อัปเดตเทรนด์การลงทุนจาก คุณประกิต สิริวัฒนเกตุ นักกลยุทธ์การลงทุน กรรมการผู้จัดการ บลจ.เมอร์ชั่นพาร์ทเนอร์ โดยไปเจาะลึกการหมุนเวียนกลุ่มลงทุน หุ้นธนาคารไทย-ยุโรปพุ่ง วิเคราะห์สถานการณ์น้ำมันโลก ทฤษฎีเกมของกลุ่ม OPEC และเจาะลึกฟองสบู่ Big Tech พร้อมกลยุทธ์การลงทุนแบบฉบับคนรุ่นใหม่
เจาะทิศทางตลาดหุ้นไทยและโลก จับตากลุ่มธนาคารฟอร์มเด่น และกระแส Big Tech
บรรยากาศการลงทุนในช่วงเวลานี้เต็มไปด้วยความท้าทายและโอกาสที่ซ่อนอยู่ หากมองภาพรวมแล้ว การถือครองหุ้นไทยในตอนนี้กลับให้ความรู้สึกสบายใจและอุ่นใจกว่าการถือหุ้นฝั่งสหรัฐอเมริกาอยู่พอสมควร ปัจจัยหลักเกิดจากโชคชะตาและสถานการณ์แวดล้อมที่ค่อนข้างเป็นใจกับบ้านเรา โดยเฉพาะประเด็นความเชื่อมั่นด้านเสถียรภาพทางการเมืองในประเทศที่เริ่มมีความชัดเจนและพร้อมที่จะปรับตัวไปในทิศทางที่ดีขึ้น

นอกจากนี้ สถานการณ์โลกที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อไทยก็เริ่มมีสัญญาณบวก ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อเศรษฐกิจส่งสัญญาณฟื้นตัว กลุ่มอุตสาหกรรมแรกๆ ที่มักจะวิ่งนำหน้าและทำผลงานได้อย่างโดดเด่น ก็คือ “กลุ่มธนาคาร” ซึ่งบทความนี้จะพาไปเจาะลึกทุกมิติ ตั้งแต่หุ้นรายตัว สถานการณ์พลังงานโลก ไปจนถึงแรงกระเพื่อมจากวงการเทคโนโลยีระดับโลก
Sector Rotation เมื่อกระแสเงินไหลกลับเข้า “กลุ่มธนาคาร” ทั่วโลก
หากสังเกตความเคลื่อนไหวของตลาดในช่วงที่ผ่านมา จะเห็นภาพของการหมุนเวียนกลุ่มลงทุนอย่างชัดเจน กลุ่มเทคโนโลยีสารสนเทศ เผชิญกับแรงเทขายอย่างหนัก ทว่าในทางกลับกัน กลุ่มที่รับไม้ต่อและทำคะแนนพุ่งทะยานสูงสุด คือ กลุ่มการเงินที่บวกขึ้นไปถึง 4.5%
ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในวอลล์สตรีท เพราะเมื่อข้ามไปดูฝั่งยุโรป หุ้นกลุ่มธนาคารก็ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยนับตั้งแต่วันที่ 11 มิถุนายนเป็นต้นมา กลุ่มนี้พุ่งขึ้นไปแล้วกว่า 7% ตามมาด้วยกลุ่มการท่องเที่ยว และกลุ่มสินค้าของใช้ส่วนตัว ที่ได้รับอานิสงส์ตามไปด้วย
สำหรับตลาดหุ้นไทย กลุ่มธนาคารก็เริ่มโชว์ฟอร์มได้อย่างแข็งแกร่งและน่าจับตามองในทุกตัว ไม่ว่าจะเป็น
- KBANK : ตัวตึงที่มาตามนัด จากระดับ 201 และ 202 ทะลุไปถึง 203 บาท และล่าสุดวิ่งขึ้นไปแตะระดับ 206 บาทเรียบร้อยแล้ว แนวโน้มดูเหมือนจะไปได้อีกยาว
- SCB : ไม่ปล่อยให้ KBANK วิ่งเหงาๆ เพราะ SCB ก็ตามมาติดๆ จากราคา 142 บาท ซึ่งมีโอกาสสูงมากที่จะพุ่งทะลุ 145 บาท ถือเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับคนที่ต้องการกระจายความเสี่ยงจาก KBANK
- TTB : มีประเด็นน่าตื่นเต้นจากรายการ Big Lot ของกลุ่ม ING แม้ธนาคารจะออกมาปฏิเสธเรื่องดีลในอนาคต แต่การที่โครงการซื้อหุ้นคืนของ TTB เข้าไปรับหุ้นกลุ่มนี้ไว้ ก็สะท้อนให้เห็นถึงความแข็งแกร่ง ภายใต้บรรยากาศแบบนี้ การสะสมไว้ก็ถือเป็นกลยุทธ์ที่ปลอดภัย
- KKP : หุ้นฟอร์มสวยที่พุ่งทะยานขึ้นมาอย่างโดดเด่น ไฮไลต์สำคัญอยู่ที่ความคาดหวังต่องบไตรมาสที่ 2 ซึ่งมีโอกาสเติบโตสูงมาก ปัจจัยหนุนมาจากการซื้อขายผ่านแอปพลิเคชัน Dime! ที่มีปริมาณมหาศาลต่อวัน รวมถึงธุรกิจ Wealth Management ที่กำลังบูมสุดขีดในยุคนี้ การถือรันเทรนด์ (Run Trend) ไปจนกว่างบจะออกจึงเป็นกลยุทธ์ที่เฉียบขาด
ในขณะเดียวกัน ดัชนี Nasdaq ของสหรัฐฯ เริ่มแสดงความผันผวนสูง (VIX Spread กว้างขึ้นเมื่อเทียบกับ S&P 500) นักลงทุนจึงเริ่มมองหาหลุมหลบภัยใหม่ โดยโยกเม็ดเงินเข้าสู่ดัชนี Russell 2000 หรืออุตสาหกรรมอื่นๆ ใน S&P 500 มากขึ้น ซึ่งถือเป็นจังหวะที่ดีในการหาโอกาสสะสมดัชนี Russell 2000 ตามกระแสเงินทุนโลก
ปลดแอกวิกฤตพลังงาน สัญญาณบวกจากช่องแคบฮอร์มุซและทิศทางราคาน้ำมัน
ประเทศไทยในฐานะประเทศผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิรายใหญ่ที่สุดในเอเชีย มีความเปราะบางอย่างมากต่อความผันผวนของราคาพลังงาน หากช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดกั้นหรือสถานการณ์ยืดเยื้อ เราจะได้รับผลกระทบเชิงลบมหาศาล แต่โชคดีที่ปัจจุบันช่องแคบฮอร์มุซยังคงเปิดใช้งานได้ปกติ เปรียบเสมือนการปลดแอกความกดดันทางเศรษฐกิจ ทำให้ราคาน้ำมันมีทิศทางปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง
เรื่องราวเบื้องหลังความผันผวนนี้เกี่ยวข้องกับมิติทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะความพยายามในการเจรจาทำข้อตกลงนิวเคลียร์ฉบับใหม่ระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่าน (MOU) ซึ่งมีเงื่อนไขหลัก คือ การหยุดยิง การคืนเงินอายัด และการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ แม้จะมีกระแสข่าวลือเรื่องสหรัฐฯ อาจต้องจ่ายเงินทุนบูรณะประเทศ (Reconstruction) สูงถึง 3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (300 billion) ซึ่งกลายเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก ทว่าการเจรจาผ่านตัวกลางอย่างผู้นำสูงสุดของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) และกาตาร์ ก็สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามในการยุติข้อพิพาทโดยเร็วที่สุด เพื่อรักษาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจในการส่งออกก๊าซและน้ำมัน
เจาะลึกทฤษฎีเกม (Game Theory) และการแยกตัวของ UAE จาก OPEC พฤติกรรมของตลาดน้ำมันสามารถอธิบายได้ด้วยทฤษฎีเกม โดยปกติแล้วกลุ่ม OPEC จะใช้ “เกมแห่งความร่วมมือ” ในการฮั้วกันลดกำลังการผลิตเพื่อดันราคาให้สูงขึ้น แต่การที่ UAE ตัดสินใจฉีกกฎและพร้อมเร่งการผลิต สะท้อนให้เห็นมุมมองเชิงลึกว่า พวกเขาประเมินแล้วว่า “เกมนี้กำลังจะจบลง” ในระยะยาว ความต้องการใช้น้ำมันทั่วโลกจะลดลงจากการมาถึงของพลังงานทางเลือก พวกเขาจึงต้องรีบชิงขายน้ำมันให้ได้มากที่สุดในตอนที่ราคายังสูงอยู่ สิ่งนี้อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่บอกเราว่า ในอนาคตรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปอาจจะได้รับอานิสงส์จากราคาน้ำมันที่ถูกลงอย่างมาก
สภาวะตลาดน้ำมันโลกในปัจจุบัน
- Goldman Sachs ได้ปรับลดคาดการณ์ ราคาน้ำมันสิ้นปีนี้จาก 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ลงมาเหลือ 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และหากฮอร์มุซเปิดใช้งานเต็มรูปแบบได้เร็วกว่ากำหนด ราคาอาจร่วงลงไปต่ำกว่า 70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
- สภาวะ Backwardation (ราคาสปอตสูงกว่าฟิวเจอร์ส) ที่เคยรุนแรงในช่วงแรกของสงคราม ได้พลิกกลับมาเป็น Contango (ราคาฟิวเจอร์สสูงกว่าสปอต) บ่งบอกว่าความต้องการใช้น้ำมันระยะสั้นเริ่มลดลงสู่ภาวะปกติ
- ส่วนต่างราคาน้ำมันดิบดูไบเทียบกับ WTI ดิ่งลงจนติดลบ และส่วนต่างเบรนท์ (Brent) เทียบกับ WTI ที่เคยห่างกันกว่า 10 เหรียญ ตอนนี้แคบลงเหลือเพียงประมาณ 2.5 เหรียญ
- ปริมาณน้ำมันที่คาดว่าจะหายไปจากฮอร์มุซ 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน ถูกชดเชยด้วยน้ำมันจากแหล่งอื่น (เช่น ฟูไจราห์, อ่าวโอมาน) จนเหลือส่วนที่หายไปจริงเพียง 12 ล้านบาร์เรลต่อวัน ทำให้ตลาดขาดแคลนผลผลิตเพียง 5 ล้านบาร์เรล (จากเดิมที่กังวลว่าจะหายไป 10 ล้านบาร์เรล)
จับตาการประชุม FOMC และเกมการเงินของเฟด
เมื่อความกังวลเรื่องฮอร์มุซลดลง ตลาดจึงหันมาโฟกัสที่คณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FOMC) แทน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี (10-Year Bond Yield) เริ่มปรับตัวลงมาทดสอบเส้นค่าเฉลี่ย 50 วัน
สิ่งที่ต้องติดตาม คือ “Dot Plot” หรือคาดการณ์ทิศทางดอกเบี้ย ซึ่งคาดว่าจะยังไม่มีการส่งสัญญาณลดดอกเบี้ยในเร็วๆ นี้ แต่อาจมีการปรับคาดการณ์ขึ้นเล็กน้อย อย่างไรก็ดี ทัศนะเชิงเศรษฐศาสตร์จากผู้เชี่ยวชาญอย่าง Kevin Warsh น่าจะส่งผลดีต่อตลาด หากมีการระบุว่าปัญหาน้ำมันตึงตัว (Oil Supply Shock) เริ่มคลี่คลายลง ผสมผสานกับการเติบโตของเทคโนโลยี AI ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนการผลิต ตลาดจะตีความทันทีว่าทิศทาง “เงินเฟ้อ” กำลังจะปรับตัวลดลง โดยที่เฟดไม่จำเป็นต้องใช้นโยบายสายเหยี่ยวไปมากกว่านี้ ถือเป็นสภาพแวดล้อมที่เป็นมิตรต่อตลาดหุ้นอย่างแท้จริง
สัญญาณเตือนเบาๆ เครือข่ายการระดมทุนและฟองสบู่ Big Tech
อีกหนึ่งประเด็นที่คนรุ่นใหม่สายเทคและนักลงทุนระดับโลกต้องรู้ทันคือ สภาพคล่องและการระดมทุนของบรรดาบริษัท Big Tech ที่กำลังขยายตัวอย่างบ้าคลั่ง
ตัวเลขการออกพันธบัตรของกลุ่มบริษัทชิปและเทคโนโลยีพุ่งทะลุ 6 หมื่นล้านดอลลาร์ไปแล้วในปีนี้ ความซับซ้อนอยู่ที่การลงทุนไขว้กันไปมาแบบโยงใยกระแสเงินสด ยกตัวอย่างเช่น Alphabet (Google) ที่ลงทุนใน Anthropic ไปแล้ว 1.3 หมื่นล้านดอลลาร์ และเตรียมใส่เพิ่มอีก 4 หมื่นล้านดอลลาร์ ดันมูลค่าหุ้นพุ่งไปถึง 1.3 แสนล้านดอลลาร์ นอกจากนี้ Amazon ก็อัดฉีดเม็ดเงินมหาศาลลงใน Anthropic เช่นกัน ส่วน Microsoft ก็ทุ่มเทให้กับ OpenAI
โครงสร้างที่เกี่ยวพันกันเป็นโดมิโนนี้ (เช่น Alphabet มีเอี่ยวทั้ง Anthropic และ SpaceX) ทำให้เราต้องเฝ้าระวังความเสี่ยง หากมีจุดใดจุดหนึ่งสะดุดล้ม อาจเกิดคลื่นกระแทกลูกใหญ่ต่อตลาดการเงินโลกได้ อย่างไรก็ตาม ก่อนที่ฟองสบู่จะแตก ตลาดมักจะเข้าสู่ช่วงเฟื่องฟูสุดขีด กลยุทธ์ที่สมเหตุสมผลคือการเข้าทำกำไรในสัดส่วนที่พอเหมาะ และเตรียมเงินสดสำรองไว้เพื่อรอช้อนซื้อยามที่วิกฤตมาเยือน
สำหรับคนที่ถือหุ้นเทคสหรัฐฯ อยู่ในมือ จังหวะนี้ยังไม่ใช่เวลาที่จะต้องรีบเทขาย การถือรอลุ้นการประกาศงบการเงินในเดือนหน้ายังคงเป็นมูฟที่ฉลาดและมีโอกาสทำกำไรได้สวยงามกว่า
หุ้นเด่นน่าจับตา เก็บเข้า Watchlist ด่วน
นอกเหนือจากกลุ่มธนาคารที่ยืนหนึ่งแล้ว ตลาดหุ้นไทยยังมีเพชรเม็ดงามที่รอจังหวะฉายแสง
- GULF & HANA : กำลังสร้างฐาน รอจังหวะทะยานขึ้น
- WHA : มีกระแสแรงซื้อเข้ามาอย่างมีนัยสำคัญ
- CENTEL & AOT : กลุ่มท่องเที่ยวและบริการที่พร้อมไปต่อ
- กลุ่มโรงพยาบาล : ตั้งหลักได้สวยงาม ไร้ความน่ากังวล
- BGRIM : ก้าวเดินได้อย่างแข็งแกร่ง สบายๆ ไม่ต้องลุ้นเหนื่อย
ตลาดหุ้นฝั่งเอเชียโดยรวมยังคงสดใสและผ่อนคลายไม่มีการปรับฐานลึก ส่วนเกาหลีใต้ก็เดินหน้าบวกอย่างแข็งแกร่ง วันนี้จึงเป็นวันที่ตลาดสามารถเคลื่อนตัวไปข้างหน้าได้อย่างมีเสถียรภาพ
บทบรรเลงแห่งอนาคตต้องเดินอย่างมีสติในเส้นทางแห่งความมั่งคั่ง
ภาพรวมของเศรษฐกิจและการลงทุนในปัจจุบันเปรียบเสมือนมหาสมุทรที่กว้างใหญ่ มีทั้งคลื่นลมแห่งความผันผวนและกระแสน้ำอุ่นที่พัดพาความมั่งคั่งมาให้ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของกระแสเงินทุนโลก ไม่ว่าจะเป็นการตื่นตัวของหุ้นกลุ่มธนาคาร การคลี่คลายของวิกฤตพลังงาน หรือแม้แต่แรงขับเคลื่อนของเทคโนโลยี AI ล้วนบอกเล่าเรื่องราวของโลกที่กำลังเดินหน้าอย่างไม่หยุดนิ่ง
ในโลกความเป็นจริง ไม่มีใครคาดเดาอนาคตได้อย่างสมบูรณ์แบบร้อยเปอร์เซ็นต์ ทว่าการที่เราติดอาวุธด้วยความรู้ เข้าใจทฤษฎีเบื้องหลังการตัดสินใจของมหาอำนาจ และมองเห็นความเชื่อมโยงของเม็ดเงินในกลุ่ม Big Tech จะช่วยให้เราก้าวเดินไปบนเส้นทางนี้ได้อย่างมีสติ ไม่ตื่นตระหนกไปกับข่าวสารรายวัน จงใช้จังหวะที่ตลาดกำลังเฟื่องฟูนี้ในการสร้างรากฐานที่มั่นคง บริหารจัดการความเสี่ยงอย่างชาญฉลาด และเก็บเกี่ยวผลกำไรพร้อมกับรักษาเงินต้นไว้อย่างทะนุถนอม เพราะในทุกๆ วิกฤตการณ์ มักจะมีแสงสว่างแห่งโอกาสซ่อนอยู่เสมอสำหรับผู้ที่เตรียมพร้อม ขอให้ทุกท่านสนุกและประสบความสำเร็จในทุกจังหวะของการลงทุน
ตารางสรุป 3 เทรนด์โลก ต้องรู้ก่อนเงินเปลี่ยนกระเป๋า!
| เทรนด์ที่น่าจับตา (Trend) | สถานการณ์ปัจจุบัน (Current Situation) | โอกาสที่ซ่อนอยู่ (Opportunity) |
| 🏦 กลุ่มธนาคาร (Bank Sector) | กระแสเงินไหลเข้า (Sector Rotation) ทั่วโลก | หุ้นไทยฟอร์มเด่นน่าจับตา (KBANK, SCB, TTB, KKP) |
| 🛢️ พลังงานน้ำมัน (Oil & OPEC) | UAE แยกตัว ฮอร์มุซเปิดปกติ ราคาน้ำมันจ่อลง | ต้นทุนพลังงานอาจถูกลง เป็นบวกต่อเศรษฐกิจโดยรวม |
| 💻 กลุ่มเทคโนโลยี (Big Tech) | ระดมทุนไขว้กันไปมา มูลค่าพุ่งสูงลิ่ว | ถือลุ้นงบได้ แต่ควรเตรียมเงินสดสำรองรับมือความผันผวน |
บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลข่าวสารและการศึกษาเท่านั้น มิได้เป็นการชี้นำหรือแนะนำการลงทุน ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลและทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน
อ้างอิงจาก
https://www.facebook.com/prakitsiriwattanaket/videos/975882861730355









