ความเคลื่อนไหวล่าสุดของตลาดทุนโลกในวันจันทร์ที่ 22 มิถุนายน (ตามเวลาท้องถิ่น) ส่งสัญญาณความคึกคักอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะบรรยากาศการลงทุนในฝั่งเอเชียที่ดัชนีตลาดหุ้นต่างพากันปรับตัวสูงขึ้นอย่างพร้อมเพรียง ปัจจัยหนุนสำคัญมาจากถ้อยแถลงของทีมเจรจาฝั่งอิหร่านที่ออกมาระบุถึง “ความคืบหน้า” ในการเจรจาสันติภาพกับสหรัฐอเมริกา ซึ่งเปรียบเสมือนสายฝนที่ตกลงมาดับความร้อนรุ่มของนักลงทุน ช่วยคลายความกังวลที่ว่ากระบวนการเจรจานี้อาจจะล้มเหลวลงกลางคัน

ตลาดหุ้นเอเชียแรลลี่เดือด! รับความหวังสัญญาณบวกจากโต๊ะเจรจาสันติภาพอิหร่าน
นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ระดับสูงจากทั้งกาตาร์และปากีสถานยังได้ร่วมกันออกแถลงการณ์ยืนยันว่า การเจรจาในเซสชันแรกได้จบลงอย่างสมบูรณ์แล้ว และที่สำคัญ คือ มีความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรมในการวางโรดแมปเพื่อนำไปสู่การบรรลุข้อตกลงขั้นสุดท้ายภายในกรอบเวลา 60 วัน ก่อนหน้านี้ บรรยากาศทางภูมิรัฐศาสตร์ค่อนข้างตึงเครียดหนัก หลังจากอดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ออกมาขู่ว่าจะเปิดฉากโจมตีอิหร่านรอบใหม่ ในขณะที่ฝั่งของรองประธานาธิบดี เจ.ดี. แวนซ์ กำลังเดินหน้าพบปะกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิหร่าน ซึ่งถือเป็นการพูดคุยครั้งแรกภายใต้ข้อตกลงสันติภาพชั่วคราว การขยับตัวทางการเมืองที่ย้อนแย้งกันนี้เคยทำให้ตลาดตกอยู่ในสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกมาแล้ว
วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซและทิศทางราคาน้ำมันโลก
บรรยากาศการเจรจาที่ดูเหมือนจะราบรื่นกลับถูกปกคลุมด้วยเงาครึ้มเล็กๆ จากการประกาศของรัฐบาลเตหะรานที่ระบุว่า ได้ดำเนินการปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง ข้อมูลจากเว็บไซต์ติดตามการเดินเรือสะท้อนให้เห็นภาพชัดเจนว่า ปริมาณเรือที่สัญจรผ่านเส้นทางยุทธศาสตร์นี้ลดลงอย่างน่าใจหาย โดยมีเรือผ่านเพียง 32 ลำ ในวันศุกร์ และลดลงเหลือเพียง 26 ลำ ในวันเสาร์ที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม ข่าวความคืบหน้าด้านสันติภาพกลับมีน้ำหนักมากกว่า ความกังวลเรื่องอุปทานน้ำมัน ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ ที่เคยบวกขึ้นไปในช่วงแรก กลับอ่อนตัวลง 0.4% มาเคลื่อนไหวอยู่ที่ 80.17 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งถือว่าห่างไกลจากจุดพีคเมื่อเดือนพฤษภาคมที่เคยพุ่งทะยานไปถึง 126.41 ดอลลาร์ อย่างสิ้นเชิง ในขณะที่ราคาน้ำมันดิบสหรัฐฯ (WTI) ยังคงประคองตัวแข็งแกร่ง โดยบวกเพิ่มขึ้น 1.2% ยืนหยัดอยู่ที่ระดับ 77.52 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
เสียงตอบรับจากตลาดหุ้นเอเชียและดัชนีระดับโลก
สปอตไลต์ของการลงทุนในรอบนี้ส่องไปที่ตลาดหุ้นฝั่งเอเชียอย่างปฏิเสธไม่ได้
- ตลาดหุ้นญี่ปุ่น : ดัชนีนิกเกอิ (Nikkei) ปรับตัวสูงขึ้น 1.9% ซึ่งถือเป็นการสานต่อความร้อนแรงจากสัปดาห์ที่แล้วที่ดัชนีไต่ระดับขึ้นไปเกือบ 8% จนทุบสถิติทำจุดสูงสุดตลอดกาล (All-time highs)
- ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ : ดัชนี KOSPI ยังคงเป็นอีกหนึ่งไฮไลต์ที่ฮอตไม่แพ้กัน โดยบวกเพิ่มไปอีก 2.6% หลังจากสัปดาห์ก่อนหน้าพุ่งกระฉูดไปกว่า 11% จากแรงซื้อที่ถาโถมเข้าใส่กลุ่มหุ้นเซมิคอนดักเตอร์ ตามเทรนด์เทคโนโลยีโลก
- ภาพรวมเอเชีย-แปซิฟิก : ดัชนี MSCI สำหรับภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก (ไม่รวมญี่ปุ่น) ปรับตัวเพิ่มขึ้น 1.0% ในขณะที่ดัชนีหุ้นบลูชิพของจีนยังคงเคลื่อนไหวในแดนทรงตัว
หันมาดูฝั่งตะวันตกกันบ้าง ดัชนีล่วงหน้า ของตลาดหุ้นสหรัฐฯ มีแรงเทขายออกมาเล็กน้อย โดย S&P 500 futures ลดช่วงลบในตอนแรกลงมาปิดลบอยู่ที่ 0.2% ส่วน Nasdaq futures ปรับตัวลดลง 0.3% ข้ามมาที่ฟากฝั่งยุโรป EUROSTOXX 50 futures ปรับตัวลดลงเล็กน้อยที่ 0.1% ดัชนี DAX futures ค่อนข้างทรงตัว และ FTSE futures บวกเพิ่มขึ้นมา 0.1%
จับตาท่าทีพญาอินทรี : ตลาดเทน้ำหนัก Fed ขึ้นดอกเบี้ย
พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ยังคงตกอยู่ภายใต้แรงกดดันอย่างหนัก หลังจากธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ส่งสัญญาณที่แข็งกร้าวออกมาเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ท่าทีดังกล่าวทำให้นักลงทุนในตลาดให้น้ำหนักถึง 75% ว่า Fed อาจจะตัดสินใจ “ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย” อย่างเร็วที่สุดภายในเดือนกันยายนนี้
ภาพสะท้อนจากตลาดฟิวเจอร์ส บ่งชี้ว่า มีโอกาสที่จะเกิดการใช้นโยบายการเงินแบบตึงตัวเพิ่มขึ้นอีก 38 Basis points (0.38%) ภายในสิ้นปีนี้ นอกจากนี้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 2 ปี ยังขยับพุ่งขึ้นถึง 4 Basis points แตะระดับ 4.2276% ซึ่งถือเป็นจุดสูงสุดนับตั้งแต่ช่วงต้นปี 2025 เป็นต้นมา
“มุมมองพื้นฐานของเรา คือ การอดทนรอและคาดการณ์ว่า การขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกน่าจะเกิดขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี 2027 แต่ถึงอย่างนั้น เราเชื่อว่าช่องว่างของความผิดพลาดและความอดทนต่ออัตราเงินเฟ้อที่อาจพุ่งสูงขึ้นนั้นมีจำกัดมาก ทำให้มีความเสี่ยงที่แท้จริงว่าอาจจะมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยเร็วกว่าที่คาดไว้” Fabio Bassi หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์ข้ามสินทรัพย์ จาก JPMorgan กล่าว
เขายังเสริมมุมมองที่น่าสนใจต่ออีกว่า “เรายังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อสินทรัพย์เสี่ยง เนื่องจากตลาดแรงงานที่ฟื้นตัวดีขึ้นจะช่วยรักษาให้อัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับสูงได้นานขึ้น ซึ่งจะเป็นแรงหนุนสำคัญให้กับหุ้นกลุ่มผู้นำตลาดในวงแคบๆ อย่างหุ้นกลุ่มเติบโตที่มีคุณภาพ, หุ้นขนาดใหญ่ และกลุ่มเทคโนโลยี นอกจากนี้ เรายังมองเห็นโอกาสในการเติบโตของดัชนี S&P ที่อาจพุ่งทะยานไปสู่ระดับเป้าหมายที่ 8,000 จุด ได้เลยทีเดียว”
ทิศทางเงินเฟ้อ ค่าเงิน และความผันผวนของการเมืองอังกฤษ
ไฮไลต์สำคัญที่ตลาดรอคอยในวันพฤหัสบดีนี้ คือ การประกาศตัวเลขดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคลพื้นฐาน (Core PCE) ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อตัวโปรดของ Fed โดยมีการคาดการณ์ว่าจะขยับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อยมาอยู่ที่ระดับ 3.4% ในเดือนพฤษภาคม ตัวเลขนี้จะเป็นตัวตอกย้ำความเสี่ยงที่นโยบายการเงินอาจจะตึงตัวมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังต้องจับตาการขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ของเจ้าหน้าที่ระดับสูงอย่าง Christopher Waller และ John Williams ประธาน Fed สาขานิวยอร์ก
มุมมองที่เข้มงวดของ Fed กลายเป็นปัจจัยหลักที่ช่วยพยุงค่าเงินดอลลาร์ให้แข็งแกร่งเมื่อเทียบกับเงินเยน โดยไปยืนอยู่ที่ระดับ 161.48 เยน สิ่งเดียวที่ฉุดรั้งไม่ให้ดอลลาร์พุ่งไปทดสอบแนวต้านสำคัญที่ 161.96 (ซึ่งเป็นจุดสูงสุดจากช่วงกลางปี 2024) คือความกังวลว่า ทางการญี่ปุ่นอาจตัดสินใจเข้ามาแทรกแซงค่าเงิน
ในส่วนของเงินยูโร มีการอ่อนค่าลงมาอยู่ที่ 1.1464 ดอลลาร์ หลังจากที่เพิ่งร่วงลงไปแตะจุดต่ำสุดในรอบสามเดือนที่ 1.1418 ดอลลาร์ เมื่อวันศุกร์ ด้านเงินปอนด์สเตอร์ลิงก็ได้รับแรงกดดันจากความไม่แน่นอนทางการเมือง จนร่วงลงมา 0.2% แตะระดับ 1.3210 ดอลลาร์
กระแสข่าวการเมืองในอังกฤษกำลังคุกรุ่น มีรายงานว่านายกรัฐมนตรี Keir Starmer กำลังทบทวนอนาคตทางการเมืองของตนเอง หลังจากที่คู่แข่งอย่าง Andy Burnham ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งเข้าสู่รัฐสภาอย่างเด็ดขาด ส่งผลให้รัฐมนตรีในพรรครัฐบาลอย่างพรรคแรงงาน ออกมากดดันให้เขาก้าวลงจากตำแหน่งมากขึ้นเรื่อยๆ
Skye Masters หัวหน้าฝ่ายวิจัยการตลาดของ NAB ให้มุมมองว่า “ท่ามกลางความไม่แน่นอนเกี่ยวกับอนาคตของนายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับแนวโน้มทางการคลัง มีความเป็นไปได้สูงมากที่พันธบัตรรัฐบาลอังกฤษ จะเผชิญกับแรงเทขายอย่างหนักตั้งแต่เริ่มต้นสัปดาห์นี้”
ทองคำ สินทรัพย์ปลอดภัยที่ยังคงเปล่งประกาย
ขยับมาที่ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity) กันบ้าง ท่ามกลางกระแสข่าวความคืบหน้าในเรื่องการเจรจาสันติภาพ ราคาทองคำได้แสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นและการเป็นสินทรัพย์แห่งความน่าเชื่อถือ โดยสามารถดีดตัวกลับขึ้นมาได้ถึง 1.1% ทะยานผ่านแนวต้านสำคัญขึ้นไปแตะระดับ 4,205 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ได้อย่างสวยงาม
เมื่อทุกวิกฤต คือ บททดสอบ และทุกการเปลี่ยนแปลง คือ โอกาสที่เราต้องไขว่คว้า
โลกของการลงทุนไม่เคยหยุดนิ่ง และเหตุการณ์ที่เราเห็นทั้งหมดนี้ คือ เครื่องพิสูจน์ชั้นดี ความเปราะบางทางภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงของขั้วอำนาจ และการต่อสู้กับเงินเฟ้อของธนาคารกลาง ล้วนเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นใหญ่ที่กำหนดทิศทางกระแสเงินทุนทั่วโลก
การลงทุนในยุคนี้ไม่ใช่แค่การอ่านกราฟหรือตัวเลขบนหน้าจอเท่านั้น แต่คือ การเชื่อมโยงบริบทของโลกเข้าด้วยกัน ใครที่สามารถมองเห็นความเชื่อมโยงระหว่างความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ทิศทางดอกเบี้ยของฝั่งอเมริกา และการเติบโตทางเทคโนโลยีในฝั่งเอเชียได้ ย่อมเป็นผู้ที่สามารถเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลง และหาโอกาสทองที่ซ่อนอยู่ในทุกสภาวะตลาดได้อย่างแท้จริง การอัปเดตความรู้และเปิดรับข้อมูลข่าวสารอย่างสม่ำเสมอ จึงเป็นอาวุธที่ทรงพลังที่สุดในการเดินหมากบนกระดานความมั่งคั่งนี้
ตารางสรุป : ชีพจรเศรษฐกิจโลก หุ้นพุ่ง ทองคำแรง ดอกเบี้ยจ่อขยับ!
| สินทรัพย์ / ประเด็น | สถานการณ์ล่าสุด | ปัจจัยขับเคลื่อนหลัก |
| ตลาดหุ้นเอเชีย (ญี่ปุ่น/เกาหลีใต้) | พุ่งแรงต่อเนื่อง (นิกเกอิทำ All-time high) | รับข่าวดีความคืบหน้าเจรจาสันติภาพสหรัฐฯ-อิหร่าน และกระแสหุ้นเทคโนโลยี |
| ราคาน้ำมันดิบ (Brent) | ปรับตัวลดลงเล็กน้อย อยู่ที่ 80.17 ดอลลาร์/บาร์เรล | ตลาดคลายกังวลเรื่องอุปทาน แม้อิหร่านประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง |
| อัตราดอกเบี้ย Fed | ตลาดเก็งโอกาส 75% ที่จะปรับขึ้นเร็วกว่ากำหนด | สัญญาณแข็งกร้าวจาก Fed ที่กังวลเรื่องปัญหาเงินเฟ้อที่อาจพุ่งสูงขึ้น |
| ราคาทองคำ | พุ่งทะยาน 1.1% แตะระดับ 4,205 ดอลลาร์/ออนซ์ | สินทรัพย์ปลอดภัยยังคงได้รับความเชื่อมั่นท่ามกลางความผันผวนของโลก |
บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลข่าวสารและการศึกษาเท่านั้น มิได้เป็นการชี้นำหรือแนะนำการลงทุน ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลและทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน
อ้างอิงจาก









