เมื่อก้าวเข้าสู่ช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าภาพรวมของเศรษฐกิจโลกกำลังเดินหน้าเข้าสู่จุดที่เต็มไปด้วยความท้าทายใหม่ๆ หลายคนอาจกังวลกับคำว่า “Stagflation” หรือภาวะที่เศรษฐกิจโตช้าแต่เงินเฟ้อสูง ทว่าในทุกการเปลี่ยนแปลงย่อมมีโอกาสซ่อนอยู่เสมอ หากเรารู้จักปรับตัวและวางกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับสถานการณ์
วิธีจัดพอร์ตรับมือสู้เงินเฟ้อปี 2569 ด้วย AI และหุ้นปันผล
ล่าสุดทางทิสโก้ (TISCO) ได้ออกมาประเมินทิศทางตลาดพร้อมให้มุมมองที่น่าสนใจอย่างยิ่ง โดยเน้นย้ำถึงการกระจายความเสี่ยงและเลือกโฟกัสในกลุ่มสินทรัพย์ที่มีศักยภาพเติบโตจริงอย่างพลังงาน เทคโนโลยี AI หุ่นยนต์ (Robotics) รวมถึงหุ้นปันผลสูง เพื่อรับมือกับแรงเสียดทานทางเศรษฐกิจอย่างมั่นคง บทความนี้จะพาไปเจาะลึกข้อมูลและแนวคิดแบบ Step-by-step ว่าทำไมเศรษฐกิจโลกถึงเป็นเช่นนี้ แล้วเราควรจัดพอร์ตอย่างไรให้สอดรับกับธีม “โลกช็อก…เราต้องไม่ช็อก”

สแกนภาพรวมเศรษฐกิจโลก โอกาสที่ซ่อนอยู่ในแรงเสียดทาน
นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด ได้ให้มุมมองที่น่าสนใจว่า ภาพรวมเศรษฐกิจโลกนั้นถือว่า ฟื้นตัวและดูดีกว่าที่หลายฝ่ายเคยประเมินไว้แต่ต้น แม้ว่าบนหน้าข่าวจะเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนจากประเด็นความขัดแย้งทางการค้าหรือสงครามอิหร่านก็ตาม ที่สำคัญคือ โอกาสที่เศรษฐกิจโลกจะหดตัวรุนแรงจนเข้าสู่ภาวะถดถอย (Recession) นั้นยังมีจำกัด
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิด คือ “สงครามการค้า” ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญที่อาจสร้างความสั่นสะเทือนต่อความเชื่อมั่น การลงทุน และบรรยากาศการค้าทั่วโลก โดยเฉพาะกลุ่มประเทศที่พึ่งพาการส่งออกเป็นหลักอย่างประเทศไทย
บริบทของไทย หุ้นไทยกับการก้าวข้ามขีดจำกัด
สำหรับประเทศไทย แม้ตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจจะยังอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าศักยภาพ โดยมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่า 2% ทั้งในปีนี้และปีหน้า แต่จุดสว่างที่น่าจับตามองคือ การลงทุนภาคเอกชนและการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่มีทิศทางขยายตัวได้ดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ ซึ่งนี่อาจเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในสเต็ปถัดไป
นอกจากนี้ ในฝั่งของตลาดทุน แนวโน้มกำไรของบริษัทจดทะเบียนไทยเริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัวอย่างชัดเจน โดยมีแรงหนุนหลักจากกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ สื่อสาร พาณิชย์ และพลังงาน ผนวกกับการขับเคลื่อนผ่านโครงการ Jump+ ที่มุ่งส่งเสริมศักยภาพบริษัทจดทะเบียน
นายไพบูลย์ ชี้ให้เห็นถึงศักยภาพที่ซ่อนอยู่ว่า “ตลาดหุ้นไทยยังมีศักยภาพที่จะเป็นมากกว่าแค่สินทรัพย์หลบความผันผวน หากภาครัฐสามารถสร้างความเชื่อมั่นต่อแนวทางการยกระดับเศรษฐกิจให้กลับไปเติบโตในระดับ 3–4% ได้อย่างต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการออกแบบมาตรการอย่าง TISA ให้สามารถดึงดูดเม็ดเงินออมระยะยาวเข้าสู่ตลาดทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ”
Stagflation ไม่ใช่ทางตัน แต่เป็นจุดเปลี่ยนที่ต้องรู้ทัน
ก้าวมาที่มุมมองเชิงลึกด้านเศรษฐกิจโลก นายคมศร ประกอบผล หัวหน้าศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU) ระบุว่า ในช่วงกลางปี 2569 นี้ เราเริ่มเห็น “แรงเสียดทาน” ชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา ตัวเลขเงินเฟ้อล่าสุดในเดือนพฤษภาคมเร่งตัวขึ้นไปแตะระดับ 4.2% ซึ่งถือเป็นจุดสูงสุดในรอบกว่า 2 ปี ปัจจัยหลักมาจากราคาพลังงานที่ยังคงทรงตัวในระดับสูงจากความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง
ผลกระทบจากค่าครองชีพที่พุ่งสูงได้สะท้อนผ่านดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคของมหาวิทยาลัยมิชิแกน ที่ร่วงลงมาเหลือเพียง 44.8 จุด ซึ่งเป็นสถิติต่ำสุดในรอบ 74 ปี โดยพบว่าผู้บริโภคถึง 2 ใน 3 เริ่มรัดเข็มขัดและลดการใช้จ่ายลง ยิ่งไปกว่านั้น การคาดการณ์เงินเฟ้อในอีก 1 ปีข้างหน้ายังปรับตัวสูงขึ้นทั้งในระยะสั้นและระยะยาวมาอยู่ที่ 4.8% และ 3.9% ตามลำดับ
ประเด็นที่นายคมศรเน้นย้ำ คือ “เงินเฟ้อกำลังเริ่มฝังรากลึกลงในความคาดหวังของผู้บริโภค” ซึ่งจะทำให้การจัดการนโยบายการเงินในอนาคตมีความซับซ้อนมากขึ้น
3 แรงกดดันที่ผลักดันเศรษฐกิจสู่ “โตช้า ต้นทุนสูง”
ความเสี่ยงของภาวะ Stagflation กลับมาอยู่ในสปอตไลต์อีกครั้งในช่วงครึ่งปีหลัง โดยมีตัวเร่ง 3 ด้าน ได้แก่
- ราคาพลังงาน : ที่ยังคงเกาะอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง
- โครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลกที่เปราะบาง : ผลจากมาตรการกีดกันทางการค้าทำให้สัดส่วนการค้าโลกต่อ GDP (Trade-to-GDP) ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ จาก 62.8% ในปี 2565 หดตัวลงเหลือเพียง 56.8% ในปี 2567
- การใช้จ่ายภาครัฐและการลงทุน AI : ที่ยังคงขยายตัวสูงลิ่ว ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยพยุงไม่ให้เศรษฐกิจแย่ลง แต่ในขณะเดียวกันก็ไปกระตุ้นเงินเฟ้อให้สูงขึ้น
แม้สภาพแวดล้อมจะดูท้าทาย แต่ความน่าสนใจ คือ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ กลับแสดงความแข็งแกร่งและฟื้นตัวได้ดี แรงหนุนสำคัญมาจากผลประกอบการในไตรมาส 1 ปี 2569 ที่ออกมาดีเกินคาด ดันกำไรต่อหุ้น (EPS) ของดัชนี S&P 500 สูงกว่าที่นักวิเคราะห์มองไว้ ในขณะเดียวกัน กำไรล่วงหน้า 12 เดือน (Forward Earnings) ก็ปรับตัวขึ้นต่อเนื่องราว 12% ซึ่งสูงกว่าการปรับขึ้นของตัวดัชนีเอง ส่งผลให้มูลค่าหุ้น (Valuation) ดูน่าดึงดูดมากขึ้นเมื่อประเมินจากปัจจัยพื้นฐาน
เปิดแผนที่การลงทุน ปรับพอร์ตอย่างไรให้ปังในครึ่งปีหลัง?
เมื่อเราเข้าใจบริบทของตลาดแล้ว TISCO ESU ได้ให้คำแนะนำเชิงกลยุทธ์ที่สามารถนำไปปรับใช้ได้จริง เพื่อเปลี่ยนความผันผวนให้เป็นผลตอบแทน ดังนี้
- กระจายการลงทุน (Diversification) : การถือครองสินทรัพย์ที่หลากหลาย ทั้งหุ้น พันธบัตร และสินค้าโภคภัณฑ์ในสัดส่วนที่สมดุล คือ เกราะป้องกันชั้นดี โดยเฉพาะในจังหวะที่หุ้นและพันธบัตรมักจะเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกัน
- เพิ่มน้ำหนัก (Overweight) หุ้นพลังงานและวัสดุพื้นฐาน : กลุ่มเหล่านี้ คือ ผู้รับประโยชน์โดยตรงเมื่อราคาสินค้าโภคภัณฑ์ปรับตัวสูงขึ้น กำไรของหมวดธุรกิจนี้ยังมีทิศทางบวก และกลุ่ม Materials ยังทำหน้าที่กระจายความเสี่ยงได้เยี่ยมยอด เพราะมีความสัมพันธ์ (Correlation) กับตลาดโดยรวมค่อนข้างต่ำ
- ลดน้ำหนัก (Underweight) หุ้นเทคโนโลยีที่กระแสเงินสดต่ำ : สภาพแวดล้อมดอกเบี้ยสูงไม่ใช่พื้นที่ของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ที่กำไรยังเป็นเพียงความหวังในอนาคตไกลๆ นอกจากนี้ การแข่งขันพัฒนา AI ที่ดุเดือดทำให้กลุ่ม Hyperscalers ต้องทุ่มงบลงทุน (CAPEX) สูงที่สุดในรอบทศวรรษ ซึ่งไปกดดันกระแสเงินสดอิสระ ทำให้เสน่ห์ของหุ้นกลุ่มนี้ลดลง
ธีมลงทุนแห่งอนาคต AI, Robotics และหุ้นปันผล
ในฝั่งของการบริหารจัดการกองทุน นายสาห์รัช ชัฏสุวรรณ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ทิสโก้ จำกัด (TISCOASSET) มองว่าความผันผวนจากประเด็น Policy Rate Divergence หรือทิศทางดอกเบี้ยที่สวนทางกันของมหาอำนาจเศรษฐกิจ (เช่น เฟดและแบงก์ชาติไทยอาจคงดอกเบี้ย ขณะที่ยุโรปและญี่ปุ่นอาจขึ้นดอกเบี้ย) จะทำให้กระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายมีความผันผวนสูง
แต่ท่ามกลางความไม่แน่นอนนั้น เมกะเทรนด์อย่าง AI และ Robotics คือของจริง นายสาห์รัชระบุชัดเจนว่า “AI รอบนี้แตกต่างจากยุคฟองสบู่ดอทคอมโดยสิ้นเชิง เนื่องจากมีรายได้และกำไรที่จับต้องได้จริงมารองรับ” มีการประเมินว่ากำไรของบริษัททั่วโลกในช่วงปี 2569–2570 จะขยายตัวต่อเนื่องจากการนำ AI เข้ามาพลิกโฉมและเพิ่มประสิทธิภาพทั้งในภาคอุตสาหกรรมและการบริการ
4 กองทุนตัวท็อปจาก บลจ.ทิสโก้ ภายใต้ธีม “โลกช็อก…เราไม่ช็อก”
บลจ.ทิสโก้ แนะนำให้ใช้กองทุนประเภท Multi-Asset เป็นแกนหลัก (Core Portfolio) และเสริมด้วยกองทุนเฉพาะทาง (Satellite) เพื่อเพิ่มโอกาสรับผลตอบแทน:
- กองทุนเปิด ทิสโก้ โกลบอล สมาร์ท แอลโลเคชั่น (TGSMART) [ความเสี่ยงระดับ 5] : แกนหลักของพอร์ต กระจายลงทุนในหุ้น ตราสารหนี้ และสินทรัพย์ทางเลือกทั่วโลก เป้าหมายคือให้เงินเติบโตและมีรายได้เทียบเท่าผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 3 เดือน +5% ต่อปี ในระยะ 3 ปีต่อเนื่อง
- กองทุนเปิด ทิสโก้ AI & Big Data (TISCOAI) [ความเสี่ยงระดับ 6] : สายเติบโตห้ามพลาด เน้นลงทุนผ่าน Xtrackers Artificial Intelligence & Big Data UCITS ETF เกาะติดบริษัทที่เป็นฟันเฟืองของโลกยุคใหม่ ทั้ง AI, Data Processing และ Data Security
- กองทุนเปิด ทิสโก้ โรโบติกส์ (TROBOTICS) [ความเสี่ยงระดับ 6] : เจาะลึกเทคโนโลยีหุ่นยนต์ผ่านกองทุน Pictet – Robotics รับประโยชน์จากห่วงโซ่คุณค่า (Value chain) และ Enabling Technologies ที่ทำให้ระบบอัตโนมัติทำงานได้จริง
- กองทุนเปิด ทิสโก้ ไฮ ดิวิเดนด์ หุ้นทุน ชนิดผู้ลงทุนทั่วไป (TISCOHD-A) [ความเสี่ยงระดับ 6] : สร้างความมั่นคงให้พอร์ตด้วยหุ้นไทยพื้นฐานดี จ่ายปันผลต่อเนื่อง โดยอ้างอิงดัชนี SETHD 30 Total Return Index ด้วยกลยุทธ์แบบเชิงรุก
(หมายเหตุ : กองทุน TGSMART, TISCOAI และ TROBOTICS มีการป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน)
บทสรุป : เส้นทางที่ความผันผวนคือเพื่อนร่วมทาง
ท้ายที่สุดแล้ว โลกของการเงินไม่เคยมีคำว่าหยุดนิ่ง ภาวะ Stagflation ตัวเลขเงินเฟ้อ หรือความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ อาจเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่บทเรียนจากช่วงปี 2564-2565 ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า คนที่ยึดติดกับกรอบเดิมๆ มักจะต้องเจอกับความผิดหวัง ในขณะที่คนที่กล้าปรับตัว มองเห็นความต่างระหว่างเสียงรบกวน (Noise) กับโอกาสที่แท้จริง (Signal) จะสามารถหาจังหวะเติบโตได้เสมอ
เทคโนโลยีอย่าง AI และ Robotics ไม่ใช่แค่เรื่องล้ำยุคในนิยายวิทยาศาสตร์อีกต่อไป แต่มันคือกำลังหลักที่ขับเคลื่อนผลกำไรของโลกธุรกิจ ณ เวลานี้ ผสมผสานกับการวางรากฐานด้วยหุ้นปันผลและสินทรัพย์ป้องกันเงินเฟ้อ การจัดพอร์ตด้วยความเข้าใจและกระจายความเสี่ยงอย่างชาญฉลาด จะเป็นเข็มทิศชั้นดีที่พาเราก้าวข้ามทุกมรสุมเศรษฐกิจได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน
ตาราง : เปิดแผนที่จัดพอร์ตครึ่งปีหลัง 2569 สู้เงินเฟ้อสไตล์ TISCO
| สถานการณ์เศรษฐกิจโลก | กลยุทธ์รับมือความผันผวน | ธีมที่ควรโฟกัส |
| ภาวะ Stagflation (เงินเฟ้อสูง โตช้า) | กระจายความเสี่ยงให้สมดุล | หุ้นกลุ่มพลังงาน และ วัสดุพื้นฐาน |
| ดอกเบี้ยสูง / แข่งขันเทคโนโลยีเดือด | ลดน้ำหนักหุ้นเทคฯ ที่กระแสเงินสดต่ำ | AI & Big Data (กลุ่มที่มีรายได้ชัดเจน) |
| ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ | เน้นความมั่นคงและเทคโนโลยีล้ำสมัย | หุ้นไทยปันผลสูง และ เทคโนโลยีหุ่นยนต์ (Robotics) |
บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลข่าวสารและการศึกษาเท่านั้น มิได้เป็นการชี้นำหรือแนะนำการลงทุน ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลและทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน










