก ทำให้พวกเขาสามารถรับมือกับค่าครองชีพได้อย่างไร้รอยต่อ ยิ่งไปกว่านั้น หากดูข้อมูลของธนาคารโลกเกี่ยวกับ Brunei จะพบว่า ประเทศมีรายได้เฉลี่ยต่อคนต่อจีดีพี อยู่ในระดับสูงมาก สะท้อนเศรษฐกิจที่พึ่งพารายได้จากภาคพลังงานและทรัพยากรธรรมชาติ รัฐบาลมีบทบาทสำคัญในการจัดสรรรายได้ดังกล่าวผ่านนโยบายด้านสวัสดิการและการอุดหนุน ทำให้ภาระค่าใช้จ่ายบางส่วนของประชาชนลดลง แม้ค่าครองชีพจะอยู่ในระดับสูง ทำให้เม็ดเงินในกระเป๋าเหลือพอสำหรับการจับจ่ายใช้สอยอย่างแท้จริง
สิงคโปร์ แพง! แต่ศักยภาพคนในประเทศยัง “เอาอยู่”
สิงคโปร์ยังคงครองแชมป์ประเทศที่ค่าครองชีพสูงที่สุดในอาเซียนอย่างเหนียวแน่น ด้วยดัชนีที่ทะลุไปถึง 87.7 ซึ่งเมื่อเทียบกับบรูไนที่เป็นอันดับสองแล้ว ถือว่าทิ้งห่างกันเกือบ 2 เท่า หลายคนอาจจะคิดว่าการใช้ชีวิตในสิงคโปร์ต้องตึงเครียดมากแน่ๆ
อย่างไรก็ตาม ดัชนีกำลังซื้อของสิงคโปร์ก็สูงลิ่วตามไปด้วยที่ 105.5 สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นกลไกของประเทศพัฒนาแล้ว (Developed Country) ที่แม้ต้นทุนการใช้ชีวิตจะพุ่งสูง แต่โครงสร้างเงินเดือนและรายได้ของประชากรก็ถูกออกแบบมาให้สอดรับกัน ทำให้ชาวสิงคโปร์ยังมีศักยภาพในการจับจ่ายและรักษาคุณภาพชีวิตที่ดีเอาไว้ได้ รายงานด้านขีดความสามารถในการแข่งขันและระบบการเงินของสภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum) และองค์กรระหว่างประเทศอื่นๆ ได้จัดให้สิงคโปร์เป็นหนึ่งในศูนย์กลางการเงินระดับโลก ซึ่งสอดคล้องกับโครงสร้างเศรษฐกิจที่มีสัดส่วนภาคบริการทางการเงินสูงและดึงดูดรายได้ระดับสูงจากต่างประเทศ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยดึงดูดเม็ดเงินและสร้างรายได้ขั้นสูงให้แก่คนในประเทศ
เทียบฟอร์ม เมียนมา กับ ไทย เมื่อค่าครองชีพเท่ากัน แต่กำลังซื้อเดินคนละเส้นทาง
ไฮไลต์ที่น่าสนใจและชวนให้ตั้งข้อสังเกต คือ กรณีของเมียนมาและไทย ทั้งสองประเทศมีดัชนีค่าครองชีพเท่ากันเป๊ะที่ 38.0 แต่ในทางกลับกัน เมื่อเราหันไปมองที่อำนาจซื้อ กลับพบช่องว่างที่ห่างกันอย่างเห็นได้ชัด
ดัชนีกำลังซื้อของไทยอยู่ที่ 45.5 ในขณะที่เมียนมาหล่นไปอยู่ที่ 19.8 ซึ่งต่ำกว่าไทยเกินครึ่ง ภาพนี้สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายทางเศรษฐกิจอย่างหนักที่ชาวเมียนมากำลังเผชิญ รายได้ของประชาชนทั่วไปไม่สามารถวิ่งตามต้นทุนการใช้ชีวิตที่สูงขึ้นได้ทัน ซึ่งรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจของธนาคารพัฒนาเอเชีย (Asian Development Outlook) ระบุว่า ประเทศเมียนมาต้องเผชิญแรงกดดันจากเงินเฟ้อและความเสี่ยงด้านเสถียรภาพมหภาคหลายประการ ซึ่งส่งผลต่อกำลังซื้อของครัวเรือน เมื่อประกอบกับดัชนี NUMBEO ที่ชี้ว่าค่าครองชีพอยู่ในระดับใกล้เคียงกับไทย แต่ดัชนีกำลังซื้อกลับน้อยกว่าไทยอย่างมีนัยสำคัญ ภาพรวมจึงสะท้อนภาวะ “ค่าครองชีพสูงกว่าที่รายได้รองรับได้” ทำให้แม้ของจะราคาพอกับไทย แต่คนเมียนมากลับรู้สึกว่า “แพงกว่าและอยู่ยากกว่า” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
เทียบฟอร์ม ไทย กับ มาเลเซีย : คู่เปรียบเทียบที่ชวนให้คนไทยต้องกลับมาคิด
อีกหนึ่งคู่ที่สะท้อนภาพความเป็นจริง คือ ไทยและมาเลเซีย หากดูที่ต้นทุนการดำรงชีวิต มาเลเซียมีค่าครองชีพอยู่ที่ 34.0 ซึ่งถูกกว่าไทย (38.0) เล็กน้อย สิ่งที่น่าทึ่ง คือ คนมาเลเซียกลับมีดัชนีกำลังซื้อสูงถึง 80.1 ซึ่งมากกว่าคนไทย (45.5) เกือบ 2 เท่า!
เมื่อดูเฉพาะดัชนี NUMBEO ปี 2026 จะเห็นว่า ค่าครองชีพของไทย (38.0) อยู่ในระดับใกล้เคียงกับมาเลเซีย (34.0) แต่ดัชนีอำนาจซื้อของไทย (45.5) ต่ำกว่าของมาเลเซีย (80.1) อย่างชัดเจน สะท้อนว่า “ในมุมของผู้ตอบแบบสอบถามบน NUMBEO” รายได้เฉลี่ยของคนไทยอาจยืดหยุ่นน้อยกว่ามาเลเซียเมื่อเทียบกับต้นทุนการใช้ชีวิต ปัจจัยหนุนสำคัญของฝั่งมาเลเซีย นอกจากโครงสร้างรายได้ที่ขยับตัวสูงขึ้นแล้ว มาเลเซียมีนโยบายอุดหนุนราคาสินค้าจำเป็นบางรายการ เช่น ราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งช่วยกดต้นทุนการใช้ชีวิตของครัวเรือน เมื่อผสานกับโครงสร้างรายได้ที่ขยับตัวสูงขึ้น ดัชนีกำลังซื้อของมาเลเซียตาม NUMBEO ปี 2026 จึงอยู่ที่ 80.1 ซึ่งสูงกว่าประเทศเพื่อนบ้านหลายประเทศอย่างมีนัยสำคัญ
มองภาพรวมเพื่อนบ้านอื่นๆ : เวียดนาม อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และกัมพูชา
สำหรับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค ตัวเลขก็บอกเล่าเรื่องราวที่น่าสนใจไม่แพ้กัน
- เวียดนาม : ค่าครองชีพค่อนข้างเป็นมิตรที่ 26.4 ขณะที่กำลังซื้ออยู่ที่ 42.5 (ใกล้เคียงกับไทย) สะท้อนภาพเศรษฐกิจที่กำลังเติบโตและค่าครองชีพที่ยังเอื้อต่อการใช้ชีวิต
- ฟิลิปปินส์ : ค่าครองชีพ 30.1 แต่กำลังซื้ออยู่ที่ 33.9 ซึ่งถือว่า ค่อนข้างตึงตัว รายได้และรายจ่ายแทบจะพอดีกัน
- อินโดนีเซีย : ครองแชมป์ค่าครองชีพถูกที่สุดในตารางนี้ที่ 26.1 โดยมีอำนาจซื้ออยู่ที่ 29.3
- กัมพูชา : ค่าครองชีพ 34.8 แต่อำนาจซื้ออยู่ที่ 22.7 ซึ่งเผชิญสถานการณ์คล้ายคลึงกับเมียนมา คือ ค่าครองชีพแซงหน้ารายได้ไปพอสมควร
ปลายทางของตัวเลข : สะท้อนชีวิตจริงที่เราต้องก้าวเดินต่อไป
ท้ายที่สุดแล้ว การตัดสินคุณภาพชีวิตของคนในประเทศใดประเทศหนึ่ง ไม่สามารถใช้แว่นตาที่มองแค่ป้ายราคาสินค้าเพียงอย่างเดียวได้ แต่ต้องมองลึกซึ้งไปถึง “ความอิ่มท้องและความอุ่นใจ” ว่ารายได้ที่หามาได้นั้น มันเพียงพอกับบิลค่าใช้จ่ายที่รออยู่ปลายเดือนหรือไม่
ประเทศที่ดูเหมือนแพงอาจจะเป็นสถานที่ที่ผู้คนใช้ชีวิตได้อย่างสมดุลที่สุด และในประเทศที่ดูเหมือนข้าวของราคาถูก อาจซ่อนความเหนื่อยล้าในการดิ้นรนหาเช้ากินค่ำเอาไว้
โลกในปี 2026 และอนาคตข้างหน้า ทิศทางของเงินเฟ้อและต้นทุนชีวิตมีแนวโน้มที่จะท้าทายเรามากขึ้นเรื่อยๆ ทักษะที่สำคัญที่สุดอาจไม่ใช่แค่การหาวิธีประหยัด แต่คือ การมองหาโอกาสในการอัปสกิล พัฒนาศักยภาพ เพื่อยกระดับ “กำลังซื้อ” ในกระเป๋าของตัวเราเองให้เติบโตทันโลกที่หมุนไปอย่างรวดเร็วใบนี้
อ้างอิงจาก
- https://www.numbeo.com/cost-of-living/rankings_by_country.jsp?title=2026®ion=035
- https://www.numbeo.com/cost-of-living/region_rankings_current.jsp?region=035
- https://www.numbeo.com/cost-of-living/region_rankings_current.jsp?displayColumn=5®ion=035
- https://www.theglobaleconomy.com/Brunei/gdp_per_capita_ppp/
- https://wheretoemigrate.io/blog/cost-of-living-malaysia-detailed-2026
- https://www.vietnam.vn/en/quoc-gia-nao-co-muc-song-re-nhat-dong-nam-a
- https://www.linkedin.com/pulse/understanding-cost-living-purchasing-power-what-numbers-putnoki-uivle










